สงสัยหรือแค่คิดไปเอง " เรื่องบทสนทนา " [ยินดีให้แชร์]

วิว
#นักอ่าน #บทสนทนา
คืออันนี้ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองรึเปล่าว่าสมัยนี้ นักอ่านส่วนใหญ่ชอบอ่านแต่บทสนทนาอย่างเดียวมากกว่าการบรรยายหรือคะ?

แค่บอกว่าตัวละครตัวไหนพูดคุยกันบ้าง ไม่มีการบรรยายอื่นๆร่วมด้วย แต่มันติดตรงที่ คนอ่านฟิน คนอ่านอินและสนุก ซึ่งเท่าที่อ่านมาเราแทบไม่เห็นอารมณ์หรือคาเร็คเตอร์ของตัวละครเลย ไม่มีการคิดหรือวิเคราะห์ถึงปัญหาใดใดทั้งสิ้น  โอะ.......ไม่เข้าใจจริงๆค่ะ

และสุดท้าย เดี๋ยวนี้นิยายเริ่มใส่เสียงเอฟเฟคเยอะมากเลยค่ะ

(ขออนุญาตบ่นนิดๆนะคะ ขอบคุณค่ะ)

 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #3
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เราว่าปัจจัยเรื่องอายุมีส่วนอย่างมากกับเรื่องนี้


    เด็กๆ Gen Z, Gen Me หรือก็คือเด็กจนถึงเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน พวกเขาเติบโตมากับเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วและกว้างไกล แค่มีโทรศัพท์ก็ทำอะไรได้มากมายและรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องออกข้างนอกหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากนัก


    เพราะการสื่อสารที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและความสะดวกสบายเหล่านี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่กล่าวมามีพฤติกรรมใจร้อน รออะไรนานไม่ได้ จดจ่อกับอะไรนานๆไม่ได้ และเมื่อพวกเขาจดจ่อกับอะไรนานๆไม่ได้ พวกเขาจึง "ไม่สามารถที่จะมีสมาธิอ่านอะไรยาวๆได้" ไปด้วย


    ดังนั้น พวกเขาจึงไม่นิยมอ่านนิยายที่มีบทบรรยายเยอะ นิยมเสพแค่บทสนทนาหรือบทบรรยายสั้นๆให้รู้เรื่องหรือฟินแล้วก็จบ ไม่ใส่ใจรายละเอียดการใช้ภาษาอื่นๆเพิ่มเติม อ่านแบบฉาบฉวยไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบนิยายที่มีการบรรยาย แต่พฤติกรรมของพวกเขาถูกสภาพแวดล้อมหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กจนเป็นเช่นนี้ไปแล้ว


    และเมื่อเด็ก gen Z กับ gen Me กลุ่มนี้ คือกลุ่มคนที่อ่านนิยายในเน็ตมากที่สุด มันจึงดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้อ่านได้เปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหรือเสพสื่อไปแล้ว ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น


    ถ้าขยายกรอบไปที่ "ตลาดหนังสือ" จะพบเลยว่า ผู้อ่านที่อยู่ใน Gen อื่นซึ่งเลยวัย 2 Gen นั้นขึ้นมาอีกเช่นเรา หรือเด็กGen Z และ Gen Me บางส่วน ยังคงซื้อ เสพ รวมถึงอ่านนิยายในเน็ตที่มีบทบรรยายอยู่ เพราะคนวัยผู้ใหญ่โตมากับการที่ต้องรอไปรษณีย์มาส่งจดหมายจากที่บ้าน ต้องเดินเข้าธนาคารไปต่อคิวเวลาทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ สภาพสังคมหล่อหลอมให้พวกเราใส่ใจรอบข้าง รู้จักรอ ส่วนผู้ที่อยู่ใน 2gen ที่อยู่ในกลุ่มบางส่วนนั้น พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หฃ่อหลอมให้พวกเขามีสมาธิในการจดจ่อทำอะไรนานๆได้ ดังนั้น...คนกลุ่มนี้ จึงมีสมาธิที่จดจ่ออ่านอะไรเยอะๆนานๆได้มากกว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่


    แต่ก็ไม่ใช่ว่าของแบบนี้มันฝึกกันไม่ได้นะ ขอแค่มีนิสัยรักการอ่าน Gen อะไรก็อ่านนิยายที่มีบทบรรยาย หรือหนังสือเล่มหนาๆได้ทั้งนั้นแล


    อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ...เวลา ใครมีเวลามากก็อ่านได้มาก บางคนวันๆนึงได้อ่านนิยายแว้บเดียวก็อยากอ่านให้จบๆไปเลยทีเดียว

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ตอนเขียนเรื่องแรกก็เน้นบทสนทนาอย่างเดียวค่ะ นักอ่านบอกว่าสนุก แต่พอขอคำติชม ก็มีนักอ่านมาติเหมือนกันค่ะ เลยทำให้รู้ว่าต้องเพิ่มบรรยาย


    ถ้ามีแต่บทพูด ซึ่งมีบรรยายน้อย มันคงต้องจินตนาการสีหน้า หรือบรรยากาศต่าง ๆ เอาเอง

    แต่ถ้ามีบทบรรยาย มันดีตรงทีนึกภาพตามได้ทันทีโดยไม่ต้องเหนื่อยสมองมาก


    ถ้าถามว่าชอบแบบไหน ก็แบบมีบทบรรยายค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องเยอะก็ได้

    เอ หรือจะเป็นเพราะที่มีแต่บทสนทนามันอาจทำให้อ่านได้เร็วขึ้นหรือเปล่า

    ส่วนเรื่องเสียงประกอบ ขอข้ามประเด็นนี้นะคะ ชอบบ้างไม่ชอบบ้างปะปนกันไป

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    แต่ก่อนเคยเขียนนิยายส่งไปให้สนพ.ค่ะ ฝีมือยังอ่อนหัดแต่ก็ส่งไป 55555 แต่ก่อนก็เขียนแบบมีบทสนทนาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ได้ตั้งใจจะทำหรอกค่ะแต่มันเป็นไปเองเพราะความมือใหม่ด้วยล่ะ โดนสนพ.ติกลับมาว่าการใช้บทสนทนาเป็นตัวดำเนินเรื่องจะทำให้นักอ่านเข้าไม่ถึงเหตุการณ์รวมถึงนิสัยของตัวละครด้วย ส่วนถามว่านักอ่านเขาชอบกันเหรอก็น่าจะเป็นบางกลุ่มล่ะมั้งคะ คงเพราะว่ามันอ่านง่าย รวดเร็ว แล้วมันเหมือนมีแต่อารมณ์ในคำพูดอย่างเดียวไม่มีการบรรยายมาขั้น นักอ่านบางกลุ่มเลยอาจจะชอบแบบนั้น แต่ในความคิดเราแบบนั้นมันก็ไม่เหมือนนิยายเท่าไหร่หรอกค่ะ อารมณ์เป็นการสนทนาของตัวละครซะมากกว่า

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    คนเขียนอย่างเราก็ชอบแต่งบทสนทนานะ เพราะมันเป็นภาษาที่เป็นกันเอง เข้าถึงง่ายกว่า ได้อารมณ์กว่า รู้ทั้งเนื้อความและความสัมพันธ์ของตัวละครไปพร้อมๆกัน บางทีอาจดำเนินเรื่องเร็วกว่าบทบรรยายตั้งเยอะ เพราะบางทีตัวละครคุยกันทีละ2-3เรื่อง บทบรรยายบางทีก็เขียนแค่คร่าวๆ แต่บทสนทนาลงรายละเอียดด้วย ถึงอยู่กับว่าตัวละครจะคุยเรื่องอะไร ถามลงลึกแค่ไหน คนที่ให้ข้อมูลอยากเปิดเผยมากแค่ไหน สาเหตุที่อ่านแล้วฟินมากกว่าเพราะแสดงความรู้สึกและความสัมพันธ์ของตัวละครไว้ในนั้นอ่ะจ้า

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #7
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เห็นด้วยอย่างแรงค่ะ

    นักอ่านสมัยนี้สมาธิสั้น ชอบอ่านบทสนทนามากกว่า


    แต่จะว่าไป ก็ไม่ใช่แค่นักอ่านหรอกค่ะ นักเขียนก็เป็น เคยอ่านงานเขียนแนวฟาโรห์(ตีพิมพ์เป็นเล่มด้วยนะ) พี่แกเปิดบทมา เขียนว่า...ท้องพระโรง แล้วก็ตามด้วยบทสนทนาบลาๆๆๆ ถ้าเป็นแนวอื่นจะไม่บ่นหรอก แต่แนวอียิปต์ทะเลทรายควรบรรยายบ้าง เล่นเขียนอย่างนี้ จิ้นไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่า-ท้องพระโรงที่ว่า กับคู่สนทนาที่พล่ามมาหน้าตามันเป็นยังไง

    เชื่อไหม...อ่านแล้วอยากเขวี้ยงทิ้ง นึกในใจ อะไรฟระ!!


    ส่วนตัวเป็นคนถนัดการบรรยายซีนอารมณ์ค่ะ เขียนได้เป็นหน้าๆ ก็เลยได้รับฉายาว่า...บ้าบรรฯ ^^"

    ตอบกลับ

17 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ตอนเขียนเรื่องแรกก็เน้นบทสนทนาอย่างเดียวค่ะ นักอ่านบอกว่าสนุก แต่พอขอคำติชม ก็มีนักอ่านมาติเหมือนกันค่ะ เลยทำให้รู้ว่าต้องเพิ่มบรรยาย


      ถ้ามีแต่บทพูด ซึ่งมีบรรยายน้อย มันคงต้องจินตนาการสีหน้า หรือบรรยากาศต่าง ๆ เอาเอง

      แต่ถ้ามีบทบรรยาย มันดีตรงทีนึกภาพตามได้ทันทีโดยไม่ต้องเหนื่อยสมองมาก


      ถ้าถามว่าชอบแบบไหน ก็แบบมีบทบรรยายค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องเยอะก็ได้

      เอ หรือจะเป็นเพราะที่มีแต่บทสนทนามันอาจทำให้อ่านได้เร็วขึ้นหรือเปล่า

      ส่วนเรื่องเสียงประกอบ ขอข้ามประเด็นนี้นะคะ ชอบบ้างไม่ชอบบ้างปะปนกันไป

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แต่ก่อนเคยเขียนนิยายส่งไปให้สนพ.ค่ะ ฝีมือยังอ่อนหัดแต่ก็ส่งไป 55555 แต่ก่อนก็เขียนแบบมีบทสนทนาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ได้ตั้งใจจะทำหรอกค่ะแต่มันเป็นไปเองเพราะความมือใหม่ด้วยล่ะ โดนสนพ.ติกลับมาว่าการใช้บทสนทนาเป็นตัวดำเนินเรื่องจะทำให้นักอ่านเข้าไม่ถึงเหตุการณ์รวมถึงนิสัยของตัวละครด้วย ส่วนถามว่านักอ่านเขาชอบกันเหรอก็น่าจะเป็นบางกลุ่มล่ะมั้งคะ คงเพราะว่ามันอ่านง่าย รวดเร็ว แล้วมันเหมือนมีแต่อารมณ์ในคำพูดอย่างเดียวไม่มีการบรรยายมาขั้น นักอ่านบางกลุ่มเลยอาจจะชอบแบบนั้น แต่ในความคิดเราแบบนั้นมันก็ไม่เหมือนนิยายเท่าไหร่หรอกค่ะ อารมณ์เป็นการสนทนาของตัวละครซะมากกว่า

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราว่าปัจจัยเรื่องอายุมีส่วนอย่างมากกับเรื่องนี้


      เด็กๆ Gen Z, Gen Me หรือก็คือเด็กจนถึงเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน พวกเขาเติบโตมากับเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วและกว้างไกล แค่มีโทรศัพท์ก็ทำอะไรได้มากมายและรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องออกข้างนอกหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากนัก


      เพราะการสื่อสารที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและความสะดวกสบายเหล่านี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่กล่าวมามีพฤติกรรมใจร้อน รออะไรนานไม่ได้ จดจ่อกับอะไรนานๆไม่ได้ และเมื่อพวกเขาจดจ่อกับอะไรนานๆไม่ได้ พวกเขาจึง "ไม่สามารถที่จะมีสมาธิอ่านอะไรยาวๆได้" ไปด้วย


      ดังนั้น พวกเขาจึงไม่นิยมอ่านนิยายที่มีบทบรรยายเยอะ นิยมเสพแค่บทสนทนาหรือบทบรรยายสั้นๆให้รู้เรื่องหรือฟินแล้วก็จบ ไม่ใส่ใจรายละเอียดการใช้ภาษาอื่นๆเพิ่มเติม อ่านแบบฉาบฉวยไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบนิยายที่มีการบรรยาย แต่พฤติกรรมของพวกเขาถูกสภาพแวดล้อมหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กจนเป็นเช่นนี้ไปแล้ว


      และเมื่อเด็ก gen Z กับ gen Me กลุ่มนี้ คือกลุ่มคนที่อ่านนิยายในเน็ตมากที่สุด มันจึงดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้อ่านได้เปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหรือเสพสื่อไปแล้ว ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น


      ถ้าขยายกรอบไปที่ "ตลาดหนังสือ" จะพบเลยว่า ผู้อ่านที่อยู่ใน Gen อื่นซึ่งเลยวัย 2 Gen นั้นขึ้นมาอีกเช่นเรา หรือเด็กGen Z และ Gen Me บางส่วน ยังคงซื้อ เสพ รวมถึงอ่านนิยายในเน็ตที่มีบทบรรยายอยู่ เพราะคนวัยผู้ใหญ่โตมากับการที่ต้องรอไปรษณีย์มาส่งจดหมายจากที่บ้าน ต้องเดินเข้าธนาคารไปต่อคิวเวลาทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ สภาพสังคมหล่อหลอมให้พวกเราใส่ใจรอบข้าง รู้จักรอ ส่วนผู้ที่อยู่ใน 2gen ที่อยู่ในกลุ่มบางส่วนนั้น พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หฃ่อหลอมให้พวกเขามีสมาธิในการจดจ่อทำอะไรนานๆได้ ดังนั้น...คนกลุ่มนี้ จึงมีสมาธิที่จดจ่ออ่านอะไรเยอะๆนานๆได้มากกว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่


      แต่ก็ไม่ใช่ว่าของแบบนี้มันฝึกกันไม่ได้นะ ขอแค่มีนิสัยรักการอ่าน Gen อะไรก็อ่านนิยายที่มีบทบรรยาย หรือหนังสือเล่มหนาๆได้ทั้งนั้นแล


      อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ...เวลา ใครมีเวลามากก็อ่านได้มาก บางคนวันๆนึงได้อ่านนิยายแว้บเดียวก็อยากอ่านให้จบๆไปเลยทีเดียว

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คนเขียนอย่างเราก็ชอบแต่งบทสนทนานะ เพราะมันเป็นภาษาที่เป็นกันเอง เข้าถึงง่ายกว่า ได้อารมณ์กว่า รู้ทั้งเนื้อความและความสัมพันธ์ของตัวละครไปพร้อมๆกัน บางทีอาจดำเนินเรื่องเร็วกว่าบทบรรยายตั้งเยอะ เพราะบางทีตัวละครคุยกันทีละ2-3เรื่อง บทบรรยายบางทีก็เขียนแค่คร่าวๆ แต่บทสนทนาลงรายละเอียดด้วย ถึงอยู่กับว่าตัวละครจะคุยเรื่องอะไร ถามลงลึกแค่ไหน คนที่ให้ข้อมูลอยากเปิดเผยมากแค่ไหน สาเหตุที่อ่านแล้วฟินมากกว่าเพราะแสดงความรู้สึกและความสัมพันธ์ของตัวละครไว้ในนั้นอ่ะจ้า

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เคยแต่งแต่บทสนทนาอย่างเดียว แล้วโดนบอกว่า อ่านแล้วงงว่าใครพูด หลายรอบเลย TT

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมมองในมุมมองนิยายออนไลน์ ไม่ได้มองในมุมมองหนังสือตีพิมพ์นะ เพราะการพิมพ์หนังสือมันมีกฏระเบียบในแบบของมัน


      ผมคิดว่า นิยายที่ดี จะต้องทำให้เรื่องเดินไปข้างหน้า ผมเองเห็นมาหลายเรื่องและ ที่บทสนทนาไม่ได้ใส่กริยาอะไรเลย แต่คนอ่านก็บอกว่าสนุก พอผมไปลองอ่านดี ๆ ก็พบว่า แม้บทสนทนาจะไม่มีรายละเอียดการเคลื่อนไหว แต่บทสทนาเหล่านั้นได้ "เล่า" อารมณ์ของตัวละครออกมาในตัวบทสนทนาแล้ว ผ่านเนื้อเรื่องที่กำลังดำเนิน ผ่านบทพูดที่เข้ากันพอดีกับเนื้อเรื่อง ทำให้ไม่ต้องอธิบายการเคลื่อนไหว หรือน้ำเสียง นิยายก็อ่านสนุกได้


      ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า นักอ่านมีความคิด ความรู้สึกหลากหลาย ทำให้เวลาอ่านงานเขียนเดียวกัน จะรู้สึกไปคนละแบบ สมัยนี้ แค่บทสนทนาอย่างเดียวก็ทำให้สนุกได้ เป็นเพราะสมัยนี้ คนเสพงานเขียน ชอบอะไรที่ย่อยง่าย เข้าใจได้เร็ว ไม่ลีลาเยอะ รักษาความตื่นเต้นไปได้ตลอดรอดฝัง


      ส่วนสำนักพิมพ์ ถ้าส่งนิยายที่มีแต่บทสนทนาไป อาจโดนตีกลับได้ เพราะมันคือโลกของการตีพิมพ์ที่มีกรอบคราว ๆ เหมือนร้านอาหารแฟรนไซค์ ที่รสชาติของอาหารทุกจานจะต้องตรงตามสูตร

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เห็นด้วยอย่างแรงค่ะ

      นักอ่านสมัยนี้สมาธิสั้น ชอบอ่านบทสนทนามากกว่า


      แต่จะว่าไป ก็ไม่ใช่แค่นักอ่านหรอกค่ะ นักเขียนก็เป็น เคยอ่านงานเขียนแนวฟาโรห์(ตีพิมพ์เป็นเล่มด้วยนะ) พี่แกเปิดบทมา เขียนว่า...ท้องพระโรง แล้วก็ตามด้วยบทสนทนาบลาๆๆๆ ถ้าเป็นแนวอื่นจะไม่บ่นหรอก แต่แนวอียิปต์ทะเลทรายควรบรรยายบ้าง เล่นเขียนอย่างนี้ จิ้นไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่า-ท้องพระโรงที่ว่า กับคู่สนทนาที่พล่ามมาหน้าตามันเป็นยังไง

      เชื่อไหม...อ่านแล้วอยากเขวี้ยงทิ้ง นึกในใจ อะไรฟระ!!


      ส่วนตัวเป็นคนถนัดการบรรยายซีนอารมณ์ค่ะ เขียนได้เป็นหน้าๆ ก็เลยได้รับฉายาว่า...บ้าบรรฯ ^^"

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราอ่านไม่รู้เรื่องค่ะบอกตรงๆเลย


      เหตุผลหนึ่งที่เราไม่ชอบอ่านนิยายไทยที่เด็กเขียน เราเลือกไปอ่านนิยายคนจีนไปเลย คนจีนนี่เขียนไม่ดี แต่มีบรรยายแล้วนะคะ ยังด่าว่ากันรุนแรง


      คนไทยเด็ก ๆ ก็จะอวยกันเอง น้อง ๆ เลยไม่รู้ว่าตัวเองเขียนแล้วเป็นยังไงค่ะ


      เราเป็นคนบรรยายไม่เก่ง แต่ก็ต้องบรรยายบ้าง ให้รู้ว่าอะไรยังไง เราว่าเราเป็นคนห่ามเวลาเขียนนิยาย ไปเจอของน้องในเว็บหนึ่ง.........มาเป็น


      ‘.....’

      ‘......’


      ข้อความแบบนี้ยาว ๆ หลายบรรทัด เอ่อ...ใครคุยกันคะหนู เดี๋ยวป้าจับตีมือเลย


      หรือมาแนว

      ตัวละคร talk

      ใช้แบบนี้กันแล้ว....เราไม่เคยอ่านนิยายแจ่มใส และเพราะมาเขียนนิยายช่วงต้นปีเลยมาอ่านนิยายคนไทย


      บอกเลยว่างง ปวดหัว กรอกพารา เด็กๆเขียนแบบนี้กันแล้วหรือ (แต่อ่านฟรีเอานะคะ อ่านฟรีแล้วยังบ่นอีกฮ่าๆๆ)


      จนพอมาเจอเพื่อนๆนักเขียนที่เจอในนี้ ถึงได้โล่งอก เลยอ่านแต่เพื่อนๆนี่แหละค่ะ


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่อ่านนิยายที่ไม่เข้ามาตราฐานตัวเองครับ

      นอกจากจะเอ็นดูนักเขียนหรือมีเหตุจำเป็น


      ผมนึกเป็นว่ามันจะเป็นอิทธิพลจาก

      ไลน์โนเวลญี่ปุ่นซะอีก


      คือผมไม่ใช่สายนี้หรอกครับเเต่เคยเปิดอ่านอยู่ ส่วนมากก็จะเน้นประโยคสนทนานี่เเหละเเล้วมีภาคบรรยายนิดหน่อย


      คิดว่าเป็นเพราะพยายามจะเขียนให้ออกมาเป็นลักษณะนี้ เเต่ฝีมือยังไม่เข้าขั้นเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น (หัวเราะ)


      หรืออาจจะเป็นเพราะติดวิธีการเขียน

      ในจอยมา ผมว่าอันนี้มันก็มีส่วนนะ?

      เคยเจอน้องๆที่เริ่มเเต่งในจอยก่อน

      เเล้วมาเเต่งในเว็บเด็กดี


      ได้อ่านคอมเม้นท์ท่านอื่น

      รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกเลยครับ

      อ๊า-- อากาศนอกกะลาช่างสดชื่น

      #ซู๊ดดดดดดดกดดดดกดดดดดด




      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      น่าจะเป็นที่รสนิยมของคนอ่านมากกว่านะคะ


      ส่วนตัวชอบอ่านนิยายบทสนทนาเยอะกว่าบทบรรยายค่ะ รู้สึกว่าบทสนทนาทำให้เรื่องมันเดินเร็วกว่า บางทีคนคุยกันไม่กี่ประโยคแต่รู้ไปเป็นสิบๆเรื่องก็มี รวมไปถึงน้ำเสียงและรูปประโยคในบทสนทนาของตัวละคร มันก็บอกให้รู้ได้อีกด้วยว่าตัวละครตัวนั้นมีทัศนคติแบบไหนถึงพูดออกมาแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องมีบทบรรยายความคิดในใจเลย Show don't tell

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มันเป็นวิวัฒนาการของการเขียนครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้แต่งเป็นวัยรุ่น ซึ่งอาจได้แนวทางการเขียนมาจากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก หรือไลน์


      ดังนั้นการเขียนจึงต้องกระชับและรวดเร็วให้เข้าใจความหมายเนื้อหา โดยส่วนใหญ่เนื้อหาเหล่านี้จะเป็นภาษาพูด ไม่มีการบรรยายอื่นเพิ่มเติม


      แต่สำหรับเสียงเอฟเฟคนั้น... อันนี้น่าจะเป็นการประหยัดเวลาในการเขียน มีอยู่คนหนึ่งสร้างตำนานมาแล้ว มีแต่เสียงเอฟเฟคเกือบทั้งเรื่อง เนื้อหาแทบไม่โผล่เลย อาจเรียกได้ว่า ต้องใช้จินตนาการขั้นสูง (หมายถึงตัวนักอ่านนะ)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่รู้จิ นิยายผมมันขับเคลื่อนด้วยบทสนทนาอะ บรรยายน้อยมาก หยั่งกับบทหนัง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จขกท. ไม่ได้คิดไปเอง เรื่องบทสนทนา

      ไม่งั้นคงไม่มีแอพจอยลดาหรอกฮะ อันนั้นนิยายแชทเลยนี่นา

      ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ คือโลกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย555

      เราเคยไปอ่านนะ คืออ่านง่ายดีสะดวก คลิก จิ้ม ละก็มีข้อความขึ้นให้อ่าน

      ได้ฟีลแอบดูคนคุยกัน เพราะไม่มีบทบรรยาย เราว่านิยายต้องมีบทบรรยายซักหน่อย


      ส่วนเรื่องเอฟเฟคต่าง ๆ เราก็ว่าจริงนะ เดี๋ยวนี้บางเรื่องใส่ลงไปกันเยอะมาก

      เขาบอกเพื่ออรรถรส มันก็จริง ใส่น่ะใส่ได้ แต่ใส่ตลอดเรื่องสหรับเราคืออ่านไม่ได้ T^T

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      นิยายเรามีแต่บทบรรยาย บทสนทนาแทบไม่มีเลย 5555 ถึงว่า....ช่วงอายุคนอ่านถึงสูงวัยพอ ๆ กับคนเขียน 555

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มีหลายปัจจัย นิยายสมัยนี้บรรยายน้อยกว่าสมัยก่อนจริง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ


      สำหรับเรา อ่านได้หมด

      จะบรรยายยาวย้วยหรือนิยายแชทก็อ่านได้

      ที่สำคัญคือ มันเหมาะกับบริบทเรื่องของตัวเองหรือเปล่ามากกว่า


      แนวที่เน้นตลก เฮฮา อิงยุคปัจจุบัน มันก็ไม่ต้องบรรยายอะไรเยอะมากนัก การเว้นช่องว่างให้คนอ่านได้จินตนาการบ้างเป็นข้อดีด้วยซ้ำไป นิยายแชทก็ได้ฟีลไปอีกแบบ


      แต่ถ้าอยากดึงนักอ่านเข้าโลกแฟนตาซี สิบสวน หรืออะไรที่ต้องลงดีเทลมากหน่อย และก็ต้องบรรยายเก่งกด้วย คนอ่านถึงจะอิน ไม่หลับไปก่อนระหว่างทาง ซึ่ง จขกท หมายถึงนิยายกลุ่มนี้แต่ดันบรรยายน้อยหรือเปล่าเอ่ย?




      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เด็กรุ่นใหม่ๆน่าจะชอบอ่านอะไรเร็วๆนะคะ แต่เราไม่เอาด้วยค่ะ ไม่เคยสนุกกับนิยายที่มีแต่บทสนทนาอย่างเดียว แล้วเราก็เคยโดนนักเขียนรุ่นเก่าวิจารณ์ยับเรื่องเขียนบทบรรยายน้อยเกินไป วิจารณ์ยับเยินมากๆเลิกเขียนไปพักใหญ่ เราเลยไม่ชอบนิยายที่มีแต่บทสนทนาอย่างเดียว แต่บรรยายน้ำไหลไฟดับ น้ำล้วนๆกรองออกมาเหลือเนื้อนิดเดียวก็ไม่ไหวค่ะ เดินสายกลางดีกว่า

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #17
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เอาจริงๆไหมครับ อารมณ์ร่วมแบบเข้าใจจะเป็นทางเน้นบรรยายเหมือนที่คุณว่า แต่อารมณ์ร่วมแบบปลุกอารมณ์จะเป็นการใช้บทสนทนารวมถึงเสียงเอฟเฟคครับ เอาให้เห็นภาพชัดๆนะครับ มันก็เหมือนกับหนังผี จุดสำคัญของหนังผีไม่ใช่ภาพนะครับ แต่เป็นเสียงครับ ทั้งความเงียบ และเสียงสะดุ้งแบบจัมป์สแกรล์ต่างก็เป็นปัจจัยหลักเลยล่ะครับ ไม่ใช่แค่ในหนังผี ผมยกตัวอย่างแบบหนังรัก ถ้าเกิดมีเสียงร้องไห้นางเอกฟูมฟายคุณจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่คนเขียนต้องการสื่อทันทีครับ วิธีนี้เรียกว่านิยมเพราะเป็นการสื่ออารมณ์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่แค่สมัยนี้แต่การใช้บทสนทนาเป็นหลักหรือเอฟเฟคเป็นหลักเนี่ยมันมีมานานมากแล้วล่ะครับ ขนาดสตีเฟ่นคิงยังเคยให้สัมภาษณ์เลยว่านิยายที่ดีไม่สมควรใช้การบรรยายเยอะเกินไปเพราะจะทำให้เกิด <กรอบ> ความคิดมากกว่า <จินตนาการ> ความคิดครับ แต่ดูทรงที่คุณว่ามาดูเหมือนนิยายที่คุณพบเจอจะเป็นแนวเน้นคำพูดหนักๆกินใจ เพราะงั้นคำบรรยายเขาเลยอาจจะน้อยไปหน่อย (ซึ่งผมก็มองว่าคำบรรยายเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันนะครับ เพียงแต่ถ้าเยอะเกินไปจะไม่ดี แต่ถ้าบทสนทนาเยอะเกินไปก็จะไม่ดีเช่นกัน อัตราส่วนของนิยายจึงอาจจะเป็นบทสนทนา 6:4 หรือบทบรรยาย 3:7 หากเทียบเป็นบรรทัด....แต่เอาเข้าจริงคนเขาไม่สนทฤษฏีกันหรอกครับ ใช้ความรู้สึกล้วนๆ555)

      ตอบกลับ
เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป