/>

รีวิวสอบ GED (สอบปี 2019) [ยินดีให้แชร์]

วิว
#ged2019 #สอบเทียบ ม.ปลาย

          สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาเล่าประสบการณ์การสอบ GED อยากจะมาแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ตั้งแต่การสมัครสอบ อ่านเตรียมสอบ การไปสอบ จนถึงการขอใบเซอร์และทรานสคริปต์เลยค่ะ เนื่องจากช่วงที่เราสอบเอง หาข้อมูลที่อัพเดตได้ยากเหลือเกิน สำหรับเพื่อนๆที่สนใจ หวังว่าอ่านกระทู้นี้แล้วจะช่วยอะไรได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

          ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นก่อนว่านี่เป็นกระทู้แรกของเรา หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เราไม่สะดวกแอดเฟสแอดไลน์ รบกวนทักเด็มทวิต (@Mu_QingYue) นะคะ อีกอย่างคือ เราเป็นเด็กต่างจังหวัด(ที่ลงสอบที่ศูนย์ในกทม.) เราอ่านหนังสือและหาข้อมูลเตรียมสอบด้วยตัวเอง ดังนั้นข้อมูลอาจจะไม่แน่นหรืออาจมีผิดเพี้ยนไปบ้าง ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด ติชมทักท้วงได้เลยค่ะจะได้แก้ไขทัน และหากท่านไหนมีข้อมูลมาเพิ่มเติม ขอบคุณไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ

          ต่อจากนี้จะเป็นข้อมูลเท่าที่เราพอนึกได้ ตามหัวข้อต่างๆที่สำคัญนะคะ 
(ข้อมูลในกระทู้นี้อ้างอิงจากการสอบ GED ซึ่งจขกท.สอบด้วยตัวเองไว้เมื่อปลายเดือนมีนาคมและกลางเดือนพฤษภาคมปี 2019 นี้ค่ะ)


 



GED คืออะไร?

          อย่างที่หลายท่านทราบ GED เป็นการสอบเทียบวุฒิม.ปลายของทางอเมริกาค่ะ ซึ่งหมายความว่าตัววุฒิ GED จะเทียบเท่าหรือใช้แทนวุฒิม.6 ในการยื่นวุฒิเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้(ทั่วโลก; รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ แต่ละม.) แต่ส่วนใหญ่ในไทยจะเป็นหลักสูตรอินเตอร์หรือมหาลัยเอกชนค่ะที่รับGED ลองหาข้อมูลดูนะคะและเช็กให้ละเอียดว่าคณะสาขา ม.นั้นที่อยากเข้าเขารับ GED หรือเปล่าค่ะ

 


สอบ GED สอบอะไร?

GED แบ่งออกเป็น 4 วิชาดังนี้ค่ะ 

1. SCI หรือ Science วิทยาศาสตร์
2. MAT หรือ Mathematic คณิตศาสตร์
3. SOC หรือ Social Studies สังคมศึกษา
4. RLA หรือ Reasoning through Language Arts การอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ

โดยทั้ง 4 วิชาจะสอบเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
สอบที่ศูนย์สอบและทำข้อสอบในเครื่องคอมพิวเตอร์ค่ะ 
สำหรับรายละเอียดเรื่องเนื้อหาแต่ละวิชาจะอยู่ในหัวข้อถัดๆไปนะคะ


สมัครอย่างไร? ใช้คุณสมบัติอะไรบ้าง? 

          ก่อนอื่นเลยต้องเข้าไปที่เว็บออฟฟิเชี่ยลลิงก์นี้ (
https://ged.com/ )ค่ะ แล้วสมัครแอคเคาทน์

          อีเมล์ที่ใช้สมัครควรเป็นอีเมล์ที่ใช้งานสะดวกที่สุดค่ะและไม่ควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะเราจะได้รับบิลค่าสมัครแต่ละวิชา รายละเอียดแจ้งเตือนการสอบ ข้อควรปฏิบัติในห้องสอบ การยืนยันการประกาศผลสอบ ตลอดจนวิธีการขอใบทรานสคริปต์และใบเซอร์ทางเมล์ทั้งนั้นเลยค่ะ

          ในส่วนของคุณสมบัติ มีเพียงแค่ว่า อย่างน้อยต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปเท่านั้นค่ะ (นับอายุตรงตามวันเดือนปีเกิดนะคะ)

          ***และสำหรับใครที่สมัครแอคเคาทน์ตอนอายุ 16 แบบเรา จะมีแจ้งเตือนขึ้นที่หน้าแอคเคาทน์ ให้ Clear Alert ค่ะ

          เราสามารถ Clear Alert โดยการดาวน์โหลด Consent Form ซึ่งก็คือแบบฟอร์มที่จะมีข้อตกลงให้เราและผู้ปกครองปริ้นต์ออกมาอ่านทำความเข้าใจ ลงลายมือชื่อ(ทั้งคู่)และลงวันที่ในนั้นแล้วแสกนเป็นไฟล์ ส่งเมล์ไปที่ออฟฟิเชี่ยลค่ะ (help@gedtestingservice.com) เราจำได้ว่ารอสักสองสามวัน (หรืออาจจะน้อยกว่านั้น) ก็จะเคลียร์เรียบร้อยและสามารถลงทะเบียนสอบได้เลยค่ะ  

 

เรื่องอีเมล์และแบบฟอร์มนี้ เราเคยเปลี่ยนเมล์ตอนที่จะลงทะเบียนวิชาแรกค่ะ
ก็คือนึกครึ้มอะไรไม่รู้ อยากเปลี่ยนขึ้นมา สามารถเปลี่ยนได้ที่ตั้งค่าแอคเคาทน์นะคะ แต่ว่าของเราตอนนั้นส่งฟอร์มและ Clear Alert ไปเรียบร้อย(นาน)แล้ว พอเปลี่ยนเมล์แล้วดันมี Alert เด้งขึ้นมาอีกรอบค่ะ ระหว่างที่กำลังหาไฟล์เดิมจะส่งเมล์ใหม่อีกรอบ รีเฟรชหน้าเว็บไปสักหลายๆครั้ง Alert ก็หายไปเองค่ะ

ดังนั้นขอฝากไว้นะคะ เรื่องอีเมล์ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรเปลี่ยนเลยค่ะ


          แต่ถ้าเพื่อนๆคนไหนอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว ก็สามารถลงทะเบียนสอบได้เลย ไม่ต้องเคลียร์ Alert ใดๆทั้งสิ้นค่ะ



ลงทะเบียนสอบมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

          GED แต่ละวิชาจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่วิชาละ $75 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,500 บาทตามค่าเงินในช่วงนั้นๆค่ะ


          ซึ่งก็หมายความว่า 2,500 บาท x 4 วิชา เท่ากับ 10,000 บาทโดยประมาณ {ไม่รวมค่าส่งใบเซอร์(มีให้ฟรี)หรือใบทรานสคริปต์(ซึ่งมีค่าใช่จ่ายเพิ่มเติม) ในกรณีที่ต้องการเป็นเปเปอร์ส่งตรงนะคะ เพราะเราสามารถดาวน์โหลดแบบออนไลน์ปริ้นต์เองได้ฟรีอยู่แล้วทั้งสองอย่าง}


          เพิ่มเติมเล็กน้อยในเรื่องของการลงทะเบียน

          หากเราลงทะเบียนทีเดียว 4 วิชาติด(จองสอบวันเดียวกัน บิลเดียวกัน) ระบบจะรันเวลาพัก 10 นาทีระหว่างวิชาไว้ให้โดยอัตโนมัตินะคะ
(อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ออฟฟิเชี่ยล ถ้าผิดพลาดขออภัยค่ะ)


 

ส่วนตัวแล้วเรามีทิปในการลงทะเบียนมาฝากค่ะ
ย้ำนะคะว่าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อย่างเราจะล้าเวลาต้องนั่งสอบยาวๆ

เราเลยลงทะเบียนแยกแต่ละวิชา โดยลงหนึ่งวัน หนึ่งบิล หนึ่งวิชาค่ะ
สามารถทำแบบนี้ได้ แต่ต้องแพลนให้ดีและดูวันว่างของตารางจองในการลงทะเบียนดีๆด้วยนะคะ


แนวทางการอ่านสอบแต่ละวิชา

          ต่อไปจะเป็นไกด์สำหรับข้อสอบแต่ละวิชา อิงจากที่เราเจอในการสอบเท่าที่จำมาปะติดปะต่อได้ค่ะ

ออกตัวไว้ก่อนว่าคะแนนของเราเองก็ไม่ได้สูงอะไร
แนวข้อสอบแต่ละวิชาต่อไปนี้ เราตั้งใจเขียนจากความจำที่หลงเหลืออยู่ของเรา
รวมทั้งข้อผิดพลาดของเราเองค่ะ  อาจจะตรงบ้างไม่ตรงบ้าง
แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างนะคะ



          ขออนุญาตเรียงลำดับวิชาตามลำดับที่เราสอบนะคะ


SCI หรือ Science วิทยาศาสตร์

เวลา90 นาที


เนื้อหา: ส่วนใหญ่เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานเลยค่ะ พวกสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ การสังเคราะห์แสง ทฤษฎีคาน พันธุกรรม คลื่นเสียง เปลือกโลก อะไรแนวๆนี้ค่ะ
ไม่ได้ยากมาก สายศิลป์ภาษาอย่างเราก็ทำได้(บ้าง..)


รูปแบบข้อสอบ: จะมีโจทย์ ไดอะแกรม กราฟ บทความทางวิทย์มาให้วิเคราะห์ สอบแบบช้อยส์บ้าง เติมช่องว่างบ้าง คอมพลีทไดอะแกรมบ้าง 

สิ่งสำคัญ: ที่ส่วนตัวเราเน้นอ่านเลยคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ค่ะ เพราะต้องใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ให้มา ซึ่งเราๆก็จะได้เรียนกันมาบ้างแล้ว
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องรู้จักคำศัพท์ค่ะ พวกศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้จำเพาะอะไรขนาดนั้น แต่เป็นคำที่มักจะมีอยู่ในโจทย์  เช่น hypothesis, interpret, variable, examine เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ต้องอ่านเตรียมไว้ด้วยก็คือ สถิติพื้นฐานค่ะ พวกค่าเฉลี่ย, มัธยฐาน ฯลฯ รวมทั้งการอ่านกราฟ, Scatter Plot ต่างๆนาๆ ถึงแม้จะออกสอบไม่มากนัก แต่ก็สามารถเจอได้ประปรายในวิทย์เช่นกันค่ะ


 


ขออนุญาตคั่นไว้ก่อนนะคะ ดูเหมือนจะเขียนติดลม ตัวอักษรเกินกำหนดไปหน่อยค่ะ

 

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    RLA หรือ Reasoning through Language Arts การอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ


    เวลา: 150 นาที

    พัก 10 นาที ระหว่าง พาร์ท 2 และ 3

    45 นาทีสำหรับการเขียนเอสเส


    ขออนุญาตอธิบายเป็นพาร์ทนะคะ

    พาร์ทแรก: เป็นบทความที่ไม่สั้นไม่ยาว เน้นจับใจความ หาจุดประสงค์ของผู้เขียน อารมณ์ ความรู้สึก ความหมายที่จะสื่อ คล้ายในวิชาภาษาไทยเลยค่ะต่างกันตรงที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน

    พาร์ทสอง: เป็นการเขียนค่ะ หรือที่เรียกกันว่า Essay โดยเขาจะมีบทความมาให้ในหัวข้อคล้ายๆกันสองบทความ โดยทั้งสองจะพูดถึงเรื่องเดียวกันแตกต่างกันที่มุมมอง ความคิดเห็นของผู้เขียน หน้าที่ของเราคืออ่านบทความนี้และนำมาเรียบเรียงในความเห็นของตนเองว่าเห็นด้วยกับบทความอันไหน เพราะอะไร อ้างอิงจากอะไร ในรูปแบบของเรียงความภาษาอังกฤษภายในเวลาที่กำหนดค่ะ

    พาร์ทสาม: หลังเขียนเอสเสและผ่านเวลาพักสิบนาทีระหว่างพาร์ทแล้ว ก็จะเป็น Reading ค่ะ มีบทความมาให้อ่าน (ยาวๆทั้งนั้น..)

    คำถามก็จะเน้นการตีความ เช่น คำนี้ในพารากราฟที่สองหมายความว่าอย่างไร? จากพารากราฟนี้ตัวละครนี้กำลังรู้สึกอย่างไร? ประโยคไหนเป็นการอุปมา? อติพจน์? อะไรประมาณนั้นค่ะ

    นอกจากข้อสอบแบบช้อยส์แล้วก็ยังจะมีเติมคำ error ไม่ก็ไดอะแกรมอยู่ประปรายด้วยนะคะ


    สิ่งสำคัญ: โดยส่วนตัวแล้วสำหรับการอ่านอย่างพาร์ทแรกและพาร์ทที่สาม การตีความ ถอดความ จับใจความ เราคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะในพาร์ทแรก หากอ่านเข้าใจและมีสติจะสามารถทำได้อย่างแน่นอนค่ะ

    ส่วนในพาร์ทที่สาม ศัพท์ทางแกรมม่าในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น connotative, delineate, metaphor, protagonist เป็นต้น

    อีกอย่างที่ควรรู้คือคำศัพท์เกี่ยวกับประเภทของงานเขียน เช่น autobiography, parody ด้วยค่ะ ส่วนพวกแกรมม่า หากพื้นฐานแข็งแรงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องห่วงเลยค่ะ ใน Error แกรมม่าพวก Tense จะไม่ยาก มีพวกสัญลักษณ์ , : ; และการใช้มากกว่าค่ะที่ควรต้องระวังไว้

    พาร์ท Writing เป็นพาร์ทที่เรากลัวที่สุดใน GED ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเตรียมตัวทั้งสองพาร์ทข้างบนมาดี การอ่านบทความเพื่อโต้แย้งใน Extended Response แบบนี้ ก็แทบไม่ต้องห่วงเลยค่ะหากจับประเด็นถูก สิ่งที่สำคัญคือต้องฝึกเขียน เขียนให้บ่อยให้มากที่สุดเท่าที่จะฝึกได้ และควรฝึกเขียนให้ถูกต้องตามแบบฟอร์มด้วยนะคะ ทั้งคำนำ เนื้อหา และสรุป ทางที่ดีควรจะหาคนตรวจทานเวลาเขียนจบแต่ละที เพราะแกรมม่าเช็คเป็นสิ่งจำเป็นในเอสเสก็จริงค่ะ แต่การสื่อความหมายที่ชัดเจน ตรงประเด็น อ่านเข้าใจ ไม่วกวนอยู่ในอ่างก็จำเป็นเช่นกัน และส่วนใหญ่เราที่เป็นคน(ฝึก)เขียนก็จะไม่ทราบจุดบกพร่องของตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามีไกด์มีคุณครูมีเพื่อนมีรุ่นพี่คอยช่วยตรวจทานจะดีมากสำหรับใครที่ฝึกเขียนเอง ไม่ได้เรียนมาจากคลาส หรือไม่ได้กวดวิชาค่ะ

    อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับทั้งสามพาร์ทคือการบริหารเวลาค่ะ ทั้งการอ่านและการเขียนต้องมีสติและสมาธิมากๆ อย่าลน และนี่เป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ค่ะ ควรหาบทความภาษาอังกฤษอ่าน ไม่ว่าจะเป็นข่าว BBC, Bangkok Post, จะเป็นเว็บอ่านฟิคอย่าง AO3 หรือจะเป็นหนังสือรวมข้อสอบ GAT, O-Net ก็ได้นะคะ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ยังเรียนที่โรงเรียนอยู่และมีแพลนจะสอบ คาบภาษาอังกฤษก็ช่วยเราได้(บ้าง)ค่ะ แต่เราต้องตั้งใจและขวนขวายหาความรู้ให้มากขึ้นด้วยค่ะ



    MAT หรือ Mathematic คณิตศาสตร์


    จำนวนข้อ: จำได้ไม่แน่ชัดค่ะ พาร์ทแรกไม่มากไปกว่าสิบข้อ พาร์ทหลังสามสิบกว่าข้อได้ค่ะ

    เวลา: 115 นาที


    ***แบ่งเป็นสองพาร์ทนะคะ พาร์ทแรกไม่มีเครื่องคิดเลข พาร์ทสองมีเครื่องคิดเลขให้ใช้ได้ค่ะ***

    เนื้อหา: เป็นคณิต “พื้นฐาน” อีกเช่นกันค่ะ พื้นฐานที่ว่าคือม.ต้นเลย เราเจอโจทย์ปัญหาเปอร์เซ็นต์ร้อยละ คำนวณพื้นที่รูปทรงเรขาคณิต สมการ อสมการ

    กราฟ ฟังก์ชั่น สถิติ ทบทวนเนื้อหาที่เรียนมาให้ดีก็ทำได้แน่นอนค่ะ

    รูปแบบข้อสอบ: มีตั้งแต่ช้อยส์ เติมคำตอบ ไปจนถึงพล็อตกราฟเลยค่ะ


    สิ่งสำคัญ: อ่านโจทย์ให้เข้าใจ รู้คำศัพท์ ตีโจทย์ให้แตก และมีสติไว้ค่ะ ไม่ต้องท่องสูตรก็ได้เพราะเขามีไว้ให้(เฉพาะบางข้อนะคะ) แต่ที่สำคัญคือต้องนำสูตรมาใช้เป็น เนื่องจากตัวแปรมันจะต่างจากที่เราเรียนแบบไทยๆในบางอัน เข้าไปเช็คได้ในเว็บออฟฟิเชี่ยลเลยค่ะ เครื่องคิดเลขก็เช่นกัน

    จะมีวิธีสอนการใช้อย่างละเอียดอยู่ในเว็บค่ะ ถ้าอ่าน instruction และลองทำข้อสอบตัวอย่างในเว็บดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ยากเลยค่ะสำหรับวิชานี้



    SOC หรือ Social Studies สังคมศึกษา


    จำนวนข้อ: 30 ข้อ

    เวลา: 70 นาที

    เนื้อหา: วิชานี้เป็นวิชาที่ส่วนตัวเราคิดว่าหาแนวอ่านได้ยากที่สุดค่ะ

    ซึ่งพอได้สอบดูแล้ว มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องท่องค.ศ.ของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ลำดับประธานาธิบดี หรือโครงสร้างรัฐสภาจริงๆ เขาจะให้บทความมาอ่านและวิเคราะห์ คล้ายๆใน RLA เลยค่ะ เพียงแต่เนื้อหาจะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง เศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น Speech ของบุคคลสำคัญทั้งหลาย ที่ยกมาให้เราวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นๆค่ะ ควรมีความรู้พื้นฐานเรื่องปวศ.อเมริกา สงครามโลก government และ civil right ไว้ด้วยนะคะ

    รูปบบข้อสอบ: ช้อยส์เป็นส่วนมากเหมือนเคยค่ะ เจอไดอะแกรมบ้างข้อสองข้อ


    สิ่งสำคัญ: คำศัพท์เฉพาะทางและการตีความยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการบริหารเวลาที่ใช้ในการอ่านบทความค่ะ ที่เพิ่มมาคือการแยกความคิดเห็นกับข้อเท็จจริง Bias Propaganda ใจความหลักที่ต้องการจะสื่อ การสรุปความ การ์ตูนล้อการเมือง รวมทั้งสถิติ ค่าเฉลี่ย กราฟ พวกนี้ก็มีใน SOC ด้วยค่ะ



    ***More about My Study Materials

    ต่อไปจะมาแชร์ค่ะ ว่าเราอ่านเองอ่านจากไหนบ้าง


    - Barron’s How to Prepare for the GED Test 2nd Edition + CD-ROM

    จริงๆแล้วเคยเห็นรีวิวบาร์รอนอยู่ผ่านๆค่ะ เลยคิดว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี แต่สุดท้ายก็ซื้อมาเพราะมีตัวอย่างข้อสอบให้ทั้งในเล่มและในซีดีค่ะ

    พอมาอ่านสรุปและไกด์ของแต่ละวิชาก็ถือว่าใช้ทบทวนได้ดีทีเดียว เราชอบตรงที่มีสรุปคำศัพท์ที่ควรรู้แปลแบบอังกฤษ-อังกฤษไว้ให้ด้วยค่ะ

    สำหรับใครที่ต้องการรู้แนวข้อสอบและเนื้อหาที่คร่าวๆ ข้อสอบในแผ่นแม้จะไม่ได้เป๊ะตามเวอร์ชั่น แต่ก็ใช้อ่านได้ดีและทำให้รู้จัก GED มากขึ้นค่ะ

    >>สนนราคาอยู่ที่ 990 บาทจากเอเชียบุ๊คส์ค่ะ ถ้าเราจำไม่ผิด


    - Khan Academy

    อีกหนึ่งฟรีเว็บไซต์เปี่ยมคุณค่าที่คุณคู่ควร... รวบรวมวิดิโอสอนไว้เยอะแยะหลากหลายจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Math, Science & engineering, Computing, Arts & humanities, Economics & finance รวมไปถึง Test Prep ต่างๆด้วยค่ะ(ไม่มีGEDนะคะ)

    หัวข้อที่เราเลือกอ่านสำหรับเตรียมสอบก็มี US History, US Government and Civics และ AP US Government and Politics ถ้าใครอยาก ได้ คำศัพท์วิทย์คณิตและเนื้อหาแบบอเมริกันๆ(เป็นยังไงนะ...) หรือจะเป็นแกรมม่าเบื้องต้น ก็ลองหาใน Math, Science & engineering และ Arts & humanities ดูได้เลยค่ะ คลิปแต่ละอันไม่ยาวและแบ่งตามหัวข้อย่อยๆออกไป เลือกดูอันที่อยากดูได้ เป็นเว็บไซต์ที่แนะนำมากๆค่ะ

    >>https://www.khanacademy.org/



    ไปสอบเตรียมตัวอย่างไร? เอาอะไรไปบ้าง?


    นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ กินข้าวให้อิ่ม และอย่าลืมเผื่อเวลาถึงศูนย์สอบก่อนเวลาสอบสักครึ่งชั่วโมงด้วยค่ะ

    สิ่งที่ต้องพกไปมีเพียง พาสปอร์ต และสติเท่านั้นค่ะ (แต่อย่าลืมโทรศัพท์และกระเป๋าตังเชียวนะคะ)

    ย้ำว่าพาสปอร์ตคือสิ่งที่ต้องมี ต้องใช้ยื่นก่อนเข้าห้องสอบทุกครั้ง แม้แต่ในการเซ็นเวลาเข้า-ออกห้องสอบ ก็ต้องใช้ลายเซ็นตรงตามพาสปอร์ตด้วยค่ะ

    ในกรณีที่ไม่มีมีพาสปอร์ต สามารถใช้บัตรแสดงตัวที่มีทั้ง รูปถ่าย ชื่อ-นามสกุล รวมทั้งลายเซ็นต์บนบัตรครบทั้งหมดนะคะ

    อย่างบัตรประชาชนไม่สามารถใช้ได้เพราะไม่มีลายมือชื่อเราบนนั้นค่ะ


    ส่วนตัวเราสอบที่พาราไดม์ค่ะ ชั้นสอง อาคารอัลม่า ลิงก์ หลังเซ็นทรัลชิดลมเลย สามารถเดินทางด้วยบีทีเอส นับว่าสะดวกดีค่ะ

    พี่ๆจนท.ก็ใจดีพูดดี ให้คำแนะนำ คำอธิบายอย่างใจเย็นค่ะ

    คำถามแรกหลังจากเราบอกว่ามาสอบ GED คือ “เอาพาสปอร์ตมาหรือเปล่า”ค่ะ เข้าใจว่าคงมีคนไม่ได้พกไปสอบเยอะ รอบแรกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ถ้าใครเผื่อเวลามาดี วิ่งกลับไปเอาทันก็โชคดีไป ใครที่อยากสอบแล้วยังไม่ได้ทำพาสปอร์ ก็ควรเริ่มหาข้อมูลได้แล้วนะคะ ยังดีที่รอบนั้นเราลงไว้แค่วิชาเดียว เนื่องจากรู้ตัวไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนเวลาสอบเลยแจ้งยกเลิกไม่ได้ค่ะ เสียเงินไปฟรีๆ แต่ในประวัติจะขึ้นเพียงว่าจองแต่ไม่ได้สอบ ไม่มีผลกับคะแนนค่ะ (ถ้ายกเลิกก่อนหนึ่งวันก่อนสอบ จะได้ค่าสอบคืนครึ่งนึงค่ะ อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิกสอบ เปลี่ยนวัน ฯลฯ เพิ่มเติมได้ในเว็บออฟฟิเชี่ยลเลยค่ะ)


    เราไม่แน่ใจเรื่องบัตรอื่นๆที่สามารถใช้ได้นักว่ามีบัตรประเภทไหนบ้าง บอกได้เพียงแค่ว่าต้องเป็นบัตรตัวจริงและไม่สามารถใช้บัตรปชช.ได้ค่ะ


    ถ้าเพื่อนๆคนไหนไม่สะดวกใช้พาสปอร์ต แนะนำให้ลองโทรไปถามที่ศูนย์สอบก่อนค่ะ

    ส่วนใครที่มีพาสปอร์ตอยู่แล้ว อย่าลืมพกไปนะคะ

    ***หากเตรียมตัวสอบและมีพาสปอร์ตแล้ว เดินทางไปให้ตรงเวลา (หรือเผื่อเวลา) ทำสมาธิและตั้งสติให้ดีก็พอค่ะ

    พี่ๆจนท.จะแนะนำเองว่าต้องนั่งรอตรงไหนทำอะไรบ้างระหว่างขั้นตอนการเข้าห้องสอบ

    ดังนั้น เราขอไม่พูดถึงรายละเอียดตรงนี้นะคะ



    ดูผลคะแนนยังไง? คะแนนเต็มเท่าไหร่? ต้องได้คะแนนเท่าไหร่ถึงจะถือว่าสอบผ่าน?


    คะแนนสอบจะขึ้นในเว็บไซต์ออฟฟิเชี่ยลใน My Score ของเราโดยอัตโนมัติ หลังสอบประมาณ 2 ช.ม.ค่ะ เป็นผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการก่อน

    และจะมีเมล์ส่งมาแจ้งคอนเฟิร์มผลคะแนนนั้นภายในวันนั้นค่ะ (เป็นแบบนี้ทุกวิชารวมทั้ง RLA ที่จะมีคะแนนเอสเสแยกให้อ่านด้วยค่ะ)

    คะแนนเต็มแต่ละวิชา อยู่ที่ 200 คะแนน ซึ่งจะต้องทำให้ได้ 145 คะแนนขึ้นไปค่ะ



    สอบผ่านหมดแล้วขอใบเซอร์และใบทรานสคริปต์ยังไง? มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่าไหร่? ส่งเปเปอร์ถึงบ้านหรือเปล่า?


    สารภาพก่อนว่าในขั้นตอนนี้ เราเองก็เขียนกระทู้วันที่เปิดเมล์ instruction ในการขอใบเซอร์และใบทรานสคริปต์แบบสดๆร้อนๆเลยค่ะ

    ดังนั้นข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นไปตามความเข้าใจของเรานะคะ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในรายละเอียดเกี่ยวกับการขอแบบเปเปอร์ เราจึงขออธิบายอย่างละเอียดเฉพาะในแบบ eDiploma และeTranscript ที่ส่วนตัวดาวน์โหลดสำเร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

    หลังจากได้รับผลคะแนนวิชาสุดท้าย ในวันที่สอบผ่านทั้งหมดแล้ว นอกจากเมล์แจ้งผลคะแนน เราจะได้รับเมล์แนะนำวิธีขอใบเซอร์ แยกกับเมล์วิธีการขอใบทรานสคริปต์ด้วยค่ะ


    วิธีการขอ eDiplomaและ eTranscript (ใบเซอร์และทรานสคริปต์แบบดาวน์โหลดเป็นไฟล์)


    จะมีลิสต์บอกขั้นตอนอย่างละเอียดอยู่ในเมล์นั้น เราจะอธิบายคร่าวๆ คือ เข้าไปที่ลิงก์ในข้อแรกมันจะนำไปที่หน้าเว็บ กด Next ในหน้าเว็บจะได้รับเมล์อีกอันซึ่งจะมีรหัสหกหลักให้กรอกลงในหน้าเว็บเดิมค่ะ ที่สำคัญคือเราต้องดูชื่อเมล์ที่ส่งมาบอกรหัสให้ดี เพราะใบเซอร์และใบทรานสคริปต์จะมีชื่อเมล์ที่ไม่เหมือนกัน รหัสก็จะแตกต่างกันด้วยค่ะ

    โดย eDiploma และ eTranscript นี้จะมีระยะเวลาเปิดได้ 180 วันนับจากวันได้รับเมล์แจ้งวิธีขอ และสำหรับสองอย่างนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ จำนวนครั้งที่สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้เราก็ยังไม่แน่ใจ เห็นจากบล็อกๆนึงว่าเปิดได้ 7 ครั้ง ท่านไหนทราบข้อมูลที่แน่นอน รบกวนแจ้งไว้ด้านล่างด้วยนะคะ ทางที่ดีดาวน์โหลดแล้วก็เซฟเก็บไว้สำรองในเครื่อง ใน one drive, Google drive, cloud ฯลฯ ให้เรียบร้อยเลยค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา

    แล้วก็ก่อนที่จะเซฟไฟล์อย่าลืมเช็คดูความถูกต้องของชื่อเรา รวมถึงลายเซ็นทั้งในใบเซอร์และใบทรานสคริปต์ด้วยนะคะ ทั้งสองไฟล์จะมีอยู่สองหน้า หน้าแรกเป็นคำแนะนำ และหน้าที่สองเป็นตัวเอกสารค่ะ (ควรอ่านหน้าคำแนะนำอย่างละเอียดด้วยค่ะ)


    วิธีการขอ Paper Diploma และ Paper Transcript (ใบเซอร์และใบทรานสคริปต์)


    เคลียร์กันตรงนี้ก่อนนะคะ ว่าสิ่งที่เราจะได้แบบฟรีๆ (ไม่นับค่าส่ง) คือ

    1. eDiploma

    2. eTranscript

    และ

    3. Paper Diploma

    ซึ่ง Paper Diploma จะมีรายละเอียดวิธีขออยู่ด้านล่างวิธีขอ eDiplomaในเมล์ฉบับเดียวกันค่ะ

    ในลิงก์จากเมล์ จะมีอยู่หน้านึงเป็นการกรอกสถานที่ที่ต้องการให้จัดส่ง ควรกรอกที่อยู่ของเราเองที่ด้านล่างหน้าจอค่ะเพื่อความสะดวก

    เพราะด้านบนที่มีให้เลือกส่งที่ศูนย์ในประเทศต่างๆ ประเทศไทยจะมีอยู่ที่เดียว ซึ่งเราไม่ทราบวิธีค่ะว่าต้องตามของยังไง ใครทราบสามารถแชร์กันได้นะคะ

    หลังกรอกที่อยู่ในหน้าถัดมาเสร็จหมดแล้ว ด้านล่างจะเป็นวิธีขนส่งให้เราเลือกค่ะ ให้เลือกระหว่าง Select one กับ FedEx ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $47.5 หรือราว 1,500 บาท (ตามค่าเงินในช่วงนั้นๆ) แต่เราไม่สามารถเลือก Select one ได้ค่ะ มันขึ้นว่า Not available in country selected จึงทำให้เราเข้าใจว่าปัจจุบัน GED อาจยกเลิกการส่งในต่างประเทศไปแล้ว เหลือเพียงบริการส่งของ FedEx หรืออาจเป็นเพราะเรายังอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ก็ไม่ทราบได้ แต่ไม่เจอรายละเอียดที่กล่าวถึงอายุเลยจริงๆค่ะ รบกวนผู้รู้อีกสักครั้ง และถ้าหากเราให้ข้อมูลผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ

    ในส่วนของ Paper Transcript จะมีวิธีขออยู่ล่างวิธีขอ eTranscript ในเมล์เดียวกันค่ะ (แต่แยกกับ Diploma ข้างบนนะคะ)

    เนื่องจาก Paper Transcript ไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่บรรดาเอกสารที่ขอได้ฟรี จึงมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 15$ หรือประมาณ 450 บาท (ตามค่าเงินในช่วงนั้นๆ) ไม่รวมค่าจัดส่งค่ะ


    ---------------------------------------------------------------------------

    มีเท่านี้ค่ะสำหรับข้อมูลที่เราเอามาแชร์ในครั้งนี้


    อย่างที่ย้ำอยู่ตลอดค่ะว่านี่เป็นการรีวิวส่วนตัวบุคคล เพื่อนๆที่สอบอาจจะมีประสบการณ์แตกต่างกัน หรือแนวข้อสอบอาจจะไม่ได้ตรงทั้งหมด และหากว่าท่านไหนมีข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ ก็สามารถเขียนแชร์ทั้งประสบการณ์ ข้อมูล เกร็ดความรู้ ทิป เทคนิคต่างๆไว้ข้างล่างได้เลยค่ะ


    เรายินดีน้อมรับทุกความผิดพลาด คำติชม รวมถึงคำแนะนำอื่นๆนอกเหนือจากรีวิวนี้เป็นอย่างยิ่งค่ะ


    เราได้รวบรวมคำถามที่เราไม่ทราบหรือไม่แน่ใจในรีวิวนี้ค่ะ

    ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำตอบนะคะ


    1. บัตรแสดงตัวอื่นๆที่สามารถใช้ได้นอกจากพาสปอร์ตแล้วมีบัตรประเภทไหนบ้าง?

    2. ปัจจุบันเราสามารถเข้าไปดาวน์โหลด eDiploma และ eTranscript ได้สูงสุดกี่ครั้ง?

    3. วิธีการจัดส่ง Paper Diploma และ Paper Transcript ปัจจุบันมีแค่ทาง FedEx ใช่หรือไม่?



    สุดท้ายนี้ก็ขอฝากไว้หน่อยนะคะ



    การสอบเทียบวุฒิ GED ไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ตมีขอบเขตที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยข้อมูลและคำแนะนำต่างๆเยอะแยะมากมายแบบนี้ ต่อให้เราอายุแค่ 16, 17 ปี ก็สามารถเรียนรู้และเตรียมตัวได้ด้วยตนเองค่ะ แล้วสำหรับใครที่จะรู้สึกอุ่นใจหรืออ่านหนังสือได้มีประสิทธิภาพกว่ากับการกวดวิชา ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการค้นหาสถาบันดีๆ ดีลดีๆ ได้เช่นกันค่ะ



    ขอให้โชคดี และประสบความสำเร็จกับการสอบนะคะ

    ตอบกลับ

1 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      RLA หรือ Reasoning through Language Arts การอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ


      เวลา: 150 นาที

      พัก 10 นาที ระหว่าง พาร์ท 2 และ 3

      45 นาทีสำหรับการเขียนเอสเส


      ขออนุญาตอธิบายเป็นพาร์ทนะคะ

      พาร์ทแรก: เป็นบทความที่ไม่สั้นไม่ยาว เน้นจับใจความ หาจุดประสงค์ของผู้เขียน อารมณ์ ความรู้สึก ความหมายที่จะสื่อ คล้ายในวิชาภาษาไทยเลยค่ะต่างกันตรงที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน

      พาร์ทสอง: เป็นการเขียนค่ะ หรือที่เรียกกันว่า Essay โดยเขาจะมีบทความมาให้ในหัวข้อคล้ายๆกันสองบทความ โดยทั้งสองจะพูดถึงเรื่องเดียวกันแตกต่างกันที่มุมมอง ความคิดเห็นของผู้เขียน หน้าที่ของเราคืออ่านบทความนี้และนำมาเรียบเรียงในความเห็นของตนเองว่าเห็นด้วยกับบทความอันไหน เพราะอะไร อ้างอิงจากอะไร ในรูปแบบของเรียงความภาษาอังกฤษภายในเวลาที่กำหนดค่ะ

      พาร์ทสาม: หลังเขียนเอสเสและผ่านเวลาพักสิบนาทีระหว่างพาร์ทแล้ว ก็จะเป็น Reading ค่ะ มีบทความมาให้อ่าน (ยาวๆทั้งนั้น..)

      คำถามก็จะเน้นการตีความ เช่น คำนี้ในพารากราฟที่สองหมายความว่าอย่างไร? จากพารากราฟนี้ตัวละครนี้กำลังรู้สึกอย่างไร? ประโยคไหนเป็นการอุปมา? อติพจน์? อะไรประมาณนั้นค่ะ

      นอกจากข้อสอบแบบช้อยส์แล้วก็ยังจะมีเติมคำ error ไม่ก็ไดอะแกรมอยู่ประปรายด้วยนะคะ


      สิ่งสำคัญ: โดยส่วนตัวแล้วสำหรับการอ่านอย่างพาร์ทแรกและพาร์ทที่สาม การตีความ ถอดความ จับใจความ เราคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะในพาร์ทแรก หากอ่านเข้าใจและมีสติจะสามารถทำได้อย่างแน่นอนค่ะ

      ส่วนในพาร์ทที่สาม ศัพท์ทางแกรมม่าในภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น connotative, delineate, metaphor, protagonist เป็นต้น

      อีกอย่างที่ควรรู้คือคำศัพท์เกี่ยวกับประเภทของงานเขียน เช่น autobiography, parody ด้วยค่ะ ส่วนพวกแกรมม่า หากพื้นฐานแข็งแรงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องห่วงเลยค่ะ ใน Error แกรมม่าพวก Tense จะไม่ยาก มีพวกสัญลักษณ์ , : ; และการใช้มากกว่าค่ะที่ควรต้องระวังไว้

      พาร์ท Writing เป็นพาร์ทที่เรากลัวที่สุดใน GED ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเตรียมตัวทั้งสองพาร์ทข้างบนมาดี การอ่านบทความเพื่อโต้แย้งใน Extended Response แบบนี้ ก็แทบไม่ต้องห่วงเลยค่ะหากจับประเด็นถูก สิ่งที่สำคัญคือต้องฝึกเขียน เขียนให้บ่อยให้มากที่สุดเท่าที่จะฝึกได้ และควรฝึกเขียนให้ถูกต้องตามแบบฟอร์มด้วยนะคะ ทั้งคำนำ เนื้อหา และสรุป ทางที่ดีควรจะหาคนตรวจทานเวลาเขียนจบแต่ละที เพราะแกรมม่าเช็คเป็นสิ่งจำเป็นในเอสเสก็จริงค่ะ แต่การสื่อความหมายที่ชัดเจน ตรงประเด็น อ่านเข้าใจ ไม่วกวนอยู่ในอ่างก็จำเป็นเช่นกัน และส่วนใหญ่เราที่เป็นคน(ฝึก)เขียนก็จะไม่ทราบจุดบกพร่องของตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามีไกด์มีคุณครูมีเพื่อนมีรุ่นพี่คอยช่วยตรวจทานจะดีมากสำหรับใครที่ฝึกเขียนเอง ไม่ได้เรียนมาจากคลาส หรือไม่ได้กวดวิชาค่ะ

      อีกอย่างที่สำคัญมากสำหรับทั้งสามพาร์ทคือการบริหารเวลาค่ะ ทั้งการอ่านและการเขียนต้องมีสติและสมาธิมากๆ อย่าลน และนี่เป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ค่ะ ควรหาบทความภาษาอังกฤษอ่าน ไม่ว่าจะเป็นข่าว BBC, Bangkok Post, จะเป็นเว็บอ่านฟิคอย่าง AO3 หรือจะเป็นหนังสือรวมข้อสอบ GAT, O-Net ก็ได้นะคะ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ยังเรียนที่โรงเรียนอยู่และมีแพลนจะสอบ คาบภาษาอังกฤษก็ช่วยเราได้(บ้าง)ค่ะ แต่เราต้องตั้งใจและขวนขวายหาความรู้ให้มากขึ้นด้วยค่ะ



      MAT หรือ Mathematic คณิตศาสตร์


      จำนวนข้อ: จำได้ไม่แน่ชัดค่ะ พาร์ทแรกไม่มากไปกว่าสิบข้อ พาร์ทหลังสามสิบกว่าข้อได้ค่ะ

      เวลา: 115 นาที


      ***แบ่งเป็นสองพาร์ทนะคะ พาร์ทแรกไม่มีเครื่องคิดเลข พาร์ทสองมีเครื่องคิดเลขให้ใช้ได้ค่ะ***

      เนื้อหา: เป็นคณิต “พื้นฐาน” อีกเช่นกันค่ะ พื้นฐานที่ว่าคือม.ต้นเลย เราเจอโจทย์ปัญหาเปอร์เซ็นต์ร้อยละ คำนวณพื้นที่รูปทรงเรขาคณิต สมการ อสมการ

      กราฟ ฟังก์ชั่น สถิติ ทบทวนเนื้อหาที่เรียนมาให้ดีก็ทำได้แน่นอนค่ะ

      รูปแบบข้อสอบ: มีตั้งแต่ช้อยส์ เติมคำตอบ ไปจนถึงพล็อตกราฟเลยค่ะ


      สิ่งสำคัญ: อ่านโจทย์ให้เข้าใจ รู้คำศัพท์ ตีโจทย์ให้แตก และมีสติไว้ค่ะ ไม่ต้องท่องสูตรก็ได้เพราะเขามีไว้ให้(เฉพาะบางข้อนะคะ) แต่ที่สำคัญคือต้องนำสูตรมาใช้เป็น เนื่องจากตัวแปรมันจะต่างจากที่เราเรียนแบบไทยๆในบางอัน เข้าไปเช็คได้ในเว็บออฟฟิเชี่ยลเลยค่ะ เครื่องคิดเลขก็เช่นกัน

      จะมีวิธีสอนการใช้อย่างละเอียดอยู่ในเว็บค่ะ ถ้าอ่าน instruction และลองทำข้อสอบตัวอย่างในเว็บดูแล้วจะรู้สึกว่าไม่ยากเลยค่ะสำหรับวิชานี้



      SOC หรือ Social Studies สังคมศึกษา


      จำนวนข้อ: 30 ข้อ

      เวลา: 70 นาที

      เนื้อหา: วิชานี้เป็นวิชาที่ส่วนตัวเราคิดว่าหาแนวอ่านได้ยากที่สุดค่ะ

      ซึ่งพอได้สอบดูแล้ว มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องท่องค.ศ.ของทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ลำดับประธานาธิบดี หรือโครงสร้างรัฐสภาจริงๆ เขาจะให้บทความมาอ่านและวิเคราะห์ คล้ายๆใน RLA เลยค่ะ เพียงแต่เนื้อหาจะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง เศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น Speech ของบุคคลสำคัญทั้งหลาย ที่ยกมาให้เราวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นๆค่ะ ควรมีความรู้พื้นฐานเรื่องปวศ.อเมริกา สงครามโลก government และ civil right ไว้ด้วยนะคะ

      รูปบบข้อสอบ: ช้อยส์เป็นส่วนมากเหมือนเคยค่ะ เจอไดอะแกรมบ้างข้อสองข้อ


      สิ่งสำคัญ: คำศัพท์เฉพาะทางและการตีความยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการบริหารเวลาที่ใช้ในการอ่านบทความค่ะ ที่เพิ่มมาคือการแยกความคิดเห็นกับข้อเท็จจริง Bias Propaganda ใจความหลักที่ต้องการจะสื่อ การสรุปความ การ์ตูนล้อการเมือง รวมทั้งสถิติ ค่าเฉลี่ย กราฟ พวกนี้ก็มีใน SOC ด้วยค่ะ



      ***More about My Study Materials

      ต่อไปจะมาแชร์ค่ะ ว่าเราอ่านเองอ่านจากไหนบ้าง


      - Barron’s How to Prepare for the GED Test 2nd Edition + CD-ROM

      จริงๆแล้วเคยเห็นรีวิวบาร์รอนอยู่ผ่านๆค่ะ เลยคิดว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี แต่สุดท้ายก็ซื้อมาเพราะมีตัวอย่างข้อสอบให้ทั้งในเล่มและในซีดีค่ะ

      พอมาอ่านสรุปและไกด์ของแต่ละวิชาก็ถือว่าใช้ทบทวนได้ดีทีเดียว เราชอบตรงที่มีสรุปคำศัพท์ที่ควรรู้แปลแบบอังกฤษ-อังกฤษไว้ให้ด้วยค่ะ

      สำหรับใครที่ต้องการรู้แนวข้อสอบและเนื้อหาที่คร่าวๆ ข้อสอบในแผ่นแม้จะไม่ได้เป๊ะตามเวอร์ชั่น แต่ก็ใช้อ่านได้ดีและทำให้รู้จัก GED มากขึ้นค่ะ

      >>สนนราคาอยู่ที่ 990 บาทจากเอเชียบุ๊คส์ค่ะ ถ้าเราจำไม่ผิด


      - Khan Academy

      อีกหนึ่งฟรีเว็บไซต์เปี่ยมคุณค่าที่คุณคู่ควร... รวบรวมวิดิโอสอนไว้เยอะแยะหลากหลายจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Math, Science & engineering, Computing, Arts & humanities, Economics & finance รวมไปถึง Test Prep ต่างๆด้วยค่ะ(ไม่มีGEDนะคะ)

      หัวข้อที่เราเลือกอ่านสำหรับเตรียมสอบก็มี US History, US Government and Civics และ AP US Government and Politics ถ้าใครอยาก ได้ คำศัพท์วิทย์คณิตและเนื้อหาแบบอเมริกันๆ(เป็นยังไงนะ...) หรือจะเป็นแกรมม่าเบื้องต้น ก็ลองหาใน Math, Science & engineering และ Arts & humanities ดูได้เลยค่ะ คลิปแต่ละอันไม่ยาวและแบ่งตามหัวข้อย่อยๆออกไป เลือกดูอันที่อยากดูได้ เป็นเว็บไซต์ที่แนะนำมากๆค่ะ

      >>https://www.khanacademy.org/



      ไปสอบเตรียมตัวอย่างไร? เอาอะไรไปบ้าง?


      นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ กินข้าวให้อิ่ม และอย่าลืมเผื่อเวลาถึงศูนย์สอบก่อนเวลาสอบสักครึ่งชั่วโมงด้วยค่ะ

      สิ่งที่ต้องพกไปมีเพียง พาสปอร์ต และสติเท่านั้นค่ะ (แต่อย่าลืมโทรศัพท์และกระเป๋าตังเชียวนะคะ)

      ย้ำว่าพาสปอร์ตคือสิ่งที่ต้องมี ต้องใช้ยื่นก่อนเข้าห้องสอบทุกครั้ง แม้แต่ในการเซ็นเวลาเข้า-ออกห้องสอบ ก็ต้องใช้ลายเซ็นตรงตามพาสปอร์ตด้วยค่ะ

      ในกรณีที่ไม่มีมีพาสปอร์ต สามารถใช้บัตรแสดงตัวที่มีทั้ง รูปถ่าย ชื่อ-นามสกุล รวมทั้งลายเซ็นต์บนบัตรครบทั้งหมดนะคะ

      อย่างบัตรประชาชนไม่สามารถใช้ได้เพราะไม่มีลายมือชื่อเราบนนั้นค่ะ


      ส่วนตัวเราสอบที่พาราไดม์ค่ะ ชั้นสอง อาคารอัลม่า ลิงก์ หลังเซ็นทรัลชิดลมเลย สามารถเดินทางด้วยบีทีเอส นับว่าสะดวกดีค่ะ

      พี่ๆจนท.ก็ใจดีพูดดี ให้คำแนะนำ คำอธิบายอย่างใจเย็นค่ะ

      คำถามแรกหลังจากเราบอกว่ามาสอบ GED คือ “เอาพาสปอร์ตมาหรือเปล่า”ค่ะ เข้าใจว่าคงมีคนไม่ได้พกไปสอบเยอะ รอบแรกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ถ้าใครเผื่อเวลามาดี วิ่งกลับไปเอาทันก็โชคดีไป ใครที่อยากสอบแล้วยังไม่ได้ทำพาสปอร์ ก็ควรเริ่มหาข้อมูลได้แล้วนะคะ ยังดีที่รอบนั้นเราลงไว้แค่วิชาเดียว เนื่องจากรู้ตัวไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนเวลาสอบเลยแจ้งยกเลิกไม่ได้ค่ะ เสียเงินไปฟรีๆ แต่ในประวัติจะขึ้นเพียงว่าจองแต่ไม่ได้สอบ ไม่มีผลกับคะแนนค่ะ (ถ้ายกเลิกก่อนหนึ่งวันก่อนสอบ จะได้ค่าสอบคืนครึ่งนึงค่ะ อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิกสอบ เปลี่ยนวัน ฯลฯ เพิ่มเติมได้ในเว็บออฟฟิเชี่ยลเลยค่ะ)


      เราไม่แน่ใจเรื่องบัตรอื่นๆที่สามารถใช้ได้นักว่ามีบัตรประเภทไหนบ้าง บอกได้เพียงแค่ว่าต้องเป็นบัตรตัวจริงและไม่สามารถใช้บัตรปชช.ได้ค่ะ


      ถ้าเพื่อนๆคนไหนไม่สะดวกใช้พาสปอร์ต แนะนำให้ลองโทรไปถามที่ศูนย์สอบก่อนค่ะ

      ส่วนใครที่มีพาสปอร์ตอยู่แล้ว อย่าลืมพกไปนะคะ

      ***หากเตรียมตัวสอบและมีพาสปอร์ตแล้ว เดินทางไปให้ตรงเวลา (หรือเผื่อเวลา) ทำสมาธิและตั้งสติให้ดีก็พอค่ะ

      พี่ๆจนท.จะแนะนำเองว่าต้องนั่งรอตรงไหนทำอะไรบ้างระหว่างขั้นตอนการเข้าห้องสอบ

      ดังนั้น เราขอไม่พูดถึงรายละเอียดตรงนี้นะคะ



      ดูผลคะแนนยังไง? คะแนนเต็มเท่าไหร่? ต้องได้คะแนนเท่าไหร่ถึงจะถือว่าสอบผ่าน?


      คะแนนสอบจะขึ้นในเว็บไซต์ออฟฟิเชี่ยลใน My Score ของเราโดยอัตโนมัติ หลังสอบประมาณ 2 ช.ม.ค่ะ เป็นผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการก่อน

      และจะมีเมล์ส่งมาแจ้งคอนเฟิร์มผลคะแนนนั้นภายในวันนั้นค่ะ (เป็นแบบนี้ทุกวิชารวมทั้ง RLA ที่จะมีคะแนนเอสเสแยกให้อ่านด้วยค่ะ)

      คะแนนเต็มแต่ละวิชา อยู่ที่ 200 คะแนน ซึ่งจะต้องทำให้ได้ 145 คะแนนขึ้นไปค่ะ



      สอบผ่านหมดแล้วขอใบเซอร์และใบทรานสคริปต์ยังไง? มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่าไหร่? ส่งเปเปอร์ถึงบ้านหรือเปล่า?


      สารภาพก่อนว่าในขั้นตอนนี้ เราเองก็เขียนกระทู้วันที่เปิดเมล์ instruction ในการขอใบเซอร์และใบทรานสคริปต์แบบสดๆร้อนๆเลยค่ะ

      ดังนั้นข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นไปตามความเข้าใจของเรานะคะ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในรายละเอียดเกี่ยวกับการขอแบบเปเปอร์ เราจึงขออธิบายอย่างละเอียดเฉพาะในแบบ eDiploma และeTranscript ที่ส่วนตัวดาวน์โหลดสำเร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

      หลังจากได้รับผลคะแนนวิชาสุดท้าย ในวันที่สอบผ่านทั้งหมดแล้ว นอกจากเมล์แจ้งผลคะแนน เราจะได้รับเมล์แนะนำวิธีขอใบเซอร์ แยกกับเมล์วิธีการขอใบทรานสคริปต์ด้วยค่ะ


      วิธีการขอ eDiplomaและ eTranscript (ใบเซอร์และทรานสคริปต์แบบดาวน์โหลดเป็นไฟล์)


      จะมีลิสต์บอกขั้นตอนอย่างละเอียดอยู่ในเมล์นั้น เราจะอธิบายคร่าวๆ คือ เข้าไปที่ลิงก์ในข้อแรกมันจะนำไปที่หน้าเว็บ กด Next ในหน้าเว็บจะได้รับเมล์อีกอันซึ่งจะมีรหัสหกหลักให้กรอกลงในหน้าเว็บเดิมค่ะ ที่สำคัญคือเราต้องดูชื่อเมล์ที่ส่งมาบอกรหัสให้ดี เพราะใบเซอร์และใบทรานสคริปต์จะมีชื่อเมล์ที่ไม่เหมือนกัน รหัสก็จะแตกต่างกันด้วยค่ะ

      โดย eDiploma และ eTranscript นี้จะมีระยะเวลาเปิดได้ 180 วันนับจากวันได้รับเมล์แจ้งวิธีขอ และสำหรับสองอย่างนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ จำนวนครั้งที่สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้เราก็ยังไม่แน่ใจ เห็นจากบล็อกๆนึงว่าเปิดได้ 7 ครั้ง ท่านไหนทราบข้อมูลที่แน่นอน รบกวนแจ้งไว้ด้านล่างด้วยนะคะ ทางที่ดีดาวน์โหลดแล้วก็เซฟเก็บไว้สำรองในเครื่อง ใน one drive, Google drive, cloud ฯลฯ ให้เรียบร้อยเลยค่ะ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา

      แล้วก็ก่อนที่จะเซฟไฟล์อย่าลืมเช็คดูความถูกต้องของชื่อเรา รวมถึงลายเซ็นทั้งในใบเซอร์และใบทรานสคริปต์ด้วยนะคะ ทั้งสองไฟล์จะมีอยู่สองหน้า หน้าแรกเป็นคำแนะนำ และหน้าที่สองเป็นตัวเอกสารค่ะ (ควรอ่านหน้าคำแนะนำอย่างละเอียดด้วยค่ะ)


      วิธีการขอ Paper Diploma และ Paper Transcript (ใบเซอร์และใบทรานสคริปต์)


      เคลียร์กันตรงนี้ก่อนนะคะ ว่าสิ่งที่เราจะได้แบบฟรีๆ (ไม่นับค่าส่ง) คือ

      1. eDiploma

      2. eTranscript

      และ

      3. Paper Diploma

      ซึ่ง Paper Diploma จะมีรายละเอียดวิธีขออยู่ด้านล่างวิธีขอ eDiplomaในเมล์ฉบับเดียวกันค่ะ

      ในลิงก์จากเมล์ จะมีอยู่หน้านึงเป็นการกรอกสถานที่ที่ต้องการให้จัดส่ง ควรกรอกที่อยู่ของเราเองที่ด้านล่างหน้าจอค่ะเพื่อความสะดวก

      เพราะด้านบนที่มีให้เลือกส่งที่ศูนย์ในประเทศต่างๆ ประเทศไทยจะมีอยู่ที่เดียว ซึ่งเราไม่ทราบวิธีค่ะว่าต้องตามของยังไง ใครทราบสามารถแชร์กันได้นะคะ

      หลังกรอกที่อยู่ในหน้าถัดมาเสร็จหมดแล้ว ด้านล่างจะเป็นวิธีขนส่งให้เราเลือกค่ะ ให้เลือกระหว่าง Select one กับ FedEx ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $47.5 หรือราว 1,500 บาท (ตามค่าเงินในช่วงนั้นๆ) แต่เราไม่สามารถเลือก Select one ได้ค่ะ มันขึ้นว่า Not available in country selected จึงทำให้เราเข้าใจว่าปัจจุบัน GED อาจยกเลิกการส่งในต่างประเทศไปแล้ว เหลือเพียงบริการส่งของ FedEx หรืออาจเป็นเพราะเรายังอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ก็ไม่ทราบได้ แต่ไม่เจอรายละเอียดที่กล่าวถึงอายุเลยจริงๆค่ะ รบกวนผู้รู้อีกสักครั้ง และถ้าหากเราให้ข้อมูลผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ

      ในส่วนของ Paper Transcript จะมีวิธีขออยู่ล่างวิธีขอ eTranscript ในเมล์เดียวกันค่ะ (แต่แยกกับ Diploma ข้างบนนะคะ)

      เนื่องจาก Paper Transcript ไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่บรรดาเอกสารที่ขอได้ฟรี จึงมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 15$ หรือประมาณ 450 บาท (ตามค่าเงินในช่วงนั้นๆ) ไม่รวมค่าจัดส่งค่ะ


      ---------------------------------------------------------------------------

      มีเท่านี้ค่ะสำหรับข้อมูลที่เราเอามาแชร์ในครั้งนี้


      อย่างที่ย้ำอยู่ตลอดค่ะว่านี่เป็นการรีวิวส่วนตัวบุคคล เพื่อนๆที่สอบอาจจะมีประสบการณ์แตกต่างกัน หรือแนวข้อสอบอาจจะไม่ได้ตรงทั้งหมด และหากว่าท่านไหนมีข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ ก็สามารถเขียนแชร์ทั้งประสบการณ์ ข้อมูล เกร็ดความรู้ ทิป เทคนิคต่างๆไว้ข้างล่างได้เลยค่ะ


      เรายินดีน้อมรับทุกความผิดพลาด คำติชม รวมถึงคำแนะนำอื่นๆนอกเหนือจากรีวิวนี้เป็นอย่างยิ่งค่ะ


      เราได้รวบรวมคำถามที่เราไม่ทราบหรือไม่แน่ใจในรีวิวนี้ค่ะ

      ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำตอบนะคะ


      1. บัตรแสดงตัวอื่นๆที่สามารถใช้ได้นอกจากพาสปอร์ตแล้วมีบัตรประเภทไหนบ้าง?

      2. ปัจจุบันเราสามารถเข้าไปดาวน์โหลด eDiploma และ eTranscript ได้สูงสุดกี่ครั้ง?

      3. วิธีการจัดส่ง Paper Diploma และ Paper Transcript ปัจจุบันมีแค่ทาง FedEx ใช่หรือไม่?



      สุดท้ายนี้ก็ขอฝากไว้หน่อยนะคะ



      การสอบเทียบวุฒิ GED ไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ตมีขอบเขตที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยข้อมูลและคำแนะนำต่างๆเยอะแยะมากมายแบบนี้ ต่อให้เราอายุแค่ 16, 17 ปี ก็สามารถเรียนรู้และเตรียมตัวได้ด้วยตนเองค่ะ แล้วสำหรับใครที่จะรู้สึกอุ่นใจหรืออ่านหนังสือได้มีประสิทธิภาพกว่ากับการกวดวิชา ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการค้นหาสถาบันดีๆ ดีลดีๆ ได้เช่นกันค่ะ



      ขอให้โชคดี และประสบความสำเร็จกับการสอบนะคะ

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป