<<รีวิว>> เรียนภาษาจีนที่ฮาร์บิ้นคอร์สระยะสั้น 4 เดือน ฟินๆ สำเนียงเป๊ะเว่อร์ (กระทู้นี้ขอแชร์ประสบการณ์การเรียนล้วนๆค่ะ) [ยินดีให้แชร์]

วิว

...ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะคะ เราชื่อว่า อ้อ อายุก็เลข 3 แล้วล่ะ โดยเหตุผลหลักที่อยากเรียนภาษาจีนเพิ่มเติม คือ อ้อเองมีอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ มีการได้ฝึกทำงานกับคนจีนมาบ้าง แต่ภาษาจีนยังกระท่อนกระแท่นอยู่ ไม่ลื่นไหล ได้แต่คิดๆอยากเรียนภาษาจีนเพิ่ม แต่คอร์สเรียนภาษาจีนในประเทศไทยจะมีแบบเป็นช่วงเวลาที่จำกัด เช่น เรียนทุกอังคารกับวันพฤหัสบดี หรือเฉพาะวันเสาร์กับวันอาทิตย์ วันละ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เพราะอ้อเองก็ไม่ได้มีเวลาไปเรียนตามเวลาที่กำหนดได้ในบางวัน จึงได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลเรียนต่อในคอร์สระยะสั้นที่ประเทศจีน ก็ได้เห็นหลายๆกระทู้ในพันทิปเขียนข้อมูลเรียนที่ฮาร์บิ้น แต่ก็ยังไม่เจอข้อมูลที่ถูกใจ ส่วนใหญ่หลายๆกระทู้จะรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว เอาเป็นว่าอ้อจะขอรีวิวเกี่ยวกับการเรียนแล้วกันนะคะ 

การตัดสินใจที่มาเรียนต่อที่ฮาร์บิ้น
      
หลายๆคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าฮาร์บิ้นจะมีสำเนียงพูดภาษาจีนกลางที่ชัดเจนที่สุดกว่ามณฑลอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงมากนัก ถ้าเทียบกับไทยนี่คือพอๆ กันเลยค่ะ พออ้อเริ่มตัดสินใจได้แล้วว่าจะมาเรียนภาษาจีนที่ฮาร์บิ้นจึงได้หาข้อมูลการสมัครเรียนและได้มาเจอใน Facebook ที่ชื่อเพจ Study in Harbin และได้สอบถามข้อมูลไปจึงได้รู้จักกับเจ้าของเพจชื่อว่าน้องเอ็ม ซึ่งเป็นนักเรียนทุนอยู่ที่ฮาร์บิ้นค่ะ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่น้องเอ็มส่งให้ดูจะเป็นเงินหยวนทั้งหมด มีบางส่วนที่ใช้เงินไทย ซึ่งตอนนี้ถ้าใครได้ไปเรียนที่เมืองจีนซึ่งถ้าคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินหยวนจะมีราคาที่ถูกลงมาก ซึ่งตอนที่อ้อมาคิดเรทอยู่ที่ 4.7 บาทต่อ 1 หยวน ต่อมาเมื่ออ้อทำการสมัครเรียนกับทางน้องเอ็มไปแล้ว น้องเอ็มก็จะทำเรื่องสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยฮากงต้า (哈工大) ให้ จากนั้นเราก็รอการตอบกลับของเอกสาร admissions notice ส่งมาตามที่อยู่ที่เราได้แจ้งกับทีมงานไปค่ะ (สมัครกับของโครงการ Study in Harbin ไม่มีค่าดำเนินการใดๆทั้งสิ้นค่ะ นอกจากนี้ก่อนวันเดินทางมาเรียนที่ฮาร์บิ้น ทางทีมงานของน้องเอ็มจะมีการนัดติวปรับพื้นฐานภาษาจีนให้ฟรีอีก 1 วัน จะเป็นการสอนคำศัพท์ง่ายๆ เช่น การซื้อของ การสอบถามทาง และยังมีการแนะนำวิธีการเตรียมตัวที่จะไปใช้ชีวิตที่ฮาร์บิ้นให้อีกด้วย) 

การทำเอกสารวีซ่านักเรียน
       
เมื่อเอกสาร admission notice มาถึงก็ให้รีบตรวจสอบรายชื่อของเราบนเอกสารว่าถูกต้องไหม ถ้าไม่ถูกต้องก็ให้รีบแจ้งทางน้องๆทีมงานก่อนเพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยแก้ไขให้ใหม่ ขั้นตอนการทำวีซ่าถ้าใครไม่สะดวกที่จะทำวีซ่าเองหรือกลัววีซ่าจะไม่ผ่านหรือว่าอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถแจ้งให้ทีมงานช่วยทำเอกสารให้ได้ แต่ถ้าใครสะดวกที่จะทำวีซ่าเองก็มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เอกสารที่ต้องเตรียมคือ
- รูปถ่ายขนาด 33 X 48 มม. พื้นหลังขาว ไม่ใส่เสื้อสีขาว ไม่ใส่เครื่องประดับ เช่น ต่างหู สร้อยคอ
- แบบฟอร์มยื่นขอวีซ่า (สามารถหาดาวน์โหลดได้ในเวปไซต์)
- สำเนาถ่ายเอกสารพาสปอร์ต
- สำเนาถ่ายเอกสาร admission notice
จากนั้นรอ 4 วันทำการของสถานฑูตจีน และไปรับเล่มกลับคืน

วันแรกของการมาถึงที่ฮาร์บิ้น
       
คอร์สที่อ้อมาเรียนเป็นช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ความหนาวยังอยู่ที่ -9 องศายังมีหิมะตกปรอยๆ อ้อมาถึงวันที่ 12 มีนาคม (อ้อตามมาเรียนทีหลังค่ะ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้เปิดคอร์สไปแล้ว 2 อาทิตย์ ต้องมาอ่านตามเก็บศัพท์กับไวยากรณ์ทีหลังเอาเอง) เมื่อมาถึงที่ฮาร์บิ้นน้องๆทีมงานก็มารอต้อนรับที่หอพัก A13 ซึ่งเป็นหอพักของนักเรียนต่างชาติ(อันนี้ขอชื่นชมน้องเอ็มมากๆ อ้อเดินทางมาคนเดียวแต่ก็มีน้องๆทีมงานstaff มารอต้อนรับที่หอ A13 และทำเรื่องเรียนกับเรื่องหอพักให้ สะดวกมากๆ ไม่ต้องกลัวว่าโดนลอยแพหรือโดนทิ้งขว้างเลย) จากนั้นก็ทำการชำระเงินค่าหอพักจ่ายกับอาอี๋โดยตรงเลย และชำระค่าเทอมกับทางน้องเอ็มเลยจ่ายเป็นเงินหยวน (แต่ถ้าจะมาเองและติดต่อจ่ายค่าเทอมกับทางมหาวิทยาลัย ค่าเทอมเท่ากันเลยค่ะ แถมต้องวิ่งหาตึกติดต่อลงทะเบียนเองอีก ไม่ต้องกลัวว่าใช้เอเจนซี่จะเก็บแพงกว่าไหม ตอบได้เลยว่ามาเองกับใช้บริการของเอเจนซี่จ่ายเท่ากันเลย และยังได้รับบริการที่สะดวกสบายกว่ามาติดต่อเองอีกด้วย เพราะน้องเอ็มเป็นเด็กทุนทำให้งานกับมหาวิทยาลัยค่ะ) จากนั้นก็ไปสอบคัดเลือกเข้าห้อง ก็จะมีหลายระดับตั้งแต่ห้อง A จนถึง D สำหรับอ้อพอมีพื้นฐานของการอ่าน การพูดมาบ้าง สอบได้ห้อง B ในห้องมีทั้งคนไทย คนรัสเซีย คนเกาหลี คนอังกฤษ ปะปนกันไป ที่นี่จะสอนตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ วันละ 2 วิชา วิชาละ 2 ชั่วโมง รวมเป็น 4 ชั่วโมงต่อวัน โดยประมาณ ไม่ต้องกลัวว่าเวลาว่างที่เหลือจะทำอะไรดีล่ะ ลงเรียนเพิ่มดีไหม บอกได้เลยว่าแค่ทำการบ้านก็หมดเวลาแล้ว ที่นี่การบ้านเยอะมากจริงๆ


บรรยากาศในห้องเรียน
      
ตารางเรียนของคลาสที่อ้อเรียนคือจันทร์ พุธ พฤหัสบดี ศุกร์จะเรียนช่วงเช้าตั้งแต่ 08.00 น. - 11.40 น. และวันอังคารเริ่มตั้งแต่ 13.00 น. - 16.30 น. เหล่าซือที่นี่ตรงต่อเวลามาก พอ 8 โมงปุ๊บ เช็คชื่อและเริ่มสอนทันที ไม่มีการรอกันให้มาครบก่อนแล้วค่อยสอน ดังนั้นที่นี้เรื่องเวลาการเข้าเรียนสำคัญมาก ถ้าจะให้ดีคืออย่ามาสาย เพราะไม่งั้นจะเรียนไม่รู้เรื่อง เมื่อถึงเวลาเลิกสอนก็จะเลิกสอนตรงเวลาเป๊ะเหมือนกัน สำหรับใครที่คิดว่าไม่มีพื้นฐานตั้งแต่ เปอ เพอ เมอ เฟอ เลยจะเรียนได้ไหม ตอบได้เลยว่าได้ เพราะเหล่าซือจะมีการนำรูปภาพ ภาษามือ และอังกฤษนิดๆหน่อยๆมาช่วยสอนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจมากขึ้น แต่ถ้าอยู่คลาสตั้งแต่ B ขึ้นไป เหล่าซือจะแต่พูดภาษาจีนทั้งคาบเรียน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจ เพราะอย่างที่บอกเหล่าซือก็จะมีวิธีการสอนให้นักเรียนเข้าใจอีกนั่นแหละ บรรยากาศการสอน เหล่าซือจะถามคำถามและให้นักเรียนตอบคำถามตามไวยากรณ์ที่ได้สอนไปแล้ว ส่วนใหญ่ใครที่ชอบแอบเล่นโทรศัพท์และไม่ค่อยสนใจฟังจะโดนถามบ่อยมากถ้าตอบไม่ได้ก็จะแอบโดนว่าเบาๆ หรือยกตัวอย่างว่าเธอไม่สนใจฉันนะ แต่ก็ยังยกตัวอย่างให้ตรงกับไวยากรณ์ที่กำลังเรียนอยู่อีกนั่นแหละ ก็โดนดุกันไปเบาๆ ฮ่าฮ่าๆ
         สำหรับเพื่อนในห้องเรียน วันแรกๆก็ไม่ค่อยกล้าเข้าหากันเท่าไหร่เพราะต่างคนต่างมาจากต่างถิ่น แต่เมื่อเราอยู่กันไปสักพักทุกคนในห้องก็เริ่มจะสนิทกันมากขึ้น เมื่อถึงเวลาพักเบรคทีไรก็คุยกันทุกทีและที่มหาวิทยาลัยจะมีการจัดกิจกรรมบ่อยมากอย่างเช่น coffee corner ส่วนใหญ่จะจัดทุกวันศุกร์ที่ตึกนักเรียนต่างชาติ (留学生中心) เป็นการจัดกิจกรรมให้นักเรียนหลายๆชาติมาเจอกัน พูดคุยกัน หาเพื่อนใหม่ เป็นการฝึกฝนภาษาของเราด้วย และยังมีกิจกรรมอื่นๆที่เหล่าซือจัดขึ้นให้นักเรียนห้องอื่นๆเจอกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้รู้จักกับเพื่อนห้องอื่นๆอีกด้วย


สำหรับบางวิชา เช่น วิชาพูด (口语) เหล่าซือก็จะให้จับกลุ่มออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ไปสอบถามสัมภาษณ์คนจีน โดยเหล่าซือจะมีหัวข้อกำหนดให้ตามหลักไวยากรณ์ที่เรียนมาและกลับมาทำ Presentation รายงานหน้าชั้นเรียนว่าไปทำอะไรมาบ้าง สัมภาษณ์เป็นอย่างไร โดยทุกคนต้องมีบทพูดหน้าชั้นเรียนทุกคน สำหรับใครที่ขี้อาย ไม่ต้องกลัว เพราะได้พูดทุกคน ฮ่าๆๆ (เหล่าซือที่นี่จะจริงจังกับการสอนมากๆ และมีคะแนนให้ด้วย)

หนังสือที่ใช้สอนจะใช้ตำราเรียนเดียวกับของมหาวิทยาลัยปักกิ่งจัดทำขึ้น 汉语教程 อ้อเรียนทั้งหมด 4 เล่ม จะมีวิชาไวยากรณ์(综合) 2 เล่ม , การพูด (口语) 1 เล่ม , การฟัง (听力) 1 เล่ม ทุกวันก่อนเริ่มเรียนเหล่าซือจะให้ท่องจำคำศัพท์และท่องบทเรียนท่องจนกว่าจะจำได้ (ถ้าใครจำไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าเรียนแน่ๆ) และเมื่อเลิกเรียนเสร็จ เหล่าซือก็จะให้ทำการบ้าน คัดศัพท์ คัดบทเรียน ทำแบบฝึกหัดเรียงประโยค บางทีการบ้านก็เยอะมากจนไม่มีเวลาออกไปเที่ยวไหนเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะมาเรียนที่นี่ไม่ได้อะไรกลับไปถ้าคุณตั้งใจเรียนจริงๆ เข้าเรียนทุกวันทุกวิชา และไม่มาสาย ยังไงก็พูดภาษาจีนได้แน่นอน ระยะเวลาเรียน 4 เดือนที่นี่ ถ้าเทียบกับที่ไทยคือย่นระยะเวลาไปได้ปีกว่าๆเลยแหละ

อาหารการกินของที่ฮาร์บิ้น
      
 ร้านอาหารที่ฮาร์บิ้นจะมีหลากหลายมาก เช่น ร้านอาหารเกาหลี ร้านเนื้อปิ้งย่าง ร้านหม้อต้มสุกี้ ร้านหมาล่าทัง รสชาติอร่อยมาก โดยเฉพาะอาหารเกาหลีขอบอกอร่อยมากกกก แต่แอบแพงไปนิดนึงค่ะ ร้านอาหารจีนทั่วๆไปรสชาติคือคนไทยกินได้ น้ำมันก็จะเยิ้มๆหน่อยๆ แต่ถ้าอยากประหยัดเงินแนะนำให้ทานข้าวที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย 食堂 ราคาก็จะพอๆกับประเทศไทยเลยค่ะ ไม่แพง ใช้บัตรฟ่านข่าจ่ายเงินอาหาร ถ้าตังหมดก็สามารถเติมเงินได้ บัตรนี้สามารถซื้อของในร้านค้า超市ของมหาลัยได้อีกด้วย หรือถ้าใครทำกับข้าวเป็นก็แนะนำให้เอาเครื่องปรุงจากที่ไทยมาเผื่อด้วย เช่น น้ำปลา ผงปรุงรสต่างๆ น้ำพริกต่างๆ ทำอาหารทานเองก็ประหยัดเงินได้ดีทีเดียว หรือถ้าใครทำอาหารไม่เป็นก็จะมีน้องๆคนไทยที่เรียนอยู่ฮาร์บิ้นโพสต์ขายข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ข้าวหมูย่าง เป็นต้น รับรองได้เลยว่าไม่คิดถึงบ้านแน่นอน ฮ่าๆๆ

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในฮาร์บิ้น
     
เชื่อว่าหลายๆคนที่มาฮาร์บิ้นต้องหาสถานที่ท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศเมืองฮาร์บิ้นบ้าง พออ้อมาถึงเมืองฮาร์บิ้นอันดับแรกที่ต้องไปเลยคือถนนคนเดินจงยางต้าเจีย 中央大街 และโบสถ์เซนต์โซเฟียฮาร์บิ้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองฮาร์บิ้น

ถนนจงยางต้าเจียต้องออกมาเดินเล่นช่วงเวลาเย็นๆค่ำๆ ประมาณ 6 โมงเย็นขึ้นไปจะเปิดไฟสวยมาก ยิ่งถ้าในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลคนจีนจะพากันออกมาเดินเล่นเยอะมาก บางทีก็มีนักร้องเปิดหมวก หรือเหล่านักเต้นก็จะพากันมาเต้นโชว์ที่นี่ด้วย
สถานที่ต่อไปคือโอเปร่าเฮ้าส์ จะตั้งอยู่ในฝังเมืองใหม่ของฮาร์บิ้น ถ้าใครได้ไปแถวนี้ช่วงเวลา 1 ทุ่มจะเห็นการเปิดไฟของตึกอาคารสวยมาก ซึ่งเพื่อนคนจีนบอกว่าในฝั่งนี้จะพัฒนาให้สวยเหมือนเป็นเมืองจำลองปารีสอีกด้วย บอกเลยถ้าได้นั่งรถเมล์ชมวิวนี่สวยจนไม่อยากกลับเมืองไทยกันเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ

ต่อไปเป็นวัดจี๋เล่อซื่อนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีฮากงต้าไปประมาณ 4 สถานี ออกจากรถไฟใต้ดินก็ถึงเลยค่ะ และข้างๆวัดก็เป็นสวนสนุกอีกด้วย

สังคมของเมืองจีนเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะซื้อของที่ไหนจะ 1 หยวนหรือ 2 หยวน สามารถใช้โทรศัพท์สแกนจ่ายเงินได้ โดยที่เราเปิดบัญชีธนาคารของจีนแล้วผูกบัตรไว้กับวีแชทหรือ Alipay ก็ได้ เท่านี้ก็สะดวกมากไปไหนมาไหนพกแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวไม่ต้องพกกระเป๋าเงินให้ยุ่งยาก ขอแค่แบตเตอรี่โทรศัพท์อย่าหมดก็พอ ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนโกงหรือโดนล้วงกระเป๋าเลย ที่เมืองฮาร์บิ้นถือว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีระบบความปลอดภัยสูงมาก (ขนาดมีเพื่อนคนหนึ่งลืมโทรศัพท์วางไว้ที่ร้านอาหาร เดินกลับมาหาก็ยังวางอยู่ที่เดิม)

     
 ระบบการคมนาคม เช่น รถไฟใต้ดินจะอยู่ที่ 2 หยวนตลอดสาย รถเมล์บางคันก็ 1 หยวน บางคันก็ 2 หยวน  (จะขึ้นรถเมล์ต้องดูป้ายดีๆ เพราะบางทีจะมี 2 ป้ายรถเมล์ติดกัน รถเมล์ที่นี่จะจอดตรงป้ายพอดี ขึ้นรถประตูหน้า ลงรถประตูหลัง ใช้เงินสดจ่ายหรือบัตร ATM ของธนาคารจีนจ่ายได้ แต่ใช้โทรศัพท์สแกนจ่ายไม่ได้นะจ๊ะ)

      
รถแทคซี่ของที่นี่จะเริ่มต้นที่ 8 หยวน แต่ตอนจ่ายเงินให้บวกเพิ่มอีก 1 หยวนเป็นค่าบริการ บางคันมีผู้โดยสารนั่งอยู่ก่อนแล้วแต่ถ้าไปทางเดียวกันคนขับรถก็จะรับเพิ่มผู้โดยสารเพิ่มอีกซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ และนอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชันเรียกรถแทคซี่ซึ่งเป็นรถบ้าน ก็จะคล้ายๆกับ Grab หรือ Uber สะดวกและปลอดภัยอีกด้วย

     
ตอนนี้อ้อเรียนจบคอร์ส 4 เดือนแล้ว รู้สึกว่าไม่ผิดหวังเลยที่ได้ตัดสินใจมาเรียนที่นี่ ด้วยทั้งบรรยากาศของมหาวิทยาลัย การสอนของเหล่าซือที่เข้มข้นและการบ้านเยอะมากๆๆ ทำให้เราจำคำศัพท์ได้โดยไม่รู้ตัว เมื่อก่อนอ่านตัวอักษรจีนต้องอ่านพินอิน ตอนนี้คือพินอินไม่ต้องอ่านแล้ว เพราะบางทีอ่านพินอินยังออกเสียงเพี้ยน อ่านตัวอักษรจีนไปเลยยังง่ายกว่า ฮ่าๆๆ อีกทั้งยังมีน้องเอ็มและทีมงานช่วยดูแลตลอดในระหว่างที่อยู่ที่ฮาร์บิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย ถ้าไม่สบายทางทีมงานก็จะพาไปหาหมอหรือแม้กระทั่งจะไปเที่ยวไปห้างสรรพสินค้าที่ไหนก็ให้คำปรึกษาในเรื่องของเส้นทางได้ตลอด (บางทีก็แอบสงสารหนึ่งในทีมงานของน้องเอ็มซึ่งเป็นเด็กนักเรียนทุนเหมือนกัน พอเรียนๆอยู่ก็มีน้องๆโทรศัพท์เข้ามาสอบถามแต่ทีมงานก็ยังน่ารักรับโทรศัพท์และตอบคำถามให้กับน้องๆ จนบางทีเหล่าซือต้องยึดโทรศัพท์เพราะอยากให้ตั้งใจเรียนก่อน)

      
สุดท้ายนี้ถ้าใครยังลังเลในการตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนที่เมืองไหนหรือที่ไหนดี ลองดูที่เมืองฮาร์บิ้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ เพราะที่แชร์ประสบการณ์นี้แค่อยากให้เพิ่มการตัดสินใจสำหรับคนที่จะเลือกเรียนได้ง่ายขึ้น สำหรับอ้อแล้วคงต้องกลับไปทำงานก่อนและเก็บเงินมาเรียนคอร์สรอบ 2 ที่ฮาร์บิ้นอีกแน่นอนค่ะ

     
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ สำหรับใครที่อยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเรียนเพิ่มก็สอบถามได้นะคะ อันไหนที่อ้อพอรู้ก็จะตอบให้ได้ค่ะ

ขอส่งท้ายกับภาพบรรยากาศในมหาวิทยาลัยฮากงต้านะคะ

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

1 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป