/>

เราควรทำยังไงกับความรู้สึกตอนนี้ดี [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เครียด
** เรื่องยาวหน่อยนะคะ **
---

ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่าเรารู้สึกว่าตัวเองเข้ากับสังคมได้ยาก เราคิดว่ามันก็ปกติของคนที่ไม่รู้จักกันนั่นแหละ ไม่รู้จะคุยไรกันเนอะ ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติมาตลอด กระทั่งเริ่มเข้ามัธยมปลาย เราย้ายห้องแยกจากเพื่อนที่สนิทกันมา เราใช้เวลาปรับตัวกับการอยู่กับเพื่อนใหม่ 1 ปีการศึกษาเต็มๆที่ไม่ค่อยพูดกับใคร มีเพื่อนสนิทแค่คนเดียวที่อยู่ห้องนั้นกับเรา (เค้าเป็นเพื่อนตั้งแต่มัธยมต้นของเราค่ะ) ช่วงนั้นเราเงียบผิดปกติจนแม่สังเกตได้ เริ่มถามว่าเราเป็นอะไร แต่เราก็บอกไปว่าเครียดกับเรื่องเรียนเพราะมันเป็นกลักสูตรของห้องเรียนพิเศษเลยเรียนหนักพอตัว

กระทั่งเข้ามหา'ลัยปีแรกเราก็รู้สึกว่ายังเป็นเรื่องปกติที่ปีหนึ่งทุกคนจะใช้เวลาในการปรับตัวในเรื่องเพื่อน เรื่องเรียน กิจกรรมต่างๆ ที่หนักกว่ามัธยมเยอะ โอเค เราก็พยายามปรับตัวเช่นกัน เราก็มีเพื่อนน้อยเหมือนเดิม (ขอไม่พูดถึงเรื่องนี้นะคะ)

เข้าสู่เรื่องที่ทำให้เราเริ่มสังเกตตัวเองเลยดีกว่าค่ะ 

ตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงช่วงปีหนึ่ง เราสังเกตตัวเองมาตลอดว่าตัวเองเปลี่ยนไป เราเงียบกว่าเดิม เป็นคนไม่ค่อยพูดเน้นเก็บเอาไปคิด และนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเป็นคนเครียดล่ะมั้ง ตอนปีหนึ่งจำได้ว่าชอบโทรไปบ่นให้แม่ฟังสัปดาห์ละครั้งเลยเรื่องกิจกรรม (มหา'ลัยเรากิจกรรมเยอะค่ะ มีแทบทุกเดือน) มันหนักจนบางทีเราก็รู้สึกอยากหลบบ้าง อยากหนี บางทีก็อยากซิ่วไปที่อื่น แต่ด้วยความที่เราเป็นคนแคร์เพื่อนมาก ย้ำว่ามากจนไม่คิดถึงตัวเองเลยแหละช่วงนั้น เราก็คิดว่าถ้าเราไม่ทำเพื่อนก็หนักสิ เดี๋ยวเพื่อนก็ลำบาก เราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเข้ากิจกรรมตาม ยอมอยู่จนจบ 

มาช่วงซัมเมอร์ที่มหา'ลัยเราจะมีการับสมัครสตาฟมาดูแลน้องเฟรชชี่ปีถัดไป เราก็ลองสมัคร ด้วยความอยากมีประสบการณ์ บวกกับรุ่นพี่แนะนำว่ามันว่ามันดีนะ ได้เพื่อนต่างคณะเยอะด้วย เราก็เลยตัดสินใจลองทำ เรื่องนี้เลยเป็นจุดพีคของเราเลยมั้งที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจไปพบจิตแพทย์อย่างจริงจัง สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงฝึกสตาฟคือเราเครียดมาก ในหัวคิดอะไรหลายอย่างเลย ความอยากอาหารเริ่มลดลง นอนไม่หลับ ไม่มีความรู้สึกอยากทำอะไรเลย ตอนนั้นตื่นมาแล้วเราสามารถนอนมองเพดานห้องได้เป็นชั่วโมงเลยมั้ง ก็เลยตัดสินใจกับเพื่อนอีกคนว่าขอพี่ออกดีไหม แต่ก่อนออกขอไปหาจิตแพทย์ก่อน เพราะตอนนั้นเรากลัวจริงๆ ว่าตัวเองจะไม่ไหว ถึงจะไม่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายก็เถอะ 

ตอนที่พบจิตแพทย์ครั้งแรกเราไปกับเพื่อนคนนึงค่ะ พอดีเพื่อนเรามีปัญหานอนไม่หลับก็เลยไปด้วยกัน เราเป็นคนที่ได้เข้าห้องไปก่อน แต่ด้วยความครั้งแรกก็จะมีแบบสอบถามมาให้เราทำ (คล้ายๆ แบบสอบถามเรื่องโรคซึมเศร้าในอินเทอร์เน็ตเลยค่ะ) จะมีคนถามอาการเราเบื้องต้นก่อนว่าเป็นยังไง เราก็อธิบายให้เขาฟัง จนกระทั่งเข้าไปคุยกับคุณหมอ สอบถามกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเราก็ได้ออกมา  คุณหมอบอกว่าเดี๋ยวให้ยานอนหลับกับแก้เครียดไปกินนะ แต่ก็แนะนำแหละว่าถ้าเราสามารถหลับได้เองก็ไม่ควรกิน หลังจากนั้นเราก็เดินออกมาจากห้องแล้วก็มีเพื่อนเข้าไปแทน ซึ่งอันนี้เรามารู้ทีหลังเพราะเพื่อนเล่าให้เราฟังว่า หมอดูห่วงอาการของเราอยู่พอสมควร คุยกับเพื่อนไม่เท่าไหร่ก็วกกลับมาเรื่องเรา บอกกับเพื่อนว่าฝากดูแลเราด้วยนะประมาณนี้ (เรากับเพื่อนมาพบคุณหมด้วยเหตุผลเดียวกันค่ะ เล่าเรื่องกิจกรรมให้หมอฟังทั้งคู่ เพื่อนเลยบอกหมอว่าคนก่อนหน้าเป็นเพื่อนกัน) 

ซึ่งการที่เราไปพบจิตแพทย์ครั้งนี้เราไม่ได้บอกใครก่อนเลยค่ะ ไม่ได้บอกรูมเมท เพื่อนสนิทตอนมัธยม หรือแม้แต่ครอบครัว หลังจากเรากลับมาจากโรงพยาบาลก็เลยตัดสินใจโทรบอกแม่ ก็บอกอาการไปว่าเราเครียด และเหมือนแม่เราจะไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเก็บมาเครียดด้วย แม่บอกว่าเครียดไปทำไมเลิกเครียดได้แล้ว ตอนนั้นเราคิดในใจว่าความเครียดมันสามารถเลิกได้ง่ายๆ อย่างนั้นเลยหรอ เลิกคิดตอนนี้แล้วจะหายเครียดเลยหรอ ก็ไม่ใช่แหละ เราก็เลยบอกแม่ไปว่า มันสั่งไม่ได้หรอกแม่ แม่เคยสั่งฝนให้มันหยุดตกตอนนี้ได้ไหมล่ะ เราก็ทำไม่ได้แบบนั้นนั่นแหละ

เราไม่รู้ว่าครอบครัวของเรารับรู้เรื่องพวกนี้มากแค่ไหน รู้จักโรคซึ่มเศร้าบ้างไหม แต่ในเมื่ออาการตอนนั้นเราดีขึ้นก็คิดว่ามันโอเคแล้ว และที่บ้านก็คงคิดว่าเราหายเครียดแล้วเช่นกัน กระทั่งปีสองที่เรียนหนักมากขึ้น มีงานกลุ่มชิ้นใหญ่ที่เราต้องรับผิดชอบ และมันก็เหมือนปกติค่ะ งานกลุ่มที่มีคนทำไม่กี่คน ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ตอนนั้นเรานอยเรื่องเพื่อนสนิทด้วยมั้งก็เลยมีความรู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่เดียวที่เราอยากกลับไปอยู่ในตอนนั้น

ถึงอย่างนั้นก็ผ่านพ้นมาได้ค่ะและตอนนี้เราก็จบปีสองแล้วด้วย แต่เราพึ่งค้นพบว่าการอยู่บ้านไม่ได้เป็นความสุขสำหรับเราเท่าไหร่ ที่บ้านเราไม่มีห้องส่วนตัว (หอพักที่มหา'ลัยจึงเป็นเหมือนเซฟโซนที่เราจะทำอะไรก็ได้) เป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่กันตั้งแต่รุ่นยายจนถึงหลานเรา ซึ่งรวมๆ เราแล้ว 12 คนได้ และยิ่งเป็นครอบครัวใหญ่เรายิ่งรู้สึกแปลกแยก รู้สึกไม่เหมือนคนอื่น เหมือนกลับมาบ้านแล้วเราไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกับคนที่บ้าน นอกจากเรื่องเรียน และด้วยความที่เราไม่ได้มีความอยากอาหาร แต่ที่บ้านเราชอบทำอาหารกัน พอเราไม่ไปกินก็เหมือนเราไม่สนใจคนทำ ไม่สนใจคนในครอบครัวตัวเอง เราเป็นคนตื่นสายด้วยมั้ง(9โมงเช้าก็ถือว่าสายมากๆสำหรับบ้านเรา)เพราะงั้นเวลากินข้าวเช้าของที่บ้านเราเลยตื่นไม่ทัน ส่วนข้าวเย็นตอนหกโมงเราก็ยังไม่หิว เราเลยรู้สึกว่าการอยู่บ้านไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่

อ้อเกือบลืม ตอนอยู่ที่มหา'ลัยเราโดนบ่นเรื่องใช้เงินเยอะด้วยค่ะ ซึ่งมันก็เยอะจริงๆ แต่เงินจำนวนนั้นรวมค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเติมน้ำมัน ปริ้นชีท ของใช้ส่วนตัวต่างๆนาๆด้วยนะคะ ซึ่่ง-ของใช้ส่วนตัวของเรานี่แหละค่ะที่เป็นปัญหา กลับมาอยู่บ้านเราก็ขอเงินแม่ซื้อของใช้อีกเพราะไม่ได้ขนมันกลับมาจากที่หอด้วย ด้วยความที่เราต้องต่อรถกลับเองและกระเป๋าเดินทางกับเป้หนึ่งใบก็พอสมควรแล้ว ของอะไรที่เราพอซื้อใหม่ได้เลยตัดสินใจมาซื้อที่บ้าน แล้วก็โดนแม่บ่นตามเคยค่ะ 

เราก็เลยน้อยใจนิดหน่อยเพราะตั้งแต่จำความได้เหมือนเราถูกเลี้ยงมาด้วยเงินยังไงไม่รู้ เวลาอยากไปซื้อของถึงจะโดนบ่นว่าใช้เงินเยอะแต่พอเราถามว่างั้นไปเดินซื้อด้วยกันไหมจะได้รู้ว่าเราซื้ออะไร ราคาเท่าไหร่ และมันก็จบที่แม่บอกว่าอยากพักแล้วก็ให้เราชวนพี่หรือใครไปแทน ในความทรงจำเราเลยไม่มีแม่มาเดินเลือกของด้วยกันเลย ไปกินข้าวข้างนอกด้วย เราไม่เคยได้ไปกับแม่เลย จบด้วยการที่ไล่ให้เราไปชวนพี่ตลอดแต่เราก็ไปคนเดียวนะคะ เพราะพี่ก็มีงานที่ต้องทำแล้ว ไม่ได้มีเวลาว่างมาคุยกันเหมือนตอนเราเด็กแล้ว 

เรื่องการมีเวลาทำกิจกรรมกับครอบครัวเลยเป็นเรื่องที่เราสัมผัสได้น้อยมากๆ แม้แต่การไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันยังไม่ครบเลยด้วยซ้ำ เราลองถามแม่ไปครั้งนึง แล้วก็โดนถามกลับว่าจะไปที่ไหน พอเราบอกจังหวัดที่อยู่ไกลกว่าที่แม่ตั้งไว้แม่ก็ถามว่าจะไปทำไม แถวนั้นมีไรให้เที่ยว แม่ยังไม่มีเงินเลย ไปเที่ยวต้องไปตอนเราพร้อมสิ คราวนี้แหละ ภาพตั้งแต่มัธยมลอยมาเลยค่ะ ประโยคเดิมๆ ที่เราเคยถามลอยมาว่าเมื่อไหร่จะได้ไปเที่ยว แม่ก็บอกเดี๋ยวเราสอบติดมหา'ลัยได้พักยาวๆ ไว้ค่อยไป พอเราเข้ามหา'ลัยก็ถามใหม่ แม่ก็บอกว่าไว้เราจบก่อนค่อย ไว้เรามีงานทำก่อนค่อยไป ซึ่งเราไม่รู้ว่าพอถึงจุดนั้นจริงๆ เราจะยังได้ไปอยู่ไหม หรือบางทีก็มีความคิดว่า พอถึงจุดนั้นคนในครอบครัวจะยังเหลือเท่าเดิมอยู่ไหม ตอนนั้นเราจะยังมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะไปเที่ยวกับครอบครัวตามที่ฝันหรือเปล่า

เรื่องมันอาจจะยาวจนใครหลายคนขี้เกียจอ่าน เราไม่ได้อยากเล่าตั้งแต่เริ่มต้นแต่ก็อยากให้เห็นว่า ณเวลานั้นบ้านยังเป็นจุดที่เราอยู่แล้วสบายใจ แต่ ณตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแล้ว ขอบคุณคนที่อ่านมาถึงจุดนี้นะคะเราอยากขอความเห็นว่าเราควรทำยังไงดี แล้วก็ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นล่วงหน้าเช่นกันค่ะ

 
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป