นำเสนอโรคซึมเศร้าผ่านนิยายอย่างไร? [ยินดีให้แชร์]

วิว
สวัสดีค่ะทุกคน ไม่ได้เข้ามาในกระทู้บอร์ดมานานแสนนาน
เรามีปัญหาที่อยากให้ทุกคนมาช่วยแก้ไข้กันค่ะ!

เราอยากรณรงค์ให้ทุกคนหยุดคำพูดที่ทำร้ายกับคนที่ป่วยโรคซึมเศร้ามากๆเลย
เรารู้แค่ว่า นิยายนี่แหละที่พอจะช่วยได้ แต่เราอยากได้คนมาร่วมด้วยช่วยเพิ่มอีก
เพราะทำคนเดียวมันคงไม่กระจายและทั่วถึงเท่าไหร่นัก

อยากให้ทุกคนช่วยคิดไอเดียและวิธีการนำเสนอหน่อยค่ะ
ทำยังไงดี ให้คนเข้าใจกับโรคนี้ อยากรู้ว่าทุกคนจะทำยังไงกัน

อาจจะพิมพ์ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ขออภัยจริงๆค่ะ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    บอกได้เลยว่า ยากค่ะ

    เรามีเพื่อนสนิทที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่

    จากที่เขาเล่ามา และจากที่เราพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว เราค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้แต่ละท่านมี "ตัวจุดชนวน" ไม่เหมือนกัน อาการ ระดับความรุนแรงที่แสดงออกก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ต้องอาศัยผู้ชำนาญการเรื่องนี้ในการเขียนจริงๆ หรือมีผู้ชำนาญการให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่สนใจเขียนประเด็นนี้


    เพราะโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อชีวิตคน ดังนั้นการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้อ่านจึงเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง

    ตอบกลับ

14 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราเคยถูกคุณหมอลงความเห็นเข้าข่ายโรคซึมเศร้าเมื่อสมัยวัยละอ่อนที่โรคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักค่ะ


      จุดเด่นคือครอบครัวค่ะ ถ้าคนในครอบครัวไม่ช่วยคือไม่เกิดผลดีมาก ๆ


      ถ้าตอนนั้นพ่อแม่เราไม่โดนคุณหมอต่อว่าก็ไม่มีเราในวันนี้ค่ะ

      แต่ผลจากการผ่านมา เราเป็นไมเกรนแทน หน้าตานี้ซื่อบื้อมากไม่เหมือนคนเป็นไมเกรน


      ต่อนะคะ


      ตอนเราเกือบจะเป็น เราอยู่เฉย ๆ ค่ะ ไม่สุงสิงกับใคร ไม่ดูละคร ไม่อะไร ไม่เรียน ไปโรงเรียนแค่ร่างค่ะ หยิบปากกาแดงมาระบายไปเรื่อย ๆ เป็นมีดบ้าง เด็กโดนรถชนบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ทำไมแต่เราอยากทำ มันเพลินดีค่ะ มาคิด ๆ ตอนนี้คือเราหลอนตัวเองนะ เหมือนคนโรคจิตเลย

      แต่เราเด็กด้วยแหละ


      ตอนนี้คนก็เสพสื่อ มันกว้างขว้างมาก แต่เราก็สงสัยเพราะตอนเราเข้าข่ายคือเราไม่อยากทำอะไรเลยค่ะ


      เราว่าที่ต้องให้ความรู้น่าจะเป็นทางครอบครัว พ่อแม่ เพราะต้องสังเกตลูกตัวเองว่าเขามีพฤติกรรมยังไง


      เพราะสังคมเพื่อนในโรงเรียนก็ส่วนหนึ่ง แต่พ่อแม่คืออะไรที่ถ้าไม่มีความรู้หรือละเลยลูกตัวเองแย่มาก ๆ ค่ะ นิยายก็อาจจะดีในส่วนคนสมัยนี้ที่พร้อมจะมีบุตรค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คือเราว่าถ้าจะเอากับนิยายจริงลองแต่งให้ตัวเอกเป็นโรคนี้หรือคนในครอบครัวของนางเป็นโรคนี้ดีไหมคะ เวลาเล่าเรื่องราวต่างๆก็เล่าผ่านจากเหตุการณ์ที่ตัวเอกประสบพบเจอ เอาแบบสะท้อนสังคม การรับมือ อาการ ปัจจัยทางด้านครอบครัว สังคมฯลฯ นักอ่านอาจจะได้รู้จักโรคนี้ขึ้นไม่มากก็น้อย แต่คนแต่งต้องมีความรู้แน่นพอตัวเลยละค่ะ :)


      ปล.เราอยากลองแต่งแนวแบบนี้อยู่เหมือนกัน

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      บอกได้เลยว่า ยากค่ะ

      เรามีเพื่อนสนิทที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่

      จากที่เขาเล่ามา และจากที่เราพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว เราค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้แต่ละท่านมี "ตัวจุดชนวน" ไม่เหมือนกัน อาการ ระดับความรุนแรงที่แสดงออกก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ต้องอาศัยผู้ชำนาญการเรื่องนี้ในการเขียนจริงๆ หรือมีผู้ชำนาญการให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่สนใจเขียนประเด็นนี้


      เพราะโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อชีวิตคน ดังนั้นการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้อ่านจึงเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราเป็นโรคซึมเศร้าเพราะผลกระทบจากโรคไทรอยด์เป็นพิษอ่ะ =w= วันไหนอารมณ์ดีก็ดี วันไหนมีอะไรไม่ถูกใจมากระทบก็ย่ำแย่หดหู่เหมือนจะตายให้ได้ รู้สึกตกต่ำ ไร้ค่า ค่อดทรมาน ทรมานๆๆอย่างบอกไม่ถูกเลยเพราะมันขุดตัวเองขึ้นมาจากความรู้สึกเศร้าไม่ได้ หัวจะอื้อ ใจจะเต้นหน่วงๆ ปวดท้อง เหม่อลอย ทำเรื่องที่เคยชอบไม่ได้ ขาดสมาธิขั้นรุนแรง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูหนังตลกก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลย ถือเป็นสุดยอดของความทรมานเลยนะ ลองนึกสภาพว่าความเศร้าคือทะเล แล้วเราดึงตัวเองขึ้นไม่ได้ ใครเหวี่ยงห่วงยางมาช่วยเราก็ไม่คว้า เรายินดีที่จะจมดิ่งลงไปสู่ความตายเพราะไม่อยากสู้อีกต่อไปแล้ว...มันไม่มีเหตุผลที่อยากจะอยู่ต่ออ่ะ คนไม่มีค่าจะอยู่ไปทำไม


      ก็ไม่หวังให้ใครเข้าใจหรอกนะเพราะมันไม่มีใครอยากเข้าใจหรอก ใครอยู่ด้วยก็เบื่อ ก็บ่นทุกคน เราก็อยากเป็นเหมือนคนปกติ บางทีก็ระแวงว่าเราพูดอะไรไม่ถูกใจใครหรือเปล่าวะเขาถึงเกลียดเรา ทำไมเขาถึงไม่ชอบเรา พอคิดมากๆ ก็จะเริ่มปลีกตัวออกจากสังคมไปโดยปริยาย =w= บางทีเราก็แค่อยากได้รับการยอมรับ แต่ใครจะมายอมรับล่ะ จริงไหม แค่คิดอะไรให้เหมือนคนปกติก็ทำไม่ได้แล้ว


      เราจะดีขึ้นถ้าลดการปฏิสัมพันธ์กับโซเชี่ยลซึ่งเราเลือกรับแต่สื่อที่ถูกใจไม่ได้อ่ะ ช่วงไหนอาการหนัก เราจะปิดโลกโซเชี่ยลไปเลยแล้วไม่คุยกับใคร อยู่เงียบๆคนเดียวกับสิ่งที่ชอบ =w= มันก็ดีขึ้นนะ แต่พอออกสู่สังคมมาเจอความไม่ชอบใจ มันก็แย่อีก วนๆเวียนๆอยู่แบบนี้ไม่สิ้นสุดอ่ะ ถือเป็นโรคเวรโรคกรรมขั้นฉกาจฉกรรจ์เลยทีเดียว


      วันนี้ครึกครื้น อีกวันหดหู่อยากตาย สลับกันอยู่แบบนี้แหละ วันนี้ไม่หดหู่เท่าไหร่นะ ถ้าหดหู่จะไม่เขียนด้วยภาษาแบบนี้แล้วมีอีโมติคอนประดับหรอก =w=


      ถ้าอยากช่วย แค่รับฟังก่อนเนอะ ขืนไปพูดสอนใจอะไรขึ้นมา ความรู้สึกยิ่งทิ้งดิ่งลงเหวเลยอ่ะ เราเป็นคนที่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือ เลยไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไงถึงจะดีขึ้น ได้แต่ช่วยตัวเองตามมีตามเกิด เงียบๆ นิ่งๆ ไม่คุยกับใคร =w= เมื่อก่อนไม่เคยบอกใครนะ แต่พอไม่พูดยิ่งเก็บกด เลยเปิดเผยไปเล้ย ใครจะมองยังไงก็ช่าง เพราะเราไม่เคยอ่านคอมเมนต์อยู่แล้ว



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เคยมีแผนอยากจะลองเหมือนกันค่ะ มีช่วงหนึ่งที่ตัวเองเหมือนหลุดไปอยู่คนละโลกกับปัจจุบันเลย มีแต่ความคิดลบๆ ลอยเต็มไปหมด แต่คิดว่าคงไม่ถึงขั้นซึมเศร้า เพราะไม่ถึงวันก็หายแล้ว =[]=

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เอาจริงๆคือไม่เอาความป่วยมาเป็นตัวป้องกันเพื่อที่จะไม่ให้คนตำหนิเวลาทำผิดก็โอเคแล้วล่ะนะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าที่พยายามศึกษาเรื่องสมอง จิตวิทยา และธรรมะเพื่อหาวิธีรักษาตัวเองเนื่องจากยาหมอใช้ไม่ได้ผลกับผม เลยจะแชร์ข้อมูลที่คิดว่าเธอควรรู้ไว้ตามนี้ ซึ่งขอให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าผมไม่ใช่หมอ ทุกสิ่งที่จะพิมพ์เป็นเพียงใจความสั้นๆที่สรุปให้ตัวเองเข้าใจเท่านั้น (ผมจำข้อมูลเยอะไม่ได้ เพราะถ้าเครียดเกินไปจะมีอาการความจำเสื่อมชั่วขณะ) เพราะงั้นไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลอะไรทั้งสิ้น


      เกริ่นพื้นฐานสั้นๆ


      -สาเหตุ

      โรคซึมเศร้ามันเกิดได้จากหลายเหตุผล แต่ถ้าให้สรุปสั้นๆก็คือจมอยู่กับอารมณ์แย่ๆนานเกินไป หรือไม่ก็พบเจออะไรบางอย่างที่สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรงจนกระทั่งสารเคมีในสมองมันผิดเพี้ยน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีต้นตอมาจากคนรอบตัวและเจ้าตัวไม่รู้วิธีจัดการกับอารมณ์


      -อาการ (เฉพาะของผม)

      คุณหมอเคยเปรียบเทียบให้ฟังว่าสมองของคนเป็นซึมเศร้ามันเหมือนกับ 'เครื่องปรับอากาศเสีย' เช่นถ้าอากาศร้อนขึ้น(อารมณ์) โดยปกติแล้วเครื่องปรับอากาศ(สมอง)ต้องทำให้มันเย็นลง แต่กับผู้ป่วยซึมเศร้ามันจะทำตรงกันข้าม ถ้าเย็นอยู่แล้วก็จะเย็นหนักกว่าเดิม (เบื่อ,เศร้า,ไร้อารมณ์) แต่ถ้าร้อนมันก็จะทำให้ร้อนยิ่งกว่าเดิม (วีนแตก,ทำร้ายร่างกาย,ทำลายข้าวของ)


      -วิธีเยียวยา (แต่ละคนได้ผลไม่เหมือนกัน)

      อะไรก็ได้ที่ทำให้หยุดคิดเรื่องร้ายๆหรือจมดิ่งไปกับอารมณ์ตามที่สมองมันหลอก มีทั้งเปลี่ยนวิธีคิด(ทัศนคติ) ช่วยสะท้อนความคิดของตัวเอง(โค้ชชิ่ง) ฝึกหยุดคิด(สมาธิฐานกาย) ฝึกดูความคิดเพื่อให้รู้ทันอารมณ์(Mindfulness) และตรงนี้ขอไม่อธิบายต่อ เพราะใครตั้งใจจะรักษาเขาจะไปศึกษาเพิ่มเติมเอง (แต่ถามได้นะ)


      จากนี้ไปคือคำแนะนำส่วนตัว

      พูดกันตามตรง...ผมไม่อยากให้เธอทำ ความหวังดีที่ขาดความรู้ความเข้าใจเป็นอะไรที่อันตรายสุดๆ นิยายมันช่วยได้...แต่ก็ส่งผลตรงกันข้ามได้ด้วยเหมือนกัน ภาษาของนิยายมันสามารถสะกดจิตผู้อ่านได้ เรียกว่า 'Trance' และส่งผลกับทุกคนไม่เท่ากัน เมื่อตกอยู่ใน 'ภวังค์' การรับรู้อารมณ์ของผู้อ่านจะเข้มข้นกว่าเดิม เพราะการรับรู้บางส่วนมันส่งลงไปที่จิตใต้สำนึก ทำให้เราหลงลืมเวลา ติดค้างอยู่กับบางอารมณ์ และที่อันตรายที่สุด...จิตใต้สำนึกมันแยกระหว่างความจริงกับจินตนาการไม่ออก (ผมถึงชอบแนะนำให้นักเขียนฝึกสมาธิฐานกาย)


      ถ้าหากเธอบรรยายความเศร้าของตัวละครได้ดีมาก ทั้งผู้เขียนและผู้อ่านจะรับอารมณ์เศร้าเข้าจิตใต้สำนึกไป จริงอยู่ว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดอ่านแล้วอินรอบเดียวก็เป็นซึมเศร้าเลย แต่เราไม่มีวันรู้ว่าใครมีต้นทุนความเศร้าเยอะมากแค่ไหน ยิ่งย้ำมันบ่อย ยิ่งใช้มันบ่อย(อินไปกับความเศร้า) อารมณ์ก็จะยิ่งรุนแรง เพราะงั้นการส่งเสริมให้ผู้อื่นรับรู้อารมณ์ของผู้ป่วยซึมเศร้า ก็อาจสร้างผู้ป่วยขึ้นมาซะเอง


      และในแง่ของธรรมะ(ธรรมชาติของมนุษย์) พวกเราชอบสมมุติกันเองว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดี สิ่งนี้คือสิ่งที่ไม่ดี แบบนี้เรียกว่าสวย แบบนี้เรียกว่าอุบาทว์ แบบนี้เรียกว่าฉลาด แบบนี้เรียกว่าโง่ เรามีอารมณ์ร่วมไปกับคำพูดพวกนี้ เพราะเราเชื่อตามกันมาว่าต้องเป็นแบบนี้


      ถ้าหากเธอคิดจะรณรงค์ให้ทุกคนหยุดคำพูดที่จะทำร้ายคนป่วยซึมเศร้า นั่นก็จะทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายว่าการพูดแบบนี้เท่ากับดี แบบนี้เท่ากับไม่ดี แล้วคนที่คิดว่าตัวเองดี(บางคน)ก็จะรังแกคนที่เขาคิดว่าไม่ดี สร้างวงจรใหม่ที่เกิดผู้ป่วยซึมเศร้าขึ้นไปอีก


      ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรือไม่ควรทำ ทุกอย่างมีจังหวะและเวลาที่เหมาะสมของมันเอง ซึ่งเราจะเข้าใจมันได้ก็จำเป็นต้องเรียนวิชาที่ชื่อ 'กลยุทธ์' เช่น...


      - ถ้าเราตัดมายาคติว่าคำพูดไหนมัน 'หยาบ' ได้...ชีวิตนี้เราจะไม่เจอคำหยาบอีกเลย

      - "หากเกลียดสงคราม จงสนับสนุนสันติภาพ" ก็เขียนนิยายฟีลกูดให้อ่านแทนสิ (Trance)


      ...พิมพ์ต่อไม่ไหวละ ใช้พลังงานโคตรเยอะ ขอพักก่อน (ไม่รู้จะพิมพ์ต่อป่าวนะ)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      โรคซึมเศร้าบางทีก็มีประโยชน์นะ มันทำให้เราถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สีกต่างๆได้ดีเลย เราเรียนศิลปะและใช้มันกับงาน ทำให้งานออกมาค่อนข้างดีเลย และเมื่อเขียนนิยายบางครั้งก็ใช้อารมณ์เหล่านี้ด้วย


      ของทุกอย่างมันมีประโยชนทั้งหมดแหละ อยู่ที่เราจะเห็นค่ามัน



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สร้างสถานการ์ณขึ้นมา แล้วจับตัวเอกโยนลงไป ถ้าเข้าใจโรคนี้อย่างถ่องแท้ ก็เขียนไม่ยากหรอก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คิดอยากจะแต่งเพื่อให้เข้าใจถึงโรคซึมเศร้าเหมือนกันค่ะ คิดไว้ว่าจะเขียนในอนาคตเพราะเขียนยากจริงๆ ค่ะ คงต้องทำการบ้านเกี่ยวกับข้อมูลและความรู้สึกส่วนตัวของผู้ป่วยอีกเยอะเลย ขอเอาใจช่วยนะคะ ^^

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ทักมาดิ พี่น่าจะช่วยได้

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      นิยายเราเดิมทีก็ตั้งต้นเขียนพล็อตจากความคิดทำนองเดียวกับคุณจขกท.ค่ะ แล้วก็พบว่ามันยากมากที่จะสื่อสารได้ตรงความต้องการ


      คนที่อ่านนิยาย มีทั้งคนที่เป็นโรคซึมเศร้า คนรอบข้างผู้ป่วย และคนที่ไม่เคยรู้จักหรือเข้าใจคำว่าโรคซึมเศร้าเลย ก่อนเขียนนิยายจึงควรทบทวนให้ดีว่าอยากสืื่อสารกับใครมากที่สุด โดยไม่กระทบความรู้สึกหรือขัดกับความคิดของผู้อ่านกลุ่มอื่นๆ มากนัก


      ถ้าเขียนแบบสร้างความเห็นใจต่อคนเป็นโรคซึมเศร้า แต่ไม่ค่อยแสดงความเห็นใจต่อคนใกล้ชิด ผู้อ่านส่วนหนึ่งก็จะคิดว่า "อยากให้สังคมเข้าใจคนป่วย แล้วไม่อยากให้เข้าใจญาติหรือเพื่อนบ้างเหรอ"

      กลับกันถ้าเขียนในมุมมองญาติ ก็ควรระวังการถ่ายทอดความคิดของตัวละครที่มีต่อคนป่วย เพราะคนเป็นโรคซึมเศร้ามาอ่านแล้วอาจจะนึกถึงชีวิตตัวเอง และธรรมชาติของตัวโรคก็ทำให้ตีความสารในแง่ลบ


      เราคิดไปคิดมา ถึงจะพยายาม balance ยังไง โอกาสตีความสารผิดจากเจตนาผู้เขียนก็ยังมีสูง และหนังสือเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่ตรงไปตรงมา อ่านเข้าใจง่ายก็มี บทความในเพจจิตแพทย์เพียบ ไปเชียร์ให้ทุกคนอ่านของพวกนั้นดีกว่า


      อีกอย่าง คนที่เป็นโรคซึมเศร้ากับคนใกล้ชิดคงไม่ค่อยอยากอ่านนิยายเกี่ยวกับโรคนี้เท่าไหร่ เขาคงอยากอ่านอะไรที่ห่างไกลเรื่องเดิมๆ ในชีวิตบ้าง


      เราเลยมานั่งทบทวนว่าทำไมถึงอยากเขียนนิยายเรื่องนั้นแต่แรก แก่นของมันคืออะไร จนได้คำตอบว่าอยากเขียนเรื่องความเห็นอกเห็นใจ/ความเข้าใจ (empathy) และการยอมรับตัวเอง

      เลยเปลี่ยน setting เป็นแนว surreal (ไม่ถึงขั้นแฟนตาซี) ใช้ฉากเชิงสัญลักษณ์เล่าสภาวะจิตใจตัวละคร ไม่ระบุว่าคนไหนป่วยไม่ป่วย แล้วให้ตัวเอกเข้าไปอยู่ในฉากเหล่านั้น โดยพื้นฐานตัวเอกมี empathy สูงอยู่แล้ว ก็จะพยายามเข้าใจสิ่งที่เจอก่อนตัดสิน

      เราอยากให้คนอ่านเห็นเฉพาะมุมมองของตัวเอก ซึ่งอาจจะใช้เหตุผลบ้าง เผลอให้อารมณ์นำบ้าง แต่รู้สึกตัวและกลับมาอยู่กับปัจจุบันเสมอ (โอเค...ยกเว้นตอนแก้ปมของตัวเอง มีสติหลุดบ้างอะไรบ้าง)


      แต่การเข้าใจหรือพยายามช่วยเหลือคนอื่น (ไม่ว่าจะป่วยไม่ป่วย) ในนิยายเรามันกลายเป็นปมย่อยๆ ไปแล้วค่ะ เราไม่ได้โฟกัสมันเท่าการทำความเข้าใจตัวเอก ไม่หวังว่านิยายที่เขียนจะต้องสะท้อนหรือสร้างสรรค์สังคม ขอแค่ไม่สนับสนุนค่านิยมผิดๆ ก็พอ


      เราดีใจที่เห็นคุณจขกท.ตั้งใจจะเขียนนิยายเพื่อส่งเสริมทัศนคติที่ดีนะคะ ไม่รู้จะแนะนำในแง่การเขียนนิยายยังไงดี ถ้าแง่วิชาการเราอาจจะพอช่วยได้มากกว่า หลังไมค์มาได้เสมอค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เอาตามตรงนางเอกเรื่องของหนูก็เข้าข่ายโรคซึมเศร้ามากถึงขั้นเห็นภาพหลอนเลยแต่นางเอกหนูก็ตัดสินใจเผชิญกับความจริงถึงจะได้ผลช้าแต่ก็มีเพื่อนคอยเยียวยาจิตใจจนหายดีถึงไม่รู้จะช่วยอะไรได้มั้ยแต่ว่าการเยียวยาจิตใจแล้วอยู่ข้างกายคนเป็นโรคนี้ก็สำคัญมาก ป.ล.หนูก็เคยเป็นเลยพอเข้าใจ(มั้ง)

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป