/>

๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นวันคล้ายวันเสียชีวิต พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในคณะราษฎร [ยินดีให้แชร์]

วิว

๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒

เป็นวันคล้ายวันเสียชีวิต พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในคณะราษฎร

พระยาทรงสุรเดช เป็น ๑ ใน ๔ ทหารเสือของคณะราษฎร จัดเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ด้วยเป็นผู้วางแผนในการปฏิวัติทั้งหมด

เมื่อคราวที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ หนึ่งวันก่อนวันก่อการ พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ได้ไปพบผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมด พร้อมอาววุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบ และนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก

ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง นักเรียนนายร้อยทั้งหมดไม่รู้เลยว่า ถูกหลอกมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการก่อการครั้งนี้

นอกจากนี้แล้ว ยังมีบันทึกด้วยว่า ในการประชุมภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม อันเป็นที่ประชุมและฐานบัญชาการของคณะราษฎรหลังจากที่ได้ทำการควบคุมสถานการณ์ในการปฏิวัติไว้ได้หมดแล้ว พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้เสนอให้สำเร็จโทษพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และเปลี่ยนสถานะประเทศเป็นสาธารณรัฐ แต่ทาง นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ได้คัดค้านอย่างที่สุด ที่สุดมีการโหวตกัน ฝ่ายนายปรีดีชนะโหวต แนวความคิดนี้จึงตกไป

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประทับยังวังสวนไกลกังวล อำเภอหัวหิน แต่รัฐบาลในขณะนั้นทูลขอให้พระเจ้าอยู่หัวประทับต่อในพระนคร ถึงกับส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาเชิญเสด็จกลับทางรถไฟจนเป็นที่น่าแปลกใจ ว่าทำไมจึงอยากให้เสด็จพระราชดำเนินกลับ ซึ่งในขณะนั้นมีข่าวลือมากมายว่าหากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับเข้าพระนคร ฝ่ายพระยาทรงสุรเดชจะคอยดักยึดขบวนรถไฟพระที่นั่งที่บางซื่อ แล้วจะบังคับให้พระองค์ทรงเซ็นลาออกจากการเป็นพระเจ้าอยู่หัวเสีย แต่หากมิทรงยินยอมที่จะเซ็นก็จะจับพระองค์ไว้เป็นตัวประกัน แล้วให้พระราชวงศ์นำสมบัติมาถ่ายพระชนม์ชีพของพระเจ้าอยู่หัวไป

โดยเหตุการณ์ในวันที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น พระยาทรงสุรเดช ได้ทำการบันทึกเอาไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ขณะที่ลี้ภัยทางการเมืองยัง เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม เนื่องจากมีความขัดแย้งกับ หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎรด้วยกัน

ความตอนหนึ่งที่พระยาทรงสุรเดช บันทึกไว้ถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจของราษฎรทั่วไป เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวในผลของการปฏิวัติครั้งนี้ ไว้ว่า

“...ตามที่มีคนเข้าใจว่า ที่เกิดปฏิวัติเนื่องมาจากการเพิ่มภาษีอากร และความยากจนค่นแค้นของราษฎรนั้น ไม่มีมูลแห่งความจริงเลย ราษฎรไทยกลัวเจ้าและกลัวนายของเขาทั้งหมดยังกับหนูและแมว ลำพังราษฎรจะไม่มีปัญญาคิดปลดแอกได้เลย และจะไม่มีใครกล้าชักชวนกันควบคุมเป็นพวกขึ้นได้ แม้จะต้องอดตายเพราะความยากจนก็ทนอดตาย กับที่กล่าวว่าการปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่แล้ว เพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน

แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๘๔) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเอง ทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอ ๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจวิธีปกครอง เพราะฉะนั้นจึงเกือบกล่าวได้ว่า เมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้าก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่า แย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไรนอกจากเข้าใจว่า ถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย

ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย ความไม่เข้าใจ และความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเรา เห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียว ไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดู และมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้ว คนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้น ๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลง ต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้น ไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่า มีการมหรสพอะไร ที่ไหน วันใด เท่านั้น...”

ทั้งก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาทรงสุรเดช มีความขัดแย้งกับ หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายทหารรุ่นหลังที่มียศชั้นต่ำกว่า หรือต่อมาก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในหลายเรื่องอย่างรุนแรง เช่น การประชุมวางแผนกันก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งคู่ก็มี-งกัน ถึงขนาดที่หลวงพิบูลสงคราม ปรารภออกมาหลังการประชุมว่า ตนไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับพระยาทรงสุรเดชได้

หลังจากมีความขัดแย้งกับสมาชิกระดับสูงในคณะราษฎรด้วยกันเองมาตลอด พระยาทรงสุรเดชก็ได้เดินทางไปพำนักที่ศรีลังกาเป็นระยะเวลา ๒ ปี จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๔๗๑ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เหมาะสมแล้วจึงเดินทางกลับประเทศ และเสนอต่อกระทรวงกลาโหมขอตั้งโรงเรียนรบขึ้นที่เชียงใหม่ แต่ทาง หลวงพิบูลสงครามเกรงว่าจะเป็นการซ่องสุมผู้คนก่อการกบฏ

ในกบฏพระยาทรงสุรเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๑ พระยาทรงสุรเดช ถูกเนรเทศไปอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และในวันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๗ พระยาทรงสุรเดช ก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ในวัย ๕๒ ปี ด้วยโรคโลหิตเป็นพิษ หลายคนสงสัยในการตายอย่างปัจจุบันทันด่วนของพระยาทรงสุรเดชเป็นอย่างมาก

ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป