/>

ไขปริศนาใบปลิวลูกโซ่ ศิริประสุประตินาถ [ยินดีให้แชร์]

พลภัทร
Guest IP
วิว
เครดิต: หมูภูธร OK เนชั่น บล็อค

วันก่อนไปจอดรถไว้ไปซื้อของ กลับมาเจอกระดาษ A4 เสียบอยู่ที่ ที่ปัดน้ำฝน ตอนแรกนึกว่า โฆษณาอะไร พอดูไปเป็นใบปลิวลูกโซ่ แปะอยู่ที่หน้าต่างรถ มีข้อความข้างในดังนี้

สมัยนี้เป็นกาลียุค ณ วัดศิริประสุประตินาถ เมืองมันตู ประเทศเนปาล ณ ที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้นเอง
ที่วัดศิริประสุประตินาถ มีสิ่งที่ไม่น่าเชื่อและเป็นไปไม่ได้เกิดขึ้น

วันหนึ่งในโบสถ์ของวัดศิริประสุประตินาถ ได้มีหลวงพ่อองค์หนึ่งนั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ของวัด

ในเวลานั้นมีงูตัวหนึ่งได้เลื้อยออกมาจากหน้าพระพุทธรูปในโบสถ์
หลวงพ่อเมื่อเห็นงูตัวนั้นเกิดอาการกลัว หลังจากนั้นงูได้กลายเป็นมนุษย์ในรูปของพราหมณ์
แล้วก็พูดกับหลวงพ่อว่า
เจ้าไม่ต้องกลัวหรือตกใจเจ้าจงฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือพญานาคราช และได้มาจุติ ณ วัดแห่งนี้
เพื่อบำบัดปัดเป่าความชั่วร้ายและคนทำบาป คนที่กระทำกรรมไว้มากจะให้พินาศตายไปจากโลกนี้
และเจ้าจงประกาศให้คนได้รู้ทั่วว่าผู้ใดนำเรื่องของข้าพเจ้าไปพิมพ์แจก 1,000 ใบ

ภายในเวลา 15-30 วัน
มันผู้นั้นจักมีโชคลาภ มีความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดสมความปรารถนาทุกประการ
และผู้ใดได้รู้ได้อ่านอย่าคิดว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่เชื่อ
และผู้ใดคิดจะพิมพ์ต้องพิมพ์แจกอย่าคิดพิมพ์ผัดวันประกันพรุ่ง
จากนั้นมา หลวงพ่อองค์นั้นก็ได้พิมพ์แจก 1,000 ใบ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันเท่านั้น

เขาก็สำเร็จวิชาต่างๆ
และคุณโกบินคะประสาทคุปตาได้พิมพ์แจก 1,000 ใบ เขาก็ได้เงินทองที่มีผู้ หยิบยืมคืนมา
อีกรายหนึ่งก็พิมพ์แจก 500 ใบ รายนี้เขาเป็นชาวนา วันหนึ่งเขาไปไถนา

เขาได้พบไหใบหนึ่งเงินทองเต็มไปหมด
ส่วนอีกรายหนึ่งก็พิมพ์แจก 100 ใบ เขาก็ถูกล็อตเตอร์รี่ 1 ล้านบาท
อีกรายหนึ่งเป็นคนถีบสามล้อ ก็พิมพ์แจก 650 ใบ เขาเจอแจกันทอง
อีกรายหนึ่งเป็นคนตกงาน ไปสมัครที่ไหนก็ไม่มีใครรับ พอเขาพิมพ์แจก 3-4 วัน เขาก็หางานทำได้ เป็นงานที่ดี
และอีกรายได้ อ่านได้รู้ ก็ไม่เชื่อ เลยฉีกทิ้ง หลังจากนั้นได้ประมาณ 1-2 วัน ลูกชายเขาก็ตาย
อีกรายหนึ่งได้อ่านได้ รู้คิดจะพิมพ์แจกแต่ผัดวันประกันพรุ่งจนเลยกำหนด

ผู้นั้นเป็นพ่อค้า ทำการค้าก็ขาดทุนแล้วพ่อเขาก็มาตายจากไปอีกด้วย
และอีกรายหนึ่งก็พิมพ์แจก 1,000 ใบ ไม่กี่วันเขาก็มีเงินทองแบบไม่น่าเชื่อ อยู่ ๆ ก็มีเงินขึ้นมาเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโบสถ์ของวัดศิริประสุประตินาถนี้ ต้องคิดด้วยความสัตย์และศรัทธาและเชื่อถือ

ก็จะเป็นผลดีแก่ตัวเอง
(พญานาคราช ปรารถนาสร้างบารมี 30 ทัศ)

แล้วก็ชื่อผู้พิมพ์แจก .....


หากเป็นคนทั่วไปมีสองอย่างที่ทำ คือ หนึ่ง ทิ้งไป สองคือ เก็บไว้ เอาไว้ดูหรือจะเชื่อหรือไม่อีกเรื่องนึง

แต่ผมเลือกเก็บเอาไว้อ่านไม่ใช่เชื่อ แต่อ่านแล้วสงสัย เมื่อสงสัยก็หาคำตอบให้หายสงสัย

ผมสงสัยเรื่อง วัดศิริประสุประตินาถ นี้ว่ามีจริงไหม กับจำได้ว่า พระพุทธเจ้าประสูติที่ ลุมพีนี

ผมลองค้นดูในอินเตอร์เน็ต พบว่า มี post แบบจดหมายลูกโซ่แบบนี้ จะเรียกว่า โพสลูก โซ่และก็มีe-mail ลูกโซ่ทำนองนี้เยอะแยะ แถมชื่อวัดและรายละเอียดก็ไม่ตรงกันอีก

ข้อมูล ลูกโซ่ส่วนใหญ่บอกว่า
วัดประสุประตินาถ, วัดศิริประสุประตินาถ, วัดศิริประสุประดินาถ , วัดศิริประตินาถ หรือ ฯลฯ
และ สถานที่ประสูติ ก็แปลกแตกต่างกันไป บางที่ก็เป็น เมืองกาฏมัณฑุ ,เมือง เมืองกัตมันตู ,เมืองกัตตมันตุ ,เมืองกัตทันตู ที่ไปกันใหญ่คือเมือง เมืองมันตู แต่อยู่ในประเทศเนปาล เหมือนกัน


เอาล่ะ เราจะมาชำแหละจดหมายหรืออะไรลูกโซ่แบบมีเหตุมีผลตามหลักพุทธศาสนาแท้ๆกัน

คำแรกของประโยคกล่าวว่า

สมัยนี้เป็นกาลียุค

คือตามความเชื่อของชาวฮินดูครับ ยุคปัจจุบันที่เราอยู่นี้ เรียกกันว่า กาลียุค จากทั้งหมดสี่ ยุค มีอายุประมาณ สี่แสนล้านปีมนุษย์ หรือประมาณ สามพันปีก่อนพุทธกาล โดยยุคนี้ เชื่อกันว่า วัวจะยืนอยู่บนขาเพียงขาเดียว ศีลธรรมเสื่อมทราม ข้าวยากหมากแพง อยู่อย่างลำบากยากแค้น

เกร็ดอีกหน่อยครับ
ส่วนยุคอื่นๆ แบ่งดังนี้
จัตยายุค 4,800 ปี
ไตรดายุค 3,600 ปี
ปรายุค 2,400 ปี
กาลียุค 1,200 ปี
รวม กันเรียกว่า มหายุค 12,000 ปี
สรุปว่าเป็นความเชื่อของฮินดูครับ

ถ้าพลิกไปดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ก็จะได้คำตอบแบบนี้ครับ
กะลี] น. สิ่งร้าย, โทษ; เรียกโรคห่าที่เป็นแก่สัตว์เลี้ยงเช่นเป็ด
ไก่ วัว ควาย; ด้านของลูกสกาที่มีแต้มเดียว คือมีแต่ทางแพ้;
ชื่อผีร้ายหรือผีการพนันตามคติของพราหมณ์.
ว. ร้าย, ไม่เป็นมงคล, มักใช้ว่า กาลี. (ป., ส. กลิ).
กลียุค [กะลี-] น. ชื่อยุคที่ ๔ ของจตุรยุคตามคติของพราหมณ์
ในยุคนี้ธรรมะของมนุษย์ลดลงเหลือเพียง ๑ ใน ๔ ส่วน
เมื่อเทียบกับในสมัยกฤดายุค และอายุของมนุษย์ก็สั้นลง
โดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน. (ป., ส. กลิยุค). (ดู จตุรยุค).
กลียุคศักราช น. ศักราชที่เริ่มตั้งก่อนพุทธศักราช ๒๕๕๘ ปี
(กลียุคศักราชลบด้วย ๒๕๕๘ เท่ากับพุทธศักราช).

ต่อมาวัดวัดศิริประสุประตินาถ หรืออะไรทำนองนี้ ลองหาข้อมูลที่ใกล้สุดก็ไม่พบครับ ส่วนใหญ่พิมพ์ผิดพิมพ์มั่วกัน ผมเลยหา
ก็อาศัยพลิกดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต หาคำแปล แต่ละคำ
หากคำหน้า อ่านว่า ศิริ หรือ ศิร จะแปลดังนี้

ศิร, ศิระ [สิระ] น. หัว, ยอด, ด้านหน้า. (ส. ศิรสฺ; ป. สิร).
หากเป็น สิริ มีคำแปลหลายแบบมาก
สิริ ๑ ก. ผสม เช่น สามีภรรยาสิริอายุเข้าด้วยกัน ๑๕๐ ปี,
รวม เช่น สิริอายุได้ ๗๒ ปี.
สิริ ๒, สิรี น. ศรี, มิ่งขวัญ, มงคล, เช่น สิริราชสมบัติ, มักใช้เข้าคู่
กับคำ มงคล เป็น สิริมงคล; สวย, งาม, เช่น ทรงมีพระ สิริโฉม. (ป.; ส. ศฺรี).

ปสุ [ปะสุ] น. ปศุ. (ป.; ส. ปศุ).
ประศุ น. ปศุ, สัตว์เลี้ยง. (ส. ปศุ; ป. ปสุ).
ปศุ [ปะสุ] น. สัตว์เลี้ยงสําหรับใช้แรงงาน เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
บางทีก็รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่ใช้เป็นอาหารด้วย เช่น แพะ แกะ หมู,
มักใช้ประกอบคํา สัตว์ เป็น ปศุสัตว์. (ส.; ป. ปสุ).
ประสูต [ปฺระสูด] (แบบ) ก. ขวนขวาย. (ส. ปฺรสูต; ป. ปสุต).
ประสูติ, ประสูติ- [ปฺระสูด, ปฺระสูติ-] (ราชา) น. การเกิด; การคลอด. ก. เกิด; คลอด.
(ส. ปฺรสูติ; ป. ปสูติ).

ถ้ามี ประดิ
ประดิ- ศัพท์นี้ใช้แทนคําว่า ปฏิ หรือ ประติ.
ประติ- เป็นคําสันสกฤตใช้เหมือน ปฏิ. (ดูคําที่มี ปฏิ หรือ ประติ นําหน้า).
ปฏิ- คําอุปสรรคในภาษาบาลีใช้นําหน้าศัพท์อื่น แปลว่า เฉพาะ, ตอบ,
ทวน, กลับ. (ป.; ส. ปฺรติ).

ส่วน ตัวท้าย หากเป็น นาถ จะแปลดังนี้
นาถ [นาด, นาถะ] (แบบ) น. ที่พึ่ง, ผู้เป็นที่พึ่ง. (ป., ส.).
นาท น. ความบันลือ; เสียงบันลือ, เสียงร้อง. (ป., ส.).
นาค ๑, นาค [นาก, นากคะ] น. งูใหญ่มีหงอน เป็นสัตว์ในนิยาย. (ป., ส.).
ส่วน นาต ไม่มีคำแปลครับ หากเป็น นาฏ จะแปลดังนี้
นาฏ, นาฏ [นาด, นาตะ, นาดตะ] น. นางละคร, นางฟ้อนรํา, ใช้ประกอบกับ
คําอื่น หมายความว่า หญิงสาวสวย เช่น นางนาฏ นุชนาฏ. (ป., ส.).
นาฏกรรม [นาดตะกํา] น. การละครหรือการฟ้อนรํา; (กฎ) งาน
เกี่ยวกับการรํา การเต้น การทําท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้น
เป็นเรื่องราว และหมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย. (ส.).

ก็รวมคำแปลเอาเองแล้วกันครับ
ถ้าผมแปลให้เข้าเค้านะก็เอางี้เลย
สิริ แปลว่า หัว ประสูติ ก็เกิด ประติ แปลว่า ตอบ นาถ แปลว่า เสียงร้อง
แปลว่า ที่เกิดมามีหัวหรือหงอนเฉพาะ ที่เป็นที่พึ่ง ก็แปลว่า นาคนั่นเอง คงไม่แปลว่า ไก่ นะ

หรือแปลไปอีกเช่น

สิริปศุปฏินาถ ก็แปลว่า ที่พึ่งอันเป็นมงคลของสัตว์

โอ้วแปลได้หลายแบบมาก

แลในความคิดของผม เราน่าจะเรียกว่า เทวสถาน มากกว่า วัด


เมืองมันตู ประเทศเนปาล ณ ที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้นเอง


พระพุทธเจ้าประสูติที่ ใต้ต้นสาละ ป่าสวนลุมพีนีวัน(Lumbini) ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมือง กบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโหหิณี ป้จจุบัน คือ ลุมมินเด (Lumminde) อยู่กลางทุ่งนา อำเภอไพราว่า แขวงเตไร (Terai region) ทางทิศเหนือ 3 กิโลเมตร เศษๆ จากภควันปูร์ เตสิน ตำบลพิถริ ในประเทศเนปาล (Bhagawanpur Tehsil, Bithri Kiotrict in Nepal)

ผมใช้ Google Earth กับ Google Map และ Wikimapia หาข้อมูลได้สถานที่นี้ครับ ลองคลิ๊กบนลิงค์นี้ดู
https://www.google.co.th/maps/place/Lumbini+Sanskritik+32900+%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A5/@27.4716405,83.2530689,15580m/data=!3m1!1e3!4m8!1m2!2m1!1sLummini+Terai+napal!3m4!1s0x3996935eef053011:0x398b7743fe619f74!8m2!3d27.5043127!4d83.271904?hl=th&authuser=0
ส่วน เมืองกาฏมัณฑุ ที่กล่าวอ้างหลายแบบนั้นอยู่ห่างลุมพีนีไปราวๆ 200 กม.

ต่อนะครับ ในประโยคกล่าวถึง

หลวงพ่อองค์หนึ่ง

คำว่าหลวงพ่อนี่สะกิดใจผมมากเมื่อดูพจนานุกรมพบความหมายดังนี้

หลวงพ่อ (ปาก) น. คำเรียกพระพุทธรูปโดยความเคารพ เช่น หลวงพ่อ
โสธร หลวงพ่อแก้ว หลวงพ่อวัดไร่ขิง; คำเรียกพระภิกษุที่เป็นพ่อ หรือ
อยู่ในวัยเดียวกับพ่อ.

ดูแล้วไม่น่าจะเป็นหลวงพ่อในศาสนาพุทธ จริงๆ น่าจะเรียกนักบวชมากกว่า หรือพวก โยคี ไปทางนั้น

ต่อมาคือ


งูได้กลายเป็นมนุษย์ในรูปของพราหมณ์


แล้วพราหมณ์ คืออะไรล่ะ ดู คำแปลในพจนานุกรมครับ

พราหมณ์ ๑ [พฺราม] น. คนในวรรณะที่ ๑ แห่งสังคมฮินดู ซึ่งมี ๔ วรรณะ ได้แก่
พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร, ผู้ที่ถือเพศไว้ผม นุ่งขาวห่มขาว
เช่น พราหมณ์ปุโรหิต พราหมณ์พฤฒิบาศ. (ป., ส.).

อ่านต่อมา ว่า

หลวงพ่อองค์นั้นก็ได้พิมพ์แจก 1,000 ใบ หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันเท่านั้น
เขาก็สำเร็จวิชาต่างๆ

โห สงสัยว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้น ไม่รู้หลวงพ่อจ้างโรงพิมพ์ไหน จำได้ว่า ขนาดพระไตรปิฏกในสมัยนั้น ยังใช้การท่องจำเลย


ผมเอาเกร็ดความรู้มาให้อ่าน
สมัยก่อน ยังไม่มีการจดจารึกเรื่องราวไว้ เป็นตัวอักษรอย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน มนุษย์จึงต้องอาศัยความจำเป็นเครื่องสำคัญ ในการบันทึกเรื่องราวนั้น ๆ ไว้ แล้วบอกเล่าต่อ ๆ กันมา การทรงจำและบอกต่อ ๆ กันมาด้วยปากนี้ เรียกว่า มุขปาฐะ

ในคราวสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งแรก หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน
พระอานนท์จึงได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม
พระอุบาลี เป็นผู้ที่สนใจและจดจำพระธรรมพระวินัยได้เป็นพิเศษ มีความเชี่ยวชาญใน พระวินัย ในการทำสังคายนาครั้งแรก พระอุบาลีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับ พระวินัยปิฎก
พระโสณกุฎิกัณณะ เป็นผู้ที่ทรงจำได้ดีมาก เคยท่องจำบางส่วนของ พระสุตตันตปิฎก เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ได้รับสรรเสริญว่าทรงจำได้ดีมาก รวมทั้งท่วงทำนองในการกล่าว ว่าไพเราะ สละสลวย
แสดงให้เห็นถึง การท่องจำพระธรรมวินัย ได้มีมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้า
จนล่วงมา ในการสังคายนาครั้งที่ 3 กระทำที่อโศการาม กรุงปาตลีบุตร ประเทศอินเดีย กระทำเมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 235 ปี มีพระสงฆ์ประชุมกัน 1,000 รูป พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เป็นหัวหน้า พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ กระทำอยู่ 9 เดือน จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้ พระโมคคลีบุตรได้แต่งกถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์ในพระอภิธรรมเพิ่มขึ้น เมื่อทำสังคายนาเสร็จแล้วได้ส่ง คณะทูต ไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ พระมหินทเถระได้นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในลังกา

ตั้งสองร้อยกว่าปีแน่ะกว่าจะมีการบันทึกได้

หากเป็นสมัยนี้ง่ายมากไปร้านถ่ายเอกสาร แป๊บเดียวเรียบร้อย บรรลุเลย

ส่วนคุณ คุณโกบินตะปราสาทคุปตา นี่หลายชื่อมาก โกบินดะ มั่ง

ตอนท้ายของใบปลิวมีการกล่าวถึง

บารมี 30 ทัศ


ดูความหมายนะครับ

บารมี [-ระมี] น. คุณความดีที่ควรบําเพ็ญมี ๑๐ อย่าง คือ ทาน ศีล
เนกขัมมะ (การออกจากกาม คือ บวช) ปัญญา วิริยะ ขันติ
สัจจะ อธิฏฐาน เมตตา อุเบกขา เรียกว่า ทศบารมี
คำแปลของ ทัศ ครับ
ทัศ (แบบ) ว. สิบ เช่น ทัศนัข. (ส.); ครบ, ถ้วน, เช่น บารมี ๓๐ ทัศ.

บารมี 30 ทัศ นี่มาจาก เรื่องพระพุทธเจ้า บำเพ็ญบารมีครบ 30 อย่าง

โดยแบ่งเป็น 10 หมวด ในแต่ละหมวดนี่ แบ่ง 3 อย่างครับ
คือ

1. บารมี คือ ความดีทั่วไปทำได้ง่าย
2. อุปบารมี ความดีที่ชั้นสูงขึ้นมา

อุปะ [อุปะ, อุบปะ] คําประกอบหน้าศัพท์ที่มาจากภาษาบาลีและ
สันสกฤต แปลว่า เข้าไป, ใกล้, รอง, เช่น อุปราช อุปนายก.
(ป., ส.).

3. ปรมัตถบารมี คือ ความดีที่เป็นที่สุด

ปรมัตถ์ [ปะระมัด, ปอระมัด] น. ประโยชน์อย่างยิ่ง, เนื้อความอย่างยิ่ง,
ความจริงอันเป็นที่สุด; ชื่อพระอภิธรรมปิฎก. ว. ลึกซึ้งยากที่
ปุถุชนจะเข้าใจได้ เช่น นี่เป็นเรื่องปรมัตถ์. (ป.).

โดยบารมี 30 ทัศ มีดังนี้

ทาน คือ การให้ทาน ทำบุญ บริจาคทรัพย์ หรือสิ่งของ หรือบริจาค สัตว์ 2 เท้า หรือ 4 เท้า หรือไม่มีเท้า
1. ทานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช
2. ทานอุปบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร
3. ทานปรมัตถบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกระต่ายป่าสสบัณฑิต

ศีล คือ การรักษาศีล 5 ศีล 8 หรือศีล 227 ข้อ
4. ศีลบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญศีลบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัตทันต์เลี้ยงมารดา
5. ศีลอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญานาคภูริทัต
6. ศีลปรมัตถบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นยุธัญชยกุมาร

เนกขัมม คือการออกบวช เป็นพระ หรือเป็นฤาษี เป็นโยคี เป็นพราหมณ์ คือเป็นผู้ไม่ครองเรือน ถือศีล 8 ขึ้นไป
7. เนกขัมมบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอโยฆรราชกุมาร
8. เนกขัมมอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมาร
9. เนกขัมมปรมัตถบารมี ในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจูฬสุตโสม

ปัญญา คือ คือสร้างเสริมความรู้ ความสามารถ และปัญญาทางธรรมมะให้เพิ่มขึ้น
10. ปัญญาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสัมภวกุมาร
11. ปัญญาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์วิธุรบัญฑิต
12. ปัญญาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นเสนกบัณฑิต

วิริย คือมีความขยันหมั่นเพียร กระทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ทั้งในทางธรรมะจนกระทั่งสำเร็จ
13. วิริยบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญวิริยบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากปิ
14. วิริยอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีลวมหาราช
15. วิริยปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก

ขันติ คือมีความอดทนต่ออารมณ์อันไม่พอใจ ต่องานการ ต่อการปฏิบัติธรรม และต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่อำนวย
16. ขันติบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญขันติบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นจูฬธัมมปาลราชกุมาร
17. ขันติอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นธัมมิกเทพบุตร
18. ขันติปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส

สัจจ คือการพูดความจริง ที่ประกอบไปด้วยความดี ตามกาล และทำตามที่กล่าวไว้
19. สัจจบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญสัจจบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นวัฏฏกะ (ลูกนกคุ่ม)
20. สัจจอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญาปลาช่อน
21. ปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุตโสม

อธิษฐาน คือตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อสร้างบุญกุศลในสิ่งที่ปารถนาที่เป็นคุณงามความดี
22. อธิษฐานบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพญากุกกุระ
23. อธิษฐานอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นมาตังคบัณฑิต
24. อธิษฐานปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเตมิยราชกุมาร

เมตตา คือมีใจเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายเสมอเหมือนกัน
25. เมตตาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นสุวรรณสามดาบส
26. เมตตาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัณหาทีปายนดาบส
27. เมตตาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเอกราช

อุเบกขา คือมีใจเป็นอุเบกขา ต่อความสุข ความทุกข์ ที่เกิดขึ้น
28. อุเบกขาบารมี พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นกัจฉปบัณฑิต
29. อุเบกขาอุปบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นพ_ามหิส
30. อุเบกขาปรมัตถบารมีในขณะที่เสวยพระชาติเป็นโลมหังสบัณฑิต

หากคนเราธรรมดา ทำความดีเหล่านี้ได้ ชีวิตก็มีสุขแล้วครับ สุขใจและสุขกายครับ

จะเห็นได้ว่า จากกระดาษใบปลิวลูกโซ่ใบเดียว แรกๆ อ่านแล้วขำๆ แต่เมื่อค้นหาลึกลงไปทำให้ผม รู้เรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย หากผมคิดทิ้งไปตั้งแต่วันนั้น ผมคงไม่ได้ค้นคว้าหาความรู้อะไร และอาจมีความเชื่อไปตามที่อ่าน โดยไม่อยู่บนสมมุติฐานของเหตุและผลก็ได้


และในที่สุดผมก็พบกับคำตอบของวัดที่ผมตามหาในใบปลิวครับ อีกสองสามวันจะ เขียนให้อ่าน



ปล.ถึงคนทำใบปลิวลูกโซ่ เวลาทำใบปลิวลูกโซ่ กรุณา พิมพ์ภาษาไทยให้ถูกนะครับ ตอนลอกเขามา ก็ตรวจทานหน่อย เวลาผิดไป แล้วมีชื่อคุณอยู่ จะอายชาวบ้านเขาเปล่าๆ

ปศุปตินาถ Pashupatinath temple (पशुपितनाथ मन्िदर ) ไขปริศนาใบปลิวลูกโซ่
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป