สรุปแล้วงานเขียนเราดีพอหรือยัง? [ยินดีให้แชร์]

วิว
สวัสดีค่ะ มีเรื่องเครียดๆมาขอความเห็นอีกแล้ว
คือเราเขียนนิยายเรื่องหนึ่ง ดำเนินเรื่องไปได้ประมาณครึ่งเรื่องแล้ว
ตลอดเวลาที่เขียน เราได้รับคำชมมาโดยตลอด จนกระทั่งบทล่าสุดมีคอมเมนต์หนึ่ง พูดถึงนิยายเรา ในทิศทางที่ทำให้นักเขียนใจฝ่อ แต่ไม่ใช่ hate speech นะคะ
เขาพูดประมาณว่า ตัวละครเราแบน ไม่มีมิติ ไม่มีความสมูธและไม่เหมือนเราคนเดิม เหมือนที่เขาเคยอ่าน


แม้เราจะไม่ได้รู้สึกแย่อะไร แต่ก็รู้สึกคิดมากค่ะ ประมาณว่า งานเขียนเราเปลี่ยนไปเหรอวะ ลึก ๆก็เถียงให้ตัวเองว่าไม่นี่... รู้สึกเหมือนเดิม ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเราโตขึ้นแล้ว ทั้งภาษาและความคิด
แต่เพราะเห็นเขาเตือนด้วยหวังดี ไม่ใช่เพื่อความเกลียดชัง คอมเมนต์นี้เราจึงใส่ใจมากเป็นพิเศษ มันติดอยู่ภายในใจอะค่ะ
ถ้าเพื่อน ๆ เจอแบบนี้ มีวิธีจัดการอย่างไรคะ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ใช่นักเขียนที่เก่งกาจอะไร แฮะๆ


    ถ้าเป็นผมนะครับ ก็ตรวจสอบก่อนเลยว่าตัวละครเราเป็นเหมือนที่คอมเม้นพูดถึงหรือเปล่า ถ้าลองอ่านและทบทวนดูแล้วปรากฎว่ามีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไรครับ ทำต่อไปอย่าไขว้เขวเดี๋ยวเราจะแต่งไปต่อไม่ได้ครับ


    เพราะว่าบางครั้งมิติของตัวละครของเรามันก็โตตามอายุของนักเขียนเหมือนกัน ส่วนตัวผมแล้วการที่เขียนเรื่องยาวถ้าตัวละครไม่พัฒนาอะไรเลย อันนี้จะน่ากลัวมากๆ ครับ แต่!! ผมไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพัฒนาให้ตัวละครของเราหลุดกรอบเดิมด้วยนะครับ เช่น พระเอกขี้อายแต่พอเจอนางเอกเข้ามาในชีวิตเขาก็เลิกขี้อายไปเลย แบบว่าเลิกไปเลยไม่มีความขี้อายหลงเหลืออยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่ามันแปลกๆ ไปหน่อยเพราะตามปกติแล้วคนเรามักจะมีนิสัยเก่าๆ ติดตัวอยู่บ้างครับ ถ้าจะปรับให้ดีก็คือทำให้พระเอกมีความมั่นใจมากขึ้นแต่ก็ยังขี้อายนิดหน่อยอยู่เวลาเจอกับนางเอก ดีกว่าเลิกนิสัยขึ้อายไปเลยอะไรแบบนี้ครับ


    ถ้ามองในมุมมองของนักอ่านผมคิดว่าเขาคงติดใจภาพของตัวละครในตอนแรกๆ ล่ะมั้งครับ แต่ถ้าสำหรับตัวผมเองแล้วถ้าตัวละคร Fix ไว้เลยต้องนิสัยแบบนี้ การกระทำแบบนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ผมก็มองว่าตัวละครนั้นมันแบนเหมือนกันครับ เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมัน และการเติบโตของตัวละครก็จำเป็นต่อนิยายเรื่องยาวครับ



    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ บอกให้เธอฟังไม่ได้สักคำ เปล่งได้แค่เสียงเบาๆ ในยามลำพัง ว่า... เขียนงานไป เขียนงานไป...

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #9
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    มีคอมเมนต์แตกต่างก็ดีค่ะ ช่วยให้เราหันกลับมาสำรวจตัวเองด้วย


    ตัวละครที่เขาท้วงคือตัวไหนล่ะ ในนิยายหนึ่งเรื่อง ตัวละครที่กลมและแบนล้วนเกิดได้ทั้งสิ้น (กลมแปลว่ามีพื้นที่ปั้น บทเยอะ มักใช้กับตัวละครหลัก แต่จะให้กลมทุกตัวก็ไม่ไหว มันอาจจะต้องมีแบนบ้าง คละกัน)


    ถ้าเขาบอกว่ามันแบนไม่มีมิติ หมายถึงตัวละครที่เราให้บทเขาเต็มที่ใช่ไหม ถ้าใช่ ก็พิจารณาต่อมาว่าตัวละครตัวนั้นตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ หรืออุปสรรคที่เข้ามาในรูปแบบไหน สิ่งนี้จะช่วยในการดูว่าตัวละครนั้นๆ มีแง่มุมหรือพัฒนาการอย่างไร


    การตอบสนองอาจแสดงออกโดยการกระทำ ความคิดในใจ หรือบทพูด ไม่อาจกะเกณฑ์ได้จะต้องเป็นแบบไหน


    ขอแชร์ความเป็นไปได้ (มั้ง ไม่เคยอ่านเลยมโนเอา) ว่าบางทีตัวละครนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยเหตุผลและการกระทำของตัวเอง แต่เคลื่อนไหวเพราะคนเขียนอยากให้ตัวละครเดินไปในทางทิศนั้น ไม่ว่าจะด้วยเพราะพล็อตเรื่องทำให้ต้องเดินเส้นทางนั้น หรือใดๆ ก็ตาม


    พูดแบบนี้อาจงง ในเมื่อคนเขียนเป็นพระเจ้าที่บันดาลทุกสิ่งอยู่แล้ว ตัวละครก็ต้องเดินไปในทางทิศที่คนเขียนต้องการสิ แต่นั่นคือในมุมคนเขียน ในมุมคนอ่าน คนอ่านมองว่าเหตุผลในการกระทำของตัวละครไม่เพียงพอที่จะเดินไปทางนั้น มันอาจจะทำให้ ‘ความแบน’ เกิดขึ้นในสายตาคนอ่าน


    ยกตัวอย่างเช่น นางร้ายจะกลั่นแกล้งนางเอก แต่แล้วพระเอกมาช่วยไว้แล้วพานางเอกหนีไป นางร้ายก็แหกปากกรี๊ด


    พระเอกช่วยนางเอก คือ อุปสรรค

    นางร้ายกรี๊ด คือ การตอบสนองต่ออุปสรรค


    คำถามจากใจคนอ่าน เป็นโรคอะไรเหรอถึงได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ในรูปแบบนี้ คนที่เติบโตมาที่ได้รับการอบรมและการศึกษาอย่างปกติสุขไม่น่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าคนเขียนไม่ได้ปูทางเพื่อบอกว่านางร้ายมีความบกพร่องทางการควบคุมอารมณ์ หรือมีปัญหาทางจิตเอาไว้ก่อน งั้นก็แปลว่าคนเขียนเองนั่นแหละทียัดการตอบสนองเกินเหตุนี้ให้นางร้ายเป็นคนทำ


    ต่อเราปั้นตัวร้ายให้กลมโดยการบอกว่าเป็นคนเอาแต่ใจ ยึดตัวเองเป็นหลัก แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้ตัวร้ายกรี๊ดเกินจริงในเบอร์นั้น (อย่างที่บอก คนเอาแต่ใจแต่ถ้าได้รับการอบรมอย่างคนปกติ คงยากที่จะกรี๊ดเวลาไม่พอใจ ยกเว้นแต่มีความบกพร่องบางอย่าง หรือไม่ก็ดูละครมากไป) ก็อาจทำให้ตัวร้ายกลายเป็น ‘แบน’ ในสายตาคนอ่านได้ เป็นต้น


    อันนี้เรามั่วนะคะ เราไม่เคยอ่าน แค่ยกเคสแชร์ให้ดูเฉยๆ ว่าอะไรที่พอเป็นไปได้บ้าง อาจจะเป็นเคสอื่น หรือที่จริงแล้วอาจไม่ใช่เลยก็ได้ คนเขียนต้องลองพิจารณาดูเอาเองน่ะค่ะ


    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ใช้ความ 'รู้' ในการรับมือครับ


    ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างเหรอ? ทั้งที่มีคอมเม้นต์ชื่นชมเราตั้งเยอะแยะ แต่ทำไมใจเราถึงพาลไปนึกถึงคอมเม้นต์ตำหนิบ่อยๆ หรือตัวละครไหนที่ชอบพูดประชดจิกกัดเรามักจะจำมันได้แม่นเป็นพิเศษ แม้กระทั่งประสบการณ์ดีๆในวัยเด็กเราจะจำแทบไม่ได้ แต่ทีกับประสบการณ์เลวร้ายเรากลับจดจำมันได้ทั้งหมด


    การกังวัลกับอะไรที่ทำให้เรารู้สึกคลุมเครือ ไม่สบายใจ ไม่ปลอดภัย มันเป็นธรรมชาติของสมองที่กระตุ้นให้เราเตรียบพร้อมที่จะสู้หรือหนี เพราะเรามีข้อมูลเกี่ยวกับความกลัวสะสมส่งต่อผ่าน DNA จากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นสัญชาตญาณ ด้วยเหตุนั้นสมองมนุษย์มันจะล้าหลังเสมอ...มันชอบคิดว่าตัวเองยังอยู่ในยุคที่นอนผิงไฟกับเพื่อนอยู่ดีๆ ก็มีเสือเขี้ยวดาบแวะมาคาบหัวเพื่อนเราไปแทะเล่น


    พระถึงสอนว่าให้ "อยู่กับปัจจุบัน" มันเป็นวิธีอัพเดทเวอร์ชั่นของสมองว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคหิน เดินพลาดเหยียบกิ่งไม้หักก็ไม่มีตัวอะไรพุ่งมาแดรกเรา ไม่ต้องกลัว(อนาคต)ว่าฤดูหิมะจะไม่มีอาหารกิน...หน้าบ้านมี 7-11 ไม่ต้องกังวลว่า(อดีต)ผีเพื่อนเราจะเดินหิ้วหัวแล้วมาด่าเราว่าทำไมไม่ช่วยดูเสือ


    สิ่งที่รับมือกับความกลัวพวกนี้ได้คือ 'สติที่จะเอาไปรับรู้' ว่าเรากลัวจะไม่มีใครชอบเป็นธรรมดา เรากังวลกับภาษาที่ตัวเองใช้เป็นธรรมดา เราลังเลในความสามารถจนอยากจะรีไรต์เป็นธรรมดา สมองมนุษย์เราถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น...คนอื่นเขาก็กลัวเหมือนกัน เคยเห็นใครโผล่มาโปรโมตนิยายตัวเองว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในโลกไหมละ? พอรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ เมื่อนั้นเราก็อยู่กับมันได้สบายๆ

    ตอบกลับ

11 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ใช่นักเขียนที่เก่งกาจอะไร แฮะๆ


      ถ้าเป็นผมนะครับ ก็ตรวจสอบก่อนเลยว่าตัวละครเราเป็นเหมือนที่คอมเม้นพูดถึงหรือเปล่า ถ้าลองอ่านและทบทวนดูแล้วปรากฎว่ามีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่เป็นไรครับ ทำต่อไปอย่าไขว้เขวเดี๋ยวเราจะแต่งไปต่อไม่ได้ครับ


      เพราะว่าบางครั้งมิติของตัวละครของเรามันก็โตตามอายุของนักเขียนเหมือนกัน ส่วนตัวผมแล้วการที่เขียนเรื่องยาวถ้าตัวละครไม่พัฒนาอะไรเลย อันนี้จะน่ากลัวมากๆ ครับ แต่!! ผมไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพัฒนาให้ตัวละครของเราหลุดกรอบเดิมด้วยนะครับ เช่น พระเอกขี้อายแต่พอเจอนางเอกเข้ามาในชีวิตเขาก็เลิกขี้อายไปเลย แบบว่าเลิกไปเลยไม่มีความขี้อายหลงเหลืออยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่ามันแปลกๆ ไปหน่อยเพราะตามปกติแล้วคนเรามักจะมีนิสัยเก่าๆ ติดตัวอยู่บ้างครับ ถ้าจะปรับให้ดีก็คือทำให้พระเอกมีความมั่นใจมากขึ้นแต่ก็ยังขี้อายนิดหน่อยอยู่เวลาเจอกับนางเอก ดีกว่าเลิกนิสัยขึ้อายไปเลยอะไรแบบนี้ครับ


      ถ้ามองในมุมมองของนักอ่านผมคิดว่าเขาคงติดใจภาพของตัวละครในตอนแรกๆ ล่ะมั้งครับ แต่ถ้าสำหรับตัวผมเองแล้วถ้าตัวละคร Fix ไว้เลยต้องนิสัยแบบนี้ การกระทำแบบนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ผมก็มองว่าตัวละครนั้นมันแบนเหมือนกันครับ เพราะทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมัน และการเติบโตของตัวละครก็จำเป็นต่อนิยายเรื่องยาวครับ



      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ บอกให้เธอฟังไม่ได้สักคำ เปล่งได้แค่เสียงเบาๆ ในยามลำพัง ว่า... เขียนงานไป เขียนงานไป...

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มันพัฒนาได้เรื่อยๆ ครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ใช้ความ 'รู้' ในการรับมือครับ


      ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างเหรอ? ทั้งที่มีคอมเม้นต์ชื่นชมเราตั้งเยอะแยะ แต่ทำไมใจเราถึงพาลไปนึกถึงคอมเม้นต์ตำหนิบ่อยๆ หรือตัวละครไหนที่ชอบพูดประชดจิกกัดเรามักจะจำมันได้แม่นเป็นพิเศษ แม้กระทั่งประสบการณ์ดีๆในวัยเด็กเราจะจำแทบไม่ได้ แต่ทีกับประสบการณ์เลวร้ายเรากลับจดจำมันได้ทั้งหมด


      การกังวัลกับอะไรที่ทำให้เรารู้สึกคลุมเครือ ไม่สบายใจ ไม่ปลอดภัย มันเป็นธรรมชาติของสมองที่กระตุ้นให้เราเตรียบพร้อมที่จะสู้หรือหนี เพราะเรามีข้อมูลเกี่ยวกับความกลัวสะสมส่งต่อผ่าน DNA จากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นสัญชาตญาณ ด้วยเหตุนั้นสมองมนุษย์มันจะล้าหลังเสมอ...มันชอบคิดว่าตัวเองยังอยู่ในยุคที่นอนผิงไฟกับเพื่อนอยู่ดีๆ ก็มีเสือเขี้ยวดาบแวะมาคาบหัวเพื่อนเราไปแทะเล่น


      พระถึงสอนว่าให้ "อยู่กับปัจจุบัน" มันเป็นวิธีอัพเดทเวอร์ชั่นของสมองว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคหิน เดินพลาดเหยียบกิ่งไม้หักก็ไม่มีตัวอะไรพุ่งมาแดรกเรา ไม่ต้องกลัว(อนาคต)ว่าฤดูหิมะจะไม่มีอาหารกิน...หน้าบ้านมี 7-11 ไม่ต้องกังวลว่า(อดีต)ผีเพื่อนเราจะเดินหิ้วหัวแล้วมาด่าเราว่าทำไมไม่ช่วยดูเสือ


      สิ่งที่รับมือกับความกลัวพวกนี้ได้คือ 'สติที่จะเอาไปรับรู้' ว่าเรากลัวจะไม่มีใครชอบเป็นธรรมดา เรากังวลกับภาษาที่ตัวเองใช้เป็นธรรมดา เราลังเลในความสามารถจนอยากจะรีไรต์เป็นธรรมดา สมองมนุษย์เราถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น...คนอื่นเขาก็กลัวเหมือนกัน เคยเห็นใครโผล่มาโปรโมตนิยายตัวเองว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในโลกไหมละ? พอรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติ เมื่อนั้นเราก็อยู่กับมันได้สบายๆ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่แน่เสมอไปหรอก แต่รับฟังไว้ตรวจสอบดีแล้ว เคยมีครมาวิจารณ์เหมือนกัน แต่เรารู้ว่าเขาหวังดี และเขาอ่านนิยายมาเยอะมาก เราไม่มีคำหรูหราอย่างที่เขาใช้ แต่เราก็เขียนแบบที่เป็นตัวเอง ทำได้แค่นี้ ก็ยอมรับมัน แต่ลางทีมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่เขาวิจารณ์เราเสมอไปหรอก ขอให้ตัวเราเองชอบสิ่งที่เราเขียน เชื่อว่าต้องมีคนชอบเหมือนกัน เรื่องที่เราเขียนเคยส่งไปสนพ.เขาบอกว่าเรื่องไม่มีจุดคลายแม็กซ์ให้ติดตาม ไรทำนองนี้ เราลองลงขายติดเหรียญดู แรกๆ มีคนซื้อ คนสองคน ต่อมามีคนซื้อเรื่อยๆเลย ตอนนี้เราได้รับเงินจากการขายติดเหรียญกว่า5000บาทแล้ว เดือนที่แล้วได้ 1200 เราดีใจมาก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      กลับไปมองงานตัวเอง.. มองแล้ว มองอีก ดูและตัดสินใจว่าตัวละครตัวนั้นเป็นไปอย่างที่ถูกว่ามารึเปล่า ถ้าเป็นจริงเราก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาค่ะ โลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ มีแค่คนที่พัฒนาตัวเองกับคนที่เดินอยู่กับที่


      เมื่อเขียนไปเรื่อย ๆ อ่านไปมาก ๆ ประสบการณ์จะช่วยให้งานคุณดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ

      พยายามเข้านะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      คนเราร้อยพ่อพันแม่ค่ะ การรับรู้และความเข้าใจก็แตกต่างกัน

      ตอนแรกที่เขียนเรื่องยาวก็กลัวว่าจะโดนเมนต์ว่าตัวละครแบนราบ แต่กลายเป็นว่า...ผู้อ่านเมนต์ว่า เราเล่าเรื่องเหมือนไม่ว่าจะดราม่าหรืออะไรมันเป็นเรื่องปกติสามัญธรรมดา https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-02.png ซะงั้น...
      หรือลองคิดว่าเวลาเราไปอ่านงานของคนอื่น บางเรื่องเราเฉย ๆ แต่คนอื่นกลับรู้สึกก็มี ได้แต่ทำใจดีสุดค่ะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ก็เก็บมาคิดแหละค่ะ ว่าจริงไหม? ปกติคำวิจารณ์เนี่ย ทุกคนมีความชอบ มีพื้นฐานอะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เก็บมาคิดแล้วพัฒนาตัวเอง เราก็เป็นคนภาษาการเขียนงานไม่นิ่งอยู่แล้ว บางอย่างก็เป็นอย่างที่คอมเมนต์จริง ๆ ก็ปรับแก้ตามความเหมาะสมกันไป เป็นพวกไม่มาเขียนอธิบายในคอมเมนต์สักเท่าไหร่ เพราะถ้าเราตอบคอมเมนต์ได้ แสดงว่าก็เขียนได้ สู้เขียนทีเดียวไม่ดีกว่าเรอะ ด้วยนักเขียนมีตรรกะให้ตัวละครอยู่แล้ว นิสัย การกระทำ มันมีที่มาทั้งนั้น บางอย่างไม่ต้องการเหตุผลจริง ๆ แต่เราต้องเขียนให้เชื่อแค่นั้นอะค่ะ


      บางทีความคิดก็เบี้ยว ๆ ได้คนอ่านทักก็ดีนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มีคอมเมนต์แตกต่างก็ดีค่ะ ช่วยให้เราหันกลับมาสำรวจตัวเองด้วย


      ตัวละครที่เขาท้วงคือตัวไหนล่ะ ในนิยายหนึ่งเรื่อง ตัวละครที่กลมและแบนล้วนเกิดได้ทั้งสิ้น (กลมแปลว่ามีพื้นที่ปั้น บทเยอะ มักใช้กับตัวละครหลัก แต่จะให้กลมทุกตัวก็ไม่ไหว มันอาจจะต้องมีแบนบ้าง คละกัน)


      ถ้าเขาบอกว่ามันแบนไม่มีมิติ หมายถึงตัวละครที่เราให้บทเขาเต็มที่ใช่ไหม ถ้าใช่ ก็พิจารณาต่อมาว่าตัวละครตัวนั้นตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ หรืออุปสรรคที่เข้ามาในรูปแบบไหน สิ่งนี้จะช่วยในการดูว่าตัวละครนั้นๆ มีแง่มุมหรือพัฒนาการอย่างไร


      การตอบสนองอาจแสดงออกโดยการกระทำ ความคิดในใจ หรือบทพูด ไม่อาจกะเกณฑ์ได้จะต้องเป็นแบบไหน


      ขอแชร์ความเป็นไปได้ (มั้ง ไม่เคยอ่านเลยมโนเอา) ว่าบางทีตัวละครนั้นไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยเหตุผลและการกระทำของตัวเอง แต่เคลื่อนไหวเพราะคนเขียนอยากให้ตัวละครเดินไปในทางทิศนั้น ไม่ว่าจะด้วยเพราะพล็อตเรื่องทำให้ต้องเดินเส้นทางนั้น หรือใดๆ ก็ตาม


      พูดแบบนี้อาจงง ในเมื่อคนเขียนเป็นพระเจ้าที่บันดาลทุกสิ่งอยู่แล้ว ตัวละครก็ต้องเดินไปในทางทิศที่คนเขียนต้องการสิ แต่นั่นคือในมุมคนเขียน ในมุมคนอ่าน คนอ่านมองว่าเหตุผลในการกระทำของตัวละครไม่เพียงพอที่จะเดินไปทางนั้น มันอาจจะทำให้ ‘ความแบน’ เกิดขึ้นในสายตาคนอ่าน


      ยกตัวอย่างเช่น นางร้ายจะกลั่นแกล้งนางเอก แต่แล้วพระเอกมาช่วยไว้แล้วพานางเอกหนีไป นางร้ายก็แหกปากกรี๊ด


      พระเอกช่วยนางเอก คือ อุปสรรค

      นางร้ายกรี๊ด คือ การตอบสนองต่ออุปสรรค


      คำถามจากใจคนอ่าน เป็นโรคอะไรเหรอถึงได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ในรูปแบบนี้ คนที่เติบโตมาที่ได้รับการอบรมและการศึกษาอย่างปกติสุขไม่น่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าคนเขียนไม่ได้ปูทางเพื่อบอกว่านางร้ายมีความบกพร่องทางการควบคุมอารมณ์ หรือมีปัญหาทางจิตเอาไว้ก่อน งั้นก็แปลว่าคนเขียนเองนั่นแหละทียัดการตอบสนองเกินเหตุนี้ให้นางร้ายเป็นคนทำ


      ต่อเราปั้นตัวร้ายให้กลมโดยการบอกว่าเป็นคนเอาแต่ใจ ยึดตัวเองเป็นหลัก แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้ตัวร้ายกรี๊ดเกินจริงในเบอร์นั้น (อย่างที่บอก คนเอาแต่ใจแต่ถ้าได้รับการอบรมอย่างคนปกติ คงยากที่จะกรี๊ดเวลาไม่พอใจ ยกเว้นแต่มีความบกพร่องบางอย่าง หรือไม่ก็ดูละครมากไป) ก็อาจทำให้ตัวร้ายกลายเป็น ‘แบน’ ในสายตาคนอ่านได้ เป็นต้น


      อันนี้เรามั่วนะคะ เราไม่เคยอ่าน แค่ยกเคสแชร์ให้ดูเฉยๆ ว่าอะไรที่พอเป็นไปได้บ้าง อาจจะเป็นเคสอื่น หรือที่จริงแล้วอาจไม่ใช่เลยก็ได้ คนเขียนต้องลองพิจารณาดูเอาเองน่ะค่ะ


      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      วุฒิภาวะของมนุษย์นั้นพัฒนาและจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุครับ

      มุมมองของเด็กอายุ 13 กับ 18 ปีก็ต่างกัน

      มุมมองของเด็กอายุ 18 ปี กับผู้ใหญ่อายุ 25 ปีก็ต่างกัน


      มุมมองของผู้ใหญ่อายุ 25 ปีกับวัยกลางคนอายุ 40 ปีก็ต่างกัน


      เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นการมองโลกมันจะเปลี่ยนไปทีละน้อย ส่วนใหญ่เด็กที่อายุน้อยอย่าง 13 14 15 16 จะไม่ค่อยคิดอะไรมาก เหตุผลไม่ต้องมี ขอแค่ชอบคำเดียวพอ ในบางครั้งพอมองย้อนกลับมาถึงเหตุผลความคิดของตัวเองตอนที่อายุ 15 ในอดีต แม้แต่ตัวเราเองยังต้องตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่าตอนนั้น เราทำแบบนั้นไปได้ยังไง?


      ตัวละครที่เด็กอ่านแล้วชอบ ผู้ใหญ่อ่านแล้วอาจจะร้องยี้ บางตัวละครอายุ 20 แต่ถูกเขียนโดยเด็กที่อายุ 13 อะไรหลายๆอย่างมันก็จะไม่สมเหตุสมผล ทั้งการกระทำ ตรรกะความคิดที่อาจจะมีผิดแปลกยังไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนคนอายุ 20


      บางทีนิยายที่คุณเขียนในอดีตอาจจะใส่ตัวตนและความคิดของตัวเองตอนนั้นไปในตัวละครแต่พอเขียนนานไป อายุของนักเขียนโตขึ้น ได้เจอโลกในมุมมองใหม่ ได้เห็นความจริงของชีวิตที่เพิ่มขึ้น งานเขียนที่สื่อออกมาผ่านตัวหนังสือมันก็เปลี่ยนไปอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว แต่นักอ่านที่อายุยังน้อยและติดกับภาพเดิมๆอาจจะตามไม่ทัน



      ในงานเขียนของผม ผมจะแยกออกทันทีว่านักอ่านกลุ่มไหนคือ เด็ก และกลุ่มไหนคือ ผู้ใหญ่ >>> ยกตัวอย่างผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องความรักของพ่อแม่ แม่ห่วงลูก กลัวลูกจะเป็นอันตราย คอยถาม คอยเข้ามาสอดส่องเตือนลูกที่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่นให้ระวัง


      มันจะมีนักอ่านสองกลุ่ม กลุ่มแรกจะบ่นว่ารำคาญ เบื่อแม่ อยากให้ตายๆไป ไม่อยากอ่าน >> กลุ่มนี้เด็กน้อยแน่นอน เพราะเด็กจะไม่ข่อนค้างไม่เข้าใจอะไรที่ซับซ้อน [ไม่ใช่ทุกคนนะแต่ส่วนใหญ่]

      กลุ่มสองจะค่อนข้างเข้าใจถึงหัวอกของตัวละครแม่อย่างแท้จริง บางคนมีลูกแล้วเขาก็จะโพสประมาณว่าเข้าใจความรู้สึกเลยค่ะ ... .. .. บางคนอายุเยอะแล้วเขาก็จะเข้าใจถึงการกระทำของตัวละครได้ดีกว่าอีกกลุ่มที่อายุยังน้อย

      ประมาณนี้ครับ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เก็บไว้พัฒนาครับ ถ้าไม่จริงก็ปล่อยมันไป

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป