/>

[กระทู้ระบาย] เอือมรับเพื่อนขี้อิจฉามากๆ ครับ [ยินดีให้แชร์]

Sogno
Guest IP
วิว

กระทู้นี้ขอระบายความรู้สึกกับเพื่อนคนหนึ่งหน่อยนะครับ เพื่อนผู้หญิงคนนี้จะของเรียกว่า A แล้วกัน

ท้าวความก่อนเลย คือ A กับเรารู้จักกันมาตั้งแต่ประถม และมาอยู่ในกลุ่มเดียวกันตอน ม.ต้นและ ม.ปลาย...ตอน ม.ต้น A จะเรียนเก่งมาก เรียนได้เกรด 4 เกือบทุกวิชาและเป็นหัวหน้าห้องตลอด ส่วนเราจะค่อนข้างปานกลาง แต่ A จะชอบมองเราว่าด้อยกว่าเสมอ (คงเป็นเพราะตอน ป.4 ครูประจำชั้นจะชอบด่าว่าเราแรงๆ เพราะเราเรียนไม่ค่อยเก่ง ตามเพื่อนคนอื่นไม่ค่อยทัน ขณะที่ A จะเป็นลูกรักที่ถูกครูคนนี้ชมเสมอๆ A เลยคงจำภาพนั้นมา) แต่พอ ม.ปลาย เรากับ A กลับสลับกัน กลายเป็นเราเรียนได้ค่อนข้างดี ส่วน A ดรอปลงไปมาก ไม่ชอบเข้าเรียนและไม่ค่อยตั้งใจเรียน (ชอบหนีเรียนไปอยู่กับเพื่อนผู้ชาย) ตอนนี้เองที่ปัญหาระหว่างเรากับ A มันก็เริ่มเกิดขึ้นและหนักขึ้นเรื่อยๆ

เรารู้สึกว่า A เริ่มอิจฉาเรา ไม่ชอบที่เราเริ่มเรียนเก่งกว่า... A จะชอบพูดข่ม ชอบเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนที่เก่งกว่าคนนั้นคนนี้ให้เรารู้สึกแย่ ชอบหาเรื่องมาพูดให้เรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง วิชาไหนที่เราได้คะแนนดีมากๆ A ก็จะชอบเดินมาบอกเราว่าคนนั้นคนนี้ได้คะแนนมากกว่านะ (จะบอกเพื่อ?) มีครั้งหนึ่งเราได้คะแนนท็อป A มาพูดว่า "จะไม่ได้ท็อปได้ยังไง เลียครูซะขนาดนั้น" เราก็เลยตอบกลับไปว่า "ที่ได้ท็อปเพราะตั้งใจเรียน ไม่ได้หนีเรียนไปหาผู้ชายเหมือนใครบางคน" ซึ่งดูแล้ว A คงจะโกรธเรามากตอนนั้น แล้วเก็บมารอโอกาสแซะคืนตลอด ช่วงที่เราปลื้มรุ่นพี่คนหนึ่ง A ก็จะชอบพูดในเรารู้สึกแย่ว่าเป็นหมาเห่าเครื่องบินต่างๆ นานา ทั้งๆที่เราไม่เคยไปแซะ A เลยสักครั้งที่ชอบไปเล่นกระหนุงกระหนิงเกินงามกับแฟนของเพื่อนๆ

จุดที่เราเริ่มรับพฤติกรรม A ไม่ได้ คือ ช่วงที่กำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรากับ A สอบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่เดียวกัน เราทั้งสองเลยไปพักโรงแรมเดียวกัน (คนละห้อง) แม่ของ A ก็ฝากเราช่วยดูแล (A และแม่เพิ่งย้ายบ้านมาระแวงเดียวกันตอน ม.ปลาย จึงคุ้นเคยกันดี) แต่ปรากฎว่าตอนไปถึงโรงแรม A ไม่ได้พักที่ห้อง แต่ออกไปพักกับเพื่อนผู้ชายอีกคนที่พักอยู่อีกโรงแรมแทน ที่นี่ก็ลำบากเรานะสิ เพราะหลังสอบเสร็จ A ก็บังคับให้เราคุยโทรศัพท์กับแม่ ให้โกหกว่า A ไม่ได้ไปไหน A อ่านหนังสือสอบอยู่กับเราตลอก...แต่พอกลับจากสอบเสร็จ A กลับเอาเราไปนินทาให้เพื่อนฟังว่าเราหลงระเริงใจแตก ไปเที่ยวห้างซื้อขอสุรุ่ยสุหร่าย ซึ่งความจริงคือหลังสอบเสร็จแล้วเราไปเดินห้างหาหนังสือนวนิยายภาษาอังกฤษเท่านั้น (จังหวัดเราเล็ก เลยไม่มีร้านหนังสือนวนิยายภาษาอังกฤษ) ตอนนั้นเราโมโหมากก็ใส่ A ต่อหน้าเพื่อนไปยกหนึ่ง...ปรากฎว่าเราและ A สอบผ่าน และต้องกลับไปรอบสอบสัมภาษณ์อีก เหตุการณ์ Deja Vu ก็เกิดซ้ำอีกนะสิ...เราเอือมมากและไม่ยอมโกหกแม่ให้ A อีก ซึ่ง A ยังคงเอาเราไปนินทาเรื่องไปซื้อหนังสือที่ห้างเหมือนเดิม

จากนั้นก็เกิดปัญหาที่ทำให้เรากับ A แตกหักกันรอบแรก คือ เราเรียนสายวิทย์คณิต แต่เราอยากสอบรับตรงคณะสายศิลป์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเราดูแล้วว่ายื่นคะแนน PAT1 (คณิตศาสตร์) เราคงไม่ไหวแน่ๆ เราเลยเลือกยื่น PAT7 (ภาษาต่างประเทศ) แทน ปรากฎว่า A เห็นปุ๊ปก็พูดแซะทันทีว่าเป็นความคิดโง่ๆที่จะเอาเวลาปี 1 มาอ่านภาษาต่างประเทศที่ไม่เคยเรียนมา...แล้วจากนั้น เวลาที่เราเอาหนังสือไวยากรณ์ภาษามาเปิดอ่านช่วงเวลาว่าง (ซึ่งมีเยอะมาก เพราะ ม.6 บางวิชาอาจารย์ไม่ชอบเข้าสอน) A ก็จะชอบสะกิดเพื่อนคนนั้นคนนี้มามองเราอ่านหนังสือแล้วหัวเราะ เอาเราไปพูดว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้ จะรอดูเราพังตอนสอบ (ก็คงดูยากจริงๆที่จะอ่าน PAT7 เอง ตั้งแต่เริ่มต้นภายใน 1 ปี เพื่อนบางคนที่ดีกับเรายังบอกว่าเราเสี่ยงมากที่อ่านหนังสือแบบนี้ แต่เราก็เชื่อว่าตัวเองทำได้)...จนช่วงใกล้สอบ โรงเรียนก็จะเชิญติวเตอร์มาติวในนักเรียน ม.6 ซึ่งติวเตอร์ภาษาอังกฤษจบมาจากคณะที่เราอยากเข้าพอดี ช่วงเบรก เราก็เลยเข้าไปพูดคุยกับติวเตอร์ท่านนี้ A เลยบอกเรื่องที่เราอ่าน PAT7 ให้ติวเตอร์ฟังต่อหน้าเรา (ใบสาระแหน่จริงๆ) ติวเตอร์ก็ดูจะเป็นห่วง บอกว่าคิดดีๆ จะสู้เด็กจาก.... ได้เหรอ ยังไงก็คงไม่ได้คณะของมหาวิทยาลัยนั้น อาจจะได้อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งแทน พอฟังจบ A ได้ใจมาก แล้วเอาไปพูดตอนเราอ่านหนังสือต่อหน้าเพื่อนในกลุ่มว่า "ขยันอ่านยังไงก็ได้แค่...(ชื่ออีกมหาวิทยาลัย) จำที่ติวเตอร์บอกไม่ได้เหรอ ยังไม่ก็ไม่ติด...(มหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า) ได้หรอก!" กลับไปบ้านเราก็ร้องไห้ที่ถูกดูถูกแบบนี้ พอหยุดร้องไห้ก็คิดว่ามันจะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

จนวันประกาศผลสอบรับตรงคณะของมหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า "เราสอบติด!" ตอนนั้นคือดีใจสุดๆ ที่พิสูจน์ตัวเองได้แล้ว...เราแคปหน้าจอใบรายชื่อโพสลงในเฟส ขณะที่เพื่อนและครูมายินดีกับเราด้วย A ก็อันเฟรนด์เราไปเลย...หลังจบ ม.6 เพื่อนในกลุ่มก็นัดเลี้ยงกัน A ก็พูดลอยๆประมาณว่าไปเรียนใน กทม. อากาศก็ไม่ดี รถก็ติด ไปแล้วจะหลงแสงสีจนเรียนไม่จบเอา เรียนมหาวิทยาลัยของนางดีซะกว่า ผลปรากฏว่า ตอนนี้เราเรียนจบมีงานทำแล้ว แต่นางยังเรียนไม่จบเพราะได้ F มาหลายวิชา แถมแอบย้ายไปอยู่หอพักเดียวกันแฟนหนุ่มอีก โดยบังคับเพื่อนสนิทในกลุ่มที่เรียนที่เดียวกับนางให้โกหกแม่ให้ว่านางยังอยู่ในหอหญิงของมหาวิทยาลัย)

ช่วงเราเรียนอยู่ อยู่ดีๆ A ก็แอดเฟรนด์เรามาอีกครั้ง พร้อมกับปรึกษาให้ช่วยดูการบ้านภาษาอังกฤษให้หน่อย ซึ่งเราก็ดูให้ช่วงแรกๆ เท่านั้นเพราะไม่อยากยุ่งอะไรกับ A จนมาเกิดเรื่องพีคสุดๆ ซึ่งเป็นจุดแตกหักครั้งที่ 2 และคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นในวันรับปริญญาของเรา

ก่อนวันรับปริญญาของเราไม่กี่วัน อยู่ดีๆ A ก็โพสนัดเพื่อนในไลน์กรุ๊ปว่าอยากจะมานัดเจอกันในงานรับปริญญาของเรา ซึ่งเราได้นัดเพื่อนสนิทคนอื่นไว้แล้ว แต่ไม่ได้นัด A เราก็คิดว่าคงไม่เป็นไร A คงอยากจะมาแสดงความยินดีจริงๆ ก็นัดว่าจะไปเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งหลังรับปริญญาเสร็จ คืนก่อนวันรับปริญญา เราก็เลยชวนเพื่อนทุกคนในไลน์กรุ๊ปว่ามาถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยด้วยกันนะ เราว่าก็ธรรมดามากนะ ใครๆ ก็อยากมีรูปชุดครุยถ่ายกับเพื่อนในวันรับปริญญา แต่ A ก็มีปัญหาขึ้นมาทันที

A บอกว่าไม่สะดวก ไปเจอที่ร้านอาหารเลยดีกว่า เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ใครว่างมาถ่ายด้วยก็มา ไม่ว่างมาก็ไปถ่ายรูปด้วยกันที่ร้านอาหาร A ก็ใส่เราทันทีเลยว่า "เธอเรียกร้องจากเพื่อนมากเกินไป เธอควรยินดีที่วันนี้เพื่อนทุกคนในกลุ่มนัดกันมากินข้าวพร้อมหน้ากันได้ เธอควรจะโฟกัสจุดนี้ ไม่ใช่มาห่วงเรื่องถ่ายรูป" เราก็งงกับตรรกะ A สิ เราก็บอกว่าไม่ได้บังคับให้ไปถ่ายที่มหาวิทยาลัยด้วยซะหน่อย คนสะดวกก็ไป ไม่สะดวกก็เจอที่ร้านแล้วถ่ายรูปกันหลังกินข้าวเสร็จ

A ก็มาพูดอีกว่า "แล้วทำไมต้องบังคับถ่ายรูปหลังกินข้าวเสร็จ เพื่อนคนอื่นเขาลำบากเดินทางกลับไม่มีเวลา นานๆ ทีเพื่อนจะได้มาเจอกัน เธอควรให้ความสำคัญกับการที่เพื่อนได้มาอยู่ด้วยกันมากกว่าการถ่ายรูปนะ บอกตรงๆว่ามันดูเห็นแก่ตัวเกินไป"

(เพื่อนทุกคนและครอบครัวเรากลับ BTS) เราก็บอกไปว่า ตรงลานกว้างของห้างที่เราไปกินข้าวกัน ทางห้างได้จัดซุ้มและกำแพงดอกไม้ให้บัณฑิตมหาวิทยาลัยเราถ่ายรูป ซึ่งจุดนี้มันเชื่อมกับ Skywalk ของ BTS กินข้าวเสร็จกลับ BTS ยังไงก็ต้องเดินผ่านจุดนี้ จะถ่ายสักสองสามรูปเป็นที่ระลึกจะเป็นไรไป ตอนนั้นเราก็โกรธมากด้วย ก็เลยบอกไปว่า "อีกอย่าง ดูเหมือน A จะเข้าใจอะไรผิดเรื่องการให้ความสำคัญนะ นี่มันวันรับปริญญาเรานะ เราไม่ได้รับปริญญาทุกวันซะหน่อย เราก็แค่อยากมีรูปกับเพื่อนในกลุ่มให้ครบๆ นัดเจอกันกินข้าวนัดวันไหนก็ได้ไหม แต่เรารับปริญญาตรีวันเดียวในชีวิตนะ A ควรจะโฟกัสว่ามันเป็นวันรับปริญญาเรา ไม่ใช่แค่วันนัดเจอเพื่อนเฉยๆ มาบอกว่าเราเห็นแก่ตัวเพียงเพราะอยากถ่ายรูปกับเพื่อนได้ไง ถ่ายแค่รูปสองรูปมันจะใช้เวลาเท่าไรเชียว A ด้วยจะมีมารยาทและให้เกียรติเราที่เป็นเจ้าของงานมากกว่านี้ "

จากนั้นนางก็ยอมขอโทษเราในไลน์กรุ๊ป ซึ่งเราคิดว่ามันจะจบแล้ว ที่ไหนได้ เช้าวันรับปริญญา A โพสข้อความว่าเพื่อนคนหนึ่งเห็นแก่ตัว คิดว่าวันรับปริญญาตัวเองสำคัญนักหนาจนทุกคนต้องยอมทำตาม เวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ตอนนั้นคือโกรธมาก แต่ก็ไม่อยากให้ตัวเองอารมณ์เสียในวันรับปริญญา เราเลยตัด A ออกไปจากชีวิตตั้งแต่วันนั้น ตั้งใจว่าจะไม่พูดอะไรกับ A อีก เรากดเลิกติดตาม A แต่ยังคงเป็นเพื่อนกันในเฟส

จนวันนี้ที่เราต้องมาโพสกระทู้ระบาย เพราะเรื่องล่าสุดที่รู้มาคือ A เอาเราไปนินทาให้เพื่อนและครูบางคนฟัง (เรารู้เรื่องจากครูท่านหนึ่ง) ว่าที่เห็นเราไปกินร้านหรูบ่อยๆ ไปเที่ยวนั้นเที่ยวนี้ในเฟส เพราะเรามีอาชีพเสริมเป็นเด็กขาย A คิดว่ารุ่นพี่ผู้หญิงสองคนที่เราไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆ คือเราไปหรอกเขาให้เปย์ ซึ่งเราคิดว่าล้ำเส้นเกินไปมากแล้ว

ตอนนี้อยากจะโทรไปบอกแม่ A ให้รู้เรื่อง แต่พี่คนสนิทบอกให้ปล่อยวาง ให้เฉยๆ ปล่อยให้เขาอิจฉาเราไปเรื่อยๆ เห็นชีวิตเราดีเรื่อยๆ เดี๋ยวเขาก็ทนไม่ได้จนเลิกยุ่งกับเราไปเอง
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

4 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ปล่อยไปเลยสิคะ ปล่อยไปตามเลย ตามที่เขาแนะนำมานั่นแหละ คนขี้อิจฉา มักจะแพ้ภัยตัวเอง ในเมื่อตัวเจ้าของกระทู้ผ่านมาถึงจุดนี้แล้ว เราก็ทำให้ดีที่สุด ทำดีต่อไปค่ะ ใครจะนินทาใครจะว่าร้ายเรายังไง ก็ช่างเขา เรารู้ตัวก็เป็นพอ สู้ๆนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จากที่อ่านดูทั้งหมดนะ เราว่า A ออกจะทำให้ตัวเองดูแย่ลงในสายตาคนอื่นทุกวันๆมากกว่าทำให้เธอดูแย่นะ คนสติดีๆที่ไหนก็น่าจะมองเห็น


      ไม่ว่าในกลุ่มคนที่ยัย A ไปหว่านเอาไว้จะคิดยังไง เราว่าความเป็นตัวเธอมันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว เวลาและความมั่นคงของจิตใจสำคัญ อย่าไปสติแตกขึ้นลงกับคนบ้าคนนี้เลย เราว่าก็มีคนด่ามันเหมือนกันแหละถ้าทำตัวขนาดนี้


      ถึงอย่างนั้นเราก็มีสองประเด็นทิ้งไว้ให้เป็นแง่คิด

      1. คนที่ร้ายกาจที่สุด หลายครั้งคือคนที่มีบาดแผลใจใหญ่ที่สุด: ถ้าลองค้นดูอาจจะรู้ว่าเขามีปมปัญหาอะไรในชีวิตถึงได้เป็นแบบนี้ เชื่อเถอะว่าทำเธอขนาดนี้ จนถึงบัดนี้เขาก็ไม่ได้มีความสุขขึ้นมาหรอก ถึงได้ต้องทำเรื่อยๆ

      2. Toxic People Out!!!: เก็บคนแบบนี้ไว้ก็มีแต่บ่อนทำลายชีวิตเราเปล่าๆ ตัดออกจากความคิดและสารบบ ไม่ต้องไปนึกถึง


      ****คราวนี้ขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่าจะเลือกทางไหน เยียวยาเพื่อนคนนี้ หรือ ปล่อยไปเพราะเขาเกินเยียวยา อย่าลืมว่าเราตัดสิินแทนเธอไม่ได้นะ เพราะเธอคือคนที่รู้จักเขา ต้องยอมรับความจริงอย่าโลกสวยล่ะ เพราะโลกนี้มีทั้งสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ ตัดสินใจดีๆนะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สำหรับบางคนแค่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้เรารู้ว่า คนแบบนี้ก็มี และเรื่องราวชีวิตของเขาก็อาจจะทำให้เรารู้ว่า เพราะทำแบบนี้ จึงเป็นแบบนี้ มีเหตุ...ก็จะมีผล


      ถ้าน้องอ่านแล้วลองไล่ทบทวนดี ๆ จะเห็นว่าในตัว A มีเรื่องราวที่เป็นเหตุ (เช่น ไม่ตั้งใจเรียน ทำตัวไม่ดี ใช้เวลาไม่ถูกกาลเทศะ) จนเกิดผล (เรียนไม่ผ่าน ติด F หลายวิชา ชีวิตแย่)


      และที่แย่กว่าคือ คนที่เสพย์ติดการโกหก และมีแนวโน้มมองโลกที่ถูกต้องในตรรกะของตัวเอง คนลักษณะนี้จะตกอยู่ในวังวนการโกหกไปอีกเรื่อย ๆ เช่น โกหกใส่ไฟว่าคนอื่นร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ มีนิสัยอย่างนั้นอย่างนี้ พอมีเหตุที่จะบอกว่าคนถูกนินทาไม่ได้เป็น ก็จะหาเรื่องมาโกหกต่อ ๆ ไปอีกจนชีิวิตวุ่นวาย เพราะถ้าไม่โกหก ก็จะต้องเจอความจริงที่ตนเองไม่อยากรับรู้ ใจเขาก็จมอยู่กับความอิจฉาที่สร้างขึ้นเอง ง่าย ๆ คือ ถ้าเขาไม่โกหกแล้วความจริงมันจะปรากฎให้บาดหัวใจตัวเอง ซึ่งเขารับกับความจริงนั้นไม่ได้


      จงเป็นดังภูเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมปากผู้คน และเมื่อตัดแล้วจงตัดให้ขาดเสีย ไม่ต้องไปผูกเวรกันอีก ง่าย ๆ คือ ถ้าเขาโยนอะไรร้อน ๆ มา แต่หากเราไม่รับเสียอย่าง ความร้อนนั้นก็มาไม่ถึงเรา มันก็กองอยู่กับเขาอย่างนั้นละค่ะ :)


      พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ไม่มีผู้ใดท่ี่รอดพ้นจากการนินทาไปได้ หากแต่การประพฤติของเรานั่นเองที่จะฉายชัดความจริงได้ดีที่สุด


      ใครที่ไม่่รู้จักเรา แต่เชื่อคำกล่าวอ้างของเขาแล้ว ก็ยกหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้าไปวางไว้อ่านเสีย ถ้าเพื่อนหรือคนรู้จักมีสติปัญญาและไม่หูเบาง่าย เขาก็จะไตร่ตรองดูเองว่าเราเป็นอย่างไร


      แต่หากอธิบายแล้ว คนฟังเป็นคนหูเบาง่าย ต่อให้เราไปพร่ำอธิบายอะไรเท่าไร แม้คราวนี้จะเชื่อเรา คราวหน้าก็อาจเปลี่ยนไปเชื่อคนอื่นได้อีก คนประเภทนี้ก็ควรหนีห่างเช่นกัน เพราะรังแต่จะทำให้เราต้องอยู่ในความทุกข์ใจ


      หาคำตอบด้วยตัวเองนะคะ วนกลับไปอ่านทั้งหมดอีกรอบ น้องจะได้คำตอบที่น้องตามหา :)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เจเคกิโลกลิ้ง
      Guest IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ปล่อยวางค่ะ ชีวิตใครชีวิตมัน แต่ถ้าล้ำเส้นเยอะไปในที่นี้ เช่น การนินทาของเขาทำให้เราเดือดร้อนการงานต่างๆ มีหลักฐานชัดเจน มีคนเห็น เช่น โพสต์ในเฟซ เปิดตั้งค่าสาธารณะ มีคนอื่นมาเม้น อะไรแบบนี้ เอาหลักฐานไปลงบันทึกไว้ว่าเราเสียหาย และอาจส่งผลต่อการงานแบบนี้ได้ค่ะ แต่ทั้งนี้หลักฐาน ต้องเป็นอะไรที่ไม่ได้เห็นสองคนอะ คุณกะเขาอะ นึกออกปะ การหมื่นประมาทไรงี้ ต้องมีบุคคลที่สามรับรู้ ไม่งั้นแจ้งความไม่ได้อะนะ

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป