/>

เดินทางตามรอยเส้นทางอยุธยาสายประวัติศาสตร์ (Part 2) [ยินดีให้แชร์]

วิว
 
 
          ขณะที่ดิฉันกำลังเดินงงๆอยู่ ก็มาถึงโซนเครื่องสังคโลก ถึงกับต้องชะงัก  สายตาของดิฉันได้ไปปะทะกับ เจ้าแม่นาคี!  กรุงศรีอยุธยาทำสังคโลกเป็นรูปเจ้าแม่นาคีด้วยหรอวะเนี่ย  ดิฉันสงสัยจนต้องไปสืบค้นเพิ่มเติม จนมารู้ว่า นั่นไม่ใช่เจ้าแม่นาคี แต่มันคือ “หัวมังกร”  นั่นเอง เป็นเครื่องสังคโลกที่เอาไว้ประดับราวบันไดหรือชายคาอาคาร เหอ ๆ ๆ สวยปนน่ากลัว แต่คนอื่นเขามองว่ามันสวย ดูแพง แต่สำหรับดิฉันจะไม่เอามันมามาติดชายบันไดที่บ้านเด็ดขาด
นอกจากสังคโลกจะทำเป็นภาชนะเครื่องใช้แล้ว เขายังเอาไว้ประดับอาคารต่าง ๆ ทำเป็นรูปช้าง รูปยักษ์ รูปเทวดา ตุ๊กตาเสียกบาล ตัวหมากรุก อยากให้ทุกคนลองมาดูของจริง บ้างน่ารัก บ้างน่ากลัว ฮ่า ๆ ก็แล้วแต่จะคิดกันไป ของมันต้องมาดูอะ

          ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การเดินชมวัตถุโบราณเหล่านี้จะทำให้ดิฉันรู้สึกจอยกับมันได้ อาจเป็นเพราะอินเนอร์ความติ่งละครบุพเพสันนิวาสส่วนตัวด้วยรีเปล่าไม่แน่ ใจ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ดิฉันคิดว่า การจะดูวัตถุโบราณให้สนุกได้นั้น ควรจะสืบค้นข้อมูลคล่าวๆ มาก่อน เพราะจะทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปมากขึ้น และอยากจะตามหาว่าของจริงมันเป็นยังไง การมาเดินเล่น เดินชมโบราณและศิลปวัตถุที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาครั้งนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกใหม่กับวัตถุโบราณเก่าแก่เหล่านี้ ตอนนี้ดิฉันกลับรู้สึกว่าเครื่องปั้นดินเผา ไม่ได้เป็นแค่ดินเหนียว แต่เป็นสัญลักษณ์ที่แฝงไปด้วยเรื่องราวอันน่าสนใจมากมายไว้ข้างหลังให้เราลองเข้าไปค้นหาค่ะ
 

 
          เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา เราได้ขับรถมุ่งไปสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม หรือ พระราชวังจันทรเกษม แล้วก็เหมือนเดิม โอโจ้ด้วย Google Map เพื่อนซี้ของดิฉันก็นำพาเรามาถึงที่หมายจนได้ เราจอดรถอยู่ริมประตูรั้วโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ดิฉันและเพื่อนต่างเดินทอดน่องท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องมาสร้างเม็ดสีเมลานินให้ผิว แนะนำว่าพวกเธอที่จะมาที่นี่ควรพกร่ม พกหมวก พกพัด ที่สำคัญมาก อย่าลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาด

          ดิฉันเดินรอบกำแพงวังที่สูงมาก เป็นกำแพงที่ทำด้วยอิฐ ทาสีขาว มีใบเสมา มีประตูทั้งหมด 4 ประตู ด้านละ 1 ประตู แต่นางเปิดให้เข้าแค่ประตูเดียวน่ะสิ หน้าที่ตอนนี้คือเดินวนไปหาประตูที่จะเปิดต้อนรับเหล่าแก๊งนางฟ้าค่ะ
 
          เดินมาจนถึงประตูวังด้านทิศตะวันตก ขอบคุณสวรรค์ ความกว้างของประตูทำให้สายตาของดิฉันสามารถลอดผ่านเข้าไปเห็นตึกทอดยาวท่ามกลางสนามหญ้าอันเวิ้งว้างด้านใน มีต้นไม้ขนาดกลางขึ้นอยู่ห่างเป็นระยะ แต่ยังไม่ชัดนัก ทันทีที่ก้าวขาเข้ามาด้านใน เลนส์ขยายทรงสี่เหลี่ยมเล็กที่อยู่ตรงกับตาทั้งสองข้างก็ทำหน้าที่ของมัน ดิฉันตะลึงงันกับภาพของตึกที่อยู่ตรงหน้า นี่เราพาตัวเองเข้ามาในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยได้ยังไง  ฮัลโหล เอ่อ วันนี้เป็นวันเสาร์สินะ เลยไม่มีนักเรียนมาเรียนสักคน

          จ้อค่ะคุณน้อง เรื่องจริงที่ไหนกัน นี่คือตึกที่ทำการภาค หรืออาคารมหาดไทยนั่นเอง มีลักษณะคล้ายตึกยาวของโรงเรียนสวนกุหลาบ แต่ขอพักไว้ก่อน เพราะตึกแรกที่ดิฉันจะเดินเข้าไปสำรวจไม่ใช่ที่นี่
เมื่อเดินเข้าประตูวัง ทางด้านขวาจะเป็นออฟฟิศขายบัตร นังพี่ตัวดีไปจ่ายตังค์ให้เขาเฉย 20 บาทนะคะทุกคน แต่ถ้าโชว์บัตรนักศึกษาก็ฟรีตามระเบียบ แต่นี่จ่ายตังค์แล้ว เขาก็ออกบัตรให้แล้วด้วย เลยขอคืนเงินไม่ได้น่ะสิ เสียงหวาย กามิ ลอยมาในหัว “บอกเลยว่าชั้นเสียใจ แต่ไม่แคร์” (เพราะไม่ใช่เงินตู ฮ่า ๆ)

          ก่อนหน้านี้ดิฉันได้เตรียมตัวตื่นเต้นมาบ้าง เพราะรู้ว่าที่นี่เป็นที่ประทับของเหล่ากษัตริย์ และพระมหาอุปราช ถึง 7 พระองค์ด้วยกัน ได้แก่ สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์

          จากคำบอกเล่าของผู้นำชมพิพิธภัณฑ์ บอกว่า ตอนสร้างพระราชวังจันทรเกษมใหม่ ๆ คนเรียกกันว่าวังใหม่ หรือวังหน้าตามตำแหน่งที่ตั้ง เพราะตั้งอยู่หน้าวังหลวง ต่อมาข้าราชบริพารเสด็จลงมาพร้อมพระนเรศวรจึงเรียกว่า วังจันทน์  ชื่อเดียวกับที่ประทับของพระนเรศวรที่เมืองพิษณุโลกนั่นเอง

          จากคำบอกเล่าของหญิงผู้นำชมก็ยังบอกอีกว่า บริเวณนี้เคยเป็นเพนียดคล้องช้าง ดินจะนิ่มจนไม่สามารถสร้างตึกได้ และจะมีวัด ซึ่งพม่าจะตีเข้ามาด้านนี้ เมื่อทำลายจุดตรงเพนียดคล้องช้างก็จะเข้ามาได้เลย เพราะเมื่อก่อนไม่มีวังหน้า ไม่มีวังหลัง สมเด็จพระมหาธรรมราชา ท่านทรงเห็นว่าจุดนี้เป็นจุดบอด จึงสร้างพระราชวังนี้ขึ้น แต่กว่าจะมาเป็นพระราชวังจันทรเกษมให้เราได้ชื่นชมกันในวันนี้ ที่นี่ก็เคยถูกทิ้งร้างมาก่อน หลังเสียกรุงศรีอยุธยา ก็โดนทิ้งแบบลากยาวเลยจ้า จนรัชกาลที่ 4 มาบูรณะและปรับปรุงใหม่เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อพระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และพระราชทานนามใหม่ว่า “พระราชวังจันทรเกษม” นั่นเอง
 

          ในเรื่องความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม ดิฉันต้องขอยกให้ที่นี่เลย สวยโอ่อ่า อลังการ ในพระราชวังนี้ไม่ค่อยเห็นคนพลุกพล่านเหมือนพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีใครรู้จักที่นี่รึเปล่า ทั้งที่มีทุกอย่างให้ดูครบครันมาก นอกจากสถาปัตยกรรมที่มีการผสมระหว่างยุโรปและจีน ก็ยังมีพวกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุให้ได้ศึกษา เพลิดเพลินไม่ขาดเช่นเดียวกัน
 

          ดิฉันเดินหมุนตัวอยู่หน้าตึกๆ หนึ่ง ที่อยู่ทางซ้ายมือของประตูทางเข้า มีแฟนของเพื่อนคอยเก็บรูปให้เป็นระยะๆ ตึกนี้ก็คือ ตึกพลับพลาจตุรมุข มีลักษณะเป็นตึกแฝด มีหน้าบัน แต่ละด้านประดับตราพระราชลัญจกรไม่ซ้ำกัน ครึ่งตึกครึ่งไม้ ฐานเป็นคอนกรีต ตัวอาคารเป็นพื้นไม้สัก หลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์แบบไทย มุงด้วยกระเบื้องลอน หรือกระเบื้องกาบูแบบจีน

          ระหว่างขึ้นตึก พลันได้ยินเสียงผู้หญิงสองคน บ้างเจื้อยแจ้ว บ้างแผ่วเบา เสียงเจ้าหน้าที่นั่นเองค่ะ โล่งอก  ดิฉันกวาดสายตาจนหยุดอยู่ท่ามกลางท้องพระโรงที่ประดับด้วยนพปฏลมทาเศวตฉัตรเก้าชั้นบนเพดาน และมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ 4 และ 5 ติดอยู่ด้วย
 
   

          ที่นี่จัดแสดงของใช้ส่วนพระองค์ พวกเตียง ฟูกนอน มีเครื่องกรองน้ำด้วยค่ะ เครื่องใช้ในห้องน้ำ คันฉ่องบานใหญ่ที่เป็นกรอบไม้แกะสลักลวดลายพรรณพฤกษาแบบศิลปะอิมพีเรียลที่ดิฉันนำพาใบหน้าของตัวเองเข้าไปส่องเป็นระยะ ๆ โดยไม่มีเหตุผล ชุดฟอร์นิเจอร์ไม้มะเกลือก พนักลายหินแบบจีน
 


          พี่ที่นำชมพิพิธภัณฑ์ยังคงสร้างความประทับใจให้ดิฉันต่อไป เพราะแกเดินมาส่งก่อนที่พวกเราจะเดินผ่านทางเชื่อมเพื่อเข้าสู่พระที่นั่งพิมานรัตยา หมู่ตึกผสมอิทธิพลยุโรปและจีน เป็นอาคาร 4 หลัง หันหน้าเข้าหากัน หลังคาจั่ว ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ประกอบด้วย อาคารปรัศว์ซ้าย ปรัศว์ขวา พระที่นั่งพิมานรัตยา และศาลาเชิญเครื่อง ที่นี่ถูกพระราชทานให้เป็นที่ว่าการมณฑลกรุงเก่าค่ะ
 

          ผนังด้านนอกของตึกพิมานรัตยาที่ดิฉันจากมาเมื่อคู่ ที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะจนเป็นคราบด่างดำ ยังคงทำหน้าที่สร้างเสน่ห์ในแบบของมัน เป็นใครก็อดไม่ได้ที่จะพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วม #พี่ดิฉันก็เช่นกัน

          ขณะที่สาวเท้าออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตึกพิมานรัตยา เดินผ่าน อาคารสโมสรเสือป่า เป็นอาคารทรงปั้นหยาชั้นเดียว สถาปัตยกรรมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 นั่นเอง ที่นี่เคยเป็นที่ชุมนุมกองเสือป่ามณฑลกรุงเก่า ต่อมาได้ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานหอสมุดแห่งชาติ

          ต้องยอมรับว่า  เหนื่อย และกระหายน้ำแบบสุด ๆ ทว่าความรู้สึกกลัวที่มาแทรกระหว่างความอยากรู้อยากเห็นดันเข้ามาแทนที่ ไม่รู้ว่าพวกเธอเคยได้ยินเรื่องลี้ลับของที่นี่กันบ้างรึเปล่า เนื่องจากที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่มาของเรื่องราวอาถรรพ์ ที่สถิตของดวงวิญญาณที่ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด พระราชวังแห่งนี้เคยใช้เป็นแหล่งที่พักของนักโบราณคดี รวมทั้งข้าราชการกรมศิลป์ที่ต้องมาสำรวจ ขุดค้นโบราณสถานภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้กระทั่งนักศึกษา คณะโบราณคดี มอศิลปากรก็เคยมาเจอ
 

 
เรื่องแปลกที่นี่บ่อยครั้ง โอ๊ยตายย ทำไมเรื่องนี้ต้องมาผุดในหัวดิฉันตอนนี้เนี้ย

          มีเรื่องเล่าสู่กันฟังจากรุ่นพี่นักโบราณคดี นางมาทำงานและมาพักที่นี่ชั่วคราวในหมู่พระที่นั่งพิมานรัตยา คืนหนึ่ง หลังจากสำเร็จงานสำรวจวัดราชบูรณะ รุ่นพี่และกลุ่มข้าราชการกรมศิลป์ก็พากันไปดื่มเหล้าที่ตลาดหัวรอข้างพระราชวัง จนเริ่มเมา เดินกอดคอกันอ้อแอ้ ส่งเสียงดังเข้าวัง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เคารพสถานที่ มีบางคนในกลุ่มชวนให้ไปตากลมตรงหอพิสัยศัลลักษณ์เผื่อจะช่วยให้สร่างเมา เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันก็พากันเดินไปที่หอสูงแห่งนี้ ทุกคนกวาดสายตาไปมองด่านล่างของหอ แล้วก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เพราะที่ปรากฏตรงหน้านั้น เป็นกลุ่มเงาตะคุ่ม และเหล่าเงา  

          พวกนั้นกำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ยิ่งใกล้ก็ยิ่งตกใจ เพราะแต่ละร่างที่เดินเข้ามานั้น มีแค่ท่อนบน ท่อนล่างไม่มี บางคนถึงกับก้าวขาไม่ออก ยืนตัวสั่นอยู่กับที่ เรียกได้ว่าหายเมากันปลิดทิ้ง เจอผีเข้าแล้ว!! แต่ก็ยังมีบางคนในกลุ่ม ใจกล้าเอาไฟฉายไปส่อง จึงพบว่า ร่างกายท่อนล่างของคนเหล่านั้น ขาดกะรุ่งกะริ่งไม่มีชิ้นดี น่าเกลียดน่ากลัว ทุกคนหันตัวกลับแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต คืนนั้นไม่มีใครข่มตาหลับได้ลง เพราะภาพที่เห็น สุดจะบรรยาย และเชื่อว่า นี่คงเป็นการลงโทษของเจ้าที่เจ้าทาง ดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลพระราชวังแห่งนี้ เพราะเขาคงไม่ชอบให้ใครมาเกะกะ ทำตัวไม่เคารพสถานที่ ซึ่งเป็นที่ประทับของอดีตวีรกษัตริย์ และเจ้านาย หลาย ๆ พระองค์
 
 
          ขอดึงทุกคนกลับมาก่อนค่ะ ตอนนี้ดิฉันยอมรับว่าขาแข็งไม่แพ้กัน ความเก่าแก่ของผนังด้านนอกยังพอทำให้ดิฉันรับรู้และสามารถอธิบายกับทุกคนได้ว่ามันเป็นสีขาว พื้นด้านในปูดูกระเบื้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีน้ำตาล ดิฉันพาตัวเองมาอยู่ตรงบันไดขั้นที่ 1 เพื่อขึ้นไปสำรวจหอพิสัยศัลลักษณ์ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า หอส่องกล้อง เมื่อก่อนที่นี่จะใช้เป็นที่ศึกษาดาราศาสตร์ (เก๋ไปอี๊ก) รวมถึงใช้เป็นหอสังเกตการณ์
 
   

          เมื่อถึงชั้นที่ 4 ชั้นบนสุด ก็มองมานอกหน้าต่าง เห็นวิวตึกด้านล่าง สวยไปอีกแบบ แต่ไม่กล้าอยู่นานเพราะหลอนเองกับเรื่องที่เล่าเองไปเมื่อครู่ ลงไปข้างล่างดีกว่า ฮือ

          ดิฉันเดินวกกลับมาสู่ตึกยาว โรงเรียนสวนกุหกลาบ เอ้ย อาคารมหาดไทยที่สะดุดตาที่สุดเมื่อย่างเท้าก้าวเข้ามาในประตูพระราชวังแห่งนี้ ทางขึ้นจะมีถุงดำสำหรับใส่รองเท้า ก่อนเดินชมบนตัวอาคาร เพราะยาวเฟร่ออออของจริง ด้านในจัดแสดงนิทรรศการสำคัญ พวกศิลปะ สถาปัตยกรรมอยุธยา เครื่องปั้นดินเผา สินค้านำเข้า และส่งออกที่สำคัญของอยุธยา อาวุธยุทธภัณฑ์ ศิลปวัตถุบูชา และวิถีชีวิตชาวกรุงเก่ากับสายน้ำ
 

          โบราณวัตถุในอาคารที่ดิฉันประทับใจ อันแรกก็คงเป็นเก๋งเรือ ศิลปะรัตนโกสินทร์ เพราะตอนเด็กรู้สึกว่าอยากเข้าไปนั่งในนี้ คงจะเก๋และเท่ที่สุดในหมู่บ้านอะไรงี้ เก๋งเรือจำหลักไม้ ปิดทอง ประดับรักกระแหนะ และเขียนสี ซึ่งเป็นเก๋งเรือเก่าของพระยาบดินทร์เดชา สิงห์ สิงหเสนีย์ และต่อมาที่โดดเด่นมาก คือ ตู้พระธรรม ศิลปะอยุธยา เป็นไม้ลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีขาวเหลืองและเขียว ใช้เทคนิคเลียนแบบงานจักสาน เป็นสมบัติเดิมของวัดค้างคาว จังหวัด นนทบุรี


          เดินวกกลับมาทางออฟฟิศขายบัตร จะผ่านโรงม้าพระที่นั่ง ดิฉันมองผ่านๆ ไม่ได้เดินเข้าไปดูอย่างจดจ่อ เพราะร่างกายตอนนี้สั่งการให้รีบเดินไปหาน้ำเย็นดื่มโดยด่วน ไม่งั้นคงขาดใจเป็นแม่นมั่น จึงได้เป็นอันร่ำลาพระราชวังจันทรเกษมแห่งนี้ไป ก่อนจะถึงที่จอดรถ ดิฉันและเพื่อนต่างกุลีกุจอเข้าไปสั่งน้ำหวาน เย็นๆ สาดเข้ากระเพาะทันที
 
   

          ในที่สุดเราก็ได้ขับรถไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่ตั้งใจไว้ (แต่ดันไม่ท้ายสุด) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยานั่นเอง เหมือนจะเหนื่อยกันมากแล้ว แต่หลังจากได้หาอะไรลงท้อง เครื่องก็ฟิตสตาร์ทติดอีกครั้ง พวกเราคือคนไม่พัก 2018 ไม่รู้หรอ
          นอกจากความยิ่งใหญ่ของตัวโบราณสถานแล้ว อิทธิพลของละครบุพเพสันนิวาสฟีเวอร์ แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ของจริงค่ะคู้ณ เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ทุกอณูจะเห็นผู้คนพากันห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน แต่งองค์ทรงเครื่องกันแบบจัดเต็ม จนดิฉันอยากขับรถออกไปหาร้านเช่าชุดประเดี๋ยวนั้นเลย
          ต้องบอกตามตรงว่า เวลาโพล้เพล้กำลังคืบคลานเข้ามา เป็นไปไม่ได้เลยที่ดิฉันจะแบกร่างกินลม ชมวิว ในอุทยานประวัติศาสตร์ที่มีเนื้อที่ถึง 1810 ไร่ได้ถ้วนทั่ว แม้ว่าจะมีหลากหลายบริการให้เราสามารถชมรอบๆ อุทยาน แต่พวกเราก็เลือกที่จะเดินสำรวจ ด้วยตอนนี้แดดเพลาลง ลมเย็นเริ่มจับหน้ากำลังพอดี
 

          ประเดิมที่แรกหลังจากได้รับบัตรผ่านประตู ที่นี่คือวัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นวัดต้นแบบของวัดพระแก้ว ในกรุงเทพฯนั่นแหละค่ะ สร้างในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา จะต่างจากวัดมหาธาตุ สุโขทัยนะคะ เพราะที่นั่นจะมีพระจำพรรษาอยู่ แค่ทั้งสามวัด วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดมหาธาตุ สุโขทัย วัดพระแก้ว ต่างก็สร้างเป็นวัดประจำพระราชวังเหมือนกันค่ะ
 
          ที่โดดเด่นเป็นสง่าในวัดพระศรีสรรเพชญ์ จะเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ 3 องค์ ที่เป็นโบราณสถานสำคัญ เป็นประธานวัดว่างั้น
            องค์ที่ 1 บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
            องค์กลาง บรรจุพระบรมอัฐิพระบรมราชาธิราชที่ 3
            องค์ที่ 3 บรรจุพระบรมอัฐิพระบรมราชาธิราชที่ 2
 

          เดินมาทางทิศใต้ของวัดจะพบกับวิหารมงคลบพิตร จะมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอู่ท่อง ผสมกับสุโขทัยให้ได้ชม

          ส่วนตัวดิฉันรู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ความงดงามกลับถูกบดบังด้วยแผงขายสินค้าที่ระลึก เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ใหญ่มาก แต่ก็พอทำให้รกตาพอควร ซึ่งถามว่ามันจะเกิดผลเสียอะไร เกิดได้แน่ค่ะ เพราะเราอาจจะถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลกก็ได้

          เราเดินต่อเพื่อไปวัดมหาธาตุ วัดนี้สร้างใกล้กับพระราชวัง ดิฉันรู้สึกว่า การสร้างใกล้พระราชวังก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ชัดมากเลยค่ะว่าสถาบันศาสนาในสมัยนั้นมีความใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ขนาดไหน

          บรรยากาศตอนนี้จัดว่าดีจนสามารถออกปากชมได้ ถ้าใครจะมาเดินอุทยานประวัติศาสตร์ การเดินชมโบราณสถานในช่วงเวลาโพล้เพล้จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ ที่เห็นว่ามีเจดีย์ขนาดใหญ่ในวัด ก็เพราะว่าจารึกสมัยก่อน คือ การสร้างเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านั่นเอง จึงเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ เพราะเขาจะถือว่าเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เรียกได้ว่าเป็นวัดแห่งเจดีย์ก็คงไม่ผิดนัก
 

          อีกสิ่งมหัศจรรย์ในวัดมหาธาตุนี้ ก็คือเศียรพระพุทธรูปที่รวมอยู่ในโพรงไม้ เป็นความงดงามที่ใครผ่านมาก็จะต้องเก็บภาพ

          ความหดหู่เข้ามาในห้วงคำนึงทุกครั้ง เมื่อดิฉันเดินผ่านพระพุทธรูปที่เหลือไม่ครบสัดส่วน แต่ทว่ามันกลับกลายเป็นเครื่องเตือนความจำชั้นดีถึงความยิ่งใหญ่ของอยุธยาในอดีต

          จริง ๆ แล้ว ยังมีโบราณสถานสำคัญอีกหลายแห่งรอทุกคนมาสำรวจค่ะ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณ วัดราชบูรณะที่ได้ชื่อว่ามีกรุคลังสมบัติชาติที่เราเคยคุยกันต้นเรื่อง รวมถึงวัดพระราม แต่ดิฉันและเพื่อนๆใช้เวลากับวัดมหาธาตุนานไปหน่อย จวนจะมืดจึงขอกลับไปพักร่างที่โฮสเทลตามระเบียบ
 

          การที่ได้มาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาของดิฉันครั้งนี้ เปรียบเสมือนการได้มารำลึกความหลัง โบราณสถาน วัดวาอาราม พระมหาปราสาทพระราชวัง แม้จะถูกทำลายลงด้วยไฟสงครามแต่ก็ยังเผยให้เห็นช่วงเวลาหลายทศวรรษ เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ให้เราได้เห็นกันจนถึงวันนี้ แม้จะไม่ใช่คุณเจน ญาณทิพย์ ดิฉันก็สัมผัสได้ถึงความรุ่งเรืองแบบขีดสุดของราชธานีแห่งนี้

          ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ดิฉันได้เดินชมแค่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ รอยอดีตแห่งนี้สามารถปลุกจิตสำนึกความหวงแหนรักชาติ รวมถึงความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษได้ขนาดนี้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือกี่เล่ม จะเปิดรูปดูกี่รูป ก็คงไม่อาจถ่ายทอดความงดงามของอดีตออกมาให้เหมือนกับที่ตาเห็น
ตราบใดที่พลังกาย พลังใจของดิฉันยังเหลือ เราจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง

          รู้สึกสวยอะ  เหมาะมากที่จะตัดจบด้วยประโยคด้านบน แต่อะไรล่ะที่ทำให้ one day trip อยุธยาครั้งนี้ไม่จบเสียที!
 

          ระหว่างทางที่ขับรถกลับ เราได้ผ่าน Ayutthaya Night Market หรือตลาดผ้าเหลือง แสงไฟสีเหลืองทองระยิบระยับถ้วนทั่วบนใบไม้ที่เห็นเป็นเงาๆ ไม่เด่นชัดนักเพราะยังไม่มืดสนิท 
และแล้วเราต่างก็กลับโอสเทล… เพื่อมาอาบน้ำนอน (หราาาาา) เอิ่ม อาบน้ำเพื่อเปลี่ยนชุดไป Ayutthaya Night Market ไงหล่ะจ๊ะ ฮ่า ๆ ด้วยสปิริตของคนหลงเสียงสีไม่มีทางปฏิเสธตลาดกลางคืนแบบนี้ได้แน่นอน
 

          ทางเข้าติดไฟสีเหลืองทองระโยงระยางเป็นอุโมงค์ อารมณ์งานปีใหม่ลานพาร์คพารากอน ฮ่าๆ  มีการนำไฟมาประดับติดตามใบไม้ ใช้สุ่มไก่เป็นพร็อพเพิ่มความเก๋ เป็นมุมฮิตที่ใคร ๆ ก็ต่างมาถ่ายรูปกันตรงนี้
ภายในร้านขายของจะจัดเป็นซุ้มให้ดูโบราณ หลังคามุงจาก กระจาดที่ใส่ของขายก็จะทำเป็นกระจาดไม้ อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นแนวย้อนยุคทั้งหมด โอ่ง หม้อดินเผา ส่วนพวกร้านอาหารจะจัดเป็นโต๊ะนั่งที่ทำจากไม้ไผ่ ทั้งคนขายและคนที่มาเดินต่างใส่ชุดไทยย้อนยุค เป็นเรื่องที่น่ารักมากที่เราได้เห็นบรรยากาศความโหยหาอดีตของคนไทยในพื้นที่แห่งนี้

 

          ดิฉันประทับใจมุมถ่ายรูปของที่นี่มาก เป็นทริคที่ดึงดูดคนให้มาถ่ายรูปที่นี่อย่างได้ผล จะมีป้ายคำต่างๆ ที่พูดถึงตัวละครในเรื่องบุพเพสันนิวาส หรือเป็นคำศัพท์ในเรื่อง เช่นคำน่ารักๆ ใส ใส “คิดถึงออเจ้า” ไปจนถึงประโยคฮาร์ดคอร์อย่าง “มาอยุธยาเพื่อตบอีปริก” อะไร
 
   
 
ทำนองนี้ แก มันเริ่ดดด ไม่มาไม่ได้อะแกร๊




 
          มาวันนี้เหมือนเป็นแจ็คพอต เพราะเป็นวันที่มีประกวด “เงาพ่อเดช แลแม่หญิงการะเกด” ใครเป็นคนตั้งชื่องานเนี่ย อยากรู้จักเลย ฮ่าๆ เราเคยเห็นมีแต่การประกวดนางสงกรานต์ นางนพมาศ ตามงานเทศกาลของบ้านเรา แต่ที่นี่พีคกว่า จัดประกวดเงาเลย เท่ป้ะ  ถ้ารู้ข่าวมาก่อนหน้านี้ ดิฉันก็คงขึ้นไปเป็นหนึ่งในผู้ร่วมประกวดแล้วล่ะ
. . .

          การมาเปิดซิงอยุธยาของดิฉันครั้งนี้ รู้สึกเกินความคาดหวังไปมากจริงๆ ประทับใจทั้งตัวพื้นที่ที่มีโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ วัดวาอาราม อาหารการกิน ความเป็นมิตรของคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวที่พากันแต่งกายด้วยชุดไทยทั่วเมือง บรรยากาศของอยุธยาตอนนี้เต็มไปด้วยความพิเศษ น่าหลงใหลที่อยากให้ทุกคนได้มาลองสัมผัสจริงๆค่ะ  นอกจากสถานที่แล้ว คนชอบฟังเพลงแบบดิฉันจะยิ่งถูกใจมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าดิฉันจะแวะร้านอาหารร้านไหน แต่ละร้านก็มักจะเปิดเพลง ออเจ้าเอย แทบทุกร้าน หลากหลายเวอร์ชันด้วยนะ มีเสียง cover จากศิลปินทั้งหญิงและชายให้ฟังไม่ขาด ออกมาจากร้าน ยังได้ยินเพลงตามรถกระบะหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นอีก อารมณ์ดีทั้งวัน กรั๊กๆ ผสมก้บเสน่ห์ของการลองผิดลองถูกในเส้นทาง ความขับรถเหมือนอยู่ในเกม GTA นี้ ก็ทำให้ทริปนี้มีความตื่นเต้นในการที่จะมีชีวิตรอดตลอดเส้นทางเสมอ ๆ การมากับก๊วนเพื่อนรู้ใจ ทำให้ดิฉันเข้าใจวลีที่มีคนพูดกันอยู่บ่อยๆมากขึ้น “ไปที่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าไปกับใคร” และฉันเองก็คงขอเห็นด้วย
 
สวยพอที่จะจบได้แล้วจริงๆ งั้นดิฉันขอลาค่ะทุกคน บาย (กระพริบตาข้างข้างซ้ายให้หนึ่งที)
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป