อยากเป็นนักเขียนแต่ไม่กล้าเป็นนักเขียนนี่แปลกมั้ยคะ [ยินดีให้แชร์]

อยากเปงพยูน
Guest IP
วิว
อยากเป็นนักเขียนแต่ไม่กล้าเป็นนักเขียน


ชื่อกระทู้อาจจะงงๆเหมือนเพลง getsunova แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆค่ะ คือช่วงที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าเราสูญเสียตัวตนไปไม่น้อยเลยรู้สึกว่าขอความเห็นตัวเองอย่างเดียวมันไม่พอแล้ว อยากรู้ความเห็นคนอื่นๆด้วยค่ะเผื่อมีคนประสบปัญหาแบบเดียวกัน(....และกระทู้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการขอความเห็น)

เราจำไม่ได้ว่าเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกตอนปออะไรแต่นิสัยชอบเล่าเรื่องติดมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาก็เขียนมาเรื่อยๆลงเว็บบ้างไม่ลงบ้าง จนตอนนี้อยู่ม5แล้วรู้สึกว่ายังไม่ค้นพบตัวเอง คือบอกก่อนว่าเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเรียน แต่เราค่อนข้างเป็นคนที่ต้องการเซฟตัวเองพอสมควร ปัจจุบันยังเป็นนักเขียนโนเนมค่ะ เขียนนิยายมาทั้งชีวิตแมสไป3แบบกึ่งแมสกึ่งดีแต่วิว แต่ทั้งนี้คือตัวเองก็ยังรู้สึกว่าคุณภาพไม่ได้ดีเท่าคนอื่น ฝันมาตั้งแต่เด็กค่ะว่าอยากมีหนังสือเป็นของตัวเองก่อนจบมอปลาย และไม่เคยเฉียดใกล้ความจริงเลยจ้าแม่

เวลาไปร้านหนังสือแล้วเห็นนิยายเป็นเล่มตั้งอยู่บนหิ้งมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและเราคิดว่านักเขียนเป็นสิ่งมีชีวิตที่โคตรคูลเลย ก็คือเขียนๆหยุดๆจนสภาพจิตใจไม่โอเคและฮีลตัวเองกลับมาได้เพราะนิยายแมส(สำหรับตัวเองถือว่าแมสแต่สำหรับคนอื่นอาจจะไม่) ถึงจะมีหยุดยาว+พักเก็บข้อมูลไปบ้างแต่ก็เขียนจบแบบครึ่งหลังดีสู้ครึ่งแรกไม่ได้ จนเมื่อไม่นานมานี้ถึงตอนจบแล้ว ตัวเราก็พึงพอใจแล้ว แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือถอนเฟบกันรัวมาก พาให้-เราก็อดคิดไม่ได้ว่ามีสองเหตุผลหลักๆคือ อาจจะถอนออกเพราะไม่มีอะไรให้ติดตาม สองคือมันไม่สนุกเหมือนเดิมจริงๆ จากที่กะจะแก้เนื้อหาให้ครบสมบูรณ์แล้วออกอีบุคเลยกลายเป็นว่าได้มานั่งทบทวนกับตัวเองว่าเราทำไม่ดีพอเหรอ คือเราเป็นประเภทที่พอผิดหวังแล้วมันจมดิ่งเลยอ่ะค่ะ

ส่วนตัวเราเรียนสายวิทย์และไม่ได้แย่ ไม่รู้ว่าควรตัดใจหรือไปต่อ เพราะไปต่อก็เหนื่อย บอกเต็มปากเลยว่าเหนื่อย

หนึ่งเดือนที่ผ่านมามีอะไรบั่นทอนกำลังใจเยอะมาก เป็นครั้งแรกที่การบั่นทอนกำลังใจเกิดจากคนอื่นไม่ใช่ตัวเอง เริ่มจากเจอนิยายที่คล้ายของตัวเองแบบอ่านแล้วเอ้ะทีแรกก็คิดว่าคงบังเอิญแต่ไม่ได้คิดอะไร พอนานเข้านิยายเรื่องที่เราเอ้ะก็ยิ่งมีคนอ่านมากขึ้น คนชอบมากขึ้น ขณะที่นิยายของเราสวนทางกัน สวนทางในที่นี้คือหมายถึงไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่ม แล้วฝั่งนั้นเป็นนิยายของสนพ.แห่งหนึ่ง ส่วนเราเป็นนักเขียนที่ไม่ได้ดังอะไรและไม่มีชื่อ แต่รู้สึกแย่มากเพราะเจอซ้ำจนแบบ...อะไรวะ หนูคิดแทบตายพี่เล่นง่ายงี้เลยเหรอ


ตอนเด็กๆเคยหวังจะหาความมั่นคงจากอาชีพนักเขียนอย่างจริงจังเลยค่ะ ครอบครัวเราค่อนข้างปล่อยพอสมควรเลยไม่มีปัญหาและได้หาความชอบของตัวเองเต็มที่ แต่ความที่ครอบครัวไม่เห็นด้วยแต่ทำเหมือนไม่มีปัญหาเนี่ยแหละก็เลยยิ่งรู้สึกกดดัน เราอยู่กับพ่อ นานทีถึงจะไปหาแม่ พ่อเลยจะได้เห็น vlog ชีวิตเรามากกว่าและรู้ว่าเราเขียนนิยาย +พ่อมีนิสัยขยันชมซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นเรื่องเรียน คำชมคือสิ่งที่ดี แต่มันก็ยิ่งทำให้เรากดดัน ยอมรับว่าเครียดมากจนเสียศูนย์ทำนิยายครึ่งหลังของตัวเองพังทั้งที่เคยทำไว้ดีมาก


พอโตมาขนาดนี้แล้วมันไม่ยากมากหรอกที่จะถามตัวเองว่าอยากเป็นอะไรกันแน่ เราชอบเขียน แต่บางทีเราหนีการเขียนเพราะกลัวทำได้ไม่ดี เราอยากเป็นสถาปนิก ชอบวาดรูป เราอยากเป็นหมอฟัน เราชอบอวัยวะชิ้นนี้ เราอยากเป็นหมอ อยากส่งพ่อแม่ส่งตายายที่ป่วยคืนให้ลูกหลานอย่างปลอดภัยเหมือนที่เราเคยได้รับ แล้วคือตอนนี้ทุกอย่างมันตีกันไปหมด

แต่นักเขียนเป็นอย่างเดียวที่ทั้งๆที่อยากเป็นมาตั้งแต่เด็กตอนนีก็ยังไม่กล้าบอกว่าอยากเป็นแม้แต่กับตัวเอง


กลัวว่าถ้าวันนึงเราถูกทอดทิ้งเหมือนที่ผ่านมาในวันที่เป็นผู้ใหญ่เราจะรับผิดชอบชีวิตตัวเองยังไง จนมันลามไปถึงว่าหงุดหงิดตัวเองว่าทำไมสิ่งที่รักกับสิ่งที่จะทำให้มีเงินกินข้าวมันไม่ใช่อย่างเดียวกัน ทำไมคนอื่นทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้

ยอมรับว่าหวังผลจากการเขียนเป็นเงินเหมือนกันค่ะ แต่ไม่สามารถบอกได้จริงๆว่า ‘แค่ได้เขียนในสิ่งที่รักก็มีความสุขแล้ว’ เพราะถ้ามองในความเป็นจริงสำหรับเราซึ่งเป็นคนหาเงินไม่เก่งมันก็ไม่พอไง จนตอนนี้คือทุกอย่างรวน เคยเรียนและเขียนไปด้วยกันได้ แต่ตอนนี้ความสามารถนั้นหายไปไหนก็ไม่รู้ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะโรคส่วนตัว แต่เราโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเรามากกว่า เราจัดการกับความเครียดตัวเองไม่ได้เลย มันเหมือนทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับพบว่าคนอ่านถอนเฟบ นิยายโดนก๊อป ได้รับคำขอโทษบ้างลอยตัวบ้าง และใช่ค่ะมีกำลังใจจากนักอ่าน ซึ่งมันพออย่างไม่ต้องสงสัยที่จะทำให้เราลืมเรื่องร้ายๆไป

แต่ไม่มีอะไรใช้ประกอบการตัดสินใจได้เลยว่าเราควรเป็นนักเขียนต่อไปจริงๆหรือเปล่า

พอมองคนอายุเท่ากันที่ประสบความสำเร็จในการเขียนแล้วบอกเลยว่าท้อมาก มองไม่ค่อยเห็นอนาคตตัวเองในการเขียนเลยค่ะ เคยได้ยินคำกล่าวมากมายที่ว่า ‘คนทุกคนเป็นตัวเองในแบบของตัวเองได้ดีที่สุด’ แต่ทำไมแบบของเรามันถึงเจอพลังลบที่ทำให้รู้สึกแย่ตลอดๆ

ที่พูดมาทั้งหมดสรุปสั้นๆคือตอนนี้เรา ‘ไม่กล้า’ ที่จะเขียนอะไรต่อเพราะเราไม่รู้จะผ่านทุกอย่างที่กำลังเจอไปได้ยังไง เราอยากปกป้องนิยายของตัวเอง อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแต่เหมือนถูกนักอ่านเทตลอดเวลา ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงบอกตัวเองว่าจะคิดห่xอะไรเยอะแยะวะคนที่เป็นแบบนี้ก็มีออกมาก แต่ยังไงก็ยังอยากถามว่าคนที่เคยเจออะไรคล้ายๆนี้สามารถกลับมาเป็นปกติได้ยังไงคะ

อยากรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่เหนื่อยกับการเขียน

มากไปกว่านั้นคือเราแปลกมั้ยคะที่มัวแต่กังวลกับการหาความมั่นคงในอาชีพนักเขียน(จริงๆรู้ว่าไม่แปลก แต่อยากฟังความเห็นหลายๆด้านของคนอื่น) และฮีลตัวเองกลับมาได้ยังไงคะ

ขอบคุณที่อ่านจนจบ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเลยค่ะ


Ps.ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าค่ะ เป็นไบโพล่าร์ ตอนนี้อยู่ขั้วไหนก็คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ
Ps2.ตั้งแต่ตัดสายสะดือนี่เป็นปีที่16 จะ 17 แล้วค่ะน้องๆเพื่อนๆพี่ๆ ลืมบอก


ส่วนความรู้สึกตอนเห็นเฟบลดเป็นยังไงก็ประมาณธานอสดีดนิ้วแล้วแฟนคลับหายเลยค่ะไม่ใช่ว่าหายไปทีละ 2-3 คน แต่เขาหายไปพร้อมกันเหมือนเป็นทีม...โฮ!
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ก็ไม่รู้ว่าคอมเม้นนี้จะช่วยได้มากแค่ไหนแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่เจอมากลับตัว


    เราเป็นคนที่ชอบอ่านนิยายมาก อ่านมากถึงขนาดที่อ่านทั้งวันทั้งคืน อ่านไปเรี่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคิดข้าว ตอนเรียน ตอนพัก ก็จากอ่านนิยายตลอดเวลา

    จนวันหนึ่งได้มีพี่คนหนึ่งได้ชวนให้มาลองเขียนนิยาย เราก็ตกลงเพราะคิดว่าก็น่าจะทำได้ดี

    ตอนแรกก็คิดว่าแค่เขียนนิยายไปมันจะไปยากสังแค่ไหนกัน(มันยากมากเลยนะ)

    แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเรื่องบางอย่างมันไม่เหมือนกับที่เราเองคิด


    "การชื่นชมผลอ่านคนอื่น มันช่างต่างจากการลงมือทำด้วยตัวเอง"


    ก็ได้ไปรู้ไปลอง ตอนแรกอยากจะแต่นิยายให้มีคนอ่านสักหมื่นวิวก็ยังดี

    แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ทุกครั้งที่แต่ก็จะเจอแต่ปัญหาไม่ว่าจะเป็นคำผิดบ้างล่ะ กลัวว่าคนอ่านจะไม่ชอบบ้างล่ะ และทุกๆ ครั้งที่ลงไม่ได้ละตอนยอดวิวมันก็เพิ่มทีละสองถึงสามแค่นั้นเอง


    แต่ก็คิดว่าถ้าลงไปเรื่อย สักวันเลขเหล่านั้นจะขึ้นไปถึงหลักที่สูงกว่าได้ไหมนะ

    จากสิบสู่ร้อย จากร้อยสู่พัน จากพันสู่หมื่น มันดูเป็นเรื่องที่เพ้อฝันแต่ก็หวังว่าสักวันจะกลายเป็นจริง


    แน่นอนว่าตัวเราเองก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าวันข้างหน้าเราจะท้อถ้อย เราจะล้มเลิกสิ่งที่ทำมาแล้วจบด้วยคำว่าไร้สาระ


    ที่เล่ามานี่ก็แค่อยากให้ จขกท. รู้ว่าความกลัวที่จะทำได้ไม่ดีหรือความกลัวที่ทำให้ไม่กล้าเขียนไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม


    แต่อย่าให้ความกลัวเหล่านี้มาเป็นสิ่งที่หยุดตัวเราเองจากการลงมือทำ


    ไม่จำเป็นต้องเขียนให้ดีกว่าใครๆ แค่เขียนในสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิออกมาก็พอ

    //ดูออกทะเลยังไงก็ไม่รู้นะ พอดีอารมณ์มันได้

    ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่เหนื่อยกับการเขียน ก็ลองไปร่วมกิจกรรมกิลนักเขียนดูสิ อย่างน้อยมันจะช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เขียนนะ เป็นเหมือนแรงส่งที่ทำให้ยังเขียนอยู่ได้เลย อย่างน้อยก็สำหรับเราคนหนึ่ง

    //รู้สึกเหมือนไม่เกี่ยวกับกระทู้เลย แต่ก็ขอบคุณที่อ่านนะ

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #3
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    นิยายจบคนเขาก็ถอนเฟบกันเป็นปกตินะคะ ไม่มีไรหรอก

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    น้องเอ๋ย...สิ่งที่โลกความเป็นจริงมันก็โหดร้ายพอตัวค่ะ สิ่งที่ทำเงินได้กับสิ่งที่รักไม่อยากบอกว่าส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหล่ะ พนักงานเงินเดือนที่ทำงานหัวหกก้นขวิดก็ต้องยอมให้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่ในวงจรโลกทุนนิยม ขณะที่ปลีกเวลาน้อยๆที่มีอยู่ให้กับความฝันของตัวเอง


    สำหรับน้อง ช่วงนี้แค่เป็นช่วงหนึ่งที่จิตตกเพราะคนถอนเฟบ เลยทำให้นั่งสงสัยตัวเองว่า

    เราจะเดินต่อในเส้นทางนี้ดีไหม


    คำถามที่ต้องตอบตอนนี้ก็คือ...

    รักอยู่ไหมละคะ ...การเขียน

    ยังรักตัวละครที่เราสร้างเขาขึ้นมาหรือเปล่า


    ถ้าคำตอบยังเป็น "รัก" แค่ตอนนี้เราล้า...เราเหนื่อย...ก็แค่บอกจินตนาการของเราว่า

    เดี๋ยวเรากลับมานะ ขอพักชาร์ตแบตก่อนแล้วค่อยว่ากัน


    คนอ่านน่ะก็ปล่อยเขาไปเถอะค่า

    เคยอ่านดีเจพี่อ้อย พี่ฉอดไหม...

    "เอาใจเราไปไว้กับขาคนอื่น พอวันหนึ่งเขาเดินจากไป เราจะเจ็บปวดแทบตาย"


    ตอนนี้แค่เราต้องกลับมารักตัวเองค่ะ รักในความเป็นตัวเอง

    ไม่มีใครที่ไม่เคยท้อ แต่คนที่เขียนนิยายจบส่วนใหญ่ เขาท้อแล้วลุกขึ้นมาได้

    มันอาจดูโหดร้าย แต่จริงๆก็คือ ท้อแล้วไม่ลุก ก็ถูกเขาเหยียบข้ามไปน่ะแหละ

    ตัวเราเอง เราต้องยันขึ้นมาให้ได้ค่ะ


    ส่วนเรื่องความมั่นคงในชีวิตการเป็นนักเขียน ที่พี่รู้จักหลายคนที่เขียนเก่งมีตีพิมพ์เขาก็แยกโลกสองใบออกจากตัวเองชัดเจนนะคะ ทำงานด้วยเพื่อเลี้ยงชีพ และทำงานเขียนเพื่อเลี้ยงหัวใจตัวเอง

    ส่วนเงินมันจะตามมาเองเมื่อเราถอดหัวใจทั้งดวงใส่ไปในงานเขียน

    มันไ่ม่เร็ว...แต่ถ้าเราพัฒนาตัวเองไปได้มากขึ้นๆ ผลลัพธ์มันจะสวยงามนะ

    อาจจะไม่ได้เป็นเงินมากมาย แต่อาจจะเป็นกำลังใจและยอดแฟนคลับมากขึ้น

    ที่สำคัญคือ ถ้าเราเขียนต้องไม่เขียนนิยายด้วยความเซ็งชีวิต จงเขียนเมื่อไฟติด ตาเป็นประกาย จินตนาการกำลังโลดแล่นและเรากำลังสนุกกับมัน

    ถ้าเขียนด้วยความหม่นมัว นักอ่านก็รู้สึกได้นะคะ เขาก็จะถอนเฟบได้น้า


    ส่วนเรื่องใครที่มาก๊อปงาน/คิดว่าเขาก๊อปงานก็จดไว้เลยค่า ลองเทียบกันเลยว่าฉากต่อฉากเป็นอย่างนั้นไหม ถ้ามันใช่จริงๆก็ส่งข้อความไปถามเลยค่า ว่าแรงบันดาลใจจากนิยายของเราหรือเปล่า ให้เขาหยุดทำเรื่องแบบนี้ได้แล้วไม่อย่างนั้นจะฟ้องสำนักพิมพ์พร้อมกับเอกสารหลักฐานทั้งหมด เอาให้ชัดไปเลย


    อาจจะดูเรื่องใหญ่ แต่ถ้าสิทธิของเราเราไม่ปกป้องตัวละครของเรา ใครจะไปช่วยตัวละครพวกนั้นของน้องละคะ


    //เอาความท้อไปลงทะเลซะแล้วก็เริ่มต้นใหม่ค่า ^^

    ตอบกลับ

16 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      น้องเอ๋ย...สิ่งที่โลกความเป็นจริงมันก็โหดร้ายพอตัวค่ะ สิ่งที่ทำเงินได้กับสิ่งที่รักไม่อยากบอกว่าส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหล่ะ พนักงานเงินเดือนที่ทำงานหัวหกก้นขวิดก็ต้องยอมให้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่ในวงจรโลกทุนนิยม ขณะที่ปลีกเวลาน้อยๆที่มีอยู่ให้กับความฝันของตัวเอง


      สำหรับน้อง ช่วงนี้แค่เป็นช่วงหนึ่งที่จิตตกเพราะคนถอนเฟบ เลยทำให้นั่งสงสัยตัวเองว่า

      เราจะเดินต่อในเส้นทางนี้ดีไหม


      คำถามที่ต้องตอบตอนนี้ก็คือ...

      รักอยู่ไหมละคะ ...การเขียน

      ยังรักตัวละครที่เราสร้างเขาขึ้นมาหรือเปล่า


      ถ้าคำตอบยังเป็น "รัก" แค่ตอนนี้เราล้า...เราเหนื่อย...ก็แค่บอกจินตนาการของเราว่า

      เดี๋ยวเรากลับมานะ ขอพักชาร์ตแบตก่อนแล้วค่อยว่ากัน


      คนอ่านน่ะก็ปล่อยเขาไปเถอะค่า

      เคยอ่านดีเจพี่อ้อย พี่ฉอดไหม...

      "เอาใจเราไปไว้กับขาคนอื่น พอวันหนึ่งเขาเดินจากไป เราจะเจ็บปวดแทบตาย"


      ตอนนี้แค่เราต้องกลับมารักตัวเองค่ะ รักในความเป็นตัวเอง

      ไม่มีใครที่ไม่เคยท้อ แต่คนที่เขียนนิยายจบส่วนใหญ่ เขาท้อแล้วลุกขึ้นมาได้

      มันอาจดูโหดร้าย แต่จริงๆก็คือ ท้อแล้วไม่ลุก ก็ถูกเขาเหยียบข้ามไปน่ะแหละ

      ตัวเราเอง เราต้องยันขึ้นมาให้ได้ค่ะ


      ส่วนเรื่องความมั่นคงในชีวิตการเป็นนักเขียน ที่พี่รู้จักหลายคนที่เขียนเก่งมีตีพิมพ์เขาก็แยกโลกสองใบออกจากตัวเองชัดเจนนะคะ ทำงานด้วยเพื่อเลี้ยงชีพ และทำงานเขียนเพื่อเลี้ยงหัวใจตัวเอง

      ส่วนเงินมันจะตามมาเองเมื่อเราถอดหัวใจทั้งดวงใส่ไปในงานเขียน

      มันไ่ม่เร็ว...แต่ถ้าเราพัฒนาตัวเองไปได้มากขึ้นๆ ผลลัพธ์มันจะสวยงามนะ

      อาจจะไม่ได้เป็นเงินมากมาย แต่อาจจะเป็นกำลังใจและยอดแฟนคลับมากขึ้น

      ที่สำคัญคือ ถ้าเราเขียนต้องไม่เขียนนิยายด้วยความเซ็งชีวิต จงเขียนเมื่อไฟติด ตาเป็นประกาย จินตนาการกำลังโลดแล่นและเรากำลังสนุกกับมัน

      ถ้าเขียนด้วยความหม่นมัว นักอ่านก็รู้สึกได้นะคะ เขาก็จะถอนเฟบได้น้า


      ส่วนเรื่องใครที่มาก๊อปงาน/คิดว่าเขาก๊อปงานก็จดไว้เลยค่า ลองเทียบกันเลยว่าฉากต่อฉากเป็นอย่างนั้นไหม ถ้ามันใช่จริงๆก็ส่งข้อความไปถามเลยค่า ว่าแรงบันดาลใจจากนิยายของเราหรือเปล่า ให้เขาหยุดทำเรื่องแบบนี้ได้แล้วไม่อย่างนั้นจะฟ้องสำนักพิมพ์พร้อมกับเอกสารหลักฐานทั้งหมด เอาให้ชัดไปเลย


      อาจจะดูเรื่องใหญ่ แต่ถ้าสิทธิของเราเราไม่ปกป้องตัวละครของเรา ใครจะไปช่วยตัวละครพวกนั้นของน้องละคะ


      //เอาความท้อไปลงทะเลซะแล้วก็เริ่มต้นใหม่ค่า ^^

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก็ไม่รู้ว่าคอมเม้นนี้จะช่วยได้มากแค่ไหนแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่เจอมากลับตัว


      เราเป็นคนที่ชอบอ่านนิยายมาก อ่านมากถึงขนาดที่อ่านทั้งวันทั้งคืน อ่านไปเรี่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคิดข้าว ตอนเรียน ตอนพัก ก็จากอ่านนิยายตลอดเวลา

      จนวันหนึ่งได้มีพี่คนหนึ่งได้ชวนให้มาลองเขียนนิยาย เราก็ตกลงเพราะคิดว่าก็น่าจะทำได้ดี

      ตอนแรกก็คิดว่าแค่เขียนนิยายไปมันจะไปยากสังแค่ไหนกัน(มันยากมากเลยนะ)

      แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเรื่องบางอย่างมันไม่เหมือนกับที่เราเองคิด


      "การชื่นชมผลอ่านคนอื่น มันช่างต่างจากการลงมือทำด้วยตัวเอง"


      ก็ได้ไปรู้ไปลอง ตอนแรกอยากจะแต่นิยายให้มีคนอ่านสักหมื่นวิวก็ยังดี

      แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ทุกครั้งที่แต่ก็จะเจอแต่ปัญหาไม่ว่าจะเป็นคำผิดบ้างล่ะ กลัวว่าคนอ่านจะไม่ชอบบ้างล่ะ และทุกๆ ครั้งที่ลงไม่ได้ละตอนยอดวิวมันก็เพิ่มทีละสองถึงสามแค่นั้นเอง


      แต่ก็คิดว่าถ้าลงไปเรื่อย สักวันเลขเหล่านั้นจะขึ้นไปถึงหลักที่สูงกว่าได้ไหมนะ

      จากสิบสู่ร้อย จากร้อยสู่พัน จากพันสู่หมื่น มันดูเป็นเรื่องที่เพ้อฝันแต่ก็หวังว่าสักวันจะกลายเป็นจริง


      แน่นอนว่าตัวเราเองก็กลัวอยู่เหมือนกันว่าวันข้างหน้าเราจะท้อถ้อย เราจะล้มเลิกสิ่งที่ทำมาแล้วจบด้วยคำว่าไร้สาระ


      ที่เล่ามานี่ก็แค่อยากให้ จขกท. รู้ว่าความกลัวที่จะทำได้ไม่ดีหรือความกลัวที่ทำให้ไม่กล้าเขียนไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม


      แต่อย่าให้ความกลัวเหล่านี้มาเป็นสิ่งที่หยุดตัวเราเองจากการลงมือทำ


      ไม่จำเป็นต้องเขียนให้ดีกว่าใครๆ แค่เขียนในสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิออกมาก็พอ

      //ดูออกทะเลยังไงก็ไม่รู้นะ พอดีอารมณ์มันได้

      ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่เหนื่อยกับการเขียน ก็ลองไปร่วมกิจกรรมกิลนักเขียนดูสิ อย่างน้อยมันจะช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เขียนนะ เป็นเหมือนแรงส่งที่ทำให้ยังเขียนอยู่ได้เลย อย่างน้อยก็สำหรับเราคนหนึ่ง

      //รู้สึกเหมือนไม่เกี่ยวกับกระทู้เลย แต่ก็ขอบคุณที่อ่านนะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      นิยายจบคนเขาก็ถอนเฟบกันเป็นปกตินะคะ ไม่มีไรหรอก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      รุ้สึกท้อเหมือนกันค่ะแต่พยายามฮึดสู้ใหม่เป็นแบบนี้มาตลอดแต่ก็ยังมีความสุขกับการเขียนอยู่ค่ะ สู้ๆอย่าทิ้งความฝันนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นหมอที่สามารถปกป้องคนไข้ ควบไปกับปกป้องนิยายของตัวเองก็เป็นอะไรที่ไม่เลวครับ


      เป็นไปได้ครับที่บางทีสิ่งที่รัก อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ใช่เสมอไป

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อาจจะดีก็ได้นะครับที่รู้สึกกลัวการเป็นนักเขียน

      ในโลกมันก็มีหลายสิ่งให้เรียนรู้ มีหลายสิ่งให้ทดลอง

      คุณอาจจะอยากเป็นคลีเอเตอร์ก็ได้ถ้าได้ลอง อยากเขียนสตอรีบอร์ด อยากสร้างธุระกิจ

      อยากบริหารองค์กรให้ประสบความสำเร็จ

      คือใครจะเลิกเป็นนักเขียนมันไม่ใช่ความสูญเสียหรอกนะ เพราะสุดท้ายคนที่เป็นนักเขียนเขาก็กลับมาเขียนเองไม่ว่าชีวิตต้องพบความเปลี่ยนแปลงอย่างไร


      คำว่านักเขียนของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกว่าต้องหาเงินจากนิยายได้ถึงจะเรียกว่าเป็นนักเขียน บางคนมุ่งมั่นจะจับเป็นอาชีพ บางคนต้องมียอดวิว มีคนติดตามมาก ๆ ถึงเรียกว่านักเขียน ถ้าวันหนึ่งรู้ตัวว่าความฝันมันแสนไกลไม่มีทางไปถึง นั่นคือล้มเหลวในฐานะนักเขียนแล้วแบบนั้นเหรอ


      เอาล่ะ คุณทิ้งการเขียนนิยายไปเลย เรียนมหาวิทยาลัย ทำงานบริษัท จ่ายภาษีปีละหลายหมื่นบาท วันหนึ่งก็มีความคิดในหัวผุดขึ้นมาเป็นพล็อตนิยายเรื่องยาว เริ่มเรียบเรียงเขียนลงในเวบ มีคนอ่านบ้างเล็กน้อย ยอดติดตามเท่าหนวดแมว เงินก็ไม่ได้ แต่คุณได้เรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นตัวหนังสือให้คนอื่นอ่าน ก็น่าจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเขียนได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ


      การไม่ประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียนในแบบที่ตัวเองคาดหวังไว้มันก็เกิดขึ้นได้กับทุกคน ส่วนหนึ่งก็ไปได้ดีในทางอื่น จัดที่จัดทางให้ตัวเองหาความคาดหวัง หารูปแบบที่สบายใจเถอะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราเองก็ถอนเฟบ ตอนอ่านจบเหมือนกัน เพราะรำคาญเวลาเตือน...รู้ว่าไม่ดี แต่ก็เผลอทุกทีเวลาเสียงเตือนดัง

      เรื่อง copy งานเขียน / อ่านแล้วหดหู่

      แต่..ถ้ามันเกิดจากงานเขียนเรา เป็นแรงบันดาลใจให้เขา

      น่าจะยินดีนะ /อย่าคิดมาก ...ค่อยๆทำไป

      โตไปจะรู้ว่า...มือ มี 2 ข้าง ทำได้ทีละอย่าง...งานจะสำเร็จค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ทำความจริงเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต

      ทำสิ่งที่คิดเพื่อหล่อเลี้ยงความฝัน..


      จำมาจากปู่จ๋าน รายการใดรายการหนึ่งเนี่ยแหละ มันกลายเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของเราเลย


      โลกสองใบ ตัวตนสองตัวตน ที่เติบโตไปด้วยกัน.. ^^ แต่เรารักเดียวใจเดียวนะ 55



      ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่แปลกครับ


      พิมพ์แค่นี้พอ เพราะมันไม่แปลกจริงๆ การนับ 1 ไม่ว่าจะทำอะไร มันยากลำบากตอนเริ่มนับ 1 เสมอ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จากที่อ่าน ปัญหาของน้องคือ น้องอยากเป็นนักเขียน แต่รู้ว่าอาชีพนักเขียนมันไม่ได้มั่นคง มันไส้แห้ง และน้องก็รู้สึกว่าตนเองอาจไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ขายดี ให้ตัวเองและครอบครัวอยู่ดีกินดีได้ จนไม่รู้จะทำยังไงสินะ


      อยากบอกว่า ดีแล้วล่ะที่กังวล เพราะมันแปลว่าน้องมองโลกอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง


      อาชีพศิลปิน เช่น นักแต่งเพลง นักเขียน นักวาด นักร้อง มันมีแค่ "รุ่ง" กับ "ร่วง" ถ้ารุ่ง ก็คือขายได้ อยู่ได้ แต่ถ้าขายไม่ได้ ก็คือแทบจะต้องเกาะพ่อแม่หรือเพื่อนกินไปวันๆเลยก็มี...ไม่มีตรงกลางสำหรับสายอาชีพศิลปิน


      ดังนั้น ขอเสนอทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมกัน นั่นคือ ประกอบอาชีพหลัก และมีอาชีพเสริมเป็นนักเขียน เพื่อให้ตนเองมีรายได้สำหรับใช้ชีวิต และทำให้ตัวตนไม่หายไป


      ทำอาชีพที่ใช้เลี้ยงชีพ และทำอาชีพที่ใช้เลี้ยงจิตวิญญาณ


      ส่วนเรื่องดังไม่ดัง ขายได้ไม่ได้ เทียบกับคนอื่นแล้วทำไมเป็นแบบนี้...ก็อยากบอกว่าของพวกนี้บางทีมันก็ขึ้นอยู่กับดวงและโอกาส


      สิ่งสำคัญคือ ต้องคิดบวก อย่าไปเปรียบเทียบผลงานของตนเองกับผลงานคนอื่น เพราะแทนที่จะมีเวลาไปพัฒนาฝีมือตัวเองให้มากขึ้น เวลานั้นกลับถูกใช้ไปกับการจ้องจับผิดเปรียบเทียบกับผลงานผู้อื่นแทน


      เสียดายเวลา

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มองแบบคนเคยคิดเหมือนกัน อย่างเราเนี่ยเคยอยากยึดอาชีพนักเขียนนะ แต่พอมาได้ตีพิมพ์(เล่มแรกตอนมหาลัยปีหนึ่ง ตอนนี้เรียนจบนานแล้วจ้ะ)


      เลยคิดว่าตัวเองไม่เหมาะการทำงานเขียนแบบ Full เรียนจบเลยไปหางานทำ ก็เขียนนิยายไปด้วยนะคะ จริง ๆ ช่วงก่อนเรียนจบมันมีจุคพีค (ละไว้ก่อน) พอทำงานรู้สึกเหนื่อยก็ฝันถึงงานเขียน จนแม่พูดว่า 'มีความฝันก็ต้องอยู่กับโลกความจริงด้วย' ตรงนี้ทำให้เราคิดว่า เออ ทำไมคิดไม่ได้วะ เริ่มจากแบ่งเวลาต่าง ๆ จนความพยายามมันเริ่มดีและ แบบเขียนเริ่มอยู่ตัวมากขึ้น


      จุคพีคที่เคยเล่าไป คือ เราเคยได้รางวัลจากงานประกวดค่ะ แต่ก็โดนแช่ 5 ปี อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ โดนแช่ไว้ 5 ปี (ตั้งแต่ช่วงเรียนปีสองจนทำงานได้สักปีสองปี) ตอนนั้นเรารู้สึกว่า อีกก้าวจะสำเร็จและมันก็พังลงมา ที่ยกมาให้อ่าน คือ ไม่คิดว่าสิ่งที่เจ้าของกระทู้รู้สึกมันเล็กน้อย แค่อยากให้คิดว่า คุณยังมีคนที่เป็นเหมือนกันค่ะ ตั้งแต่วันนั้นชีวิตติดคำสาป แต่ก็ได้รับจากยาบรรเทาอาการจากคำพูดของแม่ แล้วเรามีความรู้สึกว่า อยากทำลายคำสาปในใจตรงนี้ คิดว่าจุดที่เราเคยไปยืน เราจะไปยืนอีกครั้งให้ได้ อยากรู้ว่าภาพตรงนั้นเปลี่ยนไปแค่ไหน


      วันนี้เราทำได้แล้วค่ะ คือ เราต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันไป คุณรู้สึกกดดันได้ ท้อได้ ผิดหวังได้ทั้งนั้น แต่ต้องค่อย ๆ คิดว่าจะทำยังไง เรื่องอาการป่วยตรงปล . เราขออนุญาตไม่กล่าวนะคะ ขอพูดเป็นกลางดีกว่าเนาะ อาจจะด้วยช่วงวัยหรืออะไรก็ตาม ทำให้สภาวะตอนนี้แม้จะเจอปัญหาเดียวกัน อาจรู้สึกไม่เหมือนกัน ลองคิดว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวค่ะ เรื่องนิยายมีคนถอด เราโดนเป็นสิบนะ คือ มันจบด้วย จะตีพิมพ์ด้วย คิดซะว่า มันไม่มีอะไรอัปเดตหรือคนรออ่านเล่มอะไรแบบนั้น มัน อย่างน้อยก็เหลือคน FAV ไว้ตั้งเยอะที่ยังตามเรา คิดแบบนี้จะสบายใจค่ะ


      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #11-1

        คือ สิ่งที่กังวลมันดีนะคะ แต่คิดว่าถ้าเป็นคนเขียนแมส โอกาสที่จะเจอแนวเรื่องคล้าย ๆ กันมันแน่นอนค่ะ ถ้าอยากทำทั้งความจริงและความฝันให้สำเร็จมันก็ได้อยู่หรอกค่ะ แต่ต้องปรับระบบการคิด สิ่งที่คุณตระหนักมันดีค่ะ แสดงว่าเข้าใจโลกความจริงดี สิ่งที่อยากบอกคือลองไปศึกษาการคิด วิถีเขียนหรืออะไรรอบ ๆ ตัวดูค่ะ มองภาพให้กว้างขึ้น (มัวแต่ฝอยเรื่องตัวเอง โพสและลืมพูด) คือ การอ่านงานคนอื่นมันดีนะคะ แต่มาจับผิดลอกไหมหรือทำไมเหมือนเรา อย่างที่เกริ่นไปว่า ถ้าคุณชอบอ่านแมส มันมีโอกาสแบบนี้จริง ๆ งานเขียนเลือกการลอกเนี่ย เอาจริงมันพูดยากค่ะ มันมีหลายสิ่งเข้ามาจับเจตนา ลองปล่อยวางเป้าหมายลงก่อนไหมคะ? แล้วพยายามในส่วนของชีวิตจริงให้อยู่ตัว ความฝันเนี่ยไม่อยากบอกว่าทำเมื่อไหร่ก็ทำได้หรอก เพราะตอนนั้นอะไร ๆ อาจไม่พร้อม แค่คิดว่าเมื่อความจริงเราพอใจและ ความฝันก็เริ่มเลยจ้า สะบัดต่อไม่รอแล้ว งานเราก็กว่าจะมีวันที่เขียนงานแบบนี้ได้กับทำงาน ก็ปาไปจากสิ่งที่คิดเกือบ 10 ปี บางคนอาจจะไม่นานขนาดเราก็ได้ จะว่าสายไหม? ก็ไม่สายนะ เราพอใจตรงนี้ที่เป็นแบบนี้

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มองแต่คนถอน แล้วคนที่ยังอยู่ล่ะหนู


      การเขียนก็เหมือนการวาด

      จิตกรที่ไม่เคยขึ้นไปอยู่บนยอดเขา ไม่อาจวาดภาพเมืองได้ฉันใด

      นักเขียนที่ไม่เคยเผชิญชีวิตที่แท้จริง ก็สร้างตัวละครที่ซับซ้อนและสมเหตุผลไม่ได้ฉันนั้น


      เป็นนักเขียนต้องอาศัยประสบการณ์ ไม่ใช่ประสบการณ์ในการเขียน

      แต่คือประสบการณ์ในการใช้ชีวิต


      ไปรัก ไปฝัน ไปลุย

      พบความสุข สัมผัสความเศร้า


      ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา เรียนให้จบ ทำงานที่อยากทำ โดยมีการเขียนเป็นงานอดิเรก

      เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตเพียงพอ

      ถึงตอนนั้นน้องอาจจะกลายเป็นนักเขียนที่เก่งกาจคนนึงก็ได้


      อย่าล้มตั้งแต่ก้าวแรก อดทนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะมีเส้นชัยก็จะปรากฏออกมาเอง




      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      นักอ่านเงา
      Guest IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จากที่ดูสำนวนการเขียนน่าจะเป็นคนฮาๆพอสมควร แต่ถ้าดูจากเนื้อหาเราว่ากระทู้จขกทคงเครียดจริงๆเพราะน้อยมากที่คนบันเทิงๆแบบนี้จะเครียดจนต้องขอความเห็นคนอื่น ถ้าเป็นเราแล้วนิยายถูกก๊อปก็คงไม่สบายใจเหมือนกัน สู้ๆนะคะ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอค่ะน้อง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Osiania
      Guest IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่มีฐานแฟนคลับเหรอครับ หรือมีแต่มีไม่เยอะ บางทีความไม่มั่นใจอาจจะมาจากการที่คนติดตามน้อยก็ได้ เริ่มเขียนแรกๆจนหยุดไปแล้วพี่ก็เคยเป็น

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      การอ่านคือการอ่านความคิดของคนอื่น แต่การเขียนคือการอ่านความคิดของตัวเอง


      เป็นคำพูดที่เราได้ยินจากคุณนวรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ ตอนที่ไปอบรมเรื่องการเขียน...


      เราเองก็รู้สึกนะคะ... แบบว่า ชอบนะ ถึงวันนี้หยิบนิยายมาอ่านก็ยังซึ้ง ยังรู้สึกอยากมีผลงาน แต่อดีตที่มันเลวร้ายกับเรา ทำให้เราอยากจะไปจากเส้นทางสายอักษรนี้มากๆ สังคมที่เกิดขึ้นมาบนหน้าจอ ความสัมพันธ์ของเรากับนักอ่านที่เคยทำร้ายเราในอดีต ทำให้เราไม่อยากจะทำอะไร นอกจากลอยๆ ในวงการนักเขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วค่ะ55555


      แต่อย่ากลัวนะคะ อย่ากลัวที่จะทำ ไม่ว่าเราจะเจออะไรมาก็ต้องผ่านไปได้เราจะรอวันที่คุณมีไฟนะคะ สู้ๆ ค่ะ สู้ต่อไป คนท้อไม่ได้อะไรกลับไ มีแต่คนมุ่งมั่นเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ


      แม้ทุกความพยายามจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกสำเร็จนั้นย่อมได้มาด้วยความพยายามค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      จขกทอยากเลี้ยงพยูน
      Guest IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      นี่จขกทเองนะคะ ได้อ่านทุกคหหมดแล้ว ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ


      แต่ขอเพิ่มเติมเรื่องคุณเอ้ะ คือเราไม่ได้ปักใจหรือฝังใจจนทำให้ล้มเลิกขนาดนั้นค่ะ แค่ไม่สบายใจเฉยๆ เป็นเหมือนหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนค่าไม่ได้คิดมากจนเอาเป็นเรื่องหลักอะไรขนาดนั้นเพราะคนท้อคือตัวเราเอง

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป