มีคนเห็นเธอที่เยอรมัน [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เยอรมัน
สวัสดีครับ ผมชื่อเล่นว่าไอคิว เป็นนักเรียนทุนเต็มจำนวน ปี 2016 -2017จากโครงการ YES ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเยอรมนี มาเป็นเวลา 1 ปีการศึกษา หรือ เท่ากับ 10 เดือนมาครับ วันนี้อยากจะมาบอกเล่าประสบการณ์ ที่ไม่มีวันลืมจากแดนเบียร์ (และไส้กรอก) ให้ฟังกันเด้อออออ  

 
 
 รูปแรกขอเผลอๆหน่อย5555+
 
มาเริ่มกันเลย   ขอเล่าย้อนไปนิดนึงว่า เป็นเด็กที่อยากไปแลกเปลี่ยนมากๆ มาตั้งแต่สมัยตอนมอต้น    เลยตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษทั้งในห้องและนอกห้องเรียน เพราะรู้ว่าต้องเก่งภาษาอังกฤษถึงจะได้ ทุนไปเรียนต่างประเทศ ตั้งใจฟังเพลง ภาษาอังกฤษ ดูซีรีส์ เรียนพิเศษ จนได้ ทุนยุวทูตของ yes ( แอบเห็นกระทู้รีวิวสอบทุนของรุ่นน้องทุนคนหนึ่ง ถ้าใครสนใจก็ลองไปหาอ่านดูได้เลยนะครับ)  ตั้งใจเขียนกระทู้นี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนพยายามทำตามความฝันของเรากันนะครับ
 
 
 
 
 
ครอบครัวที่ไปอยู่ด้วย มีพ่อแม่ และ ลูกชาย2คน บ้านโฮสเราอยู่ใน จังหวัด Osnabrück เมือง Badbergen ที่เล็กมากๆ เล็กขนาดกลั้นหายใจขับรถยนต์อ้อมได้เลย (อันนี้ก็เกินไป) เป็นเมืองที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ จินตนาการภาพหนังของ Disney ที่มีกวาง กระต่ายป่า วิ่งหลบไปหลบมาตามพรงหญ้าหรือป่าสนแถวบ้านได้เลย บ้านของโฮสเราเองก็ไม่น้อยหน้าเพราะเป็นบ้านที่มีอายุ เกือบ 300 ปี  ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่มาก่อนการสถาปนากรุงเทพมหานครของเราเสียอีก

 
 
 
 
            ด้วยความที่ แถวบ้านเรายังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ในหน้าหนาว โฮสแม่ก็พาไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งบนบ่อน้ำแถวบ้าน ไม่ก็หนองน้ำเล็กๆหลังบ้าน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้มาเล่นสเก็ตบนบ่อน้ำด้วย เพราะปกติแล้วคนส่วนมาก ก็ไปเล่นกันที่ลานในร่ม  ในรูปจะเห็นเชือก อยู่เส้นหนึ่งเป็นเชือกที่โฮสแม่ โยนลงไปก่อน เวลาเดินไปทดสอบว่าน้ำแข็ง แข็งแรงพอไหม จะได้ปลอดภัย และมีอะไรไว้คอยดึงขึ้นกลับฝั่ง หากน้ำแข็งไม่แข็งแรงพอนั้นเองครับ
 
 
 
 
หลายคนอาจไม่กล้ามาที่ประเทศยุโรป ส่วนนึงเป็นเพราะว่า กลัวว่าคนยุโรปโดยเฉพาะเยอรมัน จะมีโลกส่วนตัวและเย็นชามากกว่าคนเอเชีย ส่วนตัวแล้วคิดว่าเขาก็ไม่ได้เย็นชาหรอกนะครับ เพียงแต่คนเยอรมันเคารพความเป็นส่วนตัวของกันและกันมากๆ เลยอาจไม่ได้ดูเข้าถึงง่ายๆ เหมือนคนชาติอื่นๆขนาดนั้น คนที่เย็นชาไม่แคร์ใครก็มี คนที่น่ารักมากๆ นิสัยดีสุดๆ ก็มี คนเราก็หลากหลายไปแบบนี้ทุกชาติแหละเนอะ
ช่วงเดือนแรกๆ แอบกลับมาน้อยใจที่บ้านแทบทุกวันว่าไม่มีเพื่อนเลย ไปไหนก็รู้สึกถูกมอง และ โดดเดี่ยว  แต่พอมีเพื่อนเท่านั้นแหละรักกันมากกกก ไปกินข้าว ทำกิจกรรม เที่ยว ปาร์ตี้ ด้วยกันแทบไม่ขาดช่วง    ชีวิตตั้งแต่เดือน 4 เป็นต้นมาเลยผ่านไปเร็วอย่างกับกะพริบตา



                   ครอบครัวที่ไปอยู่ด้วยก็ น่ารักมากๆ พยายามกระตุ้นให้เราพูดภาษาเยอรมันอยู่ตลอด หลายคนคงกลัวว่าจะมีปัญหากับโฮส คิดว่ากว่าร้อยละเก้าสิบของนร แลกเปลี่ยนก็มีปัญหากับโฮสมาไม่มากก็น้อย ก็คนไม่รู้จักมาอยู่ด้วยกันนี้เนอะ จะให้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้าหากันเลยคงเป็นไปไม่ได้ มีปัญหาไม่เข้าใจอะไรกันก็แก้ ก็จบ ยิ่งเข้าใจกันมากกว่าเดิมเสียอีก
 

 
 
 
 
                   โรงเรียนที่ไปเรียน มีขนาดเล็กมาก มีนักเรียนแค่  800 คน โรงเรียนมีชื่อว่า Artland Gymnasium Quakenbrück  เป็นรร ในอีกเมืองที่ห่างออกไปไม่ไกล เราต้องนั่งรถบัสไป10- 15 นาที แต่ถ้าวันไหนมาไม่ทันบัสละก็………. ปั่นจักรยานฝ่าลมหนาว กว่า 30 นาทีไปเด้ออออออออออ
วิชาที่เรียนก็มี วิชา คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และ กีฬา   
                   1.ศิลปะ   คุณครูให้เราออกแบบบ้าน แล้วก็สร้างโมเดลจำลองขึ้นมา เป็นวิชาที่ชอบมาก ทุกคนดูใจดี และ ที่สำคัญมันเป็นการที่ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน
                   2. เยอรมัน  (เป็นวิชาที่ได้เรียนหลายคาบต่อสัปดาห์มาก) เพราะขอเปลี่ยนคาบคณิตมาเรียนภาษาเยอรมัน เพราะสนใจ (เอาจริงๆคือทำคณิตไม่ได้ ) และจำเป็นที่ต้องใช้สอบแพทเมื่อกลับมาไทย คุณครูสนับสนุนเรามาก เพราะเห็นว่า ตั้งใจเรียนภาษาเยอรมันจริงๆ  เรียกได้ว่าภาษาเยอก้าวกระโดดเลย (ไม่กระโดดได้ไง เรียนสัปดาห์หนึ่งก็ เกือบ 10  ชม)
                   3. กีฬา เป็นวิชาที่เด็กไทยผอมแห้งแรงน้อยอย่างเราเบื่อที่สุด (หัวเราะแห้งๆ) เพราะ การเรียนแต่ละครั้งให้อารมณ์เหมือนรรกำลังคัดนักเรียนไปแข่งกีฬาโอลิมปิก  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไหมเด็กเยอถึงดูตัวใหญ่หุ่นบึกบึนกันหมด ส่วนฝั่งนี้นะหรอ……. จมูกเกือบหักไปครั้งหนึ่ง (ก็ให้ม้วนตัวย้อนหลัง ลองดูสิ แค่เดินก็จะล้มแล้วจะเอาอะไร กับการม้วนตัวหน้าหลัง นี้ปวรุตม์เองไม่ใช่นาตาชา โรมานอฟ…..)
                   4. ประวัติศาสตร์ เป็นอีกวิชาที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษนอกจาก ภาษาอังกฤษ เป็นอีกวิชาที่สนุกมากๆ ถึง ขั้นที่ทำให้เรา ชอบวิชาประวัติศาสตร์ขึ้นมาเลย การเรียนการสอน ทำให้นักเรียนได้เห็นภาพและความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์และโลกปัจจุบัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาไปดูกำแพงเบอลิน หรือว่าป้ายไว้อาลัยหน้าบ้านที่เคยเป็นของชาวยิว ยิ่งอินขึ้นไปอีกเท่าตัวเลย
                   วิชาที่เรียนเป็นเยอรมัน วิชาอื่นๆ  ต้องยอมรับเลยว่าช่วงเดือนแรกๆเหนื่อยมาก (ถึงขั้นไม่สนครู นอนในห้องแบบไม่แคร์โลก ไม่ดีมากๆ อย่าทำตาม ) พอเข้าเดือนที่ 3 ถึง 4 เก็ตระหนักได้ว่า “ เห้ย - ทำอะไรอยู่”  เราเลยพยายามเอา นส อ่านเล่นของเด็กรวมถึง นสไวยากรณ์เยอรมัน มาอ่านรอในคาบที่เรียนไม่รู้เรื่อง  ครูทุกคนดูแฮปปี้มากที่เราพยายามขนาดนี้   ช่วงเดือนหก เจ็ด ภาษาก็พัฒนาขึ้นมากๆ จนเริ่ม ตอบคำถามgrammar สู้กับเพื่อนในห้องได้บางครั้ง  เพื่อนบางคนถึงขั้นตกใจว่าทำไม ยูตอบได้      เด็กไทยซะอย่าง ไวยากรณ์ได้อยู่แล้ว 5555555
 
 
 
 
 
 
                   อีกเรื่องที่ภูมิใจมากๆที่ได้ทำคือการไปฝึกงานเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ที่ศูนย์เลี้ยงเด็กในศูนย์ผู้อพยพ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ได้เจอเด็กจากหลายประเทศที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ตอนไปทำงานก็ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์อพยพตัวจริงมากๆ เพราะทุกครั้งที่เข้าก็ต้องผ่านประตูพี่ยาม ตอนเที่ยงก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารรวมกับเจ้าหน้าที่เป็นปกติเลย ตอนแรกแอบคิดว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จะมองเราแปลกๆว่า นี้ใคร เด็กเอเชียที่ไหน เราก็กลัวไปต่างๆนานา แต่พอไปจริงๆแล้ว ทุกคนน่ารักมากตั้งแต่คุณป้าแม่บ้านจนเจ้าหน้าที่ ยิ้มแย้มแจ่มใส มองเด็กฝึกงานหัวดำคนนี้เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่นั้นจริงๆ         (ในรูปคือรูปที่วาดเล่นกับเด็กๆ)
                  
 

                   มาถึงเรื่องที่ทุกคนน่าจะรอคอยกันมากที่สุด นั้นคือเรื่อง การไปเที่ยวนั้นเองงงงง แน่นอนว่าเยอรมนี เป็นหัวใจของยุโรป ทำให้ไปไหนมาไหนง่ายสุดๆ เรียกได้ว่า ค่าเครื่องถูกกว่า ขอนแก่น กทม เลย
แค่เที่ยวในตัวประเทศเองยังไม่ครบเลย แหล่งท่องเที่ยวอัดแน่นตั้งแต่เหนือจรดใต้สุดๆ  แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎของโครงการด้วยเด้อ เพราะถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ประกันไม่รับผิดชอบนี้ซวยสุดๆไปเลย  ได้ขายบ้านรักษาตัวแน่นอน   ทริปที่เราประทับใจที่สุดคงจะไม่มี เพราะทุกทริปมีเสน่ห์ของตัวเองหมดเลย  

 
 
มีหลายคนที่ถามผมว่าได้เรียนรู้อะไรจากการไปแลกเปลี่ยนครั้งนี้  เอาจริงๆแล้วมันก็มีหลายอย่างนะครับ แต่ที่เห็นว่าสำคัญที่สุดเลยคงเป็นสิ่งต่อไปนี้
 
 1. มองหาความสวยงามในทุกวันของชีวิต มีหลายช่วงที่เรารู้สึกท้อ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องอะไรก็ตาม จิตตกบ้าง หงุดหงิดบ้าง เราก็จะพยายามออกมาเดินนอกบ้าน เดินชมนกชมไม้ ขี้ม้าบ้าง 555555 ฟังเพลง แล้วก็พยายามคิดว่า เออ ช่างมันเถอะ ได้มาไกลแค่นี้ก็ดีแค่ไหนล่ะ อารมณ์เสียไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
2. พยายามอยู่กับปัจจุบัน บางครั้งหนึ่งวันที่เยอรมันมีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย  ตอนเช้าอารมณ์เสียที่ตื่นไม่ทันรถบัส ตอนบ่ายเพื่อนไม่รอไปทานข้าว แต่สักพัก ก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน เพราะถ้าตอนเย็นอากาศดีก็ต้องรีบอารมร์ดีเพื่อที่จะไปปั่นจักรยานหรือขี่ลองลองบอร์ดเล่นกับเพื่อน  อารมณ์ไม่ดีนานก็ทำให้เสียโอกาส
3. ยิ้มๆ ร่าเริงเข้าไว้ คนอื่นจะเมตตาเรามากๆ (หัวเราะร้าย) จำได้เลยว่าเดือนสุดท้ายโฮสพาไปเทศกาลในเมืองแถวบ้าน คนทัก ว่า ไอคิวๆเยอะมาก จนโฮสบอกว่าเรา เป็น หมาสีสด (ฟังดูแปลกๆเนอะ) เป็นคำเปรยเยอรมันที่มีความหมายประมาณว่าเป็นจุดสนใจ หรือมีคนรู้จักเยอะ  ที่หมู่บ้านเราที่เยอรมัน จะมีรถตู้ที่ คนที่เกษียณแล้วมาเวียนกันทำหน้าที่เป็นคนขับ เราชอบแนวคิดเขามาก ทั้งทำให้คนที่เกษียณแล้วไม่เบื่อ ทั้งมีรถตู้ไว้นั่งเข้าไปอีกเมือง  เราก็นั่งรถตู้ของหมู่บ้านบ่อยมากจน คนขับรถรู้จักเราเกือบหมด เวลาขับผ่านก็โบกมือให้กัน (เห็นไหมคนเยอรมันน่ารักจะตาย)
4. ภาษาอะไรก็เรียนได้ถ้าตั้งใจจริงๆ ตอนแรกคิดแทบตายว่า ปีเดียวมันจะไปพอได้ไงว่ะ สุดท้ายก็พอเด้อ เวลาคาบไหนว่างๆ ก็เอานสเยอขึ้นมาอ่าน หรือถึงไม่ว่างแต่เรียนไม่เข้าใจก็เอานสเยอขึ้นมาอ่าน  พยายามพูดเยอให้ได้มากที่สุด แปปๆ ไม่รู้ตัวก็เก่งแล้วครับบบบบ

 
มาถึงช่วงสุดท้ายที่จะต้องกลับประเทศไทย ด้วยความอยากใช้เวลากับเพื่อนทุกคนก่อนกลับบ้าน เลยขอจัดปาร์ตี้ที่บ้าน แต่ปรากฏว่า เพื่อนแต่ละคนไม่มีใครว่างตรงกันเลยยยย สักคนเดียว ก็เลยเอาว่ะ นัดเที่ยวแต่ละคนคนละวัน  วันนึงไปสวนสัตว์กับคนนึง อีกวันไปว่ายน้ำกับอีกคน  จนมาถึงวันนึงที่นัดปั่นจักรยานเล่นกับเพื่อน พอช่วงเย็นๆ เพื่อนก็ถามว่าตอนเย็นนี้ว่างไหม เดี๋ยวพาไปขอโฮสแม่ไปปาร์ตี้ด้วยกัน
ก็เลยตอบตกลงไป  เพื่อนก็พากลับมาที่บ้านเพื่อมาขอโฮสแม่ไปเที่ยวปาร์ตี้ด้วยกัน แต่พอลงจากรถเท่านั้นแหละ ประตูบ้านโฮสก็มีเขียนคำว่า SEE YOU SOON มองเข้าไปในบ้านอาหารของกินครบหมดเลย พร้อมกับเพื่อนสนิททุกๆคน เอาเป็นว่าทำหน้าไม่ถูกเลย ถูกหลอกมาเป็นเดือน (แต่หลอกแบบนี้อยากให้ถูกหลอกบ่อยๆจัง) โฮสแม่บอกว่าเพื่อนวางแผนมาเป็นเดือนแล้ว เรานี้ซึ้ง แทบร้องไห้เลยทีเดียวววว

 
 
 
 
ยิ่งวันบินจากสนามบินใกล้บ้านยิ่งเศร้า ตอนนั้นกำลังจะเข้าเกท ซึ่งจะเป็นช่วงสุดท้ายที่จะได้อยู่กับโฮส เพลง two ghosts ของHarry Styles ก็ดังมาจากไหนไม่รู้ เรียกได้ว่ามาบิวท์อารมณ์ได้ถูกเวลาสุดๆ ต่อแถวเข้าเกทไปร้องไห้ไปเลยทีเดียว โฮสก็ยังอุตส่าห์ขึ้นมาดาดฟ้ามาโบกมือให้ตอนเครื่องขึ้น บนเครื่องก็ร้องไห้อีก ทั้งขาไป frankfurt และขามาที่ไทย (คนนั่งข้างก็งงไปเลยที่เดียว )ทั้งที่ตอนไปไม่ร้องสักนิด คิดว่าที่ร้องคงร้องเพราะไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี้อีกครั้งตอนไหน กลับมาไทยก็ต้องตั้งใจเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย   ปีแลกเปลี่ยนเป็นหนึ่งในปีที่ดีที่สุดในชีวิต คิดถึงทีไรก็หยุดยิ้มไม่ได้  แล้วจะกลับไปอีกนะเยอรมัน (แต่นี้ก็ผ่านมา2ปีแล้วเหอะๆ)
ถึงน้องๆที่ลังเลทุกคนนะครับว่าจะไปดีไหม พี่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงให้ตัดสินใจไป ถึงแม้เส้นทางจะไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่คิดว่า10 เดือนไกลบ้านนี้คงทำให้เราค้นพบตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้นแน่นอน ตอนนี้พี่เองก็พึ่งได้รับทุนจากรัฐบาลฮ่องกงเพื่อไปศึกษาต่อที่ the Chinese University of Hong Kong สาขา Global Studies ถ้ามีโอกาสอีกก็จะมาเขียนกระทู้รีวิวการเรียนที่นั้นอีกครับ  สุดท้ายนี้ก็ฝาก IG: Pawarously  ไว้ในกรณีที่น้องคนไหนไม่รู้จะปรึกษาใครเรื่องการเรียนต่อตปท หรือ ทุนต่างๆนะครับ  จากประสบการณ์เห็นว่าเด็กบางคน  โดยเฉพาะเด็กที่มาจากต่างจังหวัด จะหาใครคุยเรื่องทุนด้วยสักคนนึงนี้ยากสุดๆไปเลย ถ้าพี่พอช่วยตอบเรื่องไหนได้ก็จะช่วยตอบเต็มที่ครับบบบ

ขอบคุณที่อ่านกันจนจบเด้อออออออ
 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

8 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป