ซ่อน
แสดง
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

[ถึงน้องๆเด็ก59-62] จากใจพี่รหัส54 ที่อยากเป็นหมอมาก สุดท้ายก็ได้แค่เพ้อฝันจนจะเป็นบ้า [ยินดีให้แชร์]

วิว
#tcas61 #tcas62 #tcas63 #กสพท #หมอ
สวัสดีค่ะ เราเป็นเด็กรุ่น54ค่ะ ไม่ได้พิมพ์ผิดนะคะ เด็กรุ่นห้าสิบสี่ค่ะ ขึ้นปีหนึ่งปีที่น้ำท่วมนันแหละ ตอนนี้ก็ปี62แล้ว แปดปีแล้วที่เราขึ้นปีหนึ่ง และสิบเอ็ดปีแล้วที่พี่อยู่กับความฝันอยากเป็นหมอ นับตั้งแต่ม.4 จนปัจจุบัน

เล่าเกี่ยวกับชีวิตของพี่ (ใครขี้เกียจอ่าน ข้ามไปหัวข้อถัดไปเลยได้นะ)

เราอยากเป็นหมอมาก มาตั้งแต่ม.4 ตอนนั้นประมาณปี 51 พี่ตั้งใจเรียน ผลการเรียนดี อะไรดีมาตลอด เรียนพิเศษพอสมควร แต่แล้วตอนม.6 พี่สอบไม่ติดเพราะ ตัวพี่เองนี่แหละ ที่มีเรื่องเข้ามากวนใจ ต่อมาปี1 ที่คณะวิทย์ชื่อดังแห่งหนึ่งในกลางเมือง เราก็คิดจะซิ่ว จะอ่านหนังสือสอบใหม่ แต่พี่ก็มัวแต่ยุ่งกับกิจกรรมปี1 จนไม่ได้อ่านหนังสืออีก ก็เลยไม่ได้ซิ่วแล้ว คิดว่า เดี๋ยวเรียนจบจากคณะนี้ พี่จะไปสอบกสพท.ใหม่(คิดผิดมากๆ)
ขึ้นปีสูงๆวิชาหลายๆตัวมันคาบเกี่ยวกับวิชาแพทย์ พี่ก็ลงแต่วิชาเหล่านั้น พี่มีความสุขมากเวลาได้เรียนวิชาพวกนี้ ว่างๆพี่ชอบไปนั่งเล่นทีคณะแพทย์ ห้องสมุดพี่ก็ชอบอ่านหนังสือโซนตำราแพทย์
พี่ก็เรียนไป ปี1 ปี 2 จนจบปี4 พี่ดีใจมาก จะได้มาลงสอบเข้าหมอเสียที อยากเป็นหมอมากๆ ตอนนั้นประมาณปี 2558
แต่แล้ว ฟ้าก็ผ่าลงมาอีก คราวนี้ แม่ของพี่ ซึ่งท่านอายุมากแล้วในตอนนั้น 69ปี (ตอนนี้73ละ) แม่พี่ไตวาย ต้องฟอกเลือด ทั้งมีหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งต้อกระจก มาประดังพร้อมๆกัน
ช่วงแรกๆ อาการยังไม่ค่อยคงที่ เข้าห้องฉุกเฉินเป้นว่าเล่น เดี่ยวล้ม เดี๋ยวอะไร หัวแตกเลือดไหลก็มี
เอาละสิ ถ้าแม่เป็นแบบนี้ แล้วเราไปสอบเข้าหมอ ถ้าไม่ติดก็ดี แต่ถ้าติดละ จะเป็นยังไงกัน ใครจะอยู่กับแม่ เราเป็นคนกรุงเทพ คณะแพทย์ที่เรียนที่กรุงเทพมีที่เดียวคือ "จุฬา" ซึ่งคะแนนเราไม่ถึงแน่ๆ 55555+ และถึงติดที่จุฬาจริงๆ ก็ยากลำบาก เพราะก็ไปกลับไกล เราอยู่ชานเมืองกรุงเทพ จุฬามันอยู่ใจกลางเมือง และพอปีสูงๆต่อให้อยู่กรุงเทพ ก็ไกลอยูดี เฮ้อ
เราต้องคอยไปซื้อข้าวให้แม่กินสามมื้อ พาแม่ไปฟอกไต หาหมอ แม่เราก็แข็งแรงขึ้น แต่ก็เดินไม่ค่อยไหว เราต้องอยู่แบบนี้ และอยู่มาเรื่อยๆ เราอยากเรียนหมอมาก ก็ไปไม่ได้ เพราะต้องทำอย่างที่บอก เราทำแบบนี้มาตั้งแต่59 จนตอนนี้กลางปี62แล้ว
 
เราวาดฝันไว้ว่าเรียนจบมา จะได้มาสอบเข้าแพทย์ สุดท้ายเราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ต้องรอให้-ก่อน เพื่อจะได้มาสอบเข้าแพทย์ เพราะไม่งั้นก็ไม่มีใครอยู่กับแม่
เราไม่มายด์หรอกว่าจะได้เข้าเรียนแพทย์ตอนไหน ตอนนี้เราก็ออกกำลังกาย ดูแลตัวเองดี เพราะรู้ว่าต้องใช้ชีวิตอีกนาน เราต้องไม่ป่วย ไม่ตายก่อนได้เข้าเรียนแพทย์(ฮา)
 
นึกย้อนกลับไปแล้วก็เศร้าใจมาก เราน่าจะตั้งใจอ่านหนังสือสอบซิ่วให้ติดๆไป ถ้าแม่มาเป็นไตวาย มาอาการแย่ ตอนเราเรียนอยู่ในคณะแพทย์แล้ว อะไรๆมันคงดีกว่านี้ อย่างน้อยตัวเองก็อยู่ในคณะแพทย์แล้ว คำวา พญ.มันก็จะชัดเจนกว่าที่เป็นตอนนี้มากๆ
ตอนม.6เราไม่น่าเอาเรื่องบ้าบอนั่นมากวนใจจนอ่านหนังสือไม่ได้เลย งือ เราผิดเองทุกอย่าง
ทุกวันนี้ กสพท.เราก็สมัครอยู่ทุกปี วิชาสามัญก็ยังเข้าสอบอยู่ เราไม่ได้อ่านหนังสือไปสอบหรอกแต่เห็นข้อสอบแล้ว เราพูดได้เลยว่าเห็น ถ้าเราเตรียมตัวมาเราสอบติดได้อยูแล้ว(ใครไม่เชื่อ จะดูถูกเรา เราก็ยินดีรับไว้)
 
ที่ผ่านๆมาเราเรียน นิติ จนจบแล้ว(ที่ราม มันไม่ต้องเข้าเรียน) เนติฯก็ผ่านแล้ว ตั๋วทนายก็มีแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ทำงานอะไร เราอยากจะเป็นแต่หมอ หมอ แล้วก็หมอ หมอเท่านั้น
บนเฟซบุ๊คเราไม่เคยเอาขึ้นว่าเรียนที่ไหน อย่างไร เราจะรอเอาขึ้นแต่คณะแพทยศาสตร์

สิ่งที่อยากบอกน้องๆ เกี่ยวกับเรื่องการซิ่วแพทย์



ใครที่มีความคิดว่า หลังจากเรียนจบ4ปี หรือ5ปี หรือ6ปี ได้ปริญญาแล้วจะมาสอบเข้าหมอ มาสอบกสพท หรือสอบแพทย์นิวแทร็ค อยากให้คิดใหม่นะ ไม่ใช่เรื่องความสามารถในการสอบหรืออะไรหรอก แต่ในอนาคตข้างหน้า เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จะมีเรื่องอะไรที่ทำให้น้อง ไม่สามารถมาสอบได้มั้ย หรือยังไง อย่างที่เจออยู่ พี่ต้องดูแลแม่ พี่ต้องอยู่กับแม่ แม่พี่ตายเมื่อไรห่ ก็เมื่อไหร่นั้นถึงจะได้มาสอบเข้าแพทย์  
 

สมมุติตอนนี้ น้องรุ่น59 60 หรือ 61ที่ซิ่วหมอแล้วพลาด หรือเด็ก62ที่พลาดปีล่าสุด แล้วยังอยากเป็นหมอจริงๆ แนะนำว่า ให้เตรียมตัวเพื่อสอบปีต่อไปเลย จะดีที่สุด อย่าไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าที่ไกลมากๆ(4-6ปี)

ขอยกตัวอย่าง คนที่ติดคณะหกปีที่ไม่ใช่หมอ ทันตะ เช่นติดเภสัช สัตวะ แล้วมีความมุ่งมั่น จบเภสัช/สัตวะหกปีแล้ว จะมาสอบเข้าหมอกสพท.อีก แปลว่าน้องต้องเสียเวลาไปกับเภสัชหกปี โดยที่น้องคาดหวัง(ไม่มีอะไรรับประกันเลย) ว่าตัวน้องอีกหกปีข้างหน้า ที่เป็นเภสัชกรแล้ว จะได้มานั่งอ่านหนังสือสอบเข้าหมออีก

ยังมีน้องอีกกลุ่มนึงที่เราเห็นในไอจี Studygram หลายๆอัน ที่"พึ่งเข้าปีหนึ่งเภสัชปีนี้" ตั้งความหวังไว้กับ "แพทย์นิวแทร็ค" หมายความว่า น้องกลุ่มนี้ จะต้อง
1.เรียนเภสัช 6 ปี
2.ทำงาน1-2ปี
(แพทย์นิวแทร็คเขา request ประสบการณ์ทำงานด้วย กี่ปีไม่แน่ใจ และไม่แน่ใจว่าต้องรัฐด้วยหรือไม่นะ แต่ต้องมีประสบการณ์ทำงานด้านวิทย์สุขภาพด้วยแน่ๆ)

คนที่เรียนเทคนิคการแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข และอื่นๆที่กี่ยวข้องด้านวิทย์สุขภาพก็สอบแพทย์นิวแทร็คได้ แต่ก็ต้องมีประสบการณ์ทำงานเช่นกันนะ

สรุปคือ "6-8ปี" ที่น้องกลุ่มนี้จะรอ เพื่อจะได้มาสอบเข้าแพทย์นิวแทร็ค จะติดมั้ย....ไม่รู้(การแข่งขันแม้จะScope เหลือแค่ วิทย์สุขภาพด้วยกัน ก็ยังสูงพอสมควรเลย) ถึงตอนนั้นจะยังเปิดมั้ย...ไม่รู้ และเมื่อสอบได้ ก็เรียนใหม่หมดอยู่ดี เขาเทียบโอนให้เฉพาะศึกษาทั่วไป กับวิทย์บางตัว เรียนอีก5ปี

สรุปคือ กว่าจะได้เป็นหมอ นับตั้งแต่ตอนเข้าเรียนคณะอื่นทางวิทย์สุขภาพ(เภสัช พยาบาล เทคนิคฯ สาธาฯ สิริรวมเวลาแล้ว 11-13ปี อืม....

ซึ่งหลายต่อหลายคนไปไม่ถึงฝันหรอก เชื่อเถอะ ไม่ใช่เพราะความสามารถในการสอบนะ แต่เพราะมีเรื่องต่างๆเข้ามาหันเหน้องต่างหาก น้องเองวันนี้มั่นใจครับ มั่นใจค่ะ หนูต้องหมอค่ะ ผมต้องหมอครับ แต่เรื่องบางเรื่องมัน uncontrol factors อะน้อง ใจน้องมุ่งมั่นมาก แต่มีเรื่องทำให้น้องไม่ได้มาสอบอีก ซึ่งพี่ก็บอกไม่ได้ เป็นเรื่องของนาคต หรือหลายคนจะกลายเป็นว่า เรียนคณะนั้นๆก็หมดแรงไปสอบอะไรแล้วอะ ทำงานสายนี้ไปละกัน 

ช่วงเวลา หกถึงแปดปี ทีน้องจะมัวไปนั่งเสียเวลากับการเรียนคณะอื่นๆ(โดยที่น้องอยากเรียนหมอ) เสียเวลาไปกับการทำงานเก็บอายุงานเพื่อสอบ นิวแทร็ค
น้องอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้นะ เรียนในคณะก็ไม่สุด(เพราะใจอยากเป็นหมอ) สอบนิวแทร็คไม่รู้จะติดมั้ยอีก  เหมือนที่พี่เสียเวลากับคณะวิทยาศาสตร์นั่น

สรุป

ณ วันนี้ ตอนนี้ กสพท.63 น้องที่อยู่ปีหนึ่ง ก็ยังคงสมัครสอบแก้ตัวได้แบบไม่ต้องลาออกแบบแน่ๆ อยากให้เต็มที่กับการสอบ ถ้าใครที่บ้านโอเคอนุญาติให้ลาออกมาเลยได้ ยิ่งดี น้องจะมีเวลาอ่านหนังสือมาก (แต่ก็แลกมาด้วย การที่น้องต้องมีวินัยสูง)
 

น้องที่ซิ่วมา1-3ปี เป็นเด็กรุ่น 59 60 61 ถ้าอยากเป็นหมอจริงๆ ให้ซิ่วต่อแบบจริงๆจังเสียที ที่ผ่านๆมามีข้อบกพร่องอะไรเกิดอะไรขึ้น ??? แก้ไขมันซะ จะเรียนไปซิวไป(เข้าปี1 ซักที่) หรือซิ่วอยู่บ้านก็ตามสะดวก

โอกาสยังมีที่จะไปสอบเข้า ยังไม่มีภาระอะไรจากทางบ้านมากมาย อยากให้เต็มที่กับมัน อย่าไปตั้งความหวังว่า "อนาคต(หลังเรียนจบ) จะมาสอบ" ทั้งๆที่ตัวเองก็พึ่งปีหนึ่ง ยังสอบแก้ตัวได้อยู่ เลยนะ


เรียนจบแล้วค่อยสอบเอย/แพทย์นิวแทร็คเอย ควรจะเป็นความคิดของคนที่เรียนปีสาม(ปลายๆละ จะให้ลาออกก็กระไรอยู่ แต่ก็มีคนออกจริงๆนะ 555+) ปีสี่ในคณะอื่นๆ หรือทำงานไปซักพัก(จบรับปริญญามาแล้ว) แล้วรู้สึกชอบหมอ อยากเป็นหมอ อยากเปลี่ยนสาย อะไรทำนองนั้น เพราะอดีตผ่านมาแล้วแก้ไขไม่ได้ ไม่ใช่เป็นความคิดของคนที่ พึ่งจะเข้าปีหนึ่ง พึ่งจะรับน้อง แล้วโยนไปอนาคตอันไกล(มาก) ว่าจะมาสอบหมอ ทั้งๆที่ มีนาคม ที่จะถึงปีต่อไปนี้ตัวเองก็เข้าสอบได้นะ

 

จากรุ่นพี่รหัส54 ที่ตอนนี้ได้แต่เพ้อฝันอยากเป็นหมอ.... เพราะเคยคิดว่าเรียนจบฉันจะมาสอบเข้าหมอ สุดท้ายก็ต้องอยู่บ้านกับแม่ ต้องรอให้-ค่อยมานั่งสอบเข้าหมอ 
ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้มาสอบเข้าหมอมั้ย ได้แต่หนังสืออ่านหนังสือทวนไปพลางๆ ถึงติดพี่ก็ไม่ยื่น 


ปล.ประเด็นเรื่องที่ มีรุ่นพี่ คนนั้น คนนี้ เรียนจบ xxx คณะ xxxx มาสอบ อันนี้พี่ไม่เถียงเลยค่า พี่เองก็ได้ประสบพบเจอมาเหมือนกันค่ะ จบคณะ xxxx มาสอบเข้า กสพท. มีหลายคนอยู่ และตลอดที่พี่ติดตามข่าวการสอบเข้าแพทย์มาตลอด เจอเกิน30คนเข้าไปแล้ว มีมาจากเกือบครบทุกคณะแล้ว 5555

แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนเราต้องเหมือนกันหรอ รุ่นพี่เหล่านั้นกับน้องมีcondition ในชีวิตเหมือนกันมั้ย เราไม่รู้เลย เค้าอาจจะมีเป้าหมายตั้งแต่ก่อนเข้าคณะอื่นๆว่า จบแล้วจะมาสอบ หรือมาเปลี่ยนใจทีหลัง หรืออะไร เราไม่รู้เลย เราเห็นแต่ผลลัพธ์เขา ว่าเขาสอบติด แค่นั้นเอง ในขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่เค้าซิ่วไปเรียนไป หรือซิ่วแบบอยู่บ้าน ไม่ว่าซิ่วปี1ปี สองปี แล้วติด ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปนั่งเรียนคณะ xxxx yyyy ให้จบแล้วมาสอบเข้าหมอเลย

อันนี้พูดถึงน้องปี1 ที่พึ่งเข้าสดๆที่มีเป้าหมายว่า จะต้องเรียนจบคณะxxx นี้ก่อน แล้วค่อยไปสมัครสอบนะ ลองเต็มที่ดูก่อนมั้ย เดือนมีนาปีหน้านี้ สอบได้อีกนะ

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

19 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      รุ่นน้อง 60
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      กระทู้ของพี่ทำให้เห็นมุมมองว่าความฝันกับความจริงมันต่างกันเหลือเกิน แต่ละคนมีปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน โดยส่วนตัว อยากเรียนทันตแพทย์ สอบติดแพทย์รับตรงปี 60 (เพราะแม่แอบเอาคะแนนไปยื่น) ก็คุยกับแม่ตรงๆว่าแม่อยากทำอะไรที่แม่ไม่ชอบและต้องทนอยู่ไป 10 กว่าปีเลยเหรอ (แม่ยื่นแพทย์ odod ) แม่รับฟังยอมให้สละสิทธิ์และตัดสินใจเรียนเภสัช 1 ปี เพื่อรอซิ่วทันตแพทย์ ปี 61 สอบกสพท.อย่างเดียวเลือกทันตแพทย์ทุกอันดับ และติดทันตอันดับ 1 ที่เลือก ตอนนี้เรียนจบทันตปี 1 (ม.ในกทม.) กำลังจะขึ้นปี 2 ในการสอบกสพท. 61 ใช้ความรู้จากการเรียนเภสัชเข้าสอบ วิชาที่ทำได้คะแนน 68.5 คือเคมีและชีวะ ที่ใช้พื้นฐานความรู้จากการเรียนเภสัช

      สิ่งที่อยากบอกคือ มันมีหลายทางเดินให้เลือกที่จะไปให้ถึงฝัน แต่เส้นทางอาจจะราบรื่นหรือขรุขระอยู่ที่เราเลือก ทุกอย่างอาศัยแค่ฝันกับจินตนาการไม่ได้ ต้องยึดมั่นบนหลักของความเป็นจริง ทั้งตัวเราเองและปัจจัยแวดล้อม

      สุกท้าย เป็นกำลังใจและขอให้พี่คงจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เป็นกำลังใจ
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มีความมุ่งมั่น ต้องไปให้ถึง เป็นกำลังใจให้ครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เกย์อักษรฯเอกปรัชญา
      Guest IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อะหืม อ่านแล้วก็ทึ่งในความลงหลักปักใจอยากเป็นหมอของ จขกท.มากๆเลยนะฮะ รบกวนขอถามคำถาม จขกท.ซักสองข้อหน่อยนะฮะ

      1.ตกลง จขกท.เรียนจบจากคณะวิทย์หรือคณะนิติฯฮะหรือทั้งสองที่ เพราะสองย่อหน้านี้ของ จขกท.เหมือนจะย้อนแย้งกัน

      "เราอยากเป็นหมอมาก มาตั้งแต่ม.4 ตอนนั้นประมาณปี 51 พี่ตั้งใจเรียน ผลการเรียนดี อะไรดีมาตลอด เรียนพิเศษพอสมควร แต่แล้วตอนม.6 พี่สอบไม่ติดเพราะ ตัวพี่เองนี่แหละ ที่มีเรื่องเข้ามากวนใจ ต่อมาปี1 ที่คณะวิทย์ชื่อดังแห่งหนึ่งในกลางเมือง เราก็คิดจะซิ่ว จะอ่านหนังสือสอบใหม่ แต่พี่ก็มัวแต่ยุ่งกับกิจกรรมปี1 จนไม่ได้อ่านหนังสืออีก ก็เลยไม่ได้ซิ่วแล้ว คิดว่า เดี๋ยวเรียนจบจากคณะนี้ พี่จะไปสอบกสพท.ใหม่(คิดผิดมากๆ) "

      ดูแย้งกันกับ

      "ที่ผ่านๆมาเราเรียน นิติ จนจบแล้ว(ที่ราม มันไม่ต้องเข้าเรียน) เนติฯก็ผ่านแล้ว ตั๋วทนายก็มีแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ทำงานอะไร เราอยากจะเป็นแต่หมอ หมอ แล้วก็หมอ หมอเท่านั้น"


      2. อะไรในอาชีพหมอที่ทำให้ จขกท.รู้สึกยึดมั่นว่าสอดคล้องกับตัวตนของ จขกท. หรอฮะ?

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      นานาจิตตังครับ บางคนจบ ดร. แล้ว แต่ไปเรียนเพื่อให้ได้คำนำหน้าว่านายแพทย์ เพื่อทัดเทียมคนอื่นในหน่วยงานก็มี บางคนเช่นแพตต์อดัมส์ในเมืองนอกเพิ่งจะเรียนหมอตอนอายุ 40 ก็มี การเรียนอะไรมาก่อนมันก็ไม่ได้แย่นักหรอกครับ เช่น หลายๆมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเริ่มยุบการเรียนในด้านอื่นๆ เช่นสัตวแพทย์ เข้ามารวมกับแพทย์ในรายวิชาที่ร่วมได้ หรือเภสัช ในต่างประเทศจ่ายยาได้หมอจ่ายไม่ได้ เกิดการผลักดันกฏหมายยาผ่าน คนจบเภสัชต่อหมอก็อาจจะได้ทั้งรักษาและจ่ายยาได้ แต่ๆ ผมไมไ่ด้ขัดกับ จขกท นะครับ เพราะมันจะมีปัญหาอย่างนึง เช่น


      ถ้าคุณอยากจะเป็นศัลยแพทย์เฉพาะทาง หรือเฉพาะทางด้านอื่นๆ ควรจะตัดสินใจซิ่ลตั้งแต่แรก เพราะกว่าจะอินเทิร์น เรซิเดนส์ เฟลโลว ก็ตกสัก หกถึงสิบปีได้ แถมยังมีระยะเวลาใช้ทุนอีก ถ้าไม่ได้เป็นแพทย์ประจำบ้านแบบใช้ทุนก็ต้องค่อยกลับมาเรียนทีหลัง หมอบางคนก็จบที่ไทยเฉพาะทาง แล้วต่อด้านเดิมเมืองนอกก็มี โดยเฉพาะด้านศัลยกรรม หลายๆคนมักพูดว่าจะผ่าตัดแบบมีประสิทธิภาพได้ก็จนอายุสัก 40 สุขภาพ สายตาก็เริ่มเสื่อมถอยแล้ว ตรงนี้ต้องวางแผนดีๆ แต่ถ้าแค่อยากเป็นหมอ แล้วจบที่ GP ก็ได้ ผมว่าก็คงไม่ได้ซีเรียสมาก


      ส่วนตัวผมก็อยากเป็นแพทย์เหมือนกันครับ ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่ทำธุรกิจทางการแพทย์มาตลอดและอยู่ในแวดวงที่เพื่อนของแม่ก็เป็นหมอกันไม่ก็ทำงาน รพ กัน จึงมีความคาดหวังที่จะให้เข้ามาทำงานตรงนี้เหมือนกัน แต่ผมก็ถามตัวเองแค่ว่าถ้าเป็นหมอ GP เราจะไปได้แค่ไหน สุขภาพเราจะไปได้แค่ไหน อันนี้ผมตอบยากมาก โดยส่วนตัวผมยังแอบคิดว่าการไม่ติดหมอไปแต่แรกอาจเป็นผลดีกับตัวเองมากกว่า เพราะช่วงผมเรียนหกปีในสาขาสัตวแพทย์ สุขภาพผมแย่มาก ถ้าผมติดหมอแล้วไปเสี่ยงติดเชื้อในโรงพยาบาลมา ผมอาจจะมีคุณภาพชีวิตแย่กว่าตอนนี้ก็ได้


      ที่ จขกท เตือน ก็ถือว่าดีกับน้องๆที่คาดหวังว่าจะเป็นหมอที่ไปต่อยอดเฉพาะทาง แต่ถ้ามีแนวทางที่จะทำงานซึ่งไม่จำเป็นต้องไปต่อยอด การควบสองปริญญาทางการแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายครับ เพราะก็มีคนทำเยอะอยู่

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      meddream
      Guest IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แล้วสุดท้าย ตอนนี้พี่วางแผนอย่างไรต่อไปคะ? จะสอบกสพท.อีกไหม?


      ไม่ว่าพี่จะเลือกเส้นทางไหนต่อ หนูขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่และคุณแม่นะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ไม่มีใครไม่เคยพลาด
      Guest IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ทุกคนก็มีปัญหาต่างกันไปค่ะ สู้ๆนะคะ ส่วนตัวเราเองเป็นเด็ก 61 พอเข้าเรียนเดือนสิงหาที่คณะสายนิเทศซึ่งหลายๆคนทักท้วงว่า จะใช่แน่เหรอ แต่ก็ปล่อยเราทำตามที่เราอยากไปซึ่งเราติดที่อยากเข้าคือสายนิเทศ หลายๆคนมองว่ามันไม่ใช่ตัวเราเลย ไม่ใช่เลย ตรงข้ามแบบทุกอย่าง แต่เราก็คิดว่าเราชอบพอเข้าไปกว่าจะใช้เวลารู้ตัวมันก็ผ่านไปเทอมนึงแล้วจะให้สมัครของปี 62 มันก็ไม่ทันแล้ว เราก็รู้ตัวตั้งแต่แรกแต่ไม่ยอมรับมากกว่าว่าเราไม่ใช่กับคณะนี้เลย สุดท้ายก็เลือกที่จะซิ่วทั้งที่เรียนไหว เกรดก็ดี ในคณะเดิมแต่เราไม่มี Passion ที่อยากจะเรียนอีกแล้ว กลายเป็นเราซิ่วไป 2 ปีโดยปริยาย มันค่อนข้างยากกับการที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่มีสิ่งที่ชอบเลย อยากให้ทุกคนคิดให้ดีก่อนจะตัดสินใจนะคะ แต่สำหรับเรามันไม่ถึงกับว่าไม่ได้อะไรเลย เราได้ความรู้จากคณะนี้มาก็เยอะเหมือนกัน ฉะนั้นคงไม่คิดว่ามันเสียเวลาขนาดนั้น ความรู้ที่ได้มามันเอาไปใช้ต่อได้ เราก็ดีใจแหละที่อย่างน้อยเราไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      pineapple
      Guest IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราเป็น dek59 เคยซิ่วอยู่บ้านมาก่อน แล้วก็เรียนเภสัชไปซิ่วไป เราเคยมีความคิดที่ฝังลึกในจิตใจมากๆว่าอยากเป็นหมอ อาจเพราะสิ่งที่สังคมบอก ครอบครัวบอก ซึ่งเราไม่เคยไปสัมผัสจริงๆเลยว่าอาชีพหมอต้องเจออะไรบ้าง เรายอมรับว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรตินะคะ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนใครก็ยกมือไหว้ จนกระทั่งเราได้เข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ หมอเฉพาะทางที่เรารักษาอยู่ตรวจคนไข้เป็น 100 ค่ะวันหนึ่ง เรานั่งอยู่ รพ ทั้งวัน รอคิว พอมาถึงคิวเราคุณหมอมีสีหน้าเบลอๆและล้ามากแล้วเพราะมันเย็นมาก และตอนเย็นต้องไปคลินิคต่อ ซึ่งคลินิคคุณหมอรักษาคนไข้ราคาไม่แพงเลย กว่าจะได้กลับบ้าน มีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยมาก เราเลยคิดว่ามันใช่ชีวิตที่เราต้องการจริงๆเหรอ ที่ผ่านมาซิ่วมาหลายครั้ง เราเกือบติดแพทย์ชนบทเกือบทุกครั้งด้วยคะแนนทศนิยม แล้วปีนี้ไม่รับเด็กซิ่วพอดี ตอนแรกเราเสียใจมากค่ะ แต่พอเราได้ไปสัมภาษณ์ที่คณะทันตะแห่งหนึ่งเขาก็มีแนะแนวสิ่งต่างๆให้ดู เราก็คิดว่าเจอสิ่งที่ชอบแล้ว ในวินาทีสุดท้าย ทั้งๆที่เราคิดอยากเป็นหมอมาตลอด เรามารู้ทีหลังว่าสิ่งที่มีค่าสำหรับเรามากที่สุดคือครอบครัว พ่อกับแม่ อยากใช้เวลาที่มีอยู่กับพ่อกับแม่ให้มากที่สุด มีโอกาสได้ดูแลท่านยามแก่เฒ่าหรือยามป่วย ตอนนี้เรามีความสุขแล้วค่ะที่ติดทันตะ แล้วก็โชคดีที่ไม่ติดหมอ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      aimaim
      Guest IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เรารุ่น54เหมือนกัน เราจบเทคนิคการแพทย์ ทำงานมาแล้วสามปีกว่า แต่ปีนี้เราติดนิวแทรคทันตะ จะไปเรียนแล้วอาทิตย์หน้า เราพลาดเหมือนกันตอนมอหก แต่เราไม่ได้ยึดติดกับทันตะขนาดนี้ ทุกคนมี timeline ของตัวเอง เรามองว่ามันไม่ได้อยู่ factors อื่นๆ มันอยู่ที่ตัวเราเองล้วนๆ อย่างตอนปีหนึ่ง ถ้าจะซิ่วจริงๆ ต้องดรอปไปเลย ไปอ่านหนังสือเลย เพราะเรารู้ตัวเองแล้วว่า ข้อสอบตรงไหน เราทำไม่ได้ เราต้องใช้เวลาอ่านหนังสือแค่ไหนเราถึงจะทำได้ ไม่ดรอปอ่านไม่ทันแน่ๆ เพื่อนเราตอนปีหนึ่งที่หลุดหมอ ดรอปเทคนิคไปเทอมนึงเพื่ออ่านหนังสือ แล้วก็ซิ่วติดหมอจริงๆ เค้าวางเป้าหมายวางแผนไว้ดีมาก คือดรอปแล้วติด ไม่ใช่ว่าไม่ติด พยายามมาก แต่คุณเลือกที่จะไปทำกิจกรรมแทน ยิ่งถ้าคุณมีแม่ที่ต้องดูแล แล้วแม่คุณก็คงอายุเยอะอยู่แล้วตอนนั้น แต่คุณเลือกที่จะรอ จนคุณจบ แม่คุณก็แก่ลงทุกวัน เราขอโทษนะ ถ้าเราเป็นแม่คุณแล้วมาเห็น ว่าถ้าแม่เสีย ถึงจะได้สอบหมอ เราจะเสียใจมากๆ เหมือนเป็นตัวถ่วง คุณเคยคุยกับแม่คุณเรื่องนี้มั๊ย แม่คุณว่ายังไง เพราะค่าใช้จ่ายระยะเวลาห้าถึงหกปี ก็ไม่ใช่น้อยๆ ยกเว้นคุณมีเงินเก็บ มาถึงตอนนี้แล้วคุณน่าจะ 26 หรือ 27 เราไม่แน่ใจว่ากสพทมีอายุกำหนดมั๊ย แต่นิวแทรคตัดที่28 อยากให้คุณนึกให้ดีๆ ว่าคุณอยากอยู่ตรงไหนตัดสินใจให้แน่วแน่ แล้วทำไปเลย ทุ่มสุดๆ ถ้าคุณทุ่มสุดๆแล้ว ย้ำว่าสุดๆจริงๆ แล้วมันไม่ได้ มันไม่ใช่ มันคงไม่ใช่ทาง ลองทำอย่างอื่น เปิดใจ คุณอาจจะสนุกกับมัน เพราะนักวิทย์ พี่ๆที่ทำงานเรา บางคนจบเคมี เค้าก็มาทำแลปเหมือนเรา ก็ใกล้หมอนะ ยิ่งงานนักวิทย์ เป็นงานที่กว้าง ลงได้หลายงานเลย คุณลองทำดู คุณอาจจะชอบก็ได้ แล้วทำไมคุณถึงอยากเป็นหมอละคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      สู้ๆนะ
      Guest IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ตรง "คณะแพทย์ที่เรียนที่กรุงเทพมีที่เดียวคือ "จุฬา" ซึ่งคะแนนเราไม่ถึงแน่ๆ 55555+ และถึงติดที่จุฬาจริงๆ ก็ยากลำบาก เพราะก็ไปกลับไกล เราอยู่ชานเมืองกรุงเทพ จุฬามันอยู่ใจกลางเมือง และพอปีสูงๆต่อให้อยู่กรุงเทพ ก็ไกลอยู่ดี " อันนี้เราว่าถ้าตัวคุณอยู่ชานเมืองลองไปมองหาม.อื่นๆก็ได้นะ ที่มันใกล้และสะดวกมากกว่านี้ เป็นกำลังใจให้นะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      กำลังใจ
      Guest IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นกำลังใจนะคะ สู้ๆๆ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      wait
      Guest IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จขกท.หายไปไหน มาตอบคำถามบ้างน้าาา

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      หมอรามาก็เรียนกรุงเทพไม่ใช่หรอคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      SOSS
      Guest IP
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นข้อมูลเผื่อคนไม่เคยเจอจขกทตามเว็บสาธารณะ

      - จขกทไม่ได้เป็นผู้หญิง แต่เรื่องคุณแม่เป็นโรคไตเป็นเรื่องจริง

      - คณะวิทย์ชื่อดังใจกลางเมือง ไม่ใช่จุฬา

      - นิติราม ยังเรียนอยู่ ไม่ได้เรียนจบแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสอบเน

      - ที่ว่าจขกทเจอเด็กติดตามเด็กที่จบป.ตรีมาเรียนหมอ จขกท “ติดตาม” จริงๆ


      สรุปคือเนื้อหากระทู้นี้ เป็นประโยชน์สำหรับเด็กซิ่วเกินปี 1 ที่กำลังพิจารณาว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต ลาออกหรือเรียนให้จบแล้วค่อยสอบ แต่ก็อยากให้ใช้วิจารณญาณเยอะหน่อย จขกทเองหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากมาหลายปี และแม้จะไปตั้งกระทู้ใน dek-d บ้าง pantip บ้าง เปลี่ยนเพศบ้าง แต่ก็จะวนๆกับเรื่องสอบหมอ แต่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยจนคนจำได้


      สำหรับน้องๆไม่ว่าเลือกทางไหนก็ตามอย่าลืมว่ามันมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จสอบติดในที่สุดและคนที่เสียเวลาไปหลายปีโดยไม่ได้อะไร


      และสุดท้ายสำหรับจขกท อยากให้จขกทอยู่กับปัจจุบันก่อน ตั้งสติและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบ้าง การเข้าเรียนหมอไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต ไปลองหาอะไรที่ให้คุณค่ากับชีวิตทำ อย่าจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ไปเรื่อยๆเลยนะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เด็กเภสัช 53
      Guest IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สู้ๆครับ ผมเด็ก 53 จะสอบ 63 ครับ

      ความพยายาม และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นกำลังใจให้พี่เจ้าของกระทู้นะคะ ขอบคุณที่มาบอกเล่าประสบการณ์ให้เด็กรุ่นต่อๆไปด้วยนะคะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เด็กซิ่ว(60)​ที่โชคร้ายที่สุดในโลก
      Guest IP
      #17
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เข้ามากอดดดด คุณไม่ได้โดดเดี่ยวนะคะ ชีวิตเราคล้ายกันมากค่ะ uncontrol factors เป็นสิ่งที่ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่อ่านหนังสือ​ไปร้องไห้ไป เพราะควบคุมอนาคตไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างจนตอนนี้เราระแวงว่าจะเกิดเรื่องบ้าๆอะไรขึ้นอีก แต่ละวันจิตตกมากค่ะ แต่มันก็ชีวิตเราแหละเนอะ ถึงเราไม่อยากรับเรื่องราวบ้าๆนี่ สุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับมันอยู่ดี /ไม่รู้ว่ามาให้กำลังใจ​หรือมาบ่น แต่ขอให้ผ่านมันไปให้ได้นะคะ เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ //บีบบมือออ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ผู้เข้าชิงเซนเตอร์
      Guest IP
      #18
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ่านแล้วไม่รู้พูดยังไง ได้แต่ให้กำลังใจ ถ้าบอกคุณว่าเลิกสอบไปเถอะมันคงจะฟังดูแย่และดูใจร้ายเกินไปมากๆ เพราะโอกาสมันก็มีเสมอ เอาเป็นว่าขอให้สู้ๆนะครับ สู้ไปจนกว่าจะหมดแรง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      หมอออ
      Guest IP
      #19
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พ่อเราเรียนจบเทคนิคการแพทย์ 4 ปี

      ต่อแพทย์อีก 6 ปี

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป