เทคนิคพิชิตทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการYES [ยินดีให้แชร์]

วิว

นี่เป็นโพสต่อจากกระทู้รีวิวชีวิตหลังจากการไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกานะคะ สำหรับน้องๆคนไหนที่สนใจอยากจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน พี่ก็จะมีเคล็ดไม่ลับที่จะแนะนำให้น้องๆนะคะ...

พี่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับทุนเต็มจำนวนจากโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน YES มาจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ห้องเรียนนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ (Gifted Math) ชั้นม.6 ซึ่งทุนนี้จะคัดเลือกนักเรียนที่มีผลสอบสูงสุด 100 คนแรกจากการสอบทั้งหมดกว่า 7,000 คน เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ และคัดเลือกเหลือ 10 คน ซึ่งจะมีการสัมภาษณ์ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งคนที่สอบได้ที่ 1 อาจจะไม่ได้ทุนเต็มจำนวน เพราะ YES มีการคัดเลือกหลากหลายมิติ ไม่เพียงแต่ทักษะด้านภาษาเท่านั้น แต่ยังมีการคัดเลือกจากทัศนคติ มุมมอง การปรับตัวให้เข้าในสังคม รวมไปถึงความสามารถที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นไทยให้ต่างชาติได้รับรู้ แต่อย่างที่พี่ได้บอกไปแล้วข้างต้นว่าพี่ไม่ได้เป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษเลย และที่สำคัญเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงแสดงออก ยิ่งถ้าต้องได้พูดภาษาอังกฤษแล้วนั้น ไม่ได้เลยค่ะ555 พอเรารู้ตัวว่าเราไม่เก่งแบบนี้แล้ว แต่ด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ที่เรามี เราก็พยายามฝึกตัวเองให้มากกว่าคนอื่น ขยันฝึกฝนภาษาอังกฤษ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันโดยการดูหนัง ฟังเพลง เป็นภาษาอังกฤษ อ่านข่าวต่างประเทศ และที่สำคัญเลยคือคุณครูที่โรงเรียนพี่ให้คำแนะนำปรึกษาและช่วยเหลือพี่ดีมาก ครูก็มีข้อสอบเก่าๆมาให้เราฝึกทำ และหากมีข้อไหนสงสัยก็ถามคุณครูได้ พี่ตื่นเช้าประมาณตี 5 มาท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนไปโรงเรียน ทำแบบนี้ทุกวันประมาณ 3 เดือน
ก่อนที่จะสมัครสอบเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของโครงการ
YES เหตุผลที่พี่เลือกสอบแบบทุนเต็มจำนวนเพราะฐานะทางบ้านของพี่ไม่ได้รวย แต่พี่อยากจะทำความฝันที่จะเก่งภาษาอังกฤษ และพร้อมที่จะเผยแพร่ความดีงามของวัฒนธรรมไทยให้ต่างชาติได้รับรู้ พร้อมกับนำวัฒนธรรมของต่างชาติที่ดีมาประยุกต์ใช้กับตัวเรา ซึ่งทางโครงการYES ก็พร้อมสนับสนุนให้เด็กไทยไปเผยแพร่วัฒนธรรมในดินแดนต่างประเทศ ผลสอบรอบแรกออกมา ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่จะติด 1 ใน 100 คนทั่วประเทศเพื่อจะมีสิทธิ์สอบรอบสัมภาษณ์ ตอนนั้นค่อนข้างตกใจ และรู้สึกว่าสิ่งที่เราพยายามทำมามันเกิดประโยชน์จริงๆ จึงเริ่มที่จะจริงจังกับความฝันตัวเองมากขึ้น พี่เตรียมตัวในการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษโดยฝึกคุยกับครูต่างชาติที่โรงเรียนทุกเย็นหลังเลิกเรียน ประกอบกับฝึกซ้อมรำไทย และเล่นดนตรีไทย(ซึง) เพราะการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ดีนั้น ไม่เพียงแต่จะเก่งภาษา แต่ต้องพร้อมที่จะเผยแพร่ความเป็นไทยด้วย พี่ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ในการเตรียมตัว พอไปถึงก็ได้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษและโชว์ฟ้อนรำกับเล่นซึงจริงๆค่ะ ซึ่งก็เป็นที่ประทับใจของกรรมการมากๆ กรรมการมาถ่ายวีดิโอด้วยนะ 555 กรรมการใจดีค่ะ ถ้ามีคำไหนที่เรานึกไม่ออกก็สามารถอธิบายให้เค้าฟังเป็นภาษาไทยได้ และผลก็ประกาศออกมา พี่ติด 1 ใน10 ของการสอบสัมภาษณ์ชิงทุนเต็มจำนวนค่ะ ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะคะ 555 ตอนนั้นดีใจมากๆเลยค่ะ ไม่อยากเชื่อว่าเราทำมันได้ เหลืออีกเพียงแค่สนามเดียว ตอนนั้นก็ภาวนาให้ได้ทุนเต็มจำนวนไม่ว่าจะเป็นของประเทศอเมริกา ฟินแลนด์ หรือแอฟริกาใต้ เพราะทางโครงการYES ใจดีมาก เค้าให้ทุนเต็มจำนวนตั้ง 3 ประเทศ เป็นโครงการเดียวที่สนับสนุนและให้โอกาสเด็กไทยแบบเยอะมากๆค่ะ จำได้ว่าตอนสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายตอนนั้นกดดันและเครียดมาก เพราะหากไม่ได้ทุนเต็มจำนวนก็คงไม่มีโอกาสจะได้ไปต่างประเทศเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เพราะที่บ้านไม่มีเงินที่จะส่งให้เราได้ อีกทั้งยังเป็นปีสุดท้ายของการสมัครสอบด้วย แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดแบบสุดความสามารถเพราะเราก็จะไม่เสียใจถ้าหากไม่ได้ในเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว รอบนี้พี่ก็มีการโชว์รำมวยไทยให้คณะกรรมการดูด้วยนะคะ เพราะเคยได้เรียนท่ารำมวยไทยพื้นฐานตอนประถม ถือว่าลงทุนมาก เพราะตอนไปสัมภาษณ์ใส่ชุดนักเรียนแล้วต้องรำมวยไทยแบบใส่กระโปรงนักเรียน 555 กรรมการก็จะถามเราว่าเราว่าทำไมอยากจะไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน จะไหวไหม แล้วจะมีการปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับสังคม พี่ใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ 5 นาที คิดว่าตอนนั้นอาจจะไม่ติด เพราะเพื่อนคนอื่นๆพูดภาษาอังกฤษเก่งมากกก ทุกคนดูมีความพร้อมและการเตรียตัวมาเป็นอย่างดี ..และแล้วผลก็ประกาศออกมา พี่สอบติดทุนยุวฑูต YES หรือทุนเต็มจำนวนค่ะ โอ้โห ตอนนนั้นช็อคมาก ไม่คิดว่าจะเป็นชื่อเรา ร้องไห้เลยค่ะ 555 อย่างที่พี่ได้บอกไปนะคะว่าเราไม่จำเป็นจะต้องเก่งภาษาอังกฤษ แค่เรามีความพยายาม ขยัน และอดทน เราก็สามารถทำฝันของเราให้เป็นจริงได้ เป้าหมายของเราคือการไปพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ดังนั้นหากเราไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ไม่แปลกที่เราจะมาสมัครเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ใช่ไหมคะ... และที่สำคัญทางโครงการจะเน้นนักเรียนที่สามารถแสดงความสามารถในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย หากน้องๆคนไหนมีความสามารถในด้านนี้ก็จะยิ่งดีเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นหากน้องๆคนไหนที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะพิชิตทุนเต็มจากโครงการ YES และอยากจะทำความใฝ่ฝันให้เป็นจริง พี่ก็ยินดีที่จะให้ทริคเด็ดๆจากวิธีการของพี่ที่พี่ได้ทำนะคะ ซึ่งพี่ก็จะสรุปให้อีกทีว่าทริคเด็ดๆเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

อย่างแรกเลยคือ ใจที่เต็มไปด้วยความพร้อมที่จะทำความฝันให้เป็นจริง แต่เพียงแค่มีใจที่อยาก กับความฝัน แล้วไม่ลงมีปฏิบัติ ฝันนั้นก็จะกลายเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆ

อย่างที่สองเป็นสิ่งที่สำคัญ คือ ต้องมีความขยัน ความรับผิดชอบ และความมีวินัย หากเรามีเป้าหมายที่จะทำสิ่งใดแล้วเราทำมันด้วยใจที่รัก หมั่นทำมันทุกวันสม่ำเสมอ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง พี่เชื่อค่ะว่าไม่นานฝันที่ยิ่งใหญ่ของเรานั้นก็จะกลายเป็นจริง หากเพียงแต่เราไม่ย่อท้อไปเสียก่อน เพราะหากเราไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้แล้วจะรู้จักคำว่าชนะได้อย่างไรใช่ไหมคะ..


อย่างที่สามคือ การฝึกฝน ในกรณีที่น้องๆรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง หรือรู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องด้านภาษาส่วนไหนที่อยากจะปรับปรุง ก็ควรฝึกฝนตรงส่วนนั้นให้มากขึ้น อย่าเอาข้อบกพร่องมาเป็นข้ออ้างในการยอมแพ้ความฝัน ทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งได้ แต่ในกรณีที่น้องคิดว่าตัวเองเก่งภาษาอังกฤษแล้วในระดับนึง ก็ไม่ควรที่จะชะล่าใจไม่ฝึกฝนนะคะ อย่าคิดว่าจะไม่มีคนอื่นที่เก่งกว่าเราแล้ว คนที่ไม่เก่งแต่ขยันน่ากลัวกว่าคนที่เก่งแต่ไม่มีความรับผิดชอบนะคะ

อย่างที่สี่คือ การมีสมาธิในการสอบ ไม่ว่าจะเป็นการสอบข้อเขียนหรือสัมภาษณ์ พี่เชื่อว่าทุกคนมีการเตรียมตัวที่ดีมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ในขณะที่ทำการสอบนั้น หลายคนอาจจะประหม่า กังวลว่าจะทำไม่ได้อย่างที่ตัวเองคาดหวังไว้ แต่ถ้าเป็นไปได้พี่อยากจะแนะนำว่าน้องควรจะมีสมาธิในห้องสอบให้มากที่สุด พยายามอย่าคิดเรื่องอื่น โฟกัสในสิ่งที่เราทำให้ดีที่สุด แล้วไม่ว่าผลจะออกมายังไง เราก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเราได้ทำมันได้เต็มที่แล้ว

สำหรับการสอบข้อเขียน ก็จะมีการทดสอบการฟังด้วย ทางศูนย์สอบจะเปิดเทปให้เราฟัง เราก็ควรจะมีสมาธิ ฝนข้อที่เรามั่นใจและคิดว่าใช่ที่สุด ต้องทำให้รวดเร็วและแม่นยำนะคะ เพราะครูที่คุมสอบจะเปิดให้เราฟังแค่รอบเดียว

อย่างที่ห้าคือ การเตรียมตัวในการสอบสัมภาษณ์ เราอาจจะลิสต์คำถามไว้คร่าวๆก่อนก็ได้ว่ากรรมการอาจจะถามเราแนวไหน เช่น ทำไมถึงอยากจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน จะมีการปรับตัวให้เข้าสังคมที่นู้นอย่างไร มีอะไรเกี่ยวกับความเป็นไทยที่อยากจะนำเสนอให้ต่างชาติ เพราะอะไร เป็นต้น แล้วพยายามให้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ในการตอบคำถาม อย่ากดดันตัวเอง เพราะกรรมการไม่ดุ และน่ารักมาก พยายามตอบคำถามของกรรมการด้วยความมั่นใจ สื่อให้เขาเห็นว่าเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นนักเรียนทุน และควรศึกษาข้อมูลของโครงการให้ดี เผื่อคณะกรรมการถามเราจะได้ตอบได้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเรามีความพร้อม และหากน้องคนไหนที่มีความสามารถพิเศษที่อยากจะโชว์ให้คณะกรรมการดูก็จัดเลยนะคะ เพราะจะทำให้เราเด่นกว่าคนอื่นๆที่ไม่ได้เตรียมมาน้า และจะได้เป็นที่จดจำของกรรมการด้วย 555 (ใน 2 รูปนี้เป็นตอนที่พี่ไปสัมภาษณ์และโชว์การเล่นซึง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของภาคเหนือ ให้กรรมการดูค่ะ)

และแถมให้นิดหน่อย สำหรับคนที่สอบได้แล้วพร้อมจะเดินทางไปแล้วนะ คือ เตรียมตัวและใจให้พร้อมก่อนบิน! 555 พยายามเที่ยว หรือใช้เวลากับครอบครัว เพื่อน คนที่เราสนิทด้วยให้มากๆ เพราะเราจะไม่ได้เจอพวกเขาอีกตั้ง 1 ปี ที่สำคัญ อาหารไทย กินให้เยอะๆ จนเบื่อไปเลยยิ่งดี เพราะเชื่อพี่ค่ะ เราจะโหยหารสชาติอาหารมากๆเมื่อไปอยู่ที่นู้น5555

ยังไงพี่ก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคน และอยากจะขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ พี่เชื่อว่าน้องๆทุกคนทำได้ หากเพียงแต่ไม่ยอมแพ้กับความฝันไปเสียก่อน ไม่มีฝันใดสูงเกินจะใฝ่และไม่มีใครต่ำต้อยเกินจะฝัน สู้ๆๆนะคะ
 

น้องๆคนไหนที่ยังมีเวลาเตรียมตัว หรืออยากจะเห็นแนวข้อสอบก็สามารถดาวน์โหลดข้อสอบได้เลยนะคะ ซึ่งเราก็จะได้รู้ว่าคะแนนเราอยู่ในระดับไหน
อันนี้คือแนวข้อสอบอ่ะ  http://www.yesthailand.org/downloads/tyes/TYES_1819.pdf

สามารถดูข้อมูลการสมัครสอบได้ที่ http://www.yesthailand.org/index_th.php 
ได้เลยค่ะ
อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเป็นครอบครัว 
YES ด้วยกันค่ะ

 

หากน้องๆคนไหนอยากจะติดต่อสอบถามการเตรียมตัวเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อพี่มาได้นะคะ พี่ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ 

Instagram : aaaof_bs
Facebook : Kornchanok Baisad

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

1 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป