ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน คุณต้องคิดเองบ้างค่ะ [ยินดีให้แชร์]

วิว
#นักเขียนมือใหม่ #นักเขียน #แต่งนิยาย
หลังๆ มานี้เวลาเข้าแดชบอร์ด Writer 3 หางตาเรามักจะเห็นรายชื่อกระทู้ใหม่ๆ
​หรือกระทู้ที่กำลังเทรนด์บนบอร์ดนักเขียน ที่แถบทางขวาของจอ

บางกระทู้ก็น่าสนใจ ชวนคิด น่าเข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้คำแนะนำ

ในขณะที่บางกระทู้ก็ทำให้เจ๊ดต้องหันไปอ่านเต็มๆ ตา เกาหัวแกรกๆ จนรังแคร่วงโปรยปรายพร้อมความคิดที่ว่า

"นี่ถามจริงๆ เรอะ?"

ตัวอย่างเช่น (ไม่ได้ตรงทุกตัวอักษรนะคะ เอาแค่ใจความ)

​"ตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรดี"
​"เริ่มเรื่องยังไงดี"
"
จบเรื่องยังไงดี"
​"ตัวละครนิสัยยังไงดี"
​"ตัวละครชื่ออะไรดี ตั้งให้หน่อย"

และเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็วิวัฒนาการมาจนถึงขั้นอัลติเมตด้วยคำถามที่ว่า

"เขียนพล็อตเรื่องยังไงดีคะ"

ถึงจุดนี้อิเจ๊ดเลยต้องมาตั้งกระทู้ระบายค่ะ อ๊กจะแตก ทนไม่ไหวแล้ว ฮ่าาาาาา

​คือเจ๊ดก็ไม่ได้เป็นนักเขียนชื่อดังมีผลงานตีพิมพ์อะไรนะ
แล้วก็ไม่ได้จะดูถูกหรือประจานใคร หรือทำให้นักเขียนมือใหม่ท้อแท้
แต่ต้องขอแนะนำตรงๆ ว่า ถ้าคุณอยากจะเขียนนิยายสักเรื่อง แต่ไม่มีอะไรในใจกระทั่งว่า
"จะเขียนนิยายเกี่ยวกับอะไร" จนต้องมาระดมความคิดจากนักเขียนนักอ่านคนอื่นๆ ...

แล้วนักเขียนนักอ่านเขาจะแนะนำคุณอย่างไร
แล้วนิยายเรื่องนั้นมันจะเป็นของคุณได้อย่างไร
​นิยายเรื่องนั้นจะบอกว่าใครเขียนดี คุณ หรือคนที่มาตอบ
ทำไมคุณถึงอยากเป็นนักเขียน
กลับไปถามตัวเองสักครั้งว่าคุณต้องการอะไรกันแน่


​เราไม่รู้ว่า คุณอยากเป็นนักเขียนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง (ขั้นตอนมีแค่ คิดแล้วเขียน ค่ะ แค่นี้เอง)
คุณอยากเป็นนักเขียน แต่ขี้เกียจคิด 
คุณจงใจตั้งกระทู้ปั่นยอดวิว เพื่อให้ตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น
หรือคุณตั้งชื่อกระทู้ไม่เป็นเฉยๆ (จริงๆ คุณอาจจะอยากรู้ว่าตอนนี้นิยายแนวไหน ตัวละครแนวไหนมาแรง อยากขอความเห็นว่าชื่อที่คุณคิดมาโอเคหรือยัง แต่ตั้งชื่อกระทู้ไม่ตรงเนื้อหา ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ควรฝึกการใช้ภาษาสื่อสารให้ตรงประเด็น เพราะไม่เช่นนั้นคงเขียนนิยายไม่ได้)

​แต่ที่เรารู้คือ ในการเขียนนิยาย ในการเป็นนักเขียน
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น ไม่ผิดที่จะตั้งกระทู้ถามจากผู้มีประสบการณ์คนอื่นๆ
ให้ช่วยออกความเห็น ให้คำแนะนำ แต่มันมีบางสิ่งที่คุณไม่น่าถามเพราะคุณต้องคิดเอง

อย่างน้อย องค์ประกอบพื้นฐานอย่างเช่น
พล็อตเรื่อง แก่นเรื่อง เปิดเรื่อง ตอนจบ ชื่อเรื่อง ตัวละคร ชื่อตัวละคร ฯลฯ
คุณต้องคิดเองค่ะ!

ใช่ค่ะ บางครั้งชื่อก็ไม่ควรถามค่ะ เพราะชื่อตัวละครที่ดี ควรจะสื่อถึงคุณสมบัติบางอย่างของตัวละคร ควรสอดคล้องกับตัวละครตัวนั้นๆ และเซตติ้งของเรื่องนั้นๆ ค่ะ

​ยกตัวอย่างง่ายๆ Courage the Cowardly Dog (ดักแก่มาาก) ชื่อเรื่อ​ และชื่อของหมาที่เป็นตัวเอกก็เป็นจุดขายความฮาและจุดหลักของเรื่องจุดนึงแล้ว เพราะหมาชื่อกล้าหาญ แต่ตัวจริงโคตะระขี้ป๊อด ชื่อนั้นสำคัญไฉน ฉะนั้นเราเห็นว่าควรตั้งเองนะคะ และเลือกความหมายที่เข้ากันที่สุดกับตัวละครของคุณค่ะ ตัวเจ๊ดเองก็ได้พล็อตมากมายมาโดยไม่ได้ตั้งใจจากชื่อตัวละครเหมือนกันนะ

​และแน่นอนเราไม่เห็นด้วยกับการรับสมัครตัวละครเช่นกันค่ะ ตัวละครคือผู้ทำการกระทำที่ขับเคลื่อนพล็อตไปข้างหน้า คือหัวใจของนิยาย ดังนั้นตัวละครควรสอดคล้องกับพล็อต แปลว่าคุณต้องคิดเองค่ะ ถ้าตัวละครหลักๆ ของคุณมาจากคนสิบคน นอกเสียจากคุณจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ เจ๊ดว่านิยายคุณจะไปคนละทิศละทางมาก ไม่ก็อย่างน้อย พล็อตคงไม่ได้ออกมาเป็นอย่างที่คุณวางแผนไว้ แล้วที่สำคัญ ตัวละครตัวเอ​ตีให้แตกยังว่ายากแล้ว นี่ตัวละครคนอื่น คุณจัดการไหวเหรอคะ /เราคนหนึ่​ล่ะไม่ไหว ฮ่าๆ

ถ้าคุณไม่คิดอะไรเองสักอย่าง ไม่พยายามอะไรเองสักอย่าง
แล้วจะให้นักอ่านมากำหนดโน่นนี่นั่นให้คุณแต่ง
แบบนั้นจะเหมือนนักเขียนคอมมิชชั่นมากกว่า
ถ้าคุณไม่ได้ต้องการเขียนเรื่องที่เป็นของตัวคุณเองจริงๆ
ไม่ได้มีเรื่องราวที่ตัวคุณเองมีใจรัก อยากแต่งให้คนอื่นได้อ่านจริงๆ
นั่นก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ (เพราะได้ค่าจ้างด้วย)
//ปล. ไม่ได้จะเหน็บนักเขียนคอมมิชชั่นนะคะ แค่เปรียบเปรยเฉยๆ แหะๆ ส่วนตัวคิดว่าการทำคอมมิชชั่นนี่ยิ่งยากกว่าอีก เพราะเขียนเป็นการทำงาน ไม่ใช่งานอดิเรก

​ขอฝาก (บ่น) ไว้แค่นี้เจ้าค่ะ จากนักเขียนมือสมัครเล่นแก่ๆ คนหนึ่ง
ขอบคุณมากๆ ค่ะที่ให้พื้นที่!

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #6
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เห็นด้วยอีกหนึ่งเสียงค่ะ


    เวลาพักสมองจากการปั่นงานเราก็จะเข้ามาตามอ่านเกือบทุกกระทู้นะ แต่บางกระทู้มันก็เหลือเกินจริง ๆ อย่างเช่นกระทู้ ตั้งชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร ตั้งนามปากกา ถามหาพล็อต ขอ Character ตัวละคร ขอข้อมูลการเขียน อะไรเทือกนี้อ่ะ มันเป็นอะไรที่แบบ...เอิ่มมาก Google มันก็มีใช่ป่ะ ทำไมไม่ลองหาเอาเองก่อน พยายามสักนิดแล้วค่อยมาขอความช่วยเหลือจะดีกว่าไหม นั่นนิยายของคุณเองนะ T_T

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #8
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เรามองอีกมุมหนึ่งนะ มุมที่จะเกิดนักเขียนใหม่ๆ

    จากความรู้สึก เออออ อยากเขียนว่ะ

    พบในเด็กเลย เด็กประถม มัธยม

    ที่ผ่านมาเราก็อ่าน ...ขำดี คนมาตอบก็ตลก

    ฝึกความอดทนดีเหมือนกัน ....

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    ผ่านทาง
    Guest IP
    #7
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เพิ่งคุยกับแม่อยู่เลยค่ะเมื่อวันก่อนเรื่องนี้ คุยกันเรื่องอุลตร้าแมนที่กำลังเป็นข่าว ที่เด็กถูกผู้ใหญ่บังคับให้กราบขอขมา แล้วมาเรื่องที่ว่าถ้าเด็กถูกผู้ใหญ่ต่อว่าเข้ามากๆ จะเริ่มไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น ว่าช่วงนี้ก็เห็นอะไรแบบนี้บ่อยเหลือเกิน ราวกับว่าพวกเขากำลังคิดว่านิยายเป็นรายงานที่ต้องมีหลักการ มีอะไรตรงเป๊ะ ไม่งั้นจะเขียนออกมาไม่ได้เรื่องอะไรแบบนั้น (เรียนจิตวิทยามาบ้างน่ะค่ะเลยชอบหยิบเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคาดเดา อ่านสาเหตุ)


    คือเราก็เป็นนะบางที แต่เราไม่ได้ถามคน เราถามไพ่ทาโร่ขอความคิดเห็นอยู่บ่อยๆ บางทีเป็นคำถามงี่เง่าไปหน่อยแต่อยากได้ความเห็นชอบก็ถามคุณไพ่~ คุณไพ่เข้มงวดมากค่ะ บางทีเห็นเรากำลังเข้าใจผิดอะไรก็เตือน แต่ก็ให้กำลังใจอยู่เรื่อยๆ (นอกเรื่อง)


    แต่เห็นด้วยสุดๆ ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีอะไรอยู่ในหัวบ้างค่ะ หรือถ้าเป็นกรณีอยากเป็นนักเขียนคอมมิชชั่นจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีคนเป็นคู่ขาคอยคิดเรื่องให้ตลอดเวลา เพราะการเขียนให้เก่งขึ้นคือการฝึกเขียนไปเรื่อยๆ ไม่มีเนื้อเรื่องให้เขียนก็ไม่ได้ฝึกฝีมือสักที ถ้าอย่างนั้นต่อให้เป็นนักเขียนคอมมิชชั่นก็ทำไม่ได้หรอกนะคะ เขียนไม่เก่งไม่ดีก็ไม่มีคนมาจ้างงานเอา


    ว่าแล้วก็นึกถึงตอนเพิ่งเริ่มหัดเขียนเลยค่ะ แรกเริ่มติดนิยายก็เลยลองหัดเขียนนิยายดูบ้าง ตอนแรกก็เขียนไปเรื่องหนึ่งได้แค่สองหน้ากระดาษสมุด ตอนนั้นกระทั่งเรื่องการเว้นย่อหน้าก็ยังไม่รู้จักเลย เขียนกันติดเป็นพรืดจนอ่านได้ยาก แล้วเพราะเพิ่งเริ่มเขียน มันรู้สึกว่าไม่ถนัดและทรมานเลยเลิกเขียนไป


    กระทั่งไปเห็นเพื่อนคนหนึ่งนั่งเขียนนิยายอยู่ในห้อง รู้สึกว่าเขาเก่งจัง นิยายเขียนยากขนาดนั้นยังเขียนได้อย่างมีความสุข รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา ไปๆ มาๆ ก็เริ่มเขียนนิยายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกๆ ก็แต่งไม่ค่อยจบสักเรื่อง พอราวๆ ม.ห้าล่ะมั้งถึงแต่งจบไปสักเรื่องหนึ่ง เป็นแนวโรเมนติกแฟนตาซี เอากลับมาอ่านในตอนนี้มันก็ยังเขียนได้ชวนกุมขมับอยู่หรอก แต่ยังจำความรู้สึกตอนที่นิยายจบลงสักเรื่องได้อยู่เลยว่ามันเป็นปลื้มขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน


    ในเรื่องพล็อตเรื่องเราก็เพ้อๆ ไปเรื่อยๆ ในนั่นแหละค่ะ ส่วนตัวชอบอ่านนิทาน เรื่องที่แต่งจบเรื่องแรกนั่นก็เป็นเรื่องที่เอาพล็อตนิทานมาดัดแปลง นิทานพวกนี้เป็นบ่อน้ำความคิดที่ดีนะคะ ไม่มีลิขสิทธิ์ (คนแต่งตายไปเกินห้าสิบปีแล้วหรือบางเรื่องหาตัวคนแต่งไม่เจอเสียด้วยซ้ำ) ถ้าคิดไม่ออกว่าจะแต่งเรื่องไหนลองเอามันมาดัดแปลงดูก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ ดีๆ ก็ได้ เจ้าหญิงนิทราเลย อะไรเลย แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าคิดจะแต่งนิยายจริงๆ อย่างแรกก็น่าจะมีพล็อตที่อยากเขียน แนวที่อยากเขียนมาก่อนหรือเปล่า แล้วมันจะเป็นป้ายบอกทางให้เรารู้เองว่าเราอยากเดินไปทางไหน เราเลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่ามาแต่งนิยายแล้วยังไม่รู้อะไรเลยกระทั่งอยากเขียนพล็อตแบบไหน หรืออยากเขียนเรื่องราวของคนแบบไหนมันเป็นยังไง


    ถ้าใครเคยวาดรูปไปด้วยก็น่าจะเข้าใจค่ะ ความรู้สึกที่ว่าแรกเริ่มจะขีดเขียนอะไรลงไปก็ได้ ไม่ได้ใส่ใจหลักการเสียเท่าไร แค่อยากเขียนในสิ่งที่อยากเขียน อยากเขียนในสิ่งที่เราจินตนาการ ในสิ่งที่เราอยากอ่าน แต่พอเริ่มอ่านบทความ เริ่มได้ยินคนอื่นพูดเรื่องหลักการเขียนนิยายมากขึ้นความคิดมันก็เริ่มตีบตันขึ้นเรื่อยๆ ไร้อิสระมากขึ้น ความคิดเห็นคนอื่นอาจจะดีนะ แต่บางทีอะไรแบบนี้มันเป็นดาบสองคม กำลังต้องการเขียนให้คนอื่นชอบอยู่หรือเปล่า กำลังยึดติดกับหลักการมากเกินไปหรือเปล่า แรกเริ่มเขียนตามที่ตัวเองชอบสร้างพาสชั่นให้ตัวเองอยากเขียนนิยายก่อนดีกว่า เรื่องอื่นค่อยว่ากันค่ะ


    แล้วไม่แน่เขียนจากพาสชั่น (ความชอบ) เนี่ยได้ผลดีกว่าเขียนตามเสต็ปเสียอีกนะคะ นิยายเราตอนแรกเขียนแบบไม่รู้อะไรเลย เขียนแค่จากที่ชอบ ไม่มีหลักการ ไม่มีอะไรเลย ตรรกะก็วิบัติโคตร...ตอนนี้เรื่องนั้นเฟบพันขึ้นค่ะ ส่วนเรื่องอื่นที่เขียนทีหลังงั้นเหรอ ไม่มีเรื่องไหนตามติดเรื่องนั้นได้สักเรื่องค่ะ

    ตอบกลับ

28 ความคิดเห็น

  • ความคิดเห็นที่ 1 - 20
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เริ่มต้นของการเป็นนักเขียน จากประสบการณ์ของตัวเองนะคะ เริ่มต้นที่คุณชอบแนวไหน เพราะเมื่อคุณชอบคุณก็จะอยากเขียนแนวนั้น แล้วก็ลงมือเขียนเลยค่ะ

      เริ่มต้นที่มีนางเอก นางร้าย พระเอกก่อนก็ได้ เขียนๆ ค่ะเด๋วมาเอง

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #1-1

        ของเราที่เริ่มก็คือเพราะมีเรื่องที่อยากเห็น อยากเขียน อยากเล่า อัดอั้นตันใจ หาคนเขียนถูกใจไม่ได้เลยเขียนเองเสียเลย ฮ่าๆ ส่วนนักเขียนบางท่านที่เขียนเป็นอาชีพ นั่นก็คือดูตลาดแล้วมาแต่งพล็อตกับตัวละครให้เข้ากับตลาด ซึ่งก็ไม่ผิดทั้งสองแบบค่ะ ประเด็นคือ อย่างน้อย ทุกคนควรมีแนวทางไว้ในใจแต่แรกว่าจะเขียนอะไร เรื่องพื้นฐานอ่ะเนาะ

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มากดถูกใจ ขอไปปั่นงาน เดี๋ยวกลับมาเมนต์ต่อ ประมาณว่างานก็เร่ง แต่อยากแลกเปลี่ยนนนนน (ปั้มนิ้วจองไว้นะคะ เดี๋ยวกลับมา เดี๋ยวแบบแป๊บแม้ว)

      ----------------------------------------------------------------------------

      (ขออนุญาตไม่ลบข้อความก่อนนหน้านี้นะคะ) บอกตามตรงว่าเราส่องบอร์ดบ้าง อย่างเมื่อวันก่อนโพสกระทู้จำนวน 1 ea แล้วก็มาดูผลตอบรับ เลยไม่ค่อยดูว่าชาวบ้านเขาตั้งไปว่าอะไรบ้าง แต่ก็มีตอบบ้างอะไรบ้าง แค่เราไม่ค่อยสังเกตมากกว่า พออ่านกระทู้คุณเลย ย้อนไปอ่าน แล้วคิดว่า จริงแฮะ สมัยก่อนที่มีบอร์ดใหม่ ๆ เราว่าสาระมันเยอะกว่านี้ ไม่ได้มาเพื่อขิงว่าเล่นมานาน ด้วยแต่ก่อนบอร์ดมันใหม่ แล้วเป็นช่องทางที่คอมมูฯ ให้คนมาแลกเปลี่ยนรุ่นแรก ๆ ในยุคต้องต่อเน็ตผ่านสายโทรศัพท์ เรากล้าพูดได้เต็มปากว่าเขียนนิยายจนมีผลงานเนี่ย ก็ศึกษาจากบอร์ดด้วย เวลาผ่านไปอะไรก็เปลี่ยน เคยอ่านกระทู้หนึ่งบอกว่า ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ นี่แบบบอร์ดเราแบ่งรุ่นด้วยเรอะ ไม่เคยรู้มาก่อน


      การเขียนนิยายหากให้เล่าในมุมมอง คือ มันง่าย...ก็แปลกแล้ว! การเขียนนิยายสักเรื่องเนี่ย ยากจะตาย! ต้องวางแผน วางโครง คิดชื่อเรื่อง ตัวละคร พล็อต ปม แล้วก็ยิบย่อยต่าง ๆ นักอ่านฉลาดมากค่ะ ดูถูกมิด้ายเลย ถ้าเฟคนี่จับได้ง่ายมาก แล้วอีกอย่างการบรรยายค่ะ พล็อตดี โครงดี การบรรยายด้วย คำผิด การใช้คำซ้ำ เริ่มเขียนบางทียังยาก ดำเนินเรื่องไปจนจบยิ่งยากกว่า แค่อ่านตรงนี้อาจจะท้อ งานเขียนไม่มีทางลัดเลย เมื่อไหร่ที่มี ทางลัด มันจะกลายเป็น ทางหลัก ทันที ทุกคนล้วนแล้วแต่ชอบประสบความสำเร็จ แต่บางคนไม่ชอบเก็บประสบการณ์นัก คือ มาขอความคิดคนในบอร์ด ด้านเจตนาก็ไม่คิดว่าผิดหรอก แต่ขอให้ตั้งชื่อนู้นนี่นั้น เหมือนตัวเองไม่มีไอเดีย แค่มาถามเพื่อเอาไปต่อยอด มันก็ดูแปลก ๆ นะคะ นิยายตัวเองยังให้คนอื่นมาคิดนู้นนี่ให้เนี่ย แบบขอคำปรึกษาได้นะคะ ว่าธีมนี้ควรตั้งชื่อแบบไหน ถ้าไม่คิดมาก พิมพ์ใส่กูเกิ้ลค่ะ ชื่อภาษาต่าง ๆ พร้อมความหมาย บางทีเราขี้เกียจก็ใช้แบบนี้นะ


      อีกอย่างมันประเด็นอ่อนไหว เอาจากประสบการณ์ที่วิจารณ์นิยายยามว่างนะคะ คือ นักเขียนหลายคนไม่รู้ว่าจุดอ่อนในเรื่องที่ตัวเองเขียนคืออะไร พอทักทีก็ตอบที พออ่านแล้ว ทำไมไม่เอาไปเขียนในนิยายให้รู้เรื่องเล่า! (นอกเรื่องไปขอจบค่ะ) เราอาจจะหัวโบราณ ด้วยเราเริ่มจาก 0 จริง ๆ แล้วอาศัยอ่าน ลองไป WS บ้าง ไปฟังความคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ นู้นนี่นั้น ไปเปิดมุมมองด้วยเองไรงี้ หลายคนเขียนเก่งค่ะ ทั้งที่อายุยังน้อย ทำดีมาก ขอชื่นชม


      งานเขียนก็เริ่มจากการอ่านค่ะ ในบอร์ดมีเมมเมอร์ท่านหนึ่งรวบรวมไว้ ชื่อว่า คุณมิรันค่ะ ลองไปศึกษาดีกว่าเนาะ ถามเยอะ ๆ ขอให้ช่วยนู้นนี่ มันก็ได้อยู่หรอกค่ะ แต่ก็นะคะ ถ้าไม่ไหวก็ลองมาหากำลังใจในบอร์ดหรือขอคำปรึกษาได้ นี่ก็ไม่ใช่คนใจร้าย แค่ทำงานหาเงิน สนับสนุนค่าดินปลูกพืชอวบน้ำค่ะ


      คอมเมนต์ยาวนอกเรื่องด้วย 555

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เห็นด้วยเลย

      เราเปิดเข้าไปดูเกือบทุกกระทู้นะ แต่ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง บางกระทู้ก็โอเค บางกระทู้ก็...อืม....


      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #3-1

        คือหลังๆ มานี้เห็นกระทู้แนวๆ นี้บ่อยมาก ด้วยความที่ก็อยู่มานาน เขียนมาตั้งนาน ปกติเรื่องพวกนี้เราต้องคิดเองหมด ไม่เคยถามใคร ไม่ก็ถ้าถาม อย่างน้อยต้องคิดเองไปบางส่วนน่ะค่ะ แล้วมาทำนองขอความเห็นมากกว่า พอเจอการถามแบบนี้เลยชักงงว่าแบบนี้ก็ได้ด้วย ฮาาาา เลยอยากระบายบวกแนะนำนัก(อยาก)เขียนด้วยกันเฉยๆ

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ปล่อยซึมเถอะ ให้ธรรมชาติคัดสรรกันไป

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ผมเอง
      Guest IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เอาน่า อย่าเครียดมาก เหล่าเด็กน้อยผู้อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร


      มันยากนะครับที่จะเริ่มเขียนนิยาย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เห็นด้วยอีกหนึ่งเสียงค่ะ


      เวลาพักสมองจากการปั่นงานเราก็จะเข้ามาตามอ่านเกือบทุกกระทู้นะ แต่บางกระทู้มันก็เหลือเกินจริง ๆ อย่างเช่นกระทู้ ตั้งชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร ตั้งนามปากกา ถามหาพล็อต ขอ Character ตัวละคร ขอข้อมูลการเขียน อะไรเทือกนี้อ่ะ มันเป็นอะไรที่แบบ...เอิ่มมาก Google มันก็มีใช่ป่ะ ทำไมไม่ลองหาเอาเองก่อน พยายามสักนิดแล้วค่อยมาขอความช่วยเหลือจะดีกว่าไหม นั่นนิยายของคุณเองนะ T_T

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ผ่านทาง
      Guest IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เพิ่งคุยกับแม่อยู่เลยค่ะเมื่อวันก่อนเรื่องนี้ คุยกันเรื่องอุลตร้าแมนที่กำลังเป็นข่าว ที่เด็กถูกผู้ใหญ่บังคับให้กราบขอขมา แล้วมาเรื่องที่ว่าถ้าเด็กถูกผู้ใหญ่ต่อว่าเข้ามากๆ จะเริ่มไม่กล้าทำอะไรทั้งสิ้น ว่าช่วงนี้ก็เห็นอะไรแบบนี้บ่อยเหลือเกิน ราวกับว่าพวกเขากำลังคิดว่านิยายเป็นรายงานที่ต้องมีหลักการ มีอะไรตรงเป๊ะ ไม่งั้นจะเขียนออกมาไม่ได้เรื่องอะไรแบบนั้น (เรียนจิตวิทยามาบ้างน่ะค่ะเลยชอบหยิบเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคาดเดา อ่านสาเหตุ)


      คือเราก็เป็นนะบางที แต่เราไม่ได้ถามคน เราถามไพ่ทาโร่ขอความคิดเห็นอยู่บ่อยๆ บางทีเป็นคำถามงี่เง่าไปหน่อยแต่อยากได้ความเห็นชอบก็ถามคุณไพ่~ คุณไพ่เข้มงวดมากค่ะ บางทีเห็นเรากำลังเข้าใจผิดอะไรก็เตือน แต่ก็ให้กำลังใจอยู่เรื่อยๆ (นอกเรื่อง)


      แต่เห็นด้วยสุดๆ ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีอะไรอยู่ในหัวบ้างค่ะ หรือถ้าเป็นกรณีอยากเป็นนักเขียนคอมมิชชั่นจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีคนเป็นคู่ขาคอยคิดเรื่องให้ตลอดเวลา เพราะการเขียนให้เก่งขึ้นคือการฝึกเขียนไปเรื่อยๆ ไม่มีเนื้อเรื่องให้เขียนก็ไม่ได้ฝึกฝีมือสักที ถ้าอย่างนั้นต่อให้เป็นนักเขียนคอมมิชชั่นก็ทำไม่ได้หรอกนะคะ เขียนไม่เก่งไม่ดีก็ไม่มีคนมาจ้างงานเอา


      ว่าแล้วก็นึกถึงตอนเพิ่งเริ่มหัดเขียนเลยค่ะ แรกเริ่มติดนิยายก็เลยลองหัดเขียนนิยายดูบ้าง ตอนแรกก็เขียนไปเรื่องหนึ่งได้แค่สองหน้ากระดาษสมุด ตอนนั้นกระทั่งเรื่องการเว้นย่อหน้าก็ยังไม่รู้จักเลย เขียนกันติดเป็นพรืดจนอ่านได้ยาก แล้วเพราะเพิ่งเริ่มเขียน มันรู้สึกว่าไม่ถนัดและทรมานเลยเลิกเขียนไป


      กระทั่งไปเห็นเพื่อนคนหนึ่งนั่งเขียนนิยายอยู่ในห้อง รู้สึกว่าเขาเก่งจัง นิยายเขียนยากขนาดนั้นยังเขียนได้อย่างมีความสุข รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา ไปๆ มาๆ ก็เริ่มเขียนนิยายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกๆ ก็แต่งไม่ค่อยจบสักเรื่อง พอราวๆ ม.ห้าล่ะมั้งถึงแต่งจบไปสักเรื่องหนึ่ง เป็นแนวโรเมนติกแฟนตาซี เอากลับมาอ่านในตอนนี้มันก็ยังเขียนได้ชวนกุมขมับอยู่หรอก แต่ยังจำความรู้สึกตอนที่นิยายจบลงสักเรื่องได้อยู่เลยว่ามันเป็นปลื้มขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน


      ในเรื่องพล็อตเรื่องเราก็เพ้อๆ ไปเรื่อยๆ ในนั่นแหละค่ะ ส่วนตัวชอบอ่านนิทาน เรื่องที่แต่งจบเรื่องแรกนั่นก็เป็นเรื่องที่เอาพล็อตนิทานมาดัดแปลง นิทานพวกนี้เป็นบ่อน้ำความคิดที่ดีนะคะ ไม่มีลิขสิทธิ์ (คนแต่งตายไปเกินห้าสิบปีแล้วหรือบางเรื่องหาตัวคนแต่งไม่เจอเสียด้วยซ้ำ) ถ้าคิดไม่ออกว่าจะแต่งเรื่องไหนลองเอามันมาดัดแปลงดูก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ ดีๆ ก็ได้ เจ้าหญิงนิทราเลย อะไรเลย แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าคิดจะแต่งนิยายจริงๆ อย่างแรกก็น่าจะมีพล็อตที่อยากเขียน แนวที่อยากเขียนมาก่อนหรือเปล่า แล้วมันจะเป็นป้ายบอกทางให้เรารู้เองว่าเราอยากเดินไปทางไหน เราเลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่ามาแต่งนิยายแล้วยังไม่รู้อะไรเลยกระทั่งอยากเขียนพล็อตแบบไหน หรืออยากเขียนเรื่องราวของคนแบบไหนมันเป็นยังไง


      ถ้าใครเคยวาดรูปไปด้วยก็น่าจะเข้าใจค่ะ ความรู้สึกที่ว่าแรกเริ่มจะขีดเขียนอะไรลงไปก็ได้ ไม่ได้ใส่ใจหลักการเสียเท่าไร แค่อยากเขียนในสิ่งที่อยากเขียน อยากเขียนในสิ่งที่เราจินตนาการ ในสิ่งที่เราอยากอ่าน แต่พอเริ่มอ่านบทความ เริ่มได้ยินคนอื่นพูดเรื่องหลักการเขียนนิยายมากขึ้นความคิดมันก็เริ่มตีบตันขึ้นเรื่อยๆ ไร้อิสระมากขึ้น ความคิดเห็นคนอื่นอาจจะดีนะ แต่บางทีอะไรแบบนี้มันเป็นดาบสองคม กำลังต้องการเขียนให้คนอื่นชอบอยู่หรือเปล่า กำลังยึดติดกับหลักการมากเกินไปหรือเปล่า แรกเริ่มเขียนตามที่ตัวเองชอบสร้างพาสชั่นให้ตัวเองอยากเขียนนิยายก่อนดีกว่า เรื่องอื่นค่อยว่ากันค่ะ


      แล้วไม่แน่เขียนจากพาสชั่น (ความชอบ) เนี่ยได้ผลดีกว่าเขียนตามเสต็ปเสียอีกนะคะ นิยายเราตอนแรกเขียนแบบไม่รู้อะไรเลย เขียนแค่จากที่ชอบ ไม่มีหลักการ ไม่มีอะไรเลย ตรรกะก็วิบัติโคตร...ตอนนี้เรื่องนั้นเฟบพันขึ้นค่ะ ส่วนเรื่องอื่นที่เขียนทีหลังงั้นเหรอ ไม่มีเรื่องไหนตามติดเรื่องนั้นได้สักเรื่องค่ะ

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #7-1

        ขอบคุณมากค่ะเรื่องข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับนักเขียนคอมมิชชั่น คือตัวเจ๊ดเองก็เพิ่งรู้จักตลาดนี้ไม่นานมานี้เหมือนกัน ตอนไปหานักวาดคอมมิชชั่นมาวาดปกนิยายว่าเอ้อ สมัยนี้มีแบบนี้ด้วยแฮะ นั่นสินะคะ อย่างน้อยถึงจะได้คนจ้างกำหนดรายละเอียดต่างๆ มาให้ แต่ตัวนักเขียนเองก็ต้องมีความคิดในการผูกเรื่องราวออกมาให้เป็นนิยายที่ดีได้ด้วย

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เรามองอีกมุมหนึ่งนะ มุมที่จะเกิดนักเขียนใหม่ๆ

      จากความรู้สึก เออออ อยากเขียนว่ะ

      พบในเด็กเลย เด็กประถม มัธยม

      ที่ผ่านมาเราก็อ่าน ...ขำดี คนมาตอบก็ตลก

      ฝึกความอดทนดีเหมือนกัน ....

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ตามนั้นค่ะ...
      มันอดคิดงั้นไม่ได้จริง ๆ หลายคำถามนี่คือ..."นี่ถามจริง ๆ หรือวะ???" ๕๕๕๕๕๕ โอยยย
      แต่ไม่ใส่ใจดีกว่าเพราะคิดว่าถึงอย่างไรคนที่ตั้งกระทู้ถามก็คงไม่ได้ไปต่อในเส้นทางนี้แน่นอน (คำถามมันบอก ๕๕)
      แต่...ก็ถ้าอยากได้ชื่อว่าเป็นนักเขียน(นิยาย)จริง ๆในชาตินี้ ก็จะมีแค่คำแนะนำ 2 ข้อเหมือนเดิมเหมือนทุกครั้งที่มีคนมาถาม
      1. อ่านค่ะ อ่านเยอะ ๆ อ่านให้มากให้หลากหลาย(ไม่ใช่อ่านแค่นิยาย) และเน้นหนักที่งานที่เราสนใจ อ่านงานนักเขียนเก๋า ๆ รุ่นใหญ่ รุ่นลายคราม จะได้รู้ว่างานคุณภาพมันเป็นอย่างนี้... เหล่านั้นคือครูของเรา ตำราการเขียนคือหนังสือทุกเล่มค่ะ ไม่ใช่แค่เล่มที่บอกว่าเป็นตำรา


      2. เขียนค่ะ เขียนแบบ free-writing คือนึกจะเขียนอะไรก็เขียน เห็นกระดาษเห็นที่ว่างไม่ได้เป็นต้องเขียน ไม่ต้องมีพล็อตไม่มีพล็อต เขียนทิ้งเขียนขว้าง เขียนทุกวัน เหมือนนักมวยที่ฝึกออกหมัดทุกวัน หนักบ้างเบาบ้าง ชกกระสอบทรายบ้าง ชกเป้าล่อบ้าง ไม่มีใครเกิดมาเพื่อปล่อยหมัดหนัก ๆ หมัดเดียวให้โลกจำเลย -- ไม่มีหรอกค่ะ

      สรุปคือ อ่านและเขียนให้มาก ๆ นะ แล้วคำถามตลก ๆ จะหายไปเอง ๕๕

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ป.ล. เพิ่งเคยได้ยินคำว่านักเขียนคอมมิชชั่น .. . น่าสนใจแฮะ ๕๕๕๕ เหมือน ghost writer ใช่ไหมคะ

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #10-1

        คิดว่าคล้ายๆ นะคะ เจ๊ดก็เพิ่งไปเจอในกรุ๊ปคอมมิชชั่นไม่นานมานี้

        ส่วนใหญ่เท่าที่ดูจะเป็นแต่งแค่ตอนสั้นๆ เหมือนแฟนฟิค เฮดเคน่อน

        คนรับจะมาโฆษณาไว้ว่าตัวเองถนัดแต่งเรื่องแนวไหน มีตัวอย่างผลงานมาให้พิจารณา

        คนจ้างก็จะมาโพสต์ไว้ว่ากำลังตามหาคนแต่งแนวนี้ พล็อตประมาณนี้


        นั่นสิน้า ขนาดนักเขียนคอมมิชชั่นยังต้องรู้แนวเลยว่าตัวเองชอบและถนัดแต่งแนวไหน ฮ่าๆๆ

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จะมีสักกี่คนที่รู้แล้วว่าตอนนี้เขานับสมองว่ามันแบ่งออกเป็น 3 ซีก

      - ซีกซ้าย: ตรรกะ คำนวน ภาษา เหตุผล ความจำ

      - ซีกขวา: จินตนาการ อารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์

      - กลีบหน้า: สงสัย เอะใจ สืบค้นหาข้อมูล <<< เด็กไทยขาดการพัฒนาสิ่งนี้


      ระบบการศึกษาไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะใช้วิธีการสอนด้วยการยัดข้อมูลให้จำเพื่อนำไปสอบนับคะแนน คิดตรงกับคนออกข้อสอบ = คะแนนดี...แต่ไม่มีใครสงสัยว่าคนออกข้อสอบมันฉลาดจริงหรือเปล่า เด็กรุ่นใหม่เลยใช้หัวคิดไม่ค่อยเป็น ไม่นึกเอะใจ สงสัย หรือคิดจะหาคำตอบด้วยตัวเอง ทำตัวเป็นลูกอีแร้งรอ (ถาม) แม่มันให้คาบซากศพ (คำตอบ) มาป้อน ซึ่งอีศพนั้นจะเน่า เก่าแก่ จริงแท้แค่ไหน หรือเป็นศพปลอมเมคขึ้นมามั่วๆอย่างคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตก็ไม่รู้


      ผมแนะนำได้อย่างเดียวคือถ้าหากเจอใครตั้งกระทู้แบบนั้นให้ใช้การ 'ตั้งคำถาม' เพื่อกระตุ้นสมองกลีบหน้าของเขาให้มันได้ใช้งาน ไม่งั้นเขาก็จะมาตั้งกระทู้เป็นลูกอีแร้งรอคำตอบไปชั่วชีวิต (โปรดถามอย่างเมตตา อย่าแดกดัน เพราะถ้าอารมณ์เขาตกอยู่ในสภาวะถูกกดดันหรือต่อว่า สมองจะปิดรับการเรียนรู้)


      ป.ล. ไม่ได้โกรธคนถาม แต่โมโหกับคนแก่หัวโบราณที่ควบคุมระบบการศึกษาในไทย

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #11-1

        เรื่องนี้ซาบซึ้งเลยตอนที่เรียนป.ตรี เอกญี่ปุ่น แล้วต้องเรียนกับอาจารย์คนญี่ปุ่น

        สไตล์การสอนจะต่างกับที่เด็กไทยเราคุ้นชินมาก เราเคยชินกับการถามๆ ถามๆ

        แล้วได้คำตอบ ก่อนสอบก็ถามแนวข้อสอบแล้วอ่านแค่ที่ออกไปสอบ


        แต่ญี่ปุ่น ฝรั่ง เขาไม่สอนเด็กแบบนั้น เขาจะบอกให้เด็กไปคิดมาก่อน ไปค้นคว้ามาก่อน พยายามเองก่อนแล้วเอามาส่ง ครูมีหน้าที่แค่ออกความเห็น คอยแนะแนวทาง กระทั่งตอนแก้งาน ก็จะไม่บอกคำตอบที่ถูกมาตรงๆ ให้กลับไปแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นล่ะ

        จนกว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องเอง เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้คิด รู้จักพลิกแพลง รู้จักพยายามค้นคว้า และเข้าใจด้วยตัวเองจะได้จำไปนานๆ


        ซึ่งตอนแรกเจ๊ดก็รู้สึกหลงทางแล้วก็รำคาญเหมือนกันนะคะ

        แต่ไปๆ มาๆ มันก็เออ มันได้ผลกว่าจริงๆ ว่ะ ฮ่าาาา

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ทุกความพยายามอาจไม่นำมาซึ่งความสำเร็จ

      ทุกความสำเร็จไม่อาจปราศจากความเพียรพยายาม


      พวกนี้เราปล่อยเบลอ ตัลลอดอะนะ55

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #13
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สงสัยสมองของคนพวกนี้คงหมดไปกับยุ่งเรื่องชาวบ้าน

      จนลืมไปว่าสมองของตัวเองทำหน้าที่อะไรบ้าง

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #14
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จะว่าไปก็ถูกนะ


      คือถ้ามีคำถามสงสัยที่เกิดจากการทดลองทำแล้ว แต่มันดูแปลก ๆ หรืออยากขอความเห็นมาประกอบการตัดสินใจ หรือเพื่อเอาไปปรับปรุง แก้ไข พัฒนาต่อยอด หรือแลกเปลี่ยนความเห็นขยายมุมมองล่ะก็ คำถามพวกนั้นส่วนใหญ่จะได้รับความสนใจ และเป็นคำถามที่ดีครับ ให้คนมาทีหลังได้ศึกษาด้วย




      แต่บางที ผมก็รู้สึกเวลาเห็นกระทู้ถามนะ... ว่าคำถามนั้นบางกระทู้ก็อาจไม่ได้ต้องการสาระในคำตอบเป็นประเด็นนะ แค่เอาคำถามมาตั้งกระทู้เป็นเรื่องชวนคุยมากกว่า




      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #15
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อ่านแล้วผมก็นึกขึ้นได้เพราะมันจริงอย่างที่ว่า บางครั้งผมยังเข้าไปหยอกล้อเลย ในความรู้สึกของผมเหมือนเจ้าของกระทู้ไม่ได้ต้องการคำตอบจริง แค่ตั้งคำถามขึ้นมาเล่นๆ เฉย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #16
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      บางครั้งเขาก็แค่อยาก...ชวนคุย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #17
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      บางคนไม่ได้มาขอจริงๆหรอกครับ แต่แค่เหงาและอยากหาเพื่อนในวงการชวนกันพูดคุยน่ะ ผมคิดแบบนี้นะ เลยกลายมาเป็นกระทู้แนวนี้ เพราะมันสามารถหาอะไรคุยได้เรื่อยๆ ถึงในทางปฏิบัติอาจจะไม่ได้ผลก็เถอะ เพราะบางคนเขาก็ขี้เกียจจะตอบ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      BlahBlah
      Guest IP
      #18
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ในยุคที่ Google มีทุกอย่าง คนกลับยิ่งขี้เกียจหาความรู้ ในขณะที่ยุคที่มีแค่ห้องสมุด คนกลับต้องขยันค้นคว้าหาอ่านเอาเอง(เพราะโซเชียลไม่แพร่หลาย)


      บางทีโลกเรามันก็ตลกเนอะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #19
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จริงที่สุดค่ะ งานเขียนเรา เราจะมาถามคนอื่นว่าจะให้เขียนยังไงไม่ได้ ไม่งั้นถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปฝีมือไม่พัฒนาหรอก


      ย้อนไปประมาณ 5 ปีก่อน เราเริ่มเขียนนิยายแฟนตาซีในไอดีเก่า ภาษาคือมั่วมาก ไม่ค่อยดี อธิบายไม่เก่ง แต่เราไม่เคยถามใครว่าเราจะตั้งชื่อตัวละครยังไง เขียนนิสัยยังไง หรือพล็อตมันแบบไหนในเมื่อมันเป็นนิยายของเราอะ จนมาถึงปัจจุบันเราก็ศึกษาจากการอ่าน การหัดเขียนมาเรื่อยๆ อันไหนที่ไม่เข้าใจก็ค้นหาเพิ่มเติมเอาเองว่าควรจะพัฒนาตรงไหน มีจุดบอดยังไง


      เห็นหลายคนเหมือนกันนะคะที่บอกว่าจะเขียนตามคนต้องการ มีคนบอกให้ทำแบบนี้ เอาแบบนี้ แต่ถ้าเขียนตามคนต้องการแล้วมันออกมามั่วก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการนี่นา ระหว่างรักษาคนอ่านกับเขียนตามที่เราวางแผนเอาไว้เราเลือกเขียนตามแผนดีกว่า ถ้าคนรักงานเราไม่ว่าจะเป็นแบบไหนเขาก็อ่านนี่ ._.



      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #19-1

        ส่วนตัวนี่เจอมาเหมือนกัน เรื่องการตามใจคนอ่าน

        ปกติก็ไม่ใช่คนเปิดรับสมัครตัวละครหรอกนะคะ

        แต่มีครั้งหนึ่งที่เผลอตัว แล้วเข็ดหลาบมาจนวันนี้เลย


        คือเป็นน้องนักอ่านที่สนิทกัน คุยกันในเฟสแทบทุกวัน แล้วน้องเขาก็ขอให้เราใส่ตัวละครเข้ามาตัวนึงเพื่อเป็นแฟนกับตัวละครออริในแฟนฟิคของเจ๊ดที่เขาชอบ (self-insert ประมาณนั้นค่ะ)


        ถึงจะไม่ได้เป็นตัวละครสำคัญ และยังไม่ได้มีบท(และอาจจะไม่มีเลยก็ได้ 555) แต่ที่จริงแล้ว เจ๊ดวางแผนตัวละครตัวนี้ไว้แล้วคร่าวๆ แต่พอน้องเขาขอมา เราก็ต้องเพิ่มบท ปรับเรื่อง ซึ่งตอนแรกมันก็ดูไม่มีปัญหาอะไร แต่ทว่า...ไปๆ มาๆ เราเกิดต้องปรับพล็อตจริงๆ แล้วมันดันหักมุมทำให้-ตัวละครที่คู่กับตัวละคร self-insert ของน้องเขา ไม่ได้ลงเอยกับตัวละครของน้องเขา


        เราทำอะไรไม่ได้จริงๆ เพราะตัวละครของน้องเขาไม่ได้มีเคมีกับตัวละครออริเลย แถมบอกตรงๆ นิสัยของตัวละครไม่เข้ากับเซตติ้งของเรื่องด้วยซ้ำ เราต้องซัฟเฟอร์มากในการพยายามฝืนยัดเยียดตัวละครตัวนี้ลงไปในเรื่อง จนเราไม่ไหวอีก แล้วด้วยกรอบของพล็อตมันบังคับให้เรื่องต้องดำเนินไปแบบนี้ เราจะไปให้ความสำคัญกับตัวละครของน้องเขามากเกินกว่าตัวละครหลักๆ พล็อตหลักๆ ไม่ได้


        ผลก็คือ น้องเขาโกรธมาก เสียใจมาก บอกว่ารู้สึกเหมือนถูกหักหลัง จากนั้นก็เลิกอ่านฟิคของเราไปเลย แต่ซ้ำร้ายคือ เขาพาลเกลียดตัวละครออริตัวนั้น (ซึ่งเป็นของเรื่องต้นฉบับ ไม่ใช่ของเจ๊ด!) ไปด้วย ซึ่งนั่นทำให้เจ๊ดรู้สึกผิดมากๆ


        จากนั้นเป็นต้นมา เราตั้งใจเลยว่า จะไม่รับตัวละครของใครมาใส่ในเรื่องอีก เด็ดขาด!

        ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #19-2

        ทางนี้ก็เคยเจอ สมัยแต่งฟิครับสมัครตัวละคร โโนเจ้าของตัวละครถามนั่นถามนี่ เวลาตัวละครทำอะไรไม่พอใจ จะมาบังคับนั่นบังคับนี่ สุดท้ายฟิคเรื่องนั้นเจ๊ง

        ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #19-3

        จริงงงง ดังนั้นทุกครั้งที่เห็นโพสต์เปิดรับสมัครตัวละครนี่

        เป็นอะไรที่งงมากว่า โคตรเก่งเลย เขา(ทน)เขียนกันได้ยังไง(ฟะ)??? 5555+

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #20
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เบื่อที่จะตอบแล้วล่ะ

      เป็นแค่คนหัดเขียน.. ที่ค่อนข้างเขียนตามอารมณ์ ไอเดียไม่มี..เรื่องก็ไม่เดิน

      ช่วงนี้โน๊ตบุ้คเจ๊งไปอีก.. RIP

      ตอบกลับ
  • ความคิดเห็นที่ 21 - 28

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป