แชร์ประสบการณ์การเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ม.หนานจิง ประเทศจีน [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เรียนหมอที่จีน #เรียนจีน #หนานจิง #เรียนแพทย์ที่จีน #เรียนแพทย์
สวัสดีค่าาทุกคน ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ตอนนี้เราเรียนอยู่ปีสอง ที่คณะแพทย์ม.หนานจิงค่ะ (Nanjing Medical University) ด้วยความที่ก่อนหน้าที่เราจะมาเรียนที่จีน เราค้นหากระทู้เกี่ยวกับการมาเรียนแพทย์ที่จีนไม่ค่อยเจอ วันนี้เราเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์การเรียนแพทย์ที่จีนและการใช้ชีวิตในม.บางส่วนให้เพื่อนๆฟังค่ะ

เริ่มแรกเลยคือเรามีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นหมอ เลยได้ปรึกษากับทางคุณพ่อคุณแม่ พวกท่านก็แนะนำมาว่าให้ลองสมัครไปเรียนที่จีน เพราะที่จีนมีหลายมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรแพทย์อินเตอร์ เราเลยไปค้นหาข้อมูลและเห็นว่าม.ที่หนานจิงเป็นม.แพทย์อันดับต้นๆของจีนและหลักสูตรของที่นี่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาไทยแล้ว ด้วยความที่เราอยากเรียนแพทย์ที่จีนเลยได้สมัครมาเรียนที่ม.นี้ผ่านทางเอเจนซี่ ซึ่งเรื่องเอกสารการขอวีซ่า,การส่งใบสมัครให้กับทางม. และการยื่นเอกสารให้แพทยสภา ทางเอเจนซี่เป็นคนจัดการให้หมดเลยค่ะ

ตอนยื่นใบสมัคร ทางม.จะให้เรายื่นเกรดตอนเรียนจบม.6 และพวกเกียรติบัตรต่างๆที่เรามี โดยเกียรติบัตรทุกใบจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ (ถ้าเป็นภาษาไทยก็ต้องแปลก่อน) เพื่อใช้ในการพิจารณาทุน ตอนปีหนึ่งทางม.จะให้ทุนนักศึกษาต่างชาติทุกคนเลยค่ะ (แต่จะได้ทุนไม่เท่ากัน จะมากจะน้อยก็ว่ากันไป) ส่วนปีอื่นๆจะได้ทุนยากหน่อยเพราะม.จะดูจากลำดับที่ของเรา (โดยการเอาคะแนนของทุกคนในคณะมาเรียงลำดับ ซึ่งจะไม่รวมกับคนจีน) และพิจารณาว่าเราขาดเรียนบ่อยมั้ย สอบผ่านทุกวิชาหรือเปล่า ทำกิจกรรมเป็นจิตอาสาบ้างมั้ย  ซึ่งที่นี่ถ้าหากในหนึ่งปีเราสอบตกแค่วิชาเดียว ต่อให้สอบซ่อมผ่าน ก็หมดสิทธิ์ยื่นขอทุนเลยจ้า ส่วนถ้าใครเป็นสายกิจกรรมก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่ถ้าเราไปเป็นจิตอาสาหรือร่วมกิจกรรมกับทางม. ก็จะได้คะแนนเพิ่มไปฟรีๆเลย แต่มีข้อแม้ว่าทั้งปีต้องห้ามสอบตกซักวิชาเหมือนกัน

ด้านการเรียน

หลักสูตรที่เราเรียนอยู่คือหลักสูตรที่ชื่อ MBBS ซึ่งการเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยอาจารย์ชาวจีนจะเป็นผู้สอน (บางครั้งสำเนียงอาจารย์ก็จะฟังยากนิดนึง แต่เรียนไปซักพักจะฟังออกเอง 555) หลักสูตรนี้เรียนทั้งหมดหกปี โดยปีหนึ่งถึงปีห้าจะเป็นการเรียนในห้องล้วนๆ ส่วนตอนปีหกจะได้อินเทิร์นแบบเต็มตัวในโรงพยาบาล เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงพยาบาลเลยค่ะ

สำหรับวิชาที่เรียน ตอนปีหนึ่งจะเรียนพวกวิชาพื้นฐาน เช่น แคลคูลัส , organic chemistry, การเขียนโปรแกรม และที่ขาดไม่ได้เลยคือวิชาภาษาจีน ซึ่งทางม.กำหนดไว้ว่าถ้าหากเราสอบ HSK ระดับ 4 ไม่ผ่านก่อนจบปีหก ทางม.จะไม่ให้เราจบหลักสูตรค่ะ

ส่วนวิชาแพทย์จริงๆจะเริ่มเรียนตอนปีสองค่ะ ค่อนข้างปรับตัวไม่ทันเหมือนกันเพราะตอนปีหนึ่งเราเรียนคล้ายๆกับตอนอยู่ม.ปลาย ปีสองจะเรียนพวกวิชาแพทย์พื้นฐาน เช่น histology , anatomy , physiology , cell biology, biochemistry , วิชากฎหมายสากลที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์, จริยธรรมแพทย์ ,วิชาภาษาจีนทางการแพทย์ (ก็ยังหนีไม่พ้นภาษาจีน) ซึ่งแต่ละวิชาก็จะมีเนื้อหาที่เยอะมากๆ บางคนที่เคยเรียนปีหนึ่งแบบชิลๆก็ต้องปรับชีวิตประจำวันใหม่ กลายเป็นคนที่อ่านหนังสือทุกวันไปเลยก็มี

ในส่วนของปีสาม วิชาที่เรียนจะเริ่มยากขึ้นจากปีสองมากๆ เช่น immunology, parasitology, pathology, pharmacology รุ่นพี่หลายๆคนเคยมารีวิวให้ฟังว่าปีสามเป็นปีที่โหดที่สุด ถ้าใครผ่านปีนี้ไปได้ทุกอย่างก็จะสบายขึ้น(นิดนึง) ในปีสามจะเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกาย, ความผิดปกติของเซลล์ ซึ่งแตกต่างจากปีสองที่เรียนเกี่ยวกับร่างกายแบบปกติและเซลล์แบบปกติ

สำหรับปีสี่และปีห้า วิชาที่เรียนจะค่อนข้างเยอะแต่เนื้อหาไม่หนักมาก(เมื่อเทียบกับปีสาม) ในสองปีนี้จะเริ่มได้ไปเรียนที่โรงพยาบาลบ่อยขึ้น และในส่วนของปีหกก็จะได้ไปอินเทิร์นตามวอร์ดต่างๆในโรงพยาบาล โดยการที่เราจะได้ไปอินเทิร์นที่โรงพยาบาลไหน เราไม่สามารถเลือกได้เอง ต้องจับฉลากเอาค่ะ

สำหรับเรื่องการเข้าเรียน ที่นี่ถือว่าเข้มงวดมากๆ มีการเช็คชื่อและให้หัวหน้าห้องถ่ายรูปทุกคนตอนนั่งเรียนในแต่ละวิชา เพื่อที่อาจารย์จะได้มีหลักฐานว่าเรามาเรียนจริงๆ ไม่ได้หนีเรียนไปไหน ถ้าหากใครขอลาบ่อยๆ ในใบเช็คชื่อก็จะขึ้นแถบแดง น่ากลัวไปอีกเหมือนกัน

ด้านที่อยู่และอาหารการกิน

ในส่วนของการอยู่หอ เราอยู่หอในค่ะ ซึ่งถือว่าสะดวกมากๆ เพราะหออยู่ใกล้กับตึกเรียนและโรงอาหาร หอที่นี่จะแยกเป็นหอชายและหอหญิงค่ะ โดยการอยู่หอที่นี่ก็มีกฎหลายข้อเหมือนกัน เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ , 
ห้ามคนจีนเข้ามาในหอนักเรียนต่างชาติ, ต้องรักษาความสะอาด, ห้ามมีเครื่องใช้ไฟฟ้า, ห้ามทำกับข้าวในห้อง โดยคนดูแลหอจะมาตรวจห้องเราประมาณ 1 ครั้งต่อเดือน ถ้าหากใครมีเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ต้องเก็บให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นถ้าทางคนดูแลหอมาเห็นเข้า เขาจะยึดของเราไปเลยค่ะ

ในเรื่องของอาหารการกินที่นี่ค่อนข้างจะคล้ายกับที่บ้านเราเลยแหละ แต่รสชาติอาหารบางอย่างจะไม่ค่อยกลมกล่อม เช่น แกงเผ็ดก็จะมีแต่รสเผ็ดอย่างเดียว ไม่มีรสชาติอื่นปนเลย , ข้าวผัดค่อนข้างจะน้ำมันเยอะ และน้ำจิ้มบางที่ก็จะมีแค่รสเค็มอย่างเดียว สำหรับเราที่ติดกินอาหารรสชาติไทยๆ พอมาเจอแบบนี้เลยรู้สึกไม่ค่อยถูกปาก เราเลยต้องพกน้ำจิ้มและพริกแกงมาจากไทยทุกครั้งที่กลับจีน แบบนี้สบายใจกว่า 555

ด้านสังคม

พอมาเรียนที่นี่ เราได้เพื่อนจากหลายๆประเทศมากๆ โดยเพื่อนๆต่างชาติจะมาจากประเทศอินเดีย , ศรีลังกา , เมอร์ริเชียส , เซาท์แอฟฟริกา เวลาที่พูดคุยกับเพื่อนเราก็ได้ฝึกพูดภาษาอังกฤษไปในตัว ช่วงแรกๆที่มาใหม่ๆเราคุยกับเพื่อนไม่ค่อยรู้เรื่อง แกรมม่าก็พูดผิดพูดถูก แต่เพื่อนต่างชาติก็พยายามที่จะเข้าใจเรา ทำให้เรามีความกล้าที่จะพูดมากขึ้น อีกอย่างเพื่อนๆต่างชาติก็ค่อนข้างเฟรนด์ลี่กับเรามากๆ พอมาอยู่ที่นี่เรากลายเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะไปเลยค่ะ ทุกวันนี้พอกลับมาจีนทุกครั้งจะต้องหยิบของฝากจากบ้านเราติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนๆต่างชาติและเพื่อนๆเองก็จะมีของมาฝากเราเหมือนกันค่ะ ตอนนี้ก็กลายเป็นธรรมเนียมให้ของฝากกันไปแล้ว 555


การมาเรียนที่จีนทำให้เราได้รับประสบการณ์มากขึ้นเลยค่ะ เหมือนเป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้ตัวเอง หวังว่าสิ่งที่เราแชร์ในวันนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆนะคะ

ขอฝากไว้อีกนิดนึงสำหรับน้องๆที่อยากจะเรียนแพทย์นะคะว่า ไม่ว่าจะเรียนแพทย์ที่ไหน ยังไงก็ไม่ง่ายค่ะ ต้องมีความขยันและตั้งใจอยากจะเป็นแพทย์จริงๆ สำหรับน้องๆที่ตัดสินใจจะเรียนแพทย์ในต่างประเทศ อย่าลืมเช็กในเว็บไซต์ของแพทยสภาก่อนนะคะ ว่าม.ที่เราจะไป หลักสูตรได้รับการรับรองจากแพทยสภาแล้วหรือยัง เราขอเป็นกำลังให้ทุกคนได้เรียนและทำในสิ่งที่ตัวเองรักนะคะ

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

6 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ว้าวววววววๆ เขียนดีมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะคุมหมอ อิอิ ^3^

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Kikioppp
      Guest IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อยากรู้รายละเอียดการเข้าที่นี่อะค่ะแบบคะแนนสอบเข้าต่างๆ ช่วยบอกเป็นแนวทางหน่อยได้มั้ยคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Anja
      Guest IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียน ประมาณเท่าไหร่คะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      จบจีนเหมือนกัน
      Guest IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อยากให้เล่าเรื่องการสอบ และการกลับมาเป็นเป็นหมอที่ไทยด้วยค่ะ ว่าชีวิตมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น


      นี้เป็นแค่ภาพจากข้างหน้าค่ะ เริ่มสอบใบประกอบโรค 1 2 เมื่อไรนั้นคือจุดเริ่มต้น

      นี้ยังไม่รวมตอนกลับมาไทยอีกนะคะ

      ใครจะไปเรียนแพทย์ที่จีนโปรดพิจารณาให้ดี ว่าทางไม่ได้สวหรู การเรียนการสอนไม่ได้ดูดีแบบนั้น


      ด้วยความหวังดีจากคนที่ไปมาก่อน

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      หมอคนหนึ่งที่จบจากจีน
      Guest IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      จากคนที่จบจากจีนมาเป็นหมอแล้ว


      ขอเสริมหน่อยนะคะ ในฐานะที่จบมาแล้ว คิดว่าจขกท.อาจจะยังเรียนที่นั่นแค่ปีแรกๆ อาจจะยังไม่ได้สัมผัสกับความแตกต่างที่แท้จริง


      ชั้นพรีคลินิก หรือก็คือปี1-3 เทียบกับตลอดเส้นทางชีวิตการเรียนที่ผ่านมาของพี่เรียกว่ามันเป็นเวลาที่สวยหรูได้เลย สิ่งที่หนักหนาในการเรียนพรีคลินิกก็คือการปรับตัวเข้าหาสถานที่ใหม่ ภาษาใหม่ วัฒนธรรมใหม่ และการอ่านหนังสือที่เรียกว่าหนักมาก


      การดิ้นรนต่อสู้ที่แท้จริงคือการสอบใบประกอบโรคศิลป์ กรณีที่ใครไปเรียนแล้วอยากกลับมาทำงานที่ไทยนะคะ จะไม่ขอพูดถึงคนที่อยากอยู่ต่อที่จีนหรือไปต่อต่างประเทศนะคะ เพราะพี่ไม่ได้ไปทางสายนั้น เอาประสบการณ์ด้านนั้นมาเล่ากันไม่ได้


      เหตุผลของการที่ต้องอ่านหนังสือมากๆ นั้น นอกจากจะเพื่อสอบที่มหาลัย เพื่อขอทุนแล้ว ที่หนักกว่าคือเพื่อสอบใบประกอบโรคศิลป์ให้ผ่าน ไม่เหมือนกับที่ไทยที่เขาสอนมาตรงกับสิ่งที่ต้องใช้เอามาสอบแล้ว เราได้ส่วนหนึ่งมาจากการเรียนที่จีน อีกส่วนหนึ่งเราต้องอ่านเพิ่งหรือหาคนติวเพิ่มให้เองค่ะ เพราะแม้หลักสูตรจะผ่านการตรวจสอบของทางแพทยสภาแล้ว แต่ยังไงหลักสูตรเขากับไทยเราก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ดี ถ้าไม่ใช่คนขยันจริงๆ โอกาสจะสอบผ่านได้ในรอบแรกๆ คือยาก และยิ่งปล่อยไว้นาน จะยิ่งลืม และยิ่งผ่านยากขึ้นไปอีก ดังนั้นถ้าไม่ได้มั่นใจว่าตัวเองเป็นคนขยันและมีความตั้งใจจริง บอกเลยว่ากว่าจะเป็นหมอได้จริงๆ คือโคตรของโคตรยากเลยค่ะ


      นอกจากจากเรื่องการสอบใบประกอบโรคศิลป์ที่ว่ายากแล้ว ไม่ขยันจริงก็โดนปราบตั้งแต่ตรงนี้แล้ว คนที่ขยันๆ หน่อยก็ต้องมาเจอด่านชั้นคลินิกที่ทำให้ท้อแล้วท้ออีกค่ะ ด้วยเรื่องของหลักสูตรและกฏหมายของจีนทำให้นักศึกษาแพทย์แตะต้องคนไข้ไม่ได้มาก ไม่ใช่แค่นักศึกษาต่างชาติแบบเราๆ ตัวคนจีนเองก็ยังได้ทำหัตถการนับอย่างได้เลย ซึ่งที่ประเทศไทยนั้น แค่ปี4ก็ได้คลุกคลีกับคนไข้แล้ว ได้หัดคิด วินิจฉัยแยกโรค หัดวางแผนการรักษาเองแล้ว ส่วนเรานั้น หลักๆ ก็เลกเชอร์ โรคนั้นคืออะไร ตรวจเจออะไรได้บ้าง รักษายังไงตามหลักการ แต่ไม่ค่อยจะมีใครสอนวิธีคิด วิธีแยกโรค ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามอ่านเก็บเองยังไงก็ยากที่จะเก็บได้ครบค่ะ บวกกับเราต้องเอาเวลาส่วนหนึ่งไปอ่านหนังสือเพิ่มเติมส่วนที่ขาดอื่นๆ เพื่อสอบใบประกอบขั้นที่2 อีก นอกจากจะหัวหมุนแล้ว ต่อให้เข้มแข็งยังไงก็ยังรู้สึกเฟลได้ง่ายๆ เลยค่ะ


      พูดถึงปี6 เอาจริงๆ ถ้าน้องขยันคุยกับคนไข้ คุยกับอาจารย์เป็นภาษาจีน น้องก็จะได้ภาษาจีนกลับไปค่ะ แต่กลับกัน ถ้าน้องใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว การผ่าน hsk4 ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ แต่ศัพท์ภาษาจีนทางการแพทย์มันอีกเรื่องนึง ถ้าน้องไม่ขยันใช้มันที่รพ. เรียนจบ 6 ปี ก็มีคนที่ยังซักประวัติหรือให้คำแนะนำคนไข้เป็นภาษาจีนไม่ได้เหมือนกัน ประโยชน์อีกอย่างของการที่น้องขยันใช้ภาษาจีนในรพ. คือน้องจะได้ความรู้ทางการแพทย์มากขึ้น เข้าใจเคสคนไข้มากขึ้น เพื่อนคนจีนหรืออาจารย์อาจจะช่วยสอนช่วยอธิบายได้มากขึ้น เพราะการพูดภาษาตัวเองมันทำให้เขาสามารถอธิบายออกมาได้ดีกว่าภาษาที่สองอยู่แล้ว ต่อให้เขาจะเคยจบต่างประเทศมาก็ตาม


      ในเรื่องการใช้ชีวิตในรพ.ช่วงปี6 สิ่งที่แตกต่างกับเด็กจบไทยอย่างชัดเจนคือ ที่นั่นเราไม่ได้แตะออเดอร์ สั่งยาอะไรไม่ได้ค่ะ ส่วนมากก็ตามอาจารย์ ตามพี่เด้นท์ เขียนรายงานส่ง ทำหัตถการหลายๆ อย่างก็ไม่ได้ สภาพตอนนั้น เทียบกับเด็กเรียนที่ไทยก็ไม่ค่อยต่างจากน้องปี4เท่าไหร่เลยค่ะ

      แต่จบ 6 ปีที่นั่นก็ยังไม่สามารถเป็นหมอได้นะคะ ตามข้อกำหนดของแพทยสภา น้องต้องมาฝึกงานในโรงพยาบาลที่ไทยเพิ่มอีก 1 ปี ช่วงเวลานี้เขาเรียกว่าเป็นการอบรมแพทย์ฝึกหัด หรือที่พวกพี่เรียกตัวเองกันว่าเป็นการเรียนปี7 นั่นเอง ถ้าน้องไม่ผ่านการฝึกอบรมนี้ ก็จะไม่สามารถสอบใบประกอบโรคศิลป์ขั้นตอนที่3 ขั้นตอนสุดท้ายได้นั่นเองค่ะ ช่วงเวลานี้นี่แหละที่น้องจะได้เจอความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างตัวน้องเองกับนักศึกษาแพทย์ที่จบจากไทย ทำให้มีคนไม่น้อยที่ปรับตัวไม่ได้และเป็นโรคซึมเศร้ากันไปเลย ปีนี้จะเป็นช่วงเวลาที่น้องต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง ต้องหัดคิด หัดวินิจฉัย หัดสั่งการรักษา อยู่เวร และทำหัตถการต่างๆ คนอื่นเขาจะดูถูกน้องหรือไม่ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้แหละค่ะ ถ้าน้องทำตัวไม่ดี ก็จะถูกว่าตามที่หลายๆ กะทู้ที่อาจผ่านตาน้องมาแล้วเขาบ่นกัน แต่หาน้องมีความขยัน ตั้งใจ และทำตัวดีพอ พี่หมอส่วนใหญ่เขาก็พร้อมที่จะเข้าใจและสนับสนุนเรา แต่บางรพ.ที่เขาเจอเด็กจีนที่ทำตัวไม่ดีมาก่อน เขาจะมองเราติดลบไว้ก่อนค่ะ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองด้วย กว่าเขาจะยอมมองเราในแง่ดี


      จบปี7 นี้ ถ้าน้องสอบขั้น3 ผ่านทุกอย่างแล้วก็จะสามารถเป็นหมอได้แล้วค่ะ ข้อดีของการจบเอกชนคือน้องไม่จำเป็นต้องใช้ทุน สามารถทำงานตามคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนได้ ยิ่งถ้าตามสถานที่ท่องเที่ยว น้องก็จะได้ใช้ประโยชน์อีกอย่างของการจบจากจีนคือการได้ใช้ทั้งภาษาจีนและอังกฤษ แต่หากน้องอยากจะเรียนต่อ น้องต้องเพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลรัฐหรือก็คือเป็นอินเทิร์นปี 1 อีก 1 ปี ถึงจะไปเรียนต่อได้ ซึ่ง 1 ปีนั้นก็จะมีความคล้ายกับปี 7 ตรงที่น้องอาจต้องเผชิญกับความกดดันของการถูกประเมินไว้ติดลบ เพิ่มเติมคือหลังจากน้องมีเลขว.แล้ว ทุกสิ่งที่อย่างที่น้องทำจะอยู่ในความรับผิดชอบของตัวน้องเอง ถ้าไม่คิดให้รอบคอบ ทำอะไรไม่ดีพอ ระวังเลขว.จะปลิวเอาได้ทุกเมื่อค่ะ


      จากที่พี่ว่ามายาวๆ นี้ พี่ขอแนะนำว่า ใครอยากทำงานที่ไทย ควรพยายามสอบที่ไทยให้ดีที่สุดก่อน เพราะการเรียนที่จีนกว่า กว่าจะได้ทำงานเป็นหมอจริงๆ คือพยายามแทบรากเลือด ใครจะเถียงว่าการเรียนที่ไทยก็ต้องพยายามนั้น พี่เห็นด้วยนะคะ เป็นมันเป็นความพยายามคนละแบบกันค่ะ แต่ถ้าใครตั้งใจอยากเป็นหมอจริงๆ แล้วสอบที่ไทยไม่ได้ อยากไปเรียนที่จีนก็แล้วแต่วิจารณญาณของน้องๆ แต่ขอเตือนว่าถ้าไปแล้วไม่พยายามอย่างหนักจริงๆ น้องอาจต้องใช้เวลามากกว่า 7 ปี กว่าจะได้เป็นหมอค่ะ

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป