3 เทคนิคสายล่าทุน (เต็ม) ไปแลกเปลี่ยนที่เมกา [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เทคนิค #ทุนเต็มจำนวน #อเมริกา #นักเรียนแลกเปลี่ยน

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน (แอบเป็นทางการเบา ๆ) ผู้เขียนเชื่อว่าหลาย ๆ คนมีความฝันที่สักครั้งในชีวิตจะต้องไปเยือนต่างประเทศ เพื่อไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ แลกเปลี่ยน เรียนต่อ หรือด้วยเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ แต่ด้วยกำลังทรัพย์และความสามารถไม่อาจเอื้ออำนวยให้เป็นอย่างที่หวังไว้ได้ ขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็มั่นใจเช่นกันว่า ไม่ว่าตอนนี้ผู้อ่านจะอยู่ที่ไหน หรือมีฐานะเศรษฐกิจทางครอบครัวอย่างไร หากเรามีความพยายาม การพัฒนาตนเองอยู่เป็นประจำ และความเชื่อมั่นอยู่แล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ครับ แอ่นและ! (หมายเหตุ : ผู้เขียนเป็นคนภาคเหนือ จึงจะมีคำอุทานท้องถิ่นบ้างเป็นธรรมดา)
 

 

        ก่อนอื่น ผู้เขียนขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ชื่อ นายณัฐภูมิ ประกายวิเชียร (เฟลม) เป็นคน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ครับผม เกิดปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) บวกลบปีเกิดตามปีที่อ่านได้เลยนะครับ ได้รับทุนยุวทูต รุ่น 24 ปี 17/18 สหรัฐอเมริกา จากโครงการ Youth Exchange Scholarship (YES) เป็นจำนวนเงิน 493,000 บาท หรือพูดง่าย ๆ ว่าได้ทุนฟรี 100% โดยให้เปล่า ไม่มีเงื่อนไขอะไรใดใดทั้งสิ้นจากโครงการครับผม ขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ชั้น ม.5 ครับผม

 

        ทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ เพราะกว่าจะได้ทุนไปเรียนต่างประเทศนั้น ผู้เขียนต้องฝึกแล้วฝึกเล่า สอบแล้วสอบเล่า ผิดหวังไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จนตอนนี้ชินไปแล้ว (ดราม่าไปอีก) ม.3 เป็นปีแรกที่ผู้เขียนเริ่มไปสมัครโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนหลาย ๆ โครงการ (เพราะหลาย ๆ ที่เปิดรับนักเรียน ม.3 ขึ้นไป) ตอนนั้นเรียนอยู่โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ อ.แม่สาย จ.เขียงราย โครงการแรกที่ผู้เขียนสมัครคือ AFS ตอนนั้นติดตัวจริงอเมริกา หากจำไม่ผิดตอนนั้นโควตาตัวจริงของ จ.เชียงราย รับเพียงแค่คนเดียว แต่ด้วยฐานะทางการเงินที่บ้านไม่สามารถสนับสนุนได้ จึงทำให้ผู้เขียนต้องสละสิทธิ์นั้นไป (เศร้า) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้หยุดแค่นั้น ยังมีหวัง เลยไปสมัครสอบต่ออีกหลาย ๆ โครงการที่ให้ทุนเต็ม (เพราะอยากไปจริง ๆ ไม่สนว่าจะยากหรือง่าย) เช่น SEA, OEG, EF รวมไปถึง YES ด้วย แต่ก็ไม่ได้ทุนสักที่ (เศร้าอีก)

 

        ม.4 ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ก็ไม่ได้ย่อท้อครับผม ผู้เขียนสมัครสอบทุกโครงการที่เปิดรับสมัคร ณ เวลานั้น ไปสอบ YES ด้วย (ติดรอบ 100 คนด้วยนะ จะบอกให้ แอ่นและ!) แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่ได้ทุนเต็มสักโครงการเลย เสียใจมาก ถอดใจแล้วว่า “จั้งมันเต๊อะ แลกเปลี่ยนอะหยังก่อบ่ฮู้ บ่ไปละบะ” แปลว่า ช่างมันเหอะ แลกเปลี่ยนอะไรก็ไม่รู้ ไม่ไปละโว้ย! เวลาเดินผ่านไปผ่านมาในโรงเรียน แล้วเห็นป้ายประชาสัมพันธ์โครงการแลกเปลี่ยน รู้สึกว่ามันช่างอยู่ไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน (หมดหวังเวอร์)

 

        แต่ด้วยนิสัยเดิมที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก ว่าจะวางมือยอมแพ้ ก็ทำได้ไม่ลงคอ! ด้วยความไม่หวังอะไรมาก ว่า ม.5 ปีนี้ (ระดับชั้นสูงสุดสำหรับหลาย ๆ โครงการ) จะสมัครแค่โครงการเดียว ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสมัครโครงการไหน อะไรที่ให้ทุนเต็มก็สมัคร ๆ ไปเถอะ (ความคิดตอนนั้น) วันนั้นจำได้ ไปเห็นป้ายประชาสัมพันธ์ของโครงการ YES แล้ววันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่รับสมัครด้วย เอาไงดีล่ะ จะสมัครก็กลัวผิดหวังอีก แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว มีเงินติดตัวพอค่าสมัครพอดี เลยรีบตัดสินใจสมัครเลยครับ แล้ววันนี้ผู้เขียนรู้สึกดีใจมากที่ได้เลือกทำแบบนี้ 

 

        เกริ่นมายาวพอสมควร ต่อไปจะเป็นเทคนิคและกลยุทธ์ในการชิงทุนเต็มของนักเรียนแลกเปลี่ยน หรือทุนอะไรก็ได้ (เชื่อผู้เขียน!!!) ซึ่งสิ่งที่จะแนะนำดังต่อไปนี้ ผู้เขียนเองได้ลองผิดลองถูกมาเป็นเวลา 3 ปี ไปดูกัน!

 

1) ติดตามการประชาสัมพันธ์โครงการต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

        ทุนเต็ม (หรือบางทีก็ไม่เต็ม) ไม่ได้แจกอยู่โครงการเดียว มีอยู่หลายโครงการด้วยกันเลย หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้ง่ายมาก กล่าวคือ ถ้าเราสอบโครงการ ก ไม่ผ่าน เราไม่ต้องนั่งเสียใจไปนะครับ มีอีกตั้งหลายโครงการที่พร้อมหนุนให้ฝันเราเป็นจริง
 

2) ทำตัวให้คุ้นกับข้อสอบ

        หลาย ๆ โครงการเราสามารถหาแนวข้อสอบผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ การเตรียมตัวล่วงหน้าเนิ่น ๆ จะดีมาก เตรียมตัวล่วงหน้าเป็นปี ๆ เลยยิ่งดี หากรู้ว่าตัวเองอ่อนจุดไหน ให้เน้นจุดนั้นมาก ๆ บางคนอาจต้องเรียนพิเศษเพิ่ม หรือซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม อะไรก็ตามที่ทำให้เราก้าวหน้า ก็อย่าลืมทำด้วยนะครับ แต่ถ้าโครงการไหนที่เราหาข้อสอบไม่ได้ไม่ต้องตกใจไปครับ ส่วนมากโครงการแลกเปลี่ยนจะมีแนวข้อสอบคล้าย ๆ กันครับ ดังนั้นก็อาจใช้ฝึกแทนได้ อีกอย่างที่จะแนะนำคือการปรับสภาพแวดล้อมเป็นภาษาที่จะใช้สอบ (ส่วนมากคือภาษาอังกฤษ) ให้ได้มากที่สุด เช่น เปลี่ยนภาษาในคอมพิวเตอร์หรือมือถือของเรา พยายามฝึกคุยกับเจ้าของภาษา หรือแม้กระทั่งดูหนังฟังเพลงภาษานั้น ๆ ก็เป็นการฝึกที่ดีเช่นกัน 

 

3) Be Happy, Be Yourself, and Be Smart!

        ติดตามข่าวแล้ว สอบข้อเขียนแล้ว ต่อไปมาถึงด่านที่สำคัญที่สุด นั่นคือด่านการสอบสัมภาษณ์นั่นเอง ด่านนี้จะเป็นการทดสอบว่าเราเป็นผู้สมควรได้รับทุนจริงหรือเปล่า!! กรรมการต้องการเห็นคนที่ได้เตรียมพร้อม มีไหวพริบปฎิภาณในการตอบคำถาม และจะเป็นตัวแทน (หน้าตา) ที่ดีให้กับโครงการในอนาคต ผู้เขียนเองคิดว่าการสัมภาษณ์คือศิลปะการแสดงละครแขนงหนึ่ง ซึ่งการแสดงแต่ละครั้งเราต้องมีการเตรียมตัว ท่องบทมาอย่างดี แต่บางครั้งก็มีเหตุบางอย่างทำให้เราต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยแต่ละคนมีวิธีการรับมือกับสถานการณ์บนเวที (หรือในห้องสัมภาษณ์) ที่แตกต่างกัน ผู้เขียนจึงจะขอสรุปไม้ตายมัดใจกรรมการ (หรือใครก็ตาม) สั้น ๆ เป็น 3 Be’s ดังต่อไปนี้ครับ

 

       เริ่มจาก Be Smart ก่อน ไม่ว่าจะสัมภาษณ์นักเรียนแลกเปลียนหรือรับคนเข้าทำงานก็ตาม ผู้สัมภาษณ์ (ทุกท่าน) ต้องการพูดคุยกับผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีความรู้ความสามารถสูง เพราะผู้สัมภาษณ์กำลังดูว่าเรา “เจ๋ง” พอที่จะได้รับทุน (หรือตำแหน่ง) นี้ขนาดไหน สำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนแล้ว ผู้สัมภาษณ์คาดหวังให้ผู้รับทุนมีความรับผิดชอบในการเรียนและงานบ้าน สังเกตนะครับว่าผู้เขียนไม่ได้เขียนว่า “กรรมการคาดหวังให้เรามีเกรดเฉลี่ยสูง” อ๋อ ก่อนที่ผู้เขียนจะลืมบอก ผู้ให้ทุนอยากเห็นเราช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านด้วยครับ เพราะว่าตอนที่เราไปแลกเปลี่ยนจริง ๆ เราก็ต้องช่วยครอบครัวอุปถัมภ์ครับ (อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย) ครับผม 

        นอกจากนี้ ถ้าเรามีความสามารถพิเศษที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทย อย่าลืมแสดงให้ดูด้วย เพราะการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนถือว่าเราเป็นยุวทูต (หรือตัวแทนเยาวชน) ของประเทศไทย การเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศเป็นหน้าที่สำคัญของเราครับ (ยิ่งใหญ่เวอร์) ตอนนั้นผู้เขียนแบกขิมจากเชียงรายเอาไปบรรเลงในห้องสัมภาษณ์ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ท่องกลอนด้วยครับ (เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง กลอน ป.6) 

        เพิ่มเติม การที่เราหาข้อมูลจากโครงการไว้ล่วงหน้าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราสนใจในตัวโครงการนี้จริง ๆ แล้วกรรมการจะประทับใจในตัวเราเป็นพิเศษ (เพราะอาจไม่มีผู้ให้สัมภาษณ์คนอื่นเตรียมตัวมาดีขนาดนี้)

        จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราจะไม่สามารถ Be Smart ได้เลย หากไม่มีการเตรียมตัวครับ วิธีการเตรียมตัวง่าย ๆ เลย คือการค้นหาคำถามนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ทั่วไปในเว็บไซต์ และฝึกตอบคำถามกับผู้อื่น (อารมณ์เล่นเกมทายปริศนา) หรือถ้าไม่มีใครเล่นด้วย (เศร้า) ก็การคุยอัดเสียงก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกันนะครับ เราจะได้เป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟัง แล้วเราจะเข้าใจมุมมองผู้ฟังมากขึ้น

 

        Be Yourself การสัมภาษณ์จะไม่มีความหมายเลย หากเราขาดความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองนี่แหละครับ เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ไม่มีใครซ้ำ (เลิศ ๆ) ตอนนั้นโดนยิงคำถามมาว่า “อยู่ที่โรงเรียนได้ทำกิจกรรมอะไรบ้าง” สิ่งที่แรกที่ผมนึกขึ้นได้คือการได้ทำงานที่ชมรมเสียงตามสายของโรงเรียน แต่ว่าผมได้ประกาศเป็นภาษาถิ่น จึงไม่แน่ใจว่าควรจะตอบแบบนี้ดีไหม เพราะเกรงว่าจะไม่มีใครฟังออก ก็เลยลองตอบกิจกรรมอย่างอื่นหลาย ๆ อย่างไปก่อน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตอบว่าทำงานเสียงตามสายด้วย (เพราะเป็นงานที่ชอบมากที่สุด) แล้วก็ได้ลองพูดให้ฟัง “คำเมืองถ้าคนเมืองบ่อู้ แล้วใผจะอู้ สวัสดีครับ ก่อปิ๊กมาปะกันแหมแล้วเน่อครับกับรายการคำเมืองวันละคำ…” ปรากฎว่าทุกคนชื่นชอบมาก และบังเอิญผู้สัมภาษณ์ท่านหนึ่งเป็นคนภาคเหนือด้วยกัน จึงได้รับชมว่าเป็นคนอนุรักษ์ภาษาพื้นเมืองที่ดี (ดีใจและภูมิใจ อิอิ)

        นั่นแหละครับ ผู้เขียนเลยอยากให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองตอนเวลาสัมภาษณ์ โดยสื่อให้เห็นว่าเราเองนั้นมีความแตกต่างจากผู้อื่น (ไม่ว่าจะในแง่ของเพศ ศาสนา ลักษณะนิสัย เชื้อชาติ หรือแง่ใด ๆ ก็ตาม) แต่เราก็สามารถอยู่กับผู้อื่นด้วยความแตกต่างนั้นได้ครับ

 

        Be Happy อ่านถูกต้องละครับ “บี-แฮ็ป-ปี้” (ข้อนี้สำคัญที่สุด จึงเอาไว้ต้นข้อความ และมาอธิบายเป็นข้อสุดท้ายเลยครับ) ผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนในชีวิตนั้น นอกจากจะมีความรู้ความสามารถที่เป็นเลิศแล้ว ยังต้องมีอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย นั่นคือ “บุคลิกภาพของคนที่มีความสุข” ถ้าให้พูดตรง ๆ นะครับ ไม่มีใครชอบหรอก หากเราเป็นคนหน้าบูดหน้าบึ้ง หรืออารมณ์ร้อนอยู่ตลอดเวลา จริงไหมครับ มีอยู่ 3 ที่เป็นมนต์ดำที่ให้ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ได้แก่ คิดลบ คิดร้าย คิดทำลาย ซึ่งหากเรารู้สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาอยู่แก่ใจอยู่แล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และการสัมภาษณ์ (ในกรณีนี้) อย่างมากครับ เมื่อเราเป็นตัวของตัวเองแล้ว (ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ) เรายังต้องแสดงให้กรรมการเห็นว่าตัวตนนี้ของเราจะไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น ดังน้น (ไม่ว่าผู้อ่านจะนับถือศาสนาหรือมีความเชื่อใดก็ตาม) จงท่อง 3 คาถามงคลสากลนี้ให้ขึ้นใจ ได้แก่ คิดบวก คิดดี คิดรักษา แล้ว 3 สิ่งนี้แหละครับ จะปกป้องคุ้มครองเรา และนำพาความสำเร็จมาให้เราทุกอย่าง (นอกเรื่องแล้วว)

        กลับเข้าเรื่องกันต่อ การที่เราแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเรามีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเองนั้น (โดยปฏิบัติตาม 3 คาถาข้างต้น) จะทำให้ทางโครงการมั่นใจในตัวเราว่า เราไปแล้ว เราจะมีความสุข และจะแบ่งปันความสุขนั้นให้แก่ผู้อื่นในทางของเราเอง และนั่นเองเป็นเป้าหมายสูงสุดของการไปแลกเปลี่ยนครับ

        เพราะฉะนั้นเอง เมื่อตอบคำถามแสดงทัศนคติในการใช้ชีวิต หรือคำถามใดก็ตาม แสดงให้ทุกคนเห็นครับ ว่าเราเป็นคนคิดบวก คิดดี คิดรักษา และเป็นคนที่มีความสุข ไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ขนาดไหนก็ตาม อย่าลืมนะครับคนที่มองโลกในแง่บวกที่แท้จริงนั้น ไม่ได้มีความเชื่อว่าบนโลกใบนี้นั้นสวยงามไปเสียทุกเรื่องปราศจากเรื่องร้าย แต่เป็นคนที่มีความเชื่อว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะย่ำแย่เลวร้ายขนาดไหนก็ตาม หากมีความพลังความคิดและความเชื่อแล้ว เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ทุกอุปสรรค

 

        ท้ายสุดสุดท้าย ใครที่ฝันว่าอยากจะลองเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน (โดยจะสอบชิงทุนเต็มหรือไม่ก็ตาม) ขอให้ลองดูสักครั้งในชีวิตครับ สอบไม่ติดไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง แต่เป็นการบอกเราว่า เราต้องสั่งสมประสบการณ์ และฝึกฝนให้มากกว่านี้ เพื่อไปให้ถึงฝันครับ ขอให้สิ่งที่ทุกคนนักถือดลบันดาลให้เกิดพลังแห่งความคิดและความเชื่อไปสู่ความสำเร็จ มีความพยายาม การพัฒนาตนเองอยู่เป็นประจำ และความเชื่อมั่นครับ โชคดีจ้า

ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป