ซ่อน
แสดง

แบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคสอบติดทันตแพทย์ หลังจากหยุดเรียนไป 1 ปี [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เด็กซิ่ว #ทันตแพทยศาสตร์ #แอดมิชชั่น


ช่วงนี้ทั้งไทม์ไลน์ในโซเซียลมีเดียและบรรยากาศ รอบตัวของผมเต็มไปด้วยสีสันของการประกาศสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ผมอดคิดถึงช่วงเวลาเดียวกันของตัวเองไม่ได้  ยิ่งได้เห็นน้องๆหลายคนได้เข้าเรียนคณะและมหาวิทยาลัยในฝันก็ยิ่งดีใจ  แต่สำหรับอีกหลายคนอาจพลาดเป้าหมายไม่ได้ตามที่คิด ผมมีเรื่องราวของผมมาแบ่งปันครับ

 
ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีผม มีเสาหลักคือแม่ และน้องอีกหนึ่งคน โลกทั้งใบของผมเลยดูเหมือนว่าจะขับเคลื่อนไปได้ด้วยสองแรงมือของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่ทำงานเป็นเสาหลักของบ้าน นับตั้งแต่ที่ผมจำความได้ก็เห็นว่าแม่ทำงานหนักมาตลอด  งานของแม่คือการทำน้ำยาล้างจานแล้วเอาไปส่งตามร้านอาหารในตัวจังหวัด ภาพแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งที่ขับรถตะลอนไปจอดหลังร้านอาหารแล้วแบกถังน้ำยาล้างจานหนัก 20 กิโลฯ ส่งให้ถึงที่จึงเป็นภาพที่ผมชินตา และหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาความหนักหนานั้นได้สักวัน 
 
แต่เวลาก็ไม่เคยรอใคร ในช่วงที่ผมเรียนมัธยมปลาย แม่เริ่มมีปัญหาสุขภาพจากการทำงานหนักและเครียดสะสม แม่ปวดหลังจนบางครั้งแทบขยับตัวไม่ได้ เป็นอยู่บ่อยครั้งจนช่วงหลัง ๆ ผมต้องให้แม่หยุดการส่งน้ำยาล้างจานแล้วผมทำแทนทั้งหมด แต่แค่นั้นก็ดูเหมือนจะไม่พอ เพราะค่าใช้จ่ายในการหาหมอของแม่เริ่มเป็นก้อนใหญ่ ประกอบกับในช่วงนั้นเศรษฐกิจก็แย่มากจนยอดสั่งซื้อน้ำยาล้างจานลดลง พอหลายอย่างมาเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ส่งผลกระทบหนักถึงครอบครัวเล็กๆของเราในที่สุด บางวันเราไม่มีข้าวกินเพราะไม่มีแม้แต่เงินสัก 30 บาทสำหรับซื้อข้าว และแน่นอนว่าปัญหานี้ย่อมต้องส่งผลถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนของผมเช่นกัน
 
ปัญหาเรื่องเงินของครอบครัวและปัญหาสุขภาพของแม่ในช่วงนั้น ทำให้โลกทั้งใบของเด็ก 17 คนนึง มืดลงไปถนัดตา  โดยเฉพาะความใฝ่ฝันที่ผมกับแม่มีร่วมกันคืออยากเห็นผมเป็นหมอ เพราะแค่ประคองชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันก็ยากอยู่แล้ว  ช่วงมัธยมปลายของผมจึงผ่านไปอย่างยากลำบาก เพราะผมต้องช่วยแบ่งเบาภาระแม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   แต่ถึงจะหนักหนาอย่างไร ผมก็ไม่ละทิ้งความพยายาม และตามความฝันที่จะเป็นหมอ  และในที่สุดวันนี้ผมก็ทำความฝันของตัวเองและแม่ใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้น เพราะผมกำลังเรียนคณะทันตแพทย์ ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน  โลกมืดๆของผมกับแม่เริ่มมีแสงสว่างที่ปลายทางอีกครั้ง จึงอยากใช้โอกาสนี้แบ่งปันประสบการณ์ตรงของผมให้กับพี่ๆน้องๆครับ
 
1.รู้จักคุณค่าของเวลา และการแบ่งเวลา
 หลังจากที่ผมดูแลแม่ และช่วยแม่ส่งน้ำยาล้างจานในแต่ละวัน ผมจะเอาเวลาที่เหลือมาทำการบ้านอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน เตรียมสอบ และใช้เทคนิคอ่านล่วงหน้าก่อนเข้าเรียนเพื่อทำให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้นเวลาที่เรียนในห้องเรียน  เพราะเวลาสอนครูจะสอนค่อนข้างเร็ว เพราะเพื่อนๆส่วนใหญ่ไปเรียนกวดวิชาล่วงหน้ามาแล้ว  หลังจากเรียนในห้องจบ ผมจะกลับมาทำ Short Note ทบทวน ในบทเรียนที่ยากๆ จดเทคนิควิธีการจำในแบบของผม พร้อมกับระบุจุดสำคัญที่ต้องกลับมาอ่านทวน
 
ซึ่งพอย้อนกลับไปมองสมัยที่เรียน ม.ต้น ที่รู้สึกว่าการบ้านเยอะอ่านหนังสือไม่ค่อยทันเนี่ยกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยครับ  ช่วงเวลาที่ผมต้องช่วยแม่ + กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบทำให้ผมพบว่า สิ่งที่ม่ีค่ามากที่สุดในชีวิตคือไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นเวลาต่างหาก และเราจะมีเวลาให้กับเรื่องที่เราเห็นว่าสำคัญและคนที่เราเห็นว่าสำคัญเสมอครับ เพราะถ้าจัดวางเรื่องสำคัญเอาไว้ในชีวิตแล้ว ก็ยังเหลือเรื่องเล็กน้อยๆอื่นๆจะมีที่แทรกลงมาเอง แต่ตรงกันข้ามถ้าเรามัวแต่ทำเรื่องเล็กๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็จะไม่มีเวลาให้เรื่องที่สำคัญกับเราจริงๆ ดังนั้นประสบการณ์ข้อแรกที่ผมอยากแบ่งปันคือเรื่องเวลานี่แหละครับ

 
2.อย่าต่อรองความฝัน
อย่างที่บอกครับ ความฝันของผมตั้งแต่เด็กๆเลยคืออยากเป็นหมอ ยิ่งมาเห็นแม่เจ็บป่วย ก็ยิ่งคิดว่าถ้ามีโอกาสได้ช่วยคนให้แข็งแรงให้กลับไปยิ้มได้อีกครั้งคงทำให้ผมมีความสุขแน่ๆ ยิ่งมาเจอวิชาชีวะตอน ม.ปลาย ที่อาจารย์ทำให้ผมสนุกที่จะเรียนรู้ และอยากรู้ตลอดเวลาว่า หัวใจทำงานยังไง ทำไมสมองถึงทำงานที่ซับซ้อนได้มากกว่าอวัยวะอื่นๆ และทำไมเวลาที่ปวดฟันทำให้เราปวดหัวได้  ความสนุกในเรื่องพวกนี้ ทำให้ภาพอาชีพในฝันของผมชัดขึ้นมาก แม้ช่วง ม.ปลายจะเป็นจังหวะชีวิตที่ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ ผมก็ยังอยากใส่เสื้อกราวน์สีขาวๆตรวจคนไข้อยู่ดี ผมจึงพยายามอย่างเต็มที่ทุกๆทางใช้ทุกวินาทีอย่างมีค่า  แม้คะแนนตอนช่วงแรกจะห่างไกลจากการสอบติดทั้งแพทย์และทันตแพทย์ก็ตาม เพราะต้องยอมรับว่าวิกฤติชีวิตในช่วงที่แม่เริ่มป่วยทำผมเซไปเยอะ และเรียนไม่ค่อยทันเพื่อนในช่วงหนึ่ง แต่ยังโชคดีที่ผมได้รับความอนุเคราะห์ด้านการเรียนเพิ่มเติมจากพี่โหน่งออนดีมานด์ สนับสนุนให้ผมเรียนพิเศษแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย  จนทำให้ปีนั้นผมสอบชิงทุน โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท(CPIRD) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จนสำเร็จ  
 
แต่ความสำเร็จอยู่กับผมไม่นานนัก เพราะผมไม่ผ่านการสัมภาษณ์โครงการ CPIRD ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขตที่ผมอยู่มีเพื่อนๆสมัครเกินจำนวนค่อนข้างเยอะ และคะแนนผมไม่ได้ดีจนโดดเด่น หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่  ผมรู้แค่ว่าเวลานั้นเหมือนความฝันตรงหน้าที่ผมกำลังจะคว้าได้ พังลงไปต่อหน้าต่อตา เลยครับ
 
ผมงงไปหมด ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดีกับชีวิต ผมมีตัวเลือก 3 ทาง  คือ
1.เลือกสมัครเรียนคณะอื่นๆ : ไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ 1 ปี
2.สมัครคณะอื่นๆ ไปก่อน แล้ว สอบใหม่ในปีหน้า ได้ความรู้ ได้สังคมเพื่อน และยังได้โอกาสสอบใหม่ หากสอบไม่ได้ยังจบพร้อมเพื่อนในคณะได้
3.พักการเรียน 1 ปี แล้ว ทำตามความฝันอีกครั้งในปีหน้า :ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีเวลาช่วยแม่อย่างเต็มที่ และได้ทำตามความฝันอย่างเต็มที่
 
ถ้าเป็นพี่ๆ น้องๆ  จะเลือกข้อไหนกันครับ....
 
ผมและแม่เลือกทางเลือกที่ 3 ครับ เพราะตอบโจทย์สุดทั้งเรื่องการเงิน ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าเทอม ค่าชุดต่างๆ  ทั้งยังมีเวลาดูแลแม่ที่อาการหนักขึ้น ได้เป็นหลักช่วยงานอยู่กับแม่ พร้อมกับได้ทบทวนบทเรียนอย่างเต็มที่  และที่สำคัญที่สุดคือผมไม่อยากต่อรองกับความฝัน ไม่อยากมองย้อนกลับมาและตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตอนนั้นทำไมเราไม่พยายามตามความฝันให้สุดๆ ผมเลยขีดเส้นตายให้เวลาตัวเอง 1 ปี ถ้ายังสอบแพทย์หรือทันตแพทย์ไม่ได้ผมจะยอมรับและเรียนต่อในคณะอื่นๆแทน ซึ่งระหว่างนี้ผมก็ศึกษาความแตกต่างของอาชีพหมอและทันตะเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจที่สุดว่าตัวเองชอบทางไหนมากกว่ากันด้วยครับ

 
3.ทบทวนหาจุดอ่อนและอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง
การฝึกทำโจทย์เก่าเยอะๆ นอกจากจะเป็นการลองสนามและทำให้เห็นภาพรวมของข้อสอบแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผมเห็นชัดมากขึ้นว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าการที่เรารู้ข้อบกพร่องของตัวเองทำให้เตรียมตัวได้ดีมากขึ้นสามารถโฟกัสได้ถูกจุด และที่สำคัญต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง สำหรับจุดอ่อนของเด็กสายวิทย์อย่างผมคือวิชาภาษาอังกฤษ วิชาที่คิดมาตลอดว่า “เอาไว้ทีหลัง” แต่กลับกลายเป็นวิชาที่เพิ่มโอกาสในการสอบติดแพทย์ได้มากขึ้น โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 14 คะแนน จาก 100 คะแนน ดังนั้นผมจึงโฟกัสกับจุดอ่อนข้อนี้ของตัวเอง อ่านหนังสือและเรียนภาษาอังกฤษให้หนักขึ้น เลือกรูปแบบวิธีการเรียนและการจำที่เข้ากับตัวเอง เช่นการจำศํพท์ด้วยเพลงหรือรูปภาพ แทนการจำเป็นพรืดๆ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากตอนนำมาใช้ในสนามสอบจริง
 

4.ไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
แม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ ก็ยังต้องการความช่วย นับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างผมครับ แม้เมื่อก่อนผมเคยมองว่ามีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นที่เรียกร้องจากคนอื่นๆตลอดเวลา และคิดลบๆว่าคงไม่มีใครอยากช่วยเราหรอก  แต่ช่วงที่ผมกับแม่ลำบาก ผมได้รับความช่วยเหลือทั้งจากเพื่อนๆ จากครู จนทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไป
 
หลังจากผมพบว่าจุดอ่อนของผมอยุ่ที่วิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าไปเรียนแพทย์ หรือ ทันตะ ที่ต้องใช้ TextBook หรือต้องอ่านพวกงานวิจัยจากต่างประเทศแล้วผมต้องตายแน่ๆ ผมจึงเขียนจดหมายขอความอนุเคราะห์ถึงพี่แนน และพี่ๆทีมงานเอ็นคอนเส็ปท์ เพื่อขอสนับสนุนคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อม ซึ่งผมได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากทางพี่แนนและพี่ๆทีมงานทุกคนเป็นอย่างดีครับ แถมพี่แนนยังแนะนำผมให้พี่ๆติวเตอร์ท่านอื่นมอบคอร์สเรียนให้เพิ่มเติมด้วย
 
ผมสัญญาว่าทุกความช่วยเหลือของทุกคนที่มอบให้ผมจะไม่สูญเปล่า ผมจะเป็นหมอที่ดีนำไปช่วยเหลือคนอืนๆที่ขาดโอกาสให้มีรอยยิ้มที่ม่ีความสุขต่อไปครับ
 

5.อย่าลืมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ
 
ผมได้รับแรงบันดาลใจดีๆ จากคนรอบตัว โดยเฉพาะจากแม่ แม่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยให้ผมได้ยิน นั่นจึงเป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่พาผมมาถึงตรงนี้ รวมถึงพี่ๆ ที่มอบโอกาสทำให้ผมอยากพัฒนาตนเอง เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆให้กับคนอื่นเหมือนกับที่ผมได้รับโอกาส ดังนั้นผมจึงอยากส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ได้อ่าน และหวังว่ากระทู้นี้อาจเป็นหนึ่งแรงบันดาลใจเล็กๆ สำหรับคนที่ได้อ่านหรือใครก็ตามที่กำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากนะครับ
 
ตอนนี้ผมใช้ชีวิตนักศึกษาทันตแพทย์ โดยกู้เงิน กรอ.เรียน ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงนี้ทำกิจกรรมเยอะ เรียนหนักพอสมควร แต่ก็สนุก ถึงแม้เหนื่อยบ้าง แต่รู้สึกว่าคุ้มค่า อาการป่วยของแม่เริ่มดีขึ้นและย้ายไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัด โดยไม่ต้องทำงานหนักเหมือนอย่างเคย ส่วนข้อคิดที่ได้สำหรับช่วงที่ผ่านมาคือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อย่าไปกังวลกับอนาคต ทุ่มเทและตั้งใจอย่างเต็มที่ ทำเหตุให้มาก และผลลัพธ์ออกมาเป็นยังไงก็ยอมรับมัน ดังนั้นจึงอยากฝากถึงน้องๆ หรือใครก็ตามที่เจอเรื่องผิดหวัง ว่าให้อยู่กับ ยังไม่ต้องนึกถึงผลลัพธ์มาก เต็มที่กับปัจจุบันก็พอครับ
 
 ท้ายสุดผมอยากขอบคุณผู้มีส่วนในความสำเร็จ ทั้งคุณครูที่โรงเรียน เพื่อนๆ ผู้มีส่วนสำคัญในด้านการเรียน พี่โหน่ง พี่แนนเอ็นคอนเส็ปท์ที่สนับสนุนทุนในการเรียนภาษาอังกฤษ ช่วยเหลือจากที่ผมอ่อนภาษาอังกฤษมากๆ ให้ทำข้อสอบได้ดีด้วยเทคนิคต่างๆ และที่ขาดไม่ได้เลย คือผู้หญิงคนนี้ครับ “แม่” ที่จะคอยให้กำลังใจในเวลาที่ท้อที่เหนื่อย คอยบอกให้สู้ๆ ในวันที่ผมอยากยอมแพ้ ขอบคุณนะครับแม่ ที่เชื่อมั่นมาเสมอว่าผมทำได้ 
 

ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ และไม่ว่าอย่างไร ถึงแม้จะผิดหวัง แต่ขอให้มีการเริ่มต้นใหม่ที่ดีครับ.
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

5 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป