Review : 2019 Seoul-Bangkok Youth Exchange program โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนเมืองพี่น้องกรุงเทพฯ-กรุงโซล แบบละเอียดยิบ! [ยินดีให้แชร์]

วิว

เรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลีและเที่ยวฟรีโดยมีกทม.สนับสนุน??
 
สวัสดีจ้า วันนี้เราจะมาเล่าถึงโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนเมืองพี่เมืองน้องที่กรุงโซล ระหว่างวันที่ 19-24 พฤษภาคม 2562 ให้ฟังอย่างละเอียดวันต่อวันกันไปเลยค่ะ เนื่องจากเป็นโครงการที่หลายๆคนคงไม่เคยได้ยินมาก่อนและหาข้อมูลได้น้อย เลยคิดว่าจะมาโพสต์เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อน้องๆรุ่นต่อไปที่กำลังสนใจค่ะ
 
โดยโครงการนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร ตลอดทั้งโครงการนั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมด "ฟรี" ค่ะ พี่จนทเข้าดูแลเราอย่างดีทั้งค่ากิน ค่าอยู่ และตั๋วเครื่องบิน ที่สำคัญไม่ได้มีแค่เฉพาะประเทศเกาหลีใต้นะคะ ยังมีทั้ง จีน ญี่ปุ่น และมองโกเลียด้วยค่ะ ดังนั้นน้องๆคนไหนที่กำลังมองหาโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นๆ ได้เที่ยวและได้ความรู้ โครงการนี้ก็เป็นอีกโครงการนึงที่น่าสนใจมากเลยแหละเธอ!

 
-ขั้นตอนการสมัคร-
ตรงนี้แต่ละปีอาจจะต่างกัน รวมถึงแต่ละเมืองในประเทศเดียวกันก็ยังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย แนะนำว่าให้เข้าไปติดตามที่เว็บของสำนักงานตปท http://iad.bangkok.go.th/th หรือเฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/bangkokiad/ หรือพิมพ์ 'สำนักงานกองการต่างประเทศกรุงเทพมหานคร' แล้วกดเข้าไปตรง 'โครงการเยาวชนแลกเปลี่ยนเมืองพี่น้อง' ก็ได้ค่ะ


ซึ่งต้องบอกก่อนว่าปกติโครงการกรุงโซลจะมีให้สำหรับน้องๆมัธยมค่ะ แต่ก็จะมีกำหนดช่วงอายุไว้ด้วย ถ้ายังอยู่ในช่วงอายุที่เขากำหนดก็สามารถสมัครได้ อย่างจขกทที่เป็นนักศึกษาปี1เพราะเรียนเร็วไปปีนึงเขาก็อนุโลมให้ ถึงอย่างงั้นก็ยังถูกนับเป็นออนนี่ไลน์(พี่สาว)ของน้องๆทั้งโครงการเลยค่ะ5555
(รูปจขกทในวันมาสัมภาษย์ค่ะ พอบอกว่าเป็นนักศึกษาก็คงรู้เลยว่าคนไหนเนอะ)


-การสอบ-
1. รอบข้อเขียน
  ปีเรารอบข้อเขียนจะให้เขียนเรียงความภาษาไทยกับภาษาอังกฤษในห้องสอบ โดยมีโจทย์ระบุมาให้ ภาษาไทยโจทย์คือให้เราเขียนว่าทำไมถึงอยากไปโซล ไปแล้วจะได้อะไร และถ้ามีเพื่อนๆจากที่นู่นมาไทยจะแนะนำเขายังไงประมาณนี้ค่ะ ส่วนภาษาอังกฤษเราจำที่โจทย์เขียนไปไม่ค่อยได้แต่จำได้ว่าต้องเขียนไม่เกิน200คำค่ะ ถ้าทำตามโจทย์ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงเลยค่ะ โอกาสโดนเรียกสัมสูงมากๆ

2. รอบสัมภาษย์
ส่วนในรอบสัมภาษย์ ช่วงเช้าก็สัมภาษณ์พร้อมกันทีละ3คน เรียงตามลำดับหมายเลข อันนี้มีของอะไรปล่อยไปให้หมดได้จะดีมาก ส่วนตัวเราก็เตรียมมาทั้งภาษาไทย อังกฤษ เกาหลีอีกนิดหน่อย ตอนแรกๆพี่ๆเขาจะถามคำถามทั่วๆไป ก่อนจะให้เราจับฉลากคำถามพิเศษขึ้นมา ถ้าเราตอบภาษาอังกฤษได้และตอบตรงประเด็นจะเท่มากๆเลยค่ะ เพราะเขาจะเห็นทักษะการเข้าสังคมของเราด้วยว่าจะเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศไทยมั้ย(ตอนพี่เขาพูดนี่ขนลุกนิดๆเลย555) แล้วก็มีให้แสดงความสามารถพิเศษ เราเลือกร้องเพลงค่ะส่วนน้องที่มาสัมอีกคนเล่นกีต้าร์ เขาเลยให้แสดงพร้อมกันไปเลย555 แต่ตอนแสดงไม่ต้องเครียดมากก็ได้ค่ะ เราแอบร้องหลงคีย์เพราะตื่นเต้นพี่เขาก็แค่ขำๆน่ะ

พอมาตอนบ่ายจะเหมือนเป็นให้ทำกิจกรรมร่วมกันมากกว่า อันนี้เราพยายามมีส่วนร่วมด้วยอย่างมากเลยค่ะ เพราะกลัวว่านี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนรอบสัมภาษณ์555 เราว่าพี่ๆเค้าน่าจะดูที่การมีส่วนร่วมและความกล้าแสดงออกนะคะ แล้วก็จะได้คุ้นกับเพื่อนๆก่อนเดินทางด้วยดังนั้นพยายามเอนจอยกิจกรรมไว้ดีกว่าจ้า

สิ่งที่ทำได้หลังวันสัมก็คือรอและรอค่ะ....

ซึ่งหลังจากวันประกาศรายชื่อทางโครงการจะมีนัดให้ไปที่สำนักงานกองการต่างประเทศเรื่อยๆค่ะ เพื่ออบรมและพูดคุยระเบียบการต่างๆ โดยจะมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัฒนธรรมมาสอน และมีรุ่นพี่หรือเพื่อนๆที่เคยเข้าร่วมโครงการในปีก่อนมาแชร์ประสบการณ์ด้วย ไม่แน่ว่าตอนอบรมในปีหน้าเราอาจจะได้เจอกันก็ได้นะคะ555

DAY1

เริ่มจากคืนวันที่ 19 พ.ค.ก่อนเลยนะคะ เราออกเดินทางกันด้วยเครื่องบินไฟล์สี่ทุ่มเพื่อที่จะได้ไปทำกิจกรรมที่เกาหลีในตอนเช้าของวัดถัดมา กิจกรรมยาวทั้งวัน ดังนั้นน้องๆผู้หญิงควรเตรียมแปรงสีฟัน โฟมล้างหน้าหรือคสอติดตัวขึ้นไปแต่งตัวบนเครื่องเลยนะคะ ลงเครื่องมาถึงสนามบินอินชอนจะได้สวยพร้อมสู้แดดกรุงโซล55


DAY2

พอมาถึงเกาหลี เราจะถูกแบ่งออกเป็น5กลุ่มด้วยกัน โดยที่ในแต่ละกลุ่มจะมีซอนแซงนิม(คุณครู)มาดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ (ส่วนใหญ่ซอนแซงนิมจะเป็นนักศึกษาที่อาสามาช่วยนะคะ) ของเราซอนแซงนิมชื่อว่า อีฮยอน เป็นพี่สาวนักศึกษาชาวเกาหลีที่เคยมาแลกเปลี่ยนที่เมืองไทยค่ะ เลยพอรู้ภาษาไทยบ้างแต่ส่วนมากเราจะคุยอังกฤษกันมากกว่า โดยวันแรกเราจะไปที่ต่างๆด้วยรถทัวร์ค่ะ กิจกรรมก็มีใส่ชุดฮันบกไปชมพระราชวังเคียงบกกุก ที่เป็นโลเชั่นถ่ายซีรี่ย์พีเรียดหลายๆเรื่อง แถมยังได้ดูพิธีเปลี่ยนกะของทหารหลวงเกาหลี อลังการไม่แพ้ที่ไทยเลย!




DAY3
มื้อเช้าแรก(เเละของทุกๆวันจากนี้)ที่โรงเเรม Seoul Olympic Parktel เป็นมื้อที่จขกทต้องระวังตัวมากที่สุดเพราะเชฟเกาหลีจะไม่ค่อยบอกเราว่าของทอดหรือซุปเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัว สำหรับจขกทที่ไม่กินเนื้อวัวก็จะลำบากนิดหน่อย น้องๆคนไหนที่รู้ตัวว่าทานยากเหมือนกัน แนะนำให้รีเช็คบ่อยๆว่ามันคือเนื้ออะไร ไม่งั้นจะเป็นแบบจขกทที่เป็นมังสาวิรัตแต่ข้าว ไข่ และสลัดผักในทุกเช้า TT (ชามซุปในรูปนี้คือเช็คแล้วว่าเป็นซุปปลาไม่งั้นก็อดอีกแน่นอน แงง)
 


       ซึ่งวันที่สามทางโครงการจะให้เราแยกไปทำกิจกรรมตามกลุ่มค่ะ โดนมีซอนแซงนิมพาไป กลุ่มเราโดยสารรถเมล์เป็นหลักค่ะ รถเมล์เกาหลีสะอาดเเละเยอะมาก ตรงเวลามากด้วยค่ะ ที่ที่กลุ่มเราไปค่อนข้างเน้นเกี่ยวกับงานคราฟ แฟชั่นและศิลปะเรียกว่าเป็นทริปฮิปเตอร์สุดๆ ส่วนมากพิพิธภัณฑ์กับแกลลอรี่ของที่นี่จะไม่ได้แยกจากกันเสียทีเดียว อย่างแกลลอรี่เซรามิกที่เราไปก็มีเครื่องลายครามสมัยราชวงศ์เก็บไว้ด้วย คุณป้าผู้ดูแลแกลลอรี่ให้เราได้เพ้นแก้วกลับมาไทยด้วยล่ะ ทางเข้าแกลลอรี่คือสวยมาก มีความน่ารักกรุบกริบ ปกติวันที่กรุ๊ปเราเข้าไปจะเป็นวันหยุดแต่คุณป้าก็ยินดีเปิดให้เราเข้าไปดูได้ ขอบคุณนะคะ ^^


       มื้อเที่ยงเป็นอาหารพื้นเมืองชื่อว่า ทักกอลบี หรือไก่กับตีอกผัดซอสบนกะทะร้อน กินแกล้มกับผักสด ถ้าน้ำซอสเริ่มงวดสามารถสั่งข้าวและฝักมาใส่เป้นข้าวผัดได้ด้วย อร่อยมากๆ โต๊ะนึงสี่คนคืออิ่มแน่นอน


        ต่อมาเราไปยังชุมชนเล็กๆที่เรียกว่า พง-แจ-กอ-รี หรือที่แปลว่าถนนสายเย็บปัก คนในย่านนี่เกือบทั้งหมดทำกิจการหรือโรงงานเกี่ยวกับผ้า ฟิลล์เหมือนพาหุรัดบ้านเรา หากเดินขึ้นเนินเขาเข้าไปเรื่อยจะเจอโรงเรียนสอนเย็บปักที่มีพิพิธภัณฑ์แฟชั่นในตัวแห่งหนึ่ง คุณครูทั้งสอนและปักผ้าเป็นชือเราในภาษาเกาหลีให้ด้วย น่ารักมากๆเลย :)


       เราได้ฝึกออกแบบชุดเองด้วยล่ะ ทำเสร็จก็ตัดออกมาใส่ซองปิดตราประทับของโรงเรียนเอากลับไทยได้ ทำไปเขินไปเพราะพี่ๆช่างตัดเสื้อเกาหลีเดินมาดูตลอดเลยค่ะ555

         ปิดท้ายด้วยความน่ารักของซอนแซงนิมมมมม


       หลังกินข้าวเย็น เรารวมกลุ่มกันทั้งโครงการขึ้นรถบัสไปดูโชว์ของพี่ๆศิลปิน The Painter เอาจริงนี่เป็นครั้งแรกที่เรากรี๊ดความเท่ของจิตรกรอย่างบ้าคลั่งพอๆกับตอนกรี๊ดไอดอล ถ้ามีพู่กันแท่งไฟขายคงซื้อมาโบกตามแล้ว5555


DAY4
        วันที่สี่เราออกแต่เช้าเพื่อไป KURIKINDI CENTER ซึ่งเป็นศูนย์แนะแนวอาชีพของเกาหลี ตัวอาคารให้บรรยากาศแบบโรงเรียนเกาหลีเลย คุณเจ้าของสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ มีอะไรก็ถามได้ตลอด แถมยังมีมิชชั่นให้แสกนคิวอาร์โค้ดเล่นด้วย


       ที่ต่อมาที่เราไปคือ ย่านเมียงดง แหล่งช็อปปิ้งใหญ่ของกรุงโซล มื้อเที่ยงของวันนี้เป็นอะไรที่ดีงามที่สุด นั่นคือซัมเกทังหรือไก่ตุ๋นเกาหลีที่โด่งดังนั่นเอง! ไก่ตุ๋นกับต้นหอมเปื่อยๆแกล้มด้วยกิมจิและต็อก เป็นหนึ่งในเมนูที่จขกทเช็คลิสต์ในใจตัวเองเลยว่าควรกินอีกสักครั้งก่อนตาย555 ร้านที่เราไปอยู่ใจกลางเมียงดงเป็นร้านตึกแถวที่ทำกันสาดชั้นสองแบบหลังคาเกาหลีดั้งเดิมและมีร่มสีแดง สามารถหาได้ไม่ยากเลย ในส่วนของการช็อปปิ้งนั้นเนื่องจากเรารีบมากเลยไม่ได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เอาเป็นว่าใครจะมาให้เตรียมเงินและศึกษาแผนที่ให้ดีๆเพราะร้านค้าที่นี่เยอะมากกก



       หลังช็อปเสร็จ เราจบวันด้วยการขึ้นตึก LOTTE WORLD ไปยัง Seoul Sky Tower ไปยังชั้น 118-121 เพื่อดูวิวกรุงโซลตอนกลางคืน ข้างบนจะมีส่วนที่พื้นเป็นกระจกให้ไปยืนได้ จุดนี้ไม่แนะนำสำหรับคนกลัวความสูงเพราะมันสูงมากจริงๆ จขกทที่ไม่กลัวความสูงยังทำใจตั้งห้าวิก่อนเดินก้าวแรก555 ตอนเราไปพระอาทิตย์กำลังตก มันสวยมากกกกกเข้าใจเลยว่าทำไมใครๆถึงต้องมากันให้ได้ถ้าแวะมาเที่ยวเกาหลี


DAY5
       ช่วงที่เรามาเป็นช่วงที่มี Expo ของเกาหลีที่เมืองซูวอนพอดี แน่นอนว่าโครงการเราไม่มีทางพลาด กิจกรรมหลักๆวันนี้ก็คือไปดูงานมหกรรมเยาวชนเกาหลี Korea Youth Expoนี่แหล่ะ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าที่นี่จัดเป็นงานใหญ่มากเพราะเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาและเยาวชนจริงๆ ขนาดงานคล้ายๆสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์สิริกิตของไทย แต่จะเกี่ยวกับอาชีพและการเรียน มีเด็กๆตั้งแต่วัยประถมจนถึงมัธยมปลายมาดูงานเยอะมากๆแม้จะเป็นวันธรรมดาที่มีเรียนก็ตาม


        มื้อเที่ยงก็เลี่้ยงดีอีกแล้ว บุฟเฟ่ต์อาหารอิตาเลี่ยนในห้าง ส่วนตัวจขกทชอบน้ำสลัดของที่นี่มาก มีความรสโยเกิร์ตผสมครีม อันนี้ก็อยู่ในลิสต์ที่ควรกินอีกครั้งก่อนตายเช่นกัน555


       จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปยังศูนย์เยาวชนโบราเมซึ่งเป็นเจ้าภาพฝั่งเกาหลีในการพาเรามา เพื่อเตรียมการแสดงสำหรับช่วงค่ำ หรือที่เราเรียกกันว่า Night of Harmony เพื่อแสดงความขอบคุณที่ทางเกาหลีดูแลเราทุกคนอย่างดีมาตลอดหลายวัน และดู Vlog ของแต่ละกลุ่มที่ซาซังนิมของเราถ่ายไว้ให้ รวมทั้งสรุปกิจกรรมที่ไปทำมาเป็นภาษษอังกฤษโดยมีพี่ๆเกาหลีคอยแปลให้


         มื้อเย็นวันนี้คือบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น จขกทได้ลองปูดองเกาหลีแล้ว คือมันดีมาก ซีฟู้ดสดมาก เย็นๆเค็มๆ สิ่งเดียวที่เสียดายคือลืมเอาน้ำจิ้มซีฟู้ดมาจากไทย ไม่งั้นคงฟินสลบไปเลย555 ซูชิก็อร่อย ร้านนี้อยู่บนตึกชั้นเจ็ดแถวๆศูนย์เยาวชนนี่เอง!


       
 หลังกลับจากกินข้าวก็ได้เวลาเปลี่ยนชุดขึ้นเวที จขกทอยู่ในพาร์ทของการร้องเพลง มีความเขินเพราะแอบดีดจังหวะผิดแต่ต้องยิ้มสู้ :p ฝากความหวังไว้ที่ทีมรำกับทีมเต้นโคฟเวอร์ซึ่งน้องๆก็ทำดีจนฝั่งเกาหลีกรี๊ดลั่นกว่าไทย555 ซึ่งในคืนนี้จะได้เจอเพื่อนๆเกาหลีหลายคนที่มาแสดงเหมือนกันเยอะมาก โดยเราก็จะเอาของฝากจากเมืองไทยที่เตรียมมาให้เขาและทีมงานเกาหลีในช่วงนี้ ส่วนมากเป็นเทรนนี่ในค่ายเพลงดังต่างๆ ทุกคนเฟรนด์ลี่มาก เจอกันครั้งแรกก็เล่นกันได้แล้ว ใครอยากมีเพื่อนเกาหลีแนะนำให้รอคืนนี้...อุ๊ปส์ :)



DAY6
       ไม่อยากเชื่อจริงๆ แต่นี่คือวันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว เรามายังย่านของฝากและงานศิลปะอย่างอินซาดง ในมุมเราถ้าเมียงดงคือแหล่งสินค้าแบรนด์เนมอย่างสยามพารากอน ที่นี่ก็คือแหล่งของพื้นเมืองเกาหลีที่อบอุ่นแฝงด้วยความเท่แบบอาร์ตๆแบบย่านเจริญกรุงเสาชิงช้า จขกทได้เขียนข้อความเอาไว้ตรงกำแพงที่ซาซังนิมบอกว่าเขียนแล้วจะได้กลับมาที่นี่อีกด้วยล่ะ ก็หวังว่าจะได้กลับมาจริงๆนะ งื้อออ

       ติ่งบิ๊กแบงยุคบุกเบิกอย่างจขกทได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกองทัพแท่งไฟราคาดีงามพระรามห้า
       
        ลองชิมยาคูลเกาหลี ราคาถูกและอร่อยมากๆ ตกขวดละสองสามบาทไทยเท่านั้นเอง


       ถ่ายรูปหน้ากำแพงพระอาทิตย์พระจันทรฺ์ แลนมาร์คอินซาดงสักหน่อย


       มื้อสุดท้ายที่เกาหลี ข้าวยำบีบิมบับกับไก่ทอด เป็นมื้อที่อร่อยแต่เศร้ามาก เพราะรู้ว่าจะต้องกลับไทยแล้ว ใจหายมากๆเลยล่ะ TT

Back to BKK
เรามาถึงสนามบินก่อนเวลานิดหน่อย เลยสามารถตามหาขนมที่พี่สาวส่งไลน์ข้ามประเทศมาฝากซื้อได้ที่นี่หลังจากนกที่เมียงดงไปรอบนึง จากนั้นก็เดินทางกลับไทยโดยสวัสดิภาพจ้า!


-ควรต้องเตรียมงบไปเท่าไหร่- อันนี้แล้วแต่คนนะคะว่าจะช้อปเยอะช้อปน้อยแค่ไหน เพราะจริงๆค่าครองชีพอื่นๆก็ฟรีหมดค่ะ ส่วนตัวเราพกเงินวอนไปตีเป็นเงินไทยก็ห้าพันกว่าบาท เหลือกลับมาสบายๆเลยค่ะ
-สภาพอากาศเป็นยังไง- ช่วงที่เราไปเป็นช่วงเข้าหน้าร้อนค่ะ แต่เพราะวันก่อนที่เราจะมามีฝนตก ทำให้ช่วงสองสามวันแรกอุณหภูมิตกอยู่ที่ 13-18องศา หนาวจนต้องหิ้วเสื้อคลุมมาใส่ระหว่างวันเลยค่ะ แต่พอเข้าวันท้ายๆก็ร้อนนะ ประมาณ 18-30 องศาค่ะ 
-ทางเกาหลีเขาจะมาไทยด้วยมั้ย- เพื่อนๆเกาหลีรวมทั้งซอนแซงนิมที่เราเจอที่เกาหลีนั้นก็จะมาหาเราที่เมืองไทยเช่นเดียวกันค่ะ โดยที่ในครั้งนี้เพื่อนๆจะมาช่วงเดือนพฤศจิกายนจ้า

        ก่อนจบกระทู้นี้ไป เราก็อยากจะเชิญชวนให้น้องๆทุกคนลองมาสมัครโครงการนี้กันนะคะ เพราะเราได้อะไรหลายๆอย่างไปจากโครงการนี้มากค่ะ ทางกทม.ยังใจดีออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้อีกทั้ง จขกทเป็นพี่คนโตของน้องๆในโครงการเลยได้เรียนรู้การเป็นผู้นำและความรับผิดชอบมากๆ บางครั้งต้องรับหน้าที่เป็นล่ามแปลอังกฤษเป็นไทยด้วย ทำให้ได้ประสบการณ์เยอะเลย ไม่อยากให้ใครพลาดโครงการแบบนี้เลยจริงๆ โดยที่รายละเอียดของการสมัครส่วนมากจะประกาศช่วงปลายเดือนมกราคม-ต้นกุมภาพันธ์ของทุกปี ยังไงก็พยายามติดดามกันด้วยนะ

         ใครมีอะไรสอบถามเพิ่มเติม หรืออยากพูดคุยกัน สามารถทักมาถามและปรึกษาเรื่องราวต่างๆกับจขกทได้ที่ IG : p_pingyy  โดยที่direct messageมาถามได้เลยนะคะ จขกทพร้อมตอบทุกคำถามแน่นอน สำหรับวันนี้ต้องขอตัวลาไปก่อน บ๊ายบายค่ะ^^
 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป