เรียนแพทย์ต่างประเทศ(Europe) หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จากวันสอบติด ถึงวันลาออก [ยินดีให้แชร์]

วิว
#เรียนแพทย์ #เรียนแพทย์ต่างประเทศ #สอบเข้าแพทย์ #คณะแพทยศาสตร์ #แพทย์ต่างประเทศ

***แล้วแต่วิจารณญาณนะ***

ถ้าที่พิมพ์ไปขัดใจใคร หรือพลาดยังไง ต้องขออภัยด้วย


.......แต่จากประสบการณ์เรา......

เสียจิต เสียเงิน เสียเวลา ไม่มั่นคง ไม่ยุติธรรม

ไม่ไปไหนแล้ว จะพยายามทำให้ได้ที่ไทย

ถึงมันจะยากกว่า ไม่รู้อีกนานไหมจะได้

แต่หลายๆอย่างก็ดีกว่า 


......เหตุผลส่วนใหญ่ที่คนไปกัน......

*สอบเข้าที่ไทยไม่ติด เลยไปเรียน*

ส่วนคนที่สมัครใจไปก็มี เราไม่ขัดขวางใดๆ


สอบเข้ากลุ่มแพทย์-ทันตะในไทยมันแข่งขันสูง

แต่เราว่าเราจะไม่เลือกทางง่ายแล้ว จะพยายามเข้าให้ได้ในไทย


ความยุติธรรมในการสอบ ความเอาใจใส่ของอาจารย์ต่อเด็กก็มากกว่า อย่าเชื่อโฆษณามากมายตามกระทู้ หรือที่ต่างๆ ทุกหน่วยก็ต้องเอาข้อดีตัวเองมาอยู่แล้ว บางทีเสริมเติมแต่งจนเลยเถิด ไม่ใช่ความจริงเลยก็มี แต่ข้อเสียกลับก็ไม่พูดถึง(ก็แน่อยู่แล้ว) เขาทำธุรกิจหนิ พวกเอเจนซี่ เราเข้าใจ


Ranking มหาวิทยาลัยมันก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

และส่วนใหญ่ เด็กที่ไปเรียนก็สอบเข้าหลักสูตรของต่างชาติ

ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรที่สอบเข้ายากมากๆๆของคนชาตินั้นๆเขาเข้าเรียนกัน

(บางที่ บางประเทศไม่สอบด้วยซ้ำ จ่ายค่าเทอมเรียนได้เลย)

(แต่ที่เราไปคือสอบเข้า ก็ยากระดับนึง)


เราไปเรียนคณะแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศหนึ่งในยุโรปมา Ranking มหาวิทยาลัยด้านการแพทย์ก็ประมาณ150-200ของโลก ค่าใช้ต่อปีประมาณ1ล้านบาทรวมค่าครองชีพต่างๆ อาจมากน้อยกว่านี้ตาม lifestyle ของแต่ละบุคคล


เราสอบเข้าไปนะ สอบฟิสิกส์+เคมี+ชีวะ+สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ ก็ยากระดับนึง ผ่านเอเจนซี่ที่จัดสอบในไทย แต่สอบโดยProfessor จากที่นู่นเขาบินมาโดยตรง

คัดคนระดับนึง ตอนนั้นสอบติดเราดีใจมาก ก็คิดว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดีแต่เราก็ไม่ได้จะโทษมหาวิทยาลัยทั้งหมด ตัวเราเองด้วยที่อาจไม่เก่งเทพอะไร ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่อยากเป็นแพทย์ เมื่อสอบที่ไทยได้มหาลัยดังๆคณะดีๆหลายที่ก็จริง แต่ไม่ใช่คณะแพทยศาสตร์ที่เราหวังไว้ ทุกอย่างเหมือนจะดี เราคิดว่าเราใกล้ความฝันมากขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยหรู เพราะยังไม่เจอกับตัว


ตอนแรกที่ไป เราก็สงสัยว่าทำไมรุ่นพี่คนไทยที่ไปหายไปกันเยอะ และมารู้ทีหลังว่า drop out rate ที่นี่ก็ประมาณ50-60% ซึ่งสูงมาก มันไม่ปกติ


มหาวิทยาลัยคัดเด็กเข้ามา แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการtrainเด็กให้ผ่านไปได้ (หมายถึงมีความรู้จริงๆและผ่านนะ ไม่ใช่ปัดๆให้ผ่านๆไป) 

เด็กตกมากกว่าครึ่ง แบบนี้คือตัวเด็กผิดทั้งหมดจริงหรอ


ตอนระหว่างเรียนเราก็มีโรคซึมเศร้าด้วย และยิ่งเจอสภาวะกดดันขนาดนี้ เราเลยไม่สามารถอยู่ต่อได้ กลัวการสอบ กลัว Professor 

ตอนนั้นฝืนเรียน และไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า แต่ก็ผ่านไปได้ทุก week นะ แต่ตอนนี้เรากลับมาไทย มารักษาตัว มาปรึกษาจิตแพทย์ กินยาครบ และคิดกับตัวเอง ว่าเราเริ่มใหม่ซิ ยังไม่สาย ตอนนี้จิตใจดีขึ้นระดับนึง เลยพร้อมเขียนเล่าประสบการณ์ตัวเอง เผื่อใครยังอยากไปเรียนแพทย์ต่างประเทศ จะได้เป็นส่วนในการตัดสินใจ เราไม่ห้ามใคร 

ใครอยากไปก็ขอให้โชคดี ขอให้พบเจอสิ่งที่ดีกว่าเรา......


ย้ำอีกย่าง การเรียนแพทย์-ทันตะมันไม่เหมือนคณะอื่นที่ดูแค่ Ranking มหาวิทยาลัย มันมีข้อจำกัดมาก เรื่องอุปสรรคตอนสอบใบประกอบวิชาชีพ และตอนซักถามกับได้สัมผัสคนไข้จริงๆ เพราะถ้าเราเป็นต่างชาติ ข้อจำกัดตรงนี้ยังคงมี และยิ่งประเทศที่ไปเรียนไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ แม้จะเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ คุณคิดว่าคนไข้จะสื่อสารกับคุณได้เต็มที่100%หรอ ถึงจะอ้างว่ามีล่ามใดๆ แต่จากที่ฟังพี่ปีสูงๆมา ก็มีมึนๆงงๆบ้าง เพราะอุปสรรคทางภาษา


การเรียนแพทย์มันไม่ใช่แค่ให้สอบๆๆๆและนั่งอ่านหนังสือเอง มันต้องมีการแนะนำและอาจารย์ต้องsupportive ดูแลและช่วยเหลือเด็ก


ของเราที่ไปเรียน ตอนเรียนก็สอบเป็น oral exams หมด

เกณฑ์ผ่านก็อยู่ที่ความพอใจของ Professor ท่านนั้น

การสอบไม่มี midterm มีแต่ weekly และต้องผ่านให้ครบ

ถึงจะมีสิทธิ์สอบ Final Exam

Final นี่เลือกวันได้ตามที่มีในwebsite มหาวิทยาลัย เหมือนจองตั๋วหนัง

มีวันให้เลือก และมีจำกัดจำนวนผู้เข้าสอบแต่ละวัน วันไหนฮอตๆหน่อยก็ต้องแย่งกันจอง เหมือนจองบัตรคอนเสิร์ต


บางวันได้ Professor อารมณ์ดีบางคนก็โดนถามน้อย 

ผ่านง่ายกว่า วันไหนซวยเจอProfessor โหดๆจับฉลากได้ข้อยาก 

แถมยังชอบอารมณ์เสียอีก ก็ไม่น่ารอด พอให้เราตก เราจะไม่มีอนาคตเขาก็ไม่ได้จะแคร์อะไร เราต่างชาติหนิ รู้สึกเหมือนโดนลอยแพ


เนื้อหาสอบก็อย่างที่กล่าวไป ไม่มี midterm ก็คือเนื้อหาทั้งปีนั่นแหละ

พอถึงวันสอบที่เลือกไว้ ก็ไปนั่งรอคิวสอบ ระหว่างรอก็มีคนผ่านหรือตกออกมาจากห้องเรื่อยๆ สภาพตอนนั้นคือกดดันสุดๆ เพราะสิทธิสอบ Final มีแค่ 3 ครั้งต่อวิชา (สอบ1, ไว้ซ่อมอีก2) และถ้าคนที่วันนั้นเป็น attempt 3 แล้วหละ ถ้าตกและเครดิตมันไม่ถึงเขาโดนไล่ออกเลยนะ บางคนออกมาร้องไห้ ร้องกรี๊ดยังเคยเจอ เครียดแค่ไหนคิดดูละกัน 

พอถึงคิวเราก็เข้าไปจับฉลาก topic ประมาณ 3 ข้อ ว่าจะได้อะไร และมีเวลาเตรียมตัวซักพัก โดยให้กระดาษเปล่าๆมา เราก็ต้องเขียนเตรียมและวาดรูป พอหมดเวลาเตรียมตัวจะมี assistant มาเรียกก็จะเข้าพบ Professor ตัวต่อตัวเลย

ผ่านตกก็อยู่ที่ดุลพินิจของท่านเลย สวดมนต์ไว้เยอะๆ....


คนที่เรียนได้มันก็มี ก็รอดตัวไป ยินดีด้วย แต่สำหรับเรามันมีความกดดันและเครียดหลายอย่างที่ไม่จำเป็น


การเรียนด้านนี้อาจารย์ต้องไม่ใช่แบบสอนๆไป(บางท่าน) และถึงเวลาก็ให้สอบ.......

คุณสอบweeklyตกบ่อยๆเขาก็ไม่ได้มาดูดำดูดีอะไร

หนังสือก็ซื้ออ่านเอง ตามที่เขาแนะนำ ไม่มีชีทสรุปแบบที่เพื่อนที่ไทยได้กัน ไม่ได้มีแนะแนวอะไรมาก


อ่านหนังสือหนักๆเข้าที่ไทยมหาวิทยาลัยชั้นนำเถอะ การแพทย์ในไทยดีมากนะ แถมตอนปีคลินิกก็ได้ทำหัตถการมากกว่า เพราะที่ไทยเคสเยอะมาก

และยิ่งบางประเทศที่ไปเรียนไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะเรียนหลักสูตรนานาชาติ แต่ตอนคุยกับคนไข้ก็ต้องมีอุปสรรคอยู่แล้วไม่มากก็น้อย บางทีอาจได้สิทธิ์จับต้องคนไข้น้อยกว่านักศึกษาแพทย์ประเทศเขาเองซะอีก ซึ่งการคุยกับคนไข้ให้รู้เรื่องนั้นสำคัญมากในการวินิจฉัย แม้ว่าจะสอบใบประกอบอะไรมาผ่านได้ตอนจบ แต่skillตรงนี้อาจไม่เต็มที่


ที่เขาไปต่อต่างประเทศกันคือหลังจบแล้ว ได้ MD แล้วไปสอบ USMLE ที่ยากมากๆ ถ้าจะไปต่ออเมริกา (หรือสอบอื่นๆถ้าไปประเทศชั้นนำอื่นๆ)แข่งกับคนทั่วโลก เพื่อไปเรียน specialist เป็น resident (เรียนเฉพาะทาง) อันนั้นทำได้เก่งมากๆแน่นอน

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

กระทู้นี้ถูกปิดการแสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #10
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    สืบเนื่องจากกระทู้ดังกล่าวทั้งสองกระทู้ (https://www.dek-d.com/board/view/3952832/

    https://www.dek-d.com/board/view/3951614/) ที่ได้เผยแพร่ออกไปและมีการพาดพิงถึงมหาวิทยาลัยในสาธารณรัฐเช็ก คือ First Faculty of Medicine, Charles University ซึ่งเจ้าของกระทู้ได้นำเสนอข้อมูลด้านเดียวทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียชื่อเสียงกับหลายฝ่าย

    ทางสถาบันเมดโค้ชได้ส่งเรื่องนี้ไปยังสถานทูตเช็ก (Czech Embassy) ประจำประเทศไทยและมหาวิทยาลัยชาร์ลสเนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและเป็นการแสดงความเห็นเพียงฝ่ายเดียวจากเจ้าของกระทู้ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้ส่งคำชี้แจงในประเด็นต่างๆตามเอกสารดังนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เจ้าของกระทู้ ผู้ปกครอง และนักเรียนท่านอื่นๆได้ฟังข้อมูลจากหลายๆฝ่ายและพิจารณาวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ก่อนจะเขียนแสดงความคิดเห็นต่างๆออกไปและหากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อคณบดีได้โดยตรง

    ข้อมูลเบื้องต้น:

    1. สถาบันเมดโค้ชเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยชาร์ล ในการจัดสอบคัดเลือกนักเรียนที่ประเทศไทยสำหรับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยชาร์ล และเจ้าของกระทู้ได้มาร่วมสอบคัดเลือกเข้าเรียนปีการศึกษา 2016/2017 ซึ่งเจ้าของกระทู้สอบผ่านการคัดเลือกและเข้าเรียนชั้นปี 1

    2. เจ้าของกระทู้ได้ติดต่อกับทางสถาบันเมดโค้ชเพื่อต้องการสมัครสอบเข้าเรียนอีกครั้งในปี 2018/2019 ซึ่งทางเราได้ทำการประสานงานเรื่องการสอบคัดเลือกและเอกสารต่างๆตามขั้นตอน จนกระทั่ง เจ้าของกระทู้ได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนอีกครั้ง และเริ่มเรียนในเดือน ตค. 2018

    3. ระบบการเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยชาร์ล นั้นเน้นการเรียนการสอน การศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเองในระหว่างเรียน ซึ่งมีการเรียนแบบ adult learning และนักศึกษาจำเป็นต้องอ่านหนังสือและวางแผนการสอบด้วยตนเองด้วยในระหว่างเรียน และการสอบปากเปล่า (oral examination) นั้น นักศึกษาทุกคนมีโอกาสสอบทั้งหมด 3 ครั้งโดยหัวข้อของการสอบนั้นทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งตั้งแต่ต้นเทอมให้เตรียมตัวและถ้านักศึกษาเตรียมตัวมาล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอย่อมมีโอกาสสอบผ่านแน่นนอน... ทางสถาบันเมดโค้ชได้ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับกระทู้นี้ว่าเหตุใด เจ้าของกระทู้ทราบว่าระบบการเรียนการสอบของมหาวิทยาลัยชาร์ลมีความยากหรือง่ายอยู่แล้วในครั้งแรกของการเข้าเรียน (ในปี 2016/2017) .. เหตุใดจึงต้องการกลับเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้อีกครั้ง ในปี 2018/2019 ถ้าในครั้งแรกที่เข้าไปเรียนแล้วคิดว่าระบบการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่ตนเองคาดหวังไว้... เมื่อเจ้าของกระทู้สอบตกออกมาครั้งนี้ จึงมีการเขียนกระทู้ตำหนิมหาวิทยาลัย ระบบการสอน การสอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการเรียนของตนเองซึ่งอาจจะไม่ขยันเพียงพอในการอ่านหนังสือและตั้งใจสอบ เพราะถ้าเปรียบเทียบกับเพื่อนหรือรุ่นพี่คนไทยรุ่นเดียวกัน มีหลายคนที่สอบผ่านขึ้นไปยังปี 2,3, 4 และ 5 ได้เพราะการเรียนหมอทุกมหาวิทยาลัยต้องอาศัยความพยายามด้วยตนเองและความทุ่มเทเวลาอ่านหนังสืออย่างมาก

    4. เพิ่มเติมเรื่องการสอบตกสำหรับนักศึกษานานาชาติที่เจ้าของกระทู้ได้เขียนระบายออกไป .. ขอชี้แจ้งว่า ระบบการสอบของมหาวิทยาลัยนี้ใช้เกณฑ์เดียวกันกับเด็กท้องถิ่น (Czech Program) ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีนศ.ของโปรแกรมนี้สอบตก และสอบซ่อม เช่นเดียวกับ นศ. ในโปรแกรมนานาชาติ ของเจ้าของกระทู้ ... ดังนั้นที่เจ้าของกระทู้ได้เขียนจึงไม่เป็นความจริงว่าอาจารย์ไม่สนใจเด็กนานาชาติและต้องการให้เด็กนานาชาติสอบตก

    5. เพิ่มเติมเรื่องการทำงานภายหลังจบแพทย์ในประเทศเช็ก …. เมื่อเรียนจบ 6 ปี จะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ (medical license) ทันทีหลังจบ (ไม่ต้องการฝึกงานและสอบภาษาเช็กเพิ่มเติม) โดยนักศึกษาแพทย์ต้องผ่านการสอบ State Exam หรือการสอบรวบยอดของแต่ละหมวดวิชา (เทียบเท่ากับการสอบ ศรว.ในประเทศไทย) ดังนั้น ลักษณะการสอบ oral exam (สอบเป็นภาษาอังกฤษ) ตั้งแต่ปีแรกของการเรียนจึงเป็นการฝึกฝนและเตรียมพร้อมในการสอบ State Exam ต่อไปในชั้นปี 4-6 … ภายหลังเรียนจบและได้ medical license สามารถทำงานได้ใน EU ทั้งหมด

    จดหมายต้นฉบับจากคณบดี First Faculty of Medicine, Charles University ชี้แจงประเด็นต่างๆที่เจ้าของกระทู้ได้นำเสนอ
    https://image.dek-d.com/27/0835/2651/129715283https://image.dek-d.com/27/0835/2651/129715282

    จดหมายฉบับแปลภาษาไทยจากคณบดี First Faculty of Medicine, Charles University ชี้แจงประเด็นต่างๆที่เจ้าของกระทู้ได้นำเสนอ

    First Faculty of Medicine, Charles University

    สำนักงานคณบดี ณ ปราก วันที่ 3 ธันวาคม 2562

    เรียน ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ทุกท่านที่ให้ความสนใจในประเด็นนี้)

    เนื่องจาก ขณะนี้มีประเด็นที่เกิดขึ้นนั่นคืออดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเราที่มาจากประเทศไทยได้กล่าวหามหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับคณะแพทยศาสตร์ของเรา ซึ่งตัวแทนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้แปลข้อความโดยสรุปเป็นใจความสำคัญต่างๆ ด้วยเหตุนี้ผมในฐานะคณบดีจึงขอชี้แจงประเด็นสำคัญทุกเรื่องที่อดีตนักศึกษาเขียนลงในกระทู้ดังนี้

    1. ในระบบการสอบไล่ โดยเฉพาะการสอบปากเปล่า (oral examination) อดีตนักศึกษาคนดังกล่าว (Ms. Princess AI) ซึ่งเป็นเจ้าของกระทู้ ได้กล่าวตำหนิอาจารย์ผู้สอนว่ามีอคติและใช้อารมณ์ในขณะสอบปากเปล่า (oral examination) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เธอต้องตกออกจากการเรียนในคณะนี้ จึงได้มีผู้ปกครองสอบถามเกี่ยวกับความจำเป็นของระบบการสอบปากเปล่า (oral examination) ซึ่งเป็นภาคบังคับสำหรับนักศึกษาแพทย์ทุกคนที่ First Faculty of Medicine, Charles University (LF1) เพราะในประเทศไทยการเรียนคณะแพทยศาสตร์ในช่วง 3 ปีแรกจะเป็นการสอบข้อเขียนเป็นหลัก ดังนั้นจึงขอให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยอธิบายข้อดีของระบบการสอบปากเปล่าของคณะแพทยศาสตร์เเห่งนี้ด้วย

    ขอชี้แจงดังนี้ ระบบการสอบปากเปล่า (oral examination) นี้มีการใช้ทดสอบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของเรามาอย่างยาวนานมากว่า 670 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยเองได้ตระหนักถึงการเกิดอคติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นวิชาส่วนใหญ่ของ basic science ยังคงให้มีการสอบเป็นลักษณะข้อเขียน (written test) เพื่อให้นักศึกษาได้มีความรู้เบื้องต้นซึ่งนักศึกษาจะต้องสอบผ่านส่วนนี้ก่อน (prerequisite) และสามารถสอบในขั้นตอนต่อไปคือ การสอบปากเปล่า (oral examination) นั่นเอง

    หลายท่านในที่นี้อาจจะฟังดูแปลกสำหรับนักศึกษาที่มาจากต่างประเทศ (รวมถึงประเทศยุโรปบางประเทศ เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นต้น) แต่ในที่สุดแล้ว ถ้าผ่านกระบวนการสอบเหล่านี้ไปได้ พวกเขาจะรู้สึกขอบคุณเรา เพราะการสอบระบบนี้จะช่วยในการพัฒนาทักษะการสื่อสารของพวกเขาอย่างมากมายมหาศาล พวกเขาจะสามารถอธิบายคนไข้ได้ถึงปัญหาและแนวทางการรักษา มากกว่าเพียงแค่เขียนลงบนกระดาษเป็นคำอธิบายถึงอาการคนไข้เท่านั้น

    2. การสนับสนุนด้านการเรียนในระหว่างที่ศึกษา ณ First Faculty of Medicine, Charles University (LF1) อดีตนักศึกษาคนนี้ได้ร้องเรียนว่าไม่ได้รับการดูแลจากมหาวิทยาลัย LF1 และนี่เป็นสาเหตุทำให้เธอสอบตกเป็นจำนวนหลายๆครั้ง

    ขอชี้แจงดังนี้ ในระหว่างเปิดภาคเรียน ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่า นักศึกษาจะมีพัฒนาการและไม่เกิดการเรียนแบบตกหล่นหรือตามไม่ทันในบทเรียน อาจารย์ทุกท่านต่างมีความกระตือรือร้นที่จะสนับสนุนนักศึกษาที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานให้มีความพยายาม เพื่อที่จะสอบให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานให้ได้ จึงมีการให้คำปรึกษาและอธิบายเพิ่มเติม ดูรายละเอียดได้ที่

    LF MEDSOC (https:// Facebook.com/pg/lf1 medsoc/community) ซึ่งเป็นสโมสรนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โดย LF MEDSOC ได้จัดกิจกรรมหลากหลายให้กับนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาปีหนึ่ง เช่น งานปฐมนิเทศ มี workshop และ dissection รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่เป็นทั้งแนววิชาการและไม่ใช่ทางวิชาการ อีกด้วย

    ในกรณีที่นักศึกษาไม่มีความสุขกับอาจารย์ผู้สอน พวกเขาควรติดต่ออาจารย์หัวหน้าวิชาในแต่ละคอร์สเรียน และถ้าหากปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขหรือมีเรื่องจะร้องเรียนอื่นๆ (ระยะเวลาการติดต่อทุกๆ 2 อาทิตย์) นักศึกษาสามารถติดต่อคณบดี(ตัวผมเอง) ที่ดูแลส่วนของนักศึกษาต่างชาติได้

    ผมไม่เคยได้รับการร้องเรียนจากอดีตนักศึกษาคนนี้เลย ทางคณะเราไม่ได้มีความตั้งใจจะให้นักศึกษาสอบตกอย่างแน่นอนเพราะนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จคือตัวแทนและทูตของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของพวกเรา

    3. อดีตนักศึกษายังร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ได้รับดูแลอย่างดีในเรื่องการเรียนสำหรับนักศึกษานานาชาติ เพราะอาจารย์ไม่สนใจว่าพวกเขาจะสอบตกหรือสอบผ่าน นักศึกษาต่างชาติมีความรู้สึกว่ามาตรฐานการสอบมีความแตกต่างกันระหว่างโปรแกรมของนักศึกษา Czech และ นักศึกษานานาชาติ

    ขอชี้แจงดังนี้ ผมต้องตอบข้อกล่าวหาลักษณะเช่นนี้ปีละครั้ง แต่ในทางกลับกัน นักศึกษา Czech ต่างบ่นและร้องเรียนว่า นักศึกษาที่ศึกษาในโปรแกรมที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ ได้ทุกอย่าง "แบบได้เปล่า" เพียงเพราะจ่ายค่าเทอมที่แพงกว่า

    จากประสบการณ์ของผม (การสอนและเข้าคุมสอบหลายวิชา) มาตรฐานของเราเหมือนกันทุกอย่าง คณาจารย์ที่สอนเป็นชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด ขอยกสถิติตัวเลขในรอบ 5 ปี จากอัตราความสำเร็จ (วัดจากนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จในปีแรก)

    1-5 เปอร์เซ็นต์ ของนักศึกษา Czech ที่จะมีคะแนนที่ดีกว่านักศึกษาในโปรแกรมภาษาอังกฤษ

    4. อดีตนักศึกษาคนนี้ยังกล่าวต่อไปว่า เธอจะไม่แนะนำให้มาเรียนที่ประเทศ Czech Republic อย่างแน่นอน

    ขอชี้แจงดังนี้ ในความเป็นจริง ใครก็ตามที่คาดหวังว่าจะได้รับปริญญาทางการแพทย์ (medical degree) เพียงเพราะจ่ายค่าเทอมนั้น ไม่ควรสมัครมาเรียนและสอบเข้าที่นี่ตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยต้องการนักศึกษาที่มีความตั้งใจ มุมานะและพร้อมที่จะเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมและภาษาของประเทศนั้นๆ เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย นักศึกษาเหล่านี้เรายินดีต้อนรับเสมอ

    แต่ละปี ทางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเเพทย์ที่จบมากกว่า 80 คน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นมาจากหลากหลายประเทศ พวกเขาเหล่านั้นต่างเรียนจบไปด้วยความสามารถที่จะรับมือกับความกดดันและความท้าทายอย่างมากมายจากอาชีพนี้

    ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม มหาวิทยาลัยของเราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ในทุกๆเรื่อง และเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจะโทษปัจจัยหลายๆ อย่างก่อน ยกเว้นการโทษตนเองเสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ยากที่จะเข้าใจคือ ถ้าทางมหาวิทยาลัยเราเเย่จริงๆ ไม่มีระบบ ไม่ดูแล และไม่สนับสนุนนักศึกษาจากโปรแกรมภาษาอังกฤษ แล้วอดีตนักศึกษาคนที่เขียนกระทู้นี้ทำไมจึงได้กลับมาสมัครสอบกับทางมหาวิทยาลัยเราเป็นครั้งที่สอง (ปีการศึกษา 2018/2019) ทั้งๆที่ครั้งแรกของการเรียนก็ไม่ประสบความสำเร็จในปีการศึกษา 2016/2017 ไปแล้ว

    ขอบคุณสำหรับความสนใจของคุณๆ


    ตอบกลับ

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    อิอิ
    Guest IP
    #12
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ทางเอเจนซี่เคยบอกไว้ก่อนไปว่า​ ที่เชคมีคนดูแล​ตลอด​ มีคนไทยไปดูแลที่นั่น​ พอไปถึงกลับไม่เจอใครเลย​ เอเจนซี่เหมือนขายฝันเด็กเลยค่ะ​ คือเรารู้ตัวนะคะว่าไม่เก่งพอที่จะเรียนได้​ พอเรากลับมาแบบไม่บอก​ คุณก็โทรมาหาแม่ของเรา​ เพื่อต่อว่าว่ากลับมาทำไมไม่บอก​ คือ​ คุณเป็นเอเจนซี่ตอนเราอยู่ที่่นไม่เคยใส่ใจดูแล​ พอกลับแล้วยังกล้ามาโทรหาแม่เราได้ยังไงคะ​ รู้จักคำว่าละอายใจหรือเปล่า​ ว่าจะไม่พูดแล้ว​ ไม่อยากนึกถึงเลยด้วย​ซ้ำำ​ เอเจนซี่ที่หวังแต่ผลประโยชน์ไม่เคยนึกถึงจิตใจเด็กเลย

    ตอบกลับ

12 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เอาใจช่วย
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พยายามสอบแพทย์ในไทยให้ได้นะคะ เอาใจช่วยค่ะ สู้ ๆ นะคะ ️

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ชิมช็อบใช้
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ปกติเด็กที่ไปเรียนต่างประเทศ ต้องเรียนภาษาที่ใช้ของประเทศนั้นก่อนหนึ่งปี อันนี้ได้เรียนไหม

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #2-1

        เราเรียนโปรแกรมนานาชาติค่ะ ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียน

        ทุกคนที่เข้ามาไม่มีใครเคยได้เรียนภาษาก่อน 1 ปี

        นักเรียนส่วนใหญ่ที่เข้ามาได้ ภาษาอังกฤษดีมาก มีNative มาเรียนเลยก็มีค่ะ ในหลักสูตรเรามีเพื่อนจากAsia เช่น Thailand,Japan,Taiwan,Vietnam,Malaysia,India, etc...

        และจากยุโรปเองที่เข้าของประเทศตัวเองไม่ได้ เช่น UK, Germany, Sweden, etc...

        แต่ภาษาทางการของที่นี่คือเขาจะสอนตอนปี1-3ค่ะ

        ซึ่งปัญหาเรื่องภาษาเรามองว่าเล็กกว่า ปัญหาระบบเรียนและสอบของที่นี่ค่ะ และการโฆษณาที่เกินจริงของเอเจนซี่

        ส่วนที่บอกว่าเรียนภาษามาก่อน 1 ปี น่าจะประเทศอื่นๆ เช่นจีน (อันนี้ไม่แน่ใจค่ะ)


        ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ได้รับกำลังใจเพิ่มจากที่ไปตอบคนที่สนใจเรียนแพทย์ต่างประเทศในpantip ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะ

      และจริงมากๆค่ะ “ที่นี่ไม่มีระบบเมตตากรุณา”

      https://image.dek-d.com/27/0674/2347/129633239

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      สู้ๆจ้า
      Guest IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอเดาได้มั๊ยอ่ะ อันนี้คือที่เช็คไม่ก็โปแลนด์ไม่ก็ฮังการี่ แบบแนวยุโรปตะวันออกป่าวอ่า เราได้ยินเพื่อนพูดว่ามีoral exam กันด้วย เราตกใจมาก เพราะเราก็เรียนแต่เรียนอยู่ฝั่งยุโรปตะวันตก ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่อ่ะ เครียดมากเหมือนกัน แต่คนละอย่างกับเธอเลย สู้ๆน้าา ขอให้เจอทางเร็วๆ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      UsedtobeGroup5
      Guest IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แอบมาให้กำลังใจน้อง เรามาจากที่เดียวกันแหละแต่พี่ลาออกมานานแล้ว 5555 ใช้เวลาในการติดสินใจลาออกไม่ถึงวัน พี่เจอคล้ายๆกันแบบ ตอนสอบถ้าเจอprof.อารมณ์ไม่ดีถึงตอบได้90% ก็ได้แค่Cมาจ้าา oral examเป็นอะไรที่ไม่มีมาตรฐานใดๆทั้งนั้น ระบบแบบนี้พี่ไม่คิดจะเอาอนาคตไปวางไว้ด้วยหรอก ไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องทนเจอ มีอะไรปรึกษาได้นะคะ เราน่าจะเข้าใจกันได้ดีที่สุด และไม่อยากให้น้องเครียดเยอะะนะ ️

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #6-1

        ขอบคุณมากๆนะคะรุ่นพี่ เรามีกันไม่กี่รุ่น5555

        เราเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันว่าทำไมเราต้องเอาอนาคตเราไปฝากไว้กับการสอบที่ไม่ยุติธรรมแบบนั้น ดุลพินิจมันไม่ควรมีผลขนาดผ่านหรือตกไล่นักเรียนออกได้ กว่าจะสอบแต่ละweek+dissections+

        slide tests ต่างๆนาๆที่ทำมาตลอดปีก็ไม่ได้ง่ายๆ เราเครียดนั่งร้องไห้คนเดียวบ่อยมาก แต่ก็นั่งอ่านต่อ พี่ก็น่าจะผ่านมันมาคงเข้าใจอย่างดี จะมาให้prof.บางคนที่ไม่ชอบคำตอบเราเพราะไม่perfect มาดับฝันเราเลยหรือ? แถมเป็นคนไม่ค่อยมีโชค ชอบเจออันที่เราไม่แม่นจริงๆ พอเจอมันในข้อสอบที่จับได้....ก็.....

        แต่ที่นี่คะแนนจิตพิสัยอะไรก็ไม่มีอยู่แล้ว แต่มันควรจะเป็นการสอบที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ตัดสินการเรียนทั้งปีของเราด้วยการเข้าไปเสี่ยงดวงจับข้อง่าย-ยาก แถมอารมณ์Prof.ต้องดีอีก จึงจะมีโอกาศผ่านได้ เรายอมรับว่าไปเรียนก็ไม่ใช่เก่งขั้นเทพอะไรเลย แต่ก็อ่านหนังสือสอบเข้าไปไม่ใช่ง่าย ตอนเรียนก็ค่อนข้างทุลักทุเลไม่ใช่ตัวท๊อปหรือคนเก่งอะไรเลย รู้สึกตัวเองด้อยค่าลงทุกๆวันที่เรียนที่นั่นเลยค่ะ จนมีอาการซึมเศร้า หนักขึ้นเรื่อยๆ จนเกิด panic attack ชวงสอบบ่อยๆ :(

        ยอมรับว่ามีบางคนเก่งมาก เก่งจริงๆ และบางคนจบ bachelor degree (Related to medical science) มาแล้วเขายังบอกว่ามันเครียดมากที่นี่ แต่เขาผ่านมันได้ค่ะ เรานับถือและยินดีกับคนที่ทำได้ทุกๆคน เราเคยโดนว่าโดนด่ามาก็หลายครั้งว่าทำไมวาดไม่ได้ ทำไมทำได้ไม่ดี หรือบางทีเขาก็ไม่ได้ดูดำดูดีอะไรเลยก็มี ต้องไปตามขอซ่อมweeklyจนเขาเบื่อ 

        แต่คะแนน weekly Histologyเราค่อนข้างดีค่ะ แต่ Anatomy แย่และตกบ่อย ก็แอบอายเพื่อนๆว่าทำไมเราได้แค่นี้ แต่ก็อดทนพยายามผ่านหลายๆอย่างไปให้ได้ จนไป Final เพื่อนหลายๆคนหนีหายไปตั้งแต่กลางเทอมแล้วก็มี เพราะตกใจ รีบไปเตรียมสมัครเรียนที่อื่นดีกว่าก็มีค่ะ 

        ***บางคนสอบผ่านทุกอย่างแต่เห็นอนาคตที่ต้องเป็นแบบนี้ต่อไปก็ลาออกเอง ไปสอบติดที่ประเทศตัวเองก็มีค่ะ ตอนนี้เขามีความสุขมากกว่าเดิม :)

        ***บางคนไม่ผ่านที่นี่เป็นคนยุโรปเองเลย ไปได้ medschool Top10 ของโลกก็มีค่ะ ที่เป็นของประเทศเขาเอง แต่ตอนแรกเข้าไม่ได้เลยมาลองที่นี่ สุดท้ายฟิตอีกทีได้ดั่งฝัน เขามีความสุขกว่าเดิม :)

        ***แต่ยอมรับ ว่าเราเองที่เลือกไปเอง ไม่มีใครบังคับ ตอนนี้โอเคขึ้นค่ะ ถือว่าเราแกร่งขึ้นและได้ประสบการณ์ และรักษา depression + anxiety โดยการกินยาควบคู่กับการพูดคุยกับจิตแพทย์เฉพาะทางค่ะ หากหายดีก็คงยังเลือกจะเรียนหมอต่อ แต่คงจะสอบที่ไทยให้ได้เลย ยากตอนเข้า แต่ความมั่นคงมากกว่าค่ะ

        **ขอบคุณอีกครั้งนะคะ เป็นกำลังใจให่รุ่นพี่เหมือนกันค่ะ ขอให้สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นเส้นทางที่ดีกว่าเดิมนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      สู้ๆจ้า
      Guest IP
      #7
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #8
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พิมพ์มาซ้ำค่ะ ขออภัย

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Way to success
      Guest IP
      #9
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ที่โปแลนด์ หรือ เชคหรือเปล่าคะ สอบ oral แบบนี้?

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #10
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สืบเนื่องจากกระทู้ดังกล่าวทั้งสองกระทู้ (https://www.dek-d.com/board/view/3952832/

      https://www.dek-d.com/board/view/3951614/) ที่ได้เผยแพร่ออกไปและมีการพาดพิงถึงมหาวิทยาลัยในสาธารณรัฐเช็ก คือ First Faculty of Medicine, Charles University ซึ่งเจ้าของกระทู้ได้นำเสนอข้อมูลด้านเดียวทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียชื่อเสียงกับหลายฝ่าย

      ทางสถาบันเมดโค้ชได้ส่งเรื่องนี้ไปยังสถานทูตเช็ก (Czech Embassy) ประจำประเทศไทยและมหาวิทยาลัยชาร์ลสเนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและเป็นการแสดงความเห็นเพียงฝ่ายเดียวจากเจ้าของกระทู้ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้ส่งคำชี้แจงในประเด็นต่างๆตามเอกสารดังนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เจ้าของกระทู้ ผู้ปกครอง และนักเรียนท่านอื่นๆได้ฟังข้อมูลจากหลายๆฝ่ายและพิจารณาวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ก่อนจะเขียนแสดงความคิดเห็นต่างๆออกไปและหากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อคณบดีได้โดยตรง

      ข้อมูลเบื้องต้น:

      1. สถาบันเมดโค้ชเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยชาร์ล ในการจัดสอบคัดเลือกนักเรียนที่ประเทศไทยสำหรับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยชาร์ล และเจ้าของกระทู้ได้มาร่วมสอบคัดเลือกเข้าเรียนปีการศึกษา 2016/2017 ซึ่งเจ้าของกระทู้สอบผ่านการคัดเลือกและเข้าเรียนชั้นปี 1

      2. เจ้าของกระทู้ได้ติดต่อกับทางสถาบันเมดโค้ชเพื่อต้องการสมัครสอบเข้าเรียนอีกครั้งในปี 2018/2019 ซึ่งทางเราได้ทำการประสานงานเรื่องการสอบคัดเลือกและเอกสารต่างๆตามขั้นตอน จนกระทั่ง เจ้าของกระทู้ได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนอีกครั้ง และเริ่มเรียนในเดือน ตค. 2018

      3. ระบบการเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยชาร์ล นั้นเน้นการเรียนการสอน การศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเองในระหว่างเรียน ซึ่งมีการเรียนแบบ adult learning และนักศึกษาจำเป็นต้องอ่านหนังสือและวางแผนการสอบด้วยตนเองด้วยในระหว่างเรียน และการสอบปากเปล่า (oral examination) นั้น นักศึกษาทุกคนมีโอกาสสอบทั้งหมด 3 ครั้งโดยหัวข้อของการสอบนั้นทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งตั้งแต่ต้นเทอมให้เตรียมตัวและถ้านักศึกษาเตรียมตัวมาล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอย่อมมีโอกาสสอบผ่านแน่นนอน... ทางสถาบันเมดโค้ชได้ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับกระทู้นี้ว่าเหตุใด เจ้าของกระทู้ทราบว่าระบบการเรียนการสอบของมหาวิทยาลัยชาร์ลมีความยากหรือง่ายอยู่แล้วในครั้งแรกของการเข้าเรียน (ในปี 2016/2017) .. เหตุใดจึงต้องการกลับเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้อีกครั้ง ในปี 2018/2019 ถ้าในครั้งแรกที่เข้าไปเรียนแล้วคิดว่าระบบการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่ตนเองคาดหวังไว้... เมื่อเจ้าของกระทู้สอบตกออกมาครั้งนี้ จึงมีการเขียนกระทู้ตำหนิมหาวิทยาลัย ระบบการสอน การสอบ โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการเรียนของตนเองซึ่งอาจจะไม่ขยันเพียงพอในการอ่านหนังสือและตั้งใจสอบ เพราะถ้าเปรียบเทียบกับเพื่อนหรือรุ่นพี่คนไทยรุ่นเดียวกัน มีหลายคนที่สอบผ่านขึ้นไปยังปี 2,3, 4 และ 5 ได้เพราะการเรียนหมอทุกมหาวิทยาลัยต้องอาศัยความพยายามด้วยตนเองและความทุ่มเทเวลาอ่านหนังสืออย่างมาก

      4. เพิ่มเติมเรื่องการสอบตกสำหรับนักศึกษานานาชาติที่เจ้าของกระทู้ได้เขียนระบายออกไป .. ขอชี้แจ้งว่า ระบบการสอบของมหาวิทยาลัยนี้ใช้เกณฑ์เดียวกันกับเด็กท้องถิ่น (Czech Program) ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีนศ.ของโปรแกรมนี้สอบตก และสอบซ่อม เช่นเดียวกับ นศ. ในโปรแกรมนานาชาติ ของเจ้าของกระทู้ ... ดังนั้นที่เจ้าของกระทู้ได้เขียนจึงไม่เป็นความจริงว่าอาจารย์ไม่สนใจเด็กนานาชาติและต้องการให้เด็กนานาชาติสอบตก

      5. เพิ่มเติมเรื่องการทำงานภายหลังจบแพทย์ในประเทศเช็ก …. เมื่อเรียนจบ 6 ปี จะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ (medical license) ทันทีหลังจบ (ไม่ต้องการฝึกงานและสอบภาษาเช็กเพิ่มเติม) โดยนักศึกษาแพทย์ต้องผ่านการสอบ State Exam หรือการสอบรวบยอดของแต่ละหมวดวิชา (เทียบเท่ากับการสอบ ศรว.ในประเทศไทย) ดังนั้น ลักษณะการสอบ oral exam (สอบเป็นภาษาอังกฤษ) ตั้งแต่ปีแรกของการเรียนจึงเป็นการฝึกฝนและเตรียมพร้อมในการสอบ State Exam ต่อไปในชั้นปี 4-6 … ภายหลังเรียนจบและได้ medical license สามารถทำงานได้ใน EU ทั้งหมด

      จดหมายต้นฉบับจากคณบดี First Faculty of Medicine, Charles University ชี้แจงประเด็นต่างๆที่เจ้าของกระทู้ได้นำเสนอ
      https://image.dek-d.com/27/0835/2651/129715283https://image.dek-d.com/27/0835/2651/129715282

      จดหมายฉบับแปลภาษาไทยจากคณบดี First Faculty of Medicine, Charles University ชี้แจงประเด็นต่างๆที่เจ้าของกระทู้ได้นำเสนอ

      First Faculty of Medicine, Charles University

      สำนักงานคณบดี ณ ปราก วันที่ 3 ธันวาคม 2562

      เรียน ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (ทุกท่านที่ให้ความสนใจในประเด็นนี้)

      เนื่องจาก ขณะนี้มีประเด็นที่เกิดขึ้นนั่นคืออดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเราที่มาจากประเทศไทยได้กล่าวหามหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับคณะแพทยศาสตร์ของเรา ซึ่งตัวแทนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้แปลข้อความโดยสรุปเป็นใจความสำคัญต่างๆ ด้วยเหตุนี้ผมในฐานะคณบดีจึงขอชี้แจงประเด็นสำคัญทุกเรื่องที่อดีตนักศึกษาเขียนลงในกระทู้ดังนี้

      1. ในระบบการสอบไล่ โดยเฉพาะการสอบปากเปล่า (oral examination) อดีตนักศึกษาคนดังกล่าว (Ms. Princess AI) ซึ่งเป็นเจ้าของกระทู้ ได้กล่าวตำหนิอาจารย์ผู้สอนว่ามีอคติและใช้อารมณ์ในขณะสอบปากเปล่า (oral examination) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เธอต้องตกออกจากการเรียนในคณะนี้ จึงได้มีผู้ปกครองสอบถามเกี่ยวกับความจำเป็นของระบบการสอบปากเปล่า (oral examination) ซึ่งเป็นภาคบังคับสำหรับนักศึกษาแพทย์ทุกคนที่ First Faculty of Medicine, Charles University (LF1) เพราะในประเทศไทยการเรียนคณะแพทยศาสตร์ในช่วง 3 ปีแรกจะเป็นการสอบข้อเขียนเป็นหลัก ดังนั้นจึงขอให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยอธิบายข้อดีของระบบการสอบปากเปล่าของคณะแพทยศาสตร์เเห่งนี้ด้วย

      ขอชี้แจงดังนี้ ระบบการสอบปากเปล่า (oral examination) นี้มีการใช้ทดสอบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของเรามาอย่างยาวนานมากว่า 670 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยเองได้ตระหนักถึงการเกิดอคติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นวิชาส่วนใหญ่ของ basic science ยังคงให้มีการสอบเป็นลักษณะข้อเขียน (written test) เพื่อให้นักศึกษาได้มีความรู้เบื้องต้นซึ่งนักศึกษาจะต้องสอบผ่านส่วนนี้ก่อน (prerequisite) และสามารถสอบในขั้นตอนต่อไปคือ การสอบปากเปล่า (oral examination) นั่นเอง

      หลายท่านในที่นี้อาจจะฟังดูแปลกสำหรับนักศึกษาที่มาจากต่างประเทศ (รวมถึงประเทศยุโรปบางประเทศ เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นต้น) แต่ในที่สุดแล้ว ถ้าผ่านกระบวนการสอบเหล่านี้ไปได้ พวกเขาจะรู้สึกขอบคุณเรา เพราะการสอบระบบนี้จะช่วยในการพัฒนาทักษะการสื่อสารของพวกเขาอย่างมากมายมหาศาล พวกเขาจะสามารถอธิบายคนไข้ได้ถึงปัญหาและแนวทางการรักษา มากกว่าเพียงแค่เขียนลงบนกระดาษเป็นคำอธิบายถึงอาการคนไข้เท่านั้น

      2. การสนับสนุนด้านการเรียนในระหว่างที่ศึกษา ณ First Faculty of Medicine, Charles University (LF1) อดีตนักศึกษาคนนี้ได้ร้องเรียนว่าไม่ได้รับการดูแลจากมหาวิทยาลัย LF1 และนี่เป็นสาเหตุทำให้เธอสอบตกเป็นจำนวนหลายๆครั้ง

      ขอชี้แจงดังนี้ ในระหว่างเปิดภาคเรียน ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่า นักศึกษาจะมีพัฒนาการและไม่เกิดการเรียนแบบตกหล่นหรือตามไม่ทันในบทเรียน อาจารย์ทุกท่านต่างมีความกระตือรือร้นที่จะสนับสนุนนักศึกษาที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานให้มีความพยายาม เพื่อที่จะสอบให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานให้ได้ จึงมีการให้คำปรึกษาและอธิบายเพิ่มเติม ดูรายละเอียดได้ที่

      LF MEDSOC (https:// Facebook.com/pg/lf1 medsoc/community) ซึ่งเป็นสโมสรนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โดย LF MEDSOC ได้จัดกิจกรรมหลากหลายให้กับนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาปีหนึ่ง เช่น งานปฐมนิเทศ มี workshop และ dissection รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่เป็นทั้งแนววิชาการและไม่ใช่ทางวิชาการ อีกด้วย

      ในกรณีที่นักศึกษาไม่มีความสุขกับอาจารย์ผู้สอน พวกเขาควรติดต่ออาจารย์หัวหน้าวิชาในแต่ละคอร์สเรียน และถ้าหากปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขหรือมีเรื่องจะร้องเรียนอื่นๆ (ระยะเวลาการติดต่อทุกๆ 2 อาทิตย์) นักศึกษาสามารถติดต่อคณบดี(ตัวผมเอง) ที่ดูแลส่วนของนักศึกษาต่างชาติได้

      ผมไม่เคยได้รับการร้องเรียนจากอดีตนักศึกษาคนนี้เลย ทางคณะเราไม่ได้มีความตั้งใจจะให้นักศึกษาสอบตกอย่างแน่นอนเพราะนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จคือตัวแทนและทูตของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของพวกเรา

      3. อดีตนักศึกษายังร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ได้รับดูแลอย่างดีในเรื่องการเรียนสำหรับนักศึกษานานาชาติ เพราะอาจารย์ไม่สนใจว่าพวกเขาจะสอบตกหรือสอบผ่าน นักศึกษาต่างชาติมีความรู้สึกว่ามาตรฐานการสอบมีความแตกต่างกันระหว่างโปรแกรมของนักศึกษา Czech และ นักศึกษานานาชาติ

      ขอชี้แจงดังนี้ ผมต้องตอบข้อกล่าวหาลักษณะเช่นนี้ปีละครั้ง แต่ในทางกลับกัน นักศึกษา Czech ต่างบ่นและร้องเรียนว่า นักศึกษาที่ศึกษาในโปรแกรมที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ ได้ทุกอย่าง "แบบได้เปล่า" เพียงเพราะจ่ายค่าเทอมที่แพงกว่า

      จากประสบการณ์ของผม (การสอนและเข้าคุมสอบหลายวิชา) มาตรฐานของเราเหมือนกันทุกอย่าง คณาจารย์ที่สอนเป็นชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด ขอยกสถิติตัวเลขในรอบ 5 ปี จากอัตราความสำเร็จ (วัดจากนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จในปีแรก)

      1-5 เปอร์เซ็นต์ ของนักศึกษา Czech ที่จะมีคะแนนที่ดีกว่านักศึกษาในโปรแกรมภาษาอังกฤษ

      4. อดีตนักศึกษาคนนี้ยังกล่าวต่อไปว่า เธอจะไม่แนะนำให้มาเรียนที่ประเทศ Czech Republic อย่างแน่นอน

      ขอชี้แจงดังนี้ ในความเป็นจริง ใครก็ตามที่คาดหวังว่าจะได้รับปริญญาทางการแพทย์ (medical degree) เพียงเพราะจ่ายค่าเทอมนั้น ไม่ควรสมัครมาเรียนและสอบเข้าที่นี่ตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยต้องการนักศึกษาที่มีความตั้งใจ มุมานะและพร้อมที่จะเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมและภาษาของประเทศนั้นๆ เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย นักศึกษาเหล่านี้เรายินดีต้อนรับเสมอ

      แต่ละปี ทางมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาเเพทย์ที่จบมากกว่า 80 คน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นมาจากหลากหลายประเทศ พวกเขาเหล่านั้นต่างเรียนจบไปด้วยความสามารถที่จะรับมือกับความกดดันและความท้าทายอย่างมากมายจากอาชีพนี้

      ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม มหาวิทยาลัยของเราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้ในทุกๆเรื่อง และเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจะโทษปัจจัยหลายๆ อย่างก่อน ยกเว้นการโทษตนเองเสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ยากที่จะเข้าใจคือ ถ้าทางมหาวิทยาลัยเราเเย่จริงๆ ไม่มีระบบ ไม่ดูแล และไม่สนับสนุนนักศึกษาจากโปรแกรมภาษาอังกฤษ แล้วอดีตนักศึกษาคนที่เขียนกระทู้นี้ทำไมจึงได้กลับมาสมัครสอบกับทางมหาวิทยาลัยเราเป็นครั้งที่สอง (ปีการศึกษา 2018/2019) ทั้งๆที่ครั้งแรกของการเรียนก็ไม่ประสบความสำเร็จในปีการศึกษา 2016/2017 ไปแล้ว

      ขอบคุณสำหรับความสนใจของคุณๆ


      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #10-1

        ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นและความใส่ใจค่ะ และการที่ทางเอเจนซี่ออกมาเองจริงๆ ไม่ปิดบังชื่อมหาวิทยาลัยและชื่อของเอเจนซี่เอง ถือว่าเป็นการกระทำที่ยุติธรรมค่ะ ดังนั้นหนูขอตอบทีละข้อเลยนะคะ

        แต่หนูขออนุญาตตั้งข้อสงสัยอย่างนึงนะคะ จุดประสงค์หลักของเอเจนซี่คือดูแลเด็กไม่ใช่หรอคะ แต่ที่คุณทำมันคือทำลายหนูนะคะ ตอนอยู่ที่นั่นคุณก็ไม่ได้จะใส่ใจเด็กอะไรเท่าไหร่ และเราแต่ละคนเสียเงินให้คุณหลายแสนนะคะที่ต้องจ่ายเอเจนซี่ และกระทู้หนูก็ไม่ได้กล่าวถึงชื่อมหาวิทยาลัยหรือชื่อประเทศ, เมือง,หรือเอเจนซี่ด้วยซ้ำ!

        ตอนหนูจะenroll เอกสารไม่พร้อมเพราะคุณต้องเตรียมให้ หนูเกือบไม่ได้enrollแล้วค่ะวันนั้นที่ปราก แต่ดีที่หนูเป็นคนชอบพกเอกสารแฟ้มใหญ่ๆติดตัวไปไหนมาไหนอยู่แล้วเลยมีครบทุกอย่างและเดินเรื่องต่อเองทั้งหมด ซึ่งจริงๆแล้วคือหน้าที่คุณค่ะ

        และเหตุผลใดคะที่คุณจำเป็นต้องส่งจดหมายถึงมหาวิทยาลัยและทางสถานฑูต มันทำให้หนูเสียหายค่ะ ช่วยกรุณาชี้แจงตรงนี้ด้วย ว่าทางสถานทูตหรือมหาวิทยาลัยจะมีบทลงโทษอะไรต่อหนู?

        ***ประเด็นแรก ที่คุณเอเจนซี่สอบถามมานะคะ

        1. ที่คุณกล่าวว่ามีการพาดพิงถึงสถาบันโดยตรง หนูมั่นใจว่าเนื้อความที่หนูพิมพ์ไปไม่มีตรงไหนเลยที่ใส่ชื่อมหาวิทยาลัย หรือชื่อเอเจนซี่ หรือชื่อประเทศหรือแม้กระทั่งชื่อเมืองที่ไปด้วยซ้ำ ลองอ่านดูดีๆ มีแต่คอมเมนท์ที่มาเดาๆกันค่ะ

        2.&3. ที่คุณกล่าวว่าเหตุใดหนูถึงสมัครไปรอบที่ สองทั้งๆที่รู้ระบบแล้ว หนูขอตอบตรงๆว่าหนูยังไม่มีที่อื่นไปค่ะ หนูกลับมาก็ใกล้ช่วงสอบเข้าของโรงเรียนแพทย์ที่ไทยแล้ว (ระบบนานาชาติ) ซึ่งทำได้ไม่ดีเนื่องจากเวลาเตรียมตัวน้อยมาก ทำให้สอบไม่ติด เพราะที่ไปเรียนแพทย์ที่เช็กก็เรียนเนื้อหาใหม่ๆตัวยากๆเช่น Anatomy , Histology, Biophysics, etc...กลับมาก็ลืมเนื้อหา High School ส่วนใหญ่แล้ว จึงกลับมาคิดว่าหนทางใดที่จะไม่ต้องเสียเวลาอีกปี จึงสมัครเรียนต่อที่เดิมค่ะ เพราะมีเวลาเตรียมตัวซักพัก ซึ่งหนูก็ได้เสียเงินไปติวกับทางเอเจนซี่เองอีกครั้งด้วย และอีกสาเหตุคือหนูเห็นว่าหนูผ่านมาหลายตัวแล้ว น่าจะเบาลง คิดว่าน่าจะผ่านได้ง่ายขึ้นค่ะ และอีกใจก็ยังอยากสู้ต่อ ไม่อยากแพ้ เลยกลับไป ซึ่งการกลับไปนี้เป็นการตัดสินใจของหนูเอง100% หนูยอมรับ

        ส่วนเรื่องความขยันของหนูว่าเพียงพอหรือไม่ หนูพูดไปก็คงไม่มีใครสนใจค่ะ เพราะถ้าหนูบอกว่าหนูขยันทำโน๊ต ท่องหนังสือถึงเช้าบางวันไปสอบทั้งๆที่ยังไม่นอน ก็จะมีคนมากล่าวหาว่าหนูอวยตัวเองค่ะ

        อีกประเด็นที่มีคนผ่านไปถึงปีสูงๆ ผ่านกี่คนคะจากที่สมัครไป แต่ละรุ่นตกกันมากกว่าผ่าน...

        ****แต่ทุกคนที่ผ่านได้หนูชื่นชม และเคารพเขาด้วยซ้ำค่ะ ว่าเขาเก่งจริงๆ สมองรับแรงกดดันได้มากกว่าหนูจริง ซึ่งพวกเราทุกคนเป็นเพื่อนกันหมดค่ะ มีอะไรก็คุยกันเสมอ แต่กรณีของหนูคือหนูอ่านหนังสือทุกวันค่ะ แต่หนูเริ่มมีอาการซึมเศร้าและเริ่มมีผลกระทบกับการเรียนอย่างหนักในช่วงหลัง ซึ่งหนูก็กล่าวไปแล้วบนบทความข้างต้น

        4. ที่คุณเอเจนซี่กล่าวไว้ว่า “เจ้าของกระทู้ได้เขียนจึงไม่เป็นความจริงว่าอาจารย์ไม่สนใจเด็กนานาชาติและต้องการให้เด็กนานาชาติสอบตก“ ข้อนี้ที่กล่าวหาว่าหนูบอกว่าเด็กเช็กมีสิทธิ์สอบผ่านมากกว่านี่หนูไม่เคยกล่าวไว้เลยนะคะ มีตรงไหนที่หนูกล่าวไปเช่นนี้ ขอหลักฐานค่ะ หนูกล่าวไว้ในกรณีเข้าถึงคนไข้ค่ะ ข้อนี้ที่กล่าวหาว่าหนูบอกว่าเด็กเช็กมีสิทธิ์สอบผ่านมากกว่านี่หนูไม่เคยกล่าวไว้เลยนะคะ หนูกล่าวไว้ในกรณีเข้าถึงคนไข้ค่ะ อุปสรรคด้านภาษา ซึ่งเพื่อนๆหนูปีสูงๆก็พบเจอมา และจากที่หนูได้สัมผัสมาเองโดยตรงดั่งเช่นกรณีเด็กเช็กเขาจะมีหนังสือของมหาวิทยาลัยซึ่งจะเป็นเนื้อหาที่อาจารย์ชอบนำมาถามนำมาออกข้อสอบตอนสอบ แต่หนังสือเหล่านั้นมีน้อยเล่มมากที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้พวกเราเสียเปรียบตรงนี้ด้วย เพราะแม้เขาจะให้เราเรียนภาษาเช็ก แต่หนูมั่นใจว่าเด็กนานาชาติแทบทุกคนแม้จะปีสูงๆแล้วก็ไม่ได้อ่านภาษาเช็กระดับนั้นได้ค่ะ ก็อ่านๆจำๆไปสอบให้ผ่านวิชาเช็กแล้วก็ลืมค่ะ(นักเรียนส่วนใหญ่ ไม่เหมารวมนะคะ) อย่างเช่นหนังสือที่เรานิยมซื้อกัน ของ Prof. Grim มีหลายเล่ม แต่มีการแปลมาเพียงเล่มเดียว (สีเขียว) ที่เราจะอ่านมันได้ 100% ทำให้นักศึกษานานาชาติยอมซื้อเล่มอื่นๆหลายๆเล่ม ทั้งๆที่อ่านมันไม่ออกเพื่อมาดูรูปเฉยๆ เพราะทางมหาวิทยาลัยชอบเอารูปจากหนังสือนี้มาออก slide tests ค่ะ ข้อมูลเชิงลึกขนาดนี้บางทีตัวคุณเอเจนซี่เองอาจยังไม่ทราบด้วยซ้ำ !!!ย้ำอีกครั้งหนูไม่ได้กล่าวเลยว่าเด็กเช็กจะสอบผ่านได้มากกว่า กลับไปอ่านดูให้ละเอียดอีกทีนะคะ

        5. ข้อนี้เข้าใจค่ะว่าจะมีการสอบ state exam ซึ่งเทียบเท่ากับการสอบ ศรว.ในไทย ใช่ค่ะ เทียบเท่าแต่ไม่ใช่จะมาแทนศรว.ในไทยได้ค่ะ ถ้าจะมาเป็นแพทย์ในไทยก็ต้องสอบศรว.ทุกคนค่ะ แล้วโรคเขตหนาวเขตร้อนก็ต่างกันค่ะ ตรงนี้หนูยังคงรอดูอยู่ว่าจะมีใครผ่านศรว.ไทยได้ไหม เพราะตอนนี้ทุกคนยังเรียนไม่ถึงปี6 ค่ะ ยังตัดสินอะไรไม่ได้ ซึ่งพวกเขาจะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาค่ะ แต่คำว่า”เทียบเท่า”กับ”แทนกันได้” นี่คุณต้องแยกความแตกต่างมันให้ออกนะคะ มาพิมพ์แบบนี้หลายคนจะเข้าใจผิดค่ะว่าจบแล้วกลับมาไทยทำงานได้เลย

        และอีกอย่างเรื่องทำงานได้ทั่ว EU อันนี้หนูยังไม่ทราบข้อมูล100% ค่ะ ถ้าเราที่ไม่ได้ถือสัญชาติจากกลุ่มประเทศใน EU จบมาแล้วจะต้องพบเจอกับความยากลำบากใดๆเพิ่มเติมหรือไม่หากยังถือสัญชาติอื่น เช่นไทย แต่ทราบมาเบื้องต้นว่าถ้าเป็นนักเรียนที่จบมาและถือสัญชาติ EU จากการสอบถามเพื่อนหนูที่เป็นคนที่ถือสัญชาติของกลุ่มประเทศ European Union โดยตรงมาแล้ว เขาตอบมาว่าจะสามารถกลับไปทำงานที่บ้านเขาได้เลย ไม่ต้องสอบเพิ่ม

        *** ประเด็นที่สอง เรื่องจดหมายจากคณะบดีของมหาวิทยาลัย

        ซึ่ง paragraph แรกมหาวิทยาลัยก็ออกตัวแล้วว่าทุกข้อมูลที่เขาได้รับนั้น ได้มาจากตัวแทนในประเทศไทย ซึ่งคือคุณไงค่ะ คุณเอเจนซี่ มันน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน คุณก็ต้องแปลเข้าข้างตัวคุณเองอยู่แล้วเป็นปกติ

        ขอชี้แจงทีละข้อเลยนะคะ

        1. สภาพกดดันตอนสอบที่เกินไปนี่เรื่องจริงนะคะ และกรณีที่ Professor บางคนใส่อารมณ์กับเด็กก็เรื่องจริงค่ะ หนูได้ยินมาว่ามีProf หนึ่งคนที่ล้มโต๊ะใส่เด็กในห้องสอบปากเปล่าเพราะเด็กตอบไม่ได้ เหตุการณ์ลักษณะนี้คุณเองเคยทราบหรือไม่???

        แต่ที่ทางมหาวิทยาลัยกล่าวถึงประโยชน์ของการสอบ oral exam ส่วนตัวหนูไม่ได้โทษมหาวิทยาลัย100% นะคะ หนูโทษตัวหนูเองด้วยที่เก่งไม่พอ และก็เขียนไว้ด้วยว่ามหาวิทยาลัยมีมาตรฐาน ไม่ได้ให้เด็กผ่านแบบปัดๆผ่านไป ซึ่งตรงนี้เป็นข้อดีของที่นี่ค่ะ แต่หนูอาจยังชี้แจงข้อดีมันไม่มากพอ

        2. ที่กล่าวไว้ว่า She complained that LF1 does not support students during the study period. This was the reason she failed many times on the tests อันนี้คือเรื่องจริงเลยค่ะ เพื่อนๆหนูที่ผ่านหรือบางคนที่ตกออกมาก็เคยกล่าวแบบนี้ ซึ่งดีแล้วค่ะ ที่ต่อไปนี้ทางมหาวิทยาลัยจะได้ตระหนักถึงการดูแลเด็กให้มากขึ้น ไม่ให้ drop out rate มันสูงขนาดนี้ ยกตัวอย่างรุ่นที่หนูเข้าไป รับไป200+ คนโดยประมาณ และตอนนี้เหลือไม่ถึง100คน บางคนซ้ำชั้น

        3.หนูไม่เคยบอกค่ะว่าเด็กนานาชาติไม่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่ที่หนูจะสื่อก็เช่นการเข้าถึงคนไข้ หนังสือ แหล่งความรู้ต่างๆที่ไม่เท่าเทียมนักค่ะ

        (กล่าวไว้แล้วข้างต้นในข้อ 4. ด้านบน)

        4. ที่กล่าว “She has also strongly not recommended anyone who wants to apply or study in the Czech Republic” อันนี้หนูมั่นใจค่ะไม่เคยพูดหรือพิมพ์ที่ไหนเลย แล้วคุณไปแปลแบบนั้นส่งทางมหาวิทยาลัยได้อย่างไร??? หนูพิมพ์ไปว่าถ้าเป็นคนไทย สัญชาติไทยควรได้ MD ในไทยก่อนจะง่ายกว่า แม้ว่าการสอบเข้าแพทย์ในไทยจะแข่งขันกันสูงกว่า แต่คุ้มกว่าไปเรียนต่างประเทศเพราะต้องเจออุปสรรคมากมาย ไม่ได้กล่าวเลยว่าไม่ให้ใครไปเช็กเด็ดขาด คุณเอามาจากไหนคะ ขอหลักฐานด้วยค่ะ

        และสาเหตุที่หนูกลับไปทำไม รอบ 2 ก็ตามที่แจ้งไว้ด้านบนข้อ 2&3.

        ขอบคุณค่ะ และขอบคุณทุกๆคนที่อ่านจนจบและเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Pppp
      Guest IP
      #11
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราว่าคุณไม่สามารถ​ปรับตัวเข้ากับการเรียนการสอนที่แตกต่างจากเมืองไทยได้ทำให้มีปัญหา และพอกลับไปอีกรอบก็ยังไม่สามารถ​ก้าวสู้ต่อไปได้อีก ประจวบกับการต้องอยู่คนเดียวต่างแดนด้วย ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัย​ต่างประเทศหรอกนะคะที่เด็กสอบตกกันครึ่งคลาส ดิฉันเรียนที่ไทยก็เจอมาไม่ต่างกัน อาจารย์​บางท่านก็ดี บางท่านก็สอนไม่เข้าใจ บางท่านก็มีลูกรัก บางท่านก็ไม่มีเหตุผล​ บางท่านก็ไม่สอนเลย เข้าปีหนึ่ง 200กว่าคน จบออกมาแค่ครึ่ง บางวิชา A อยู่ไม่กี่คน F ไปเกินครึ่งคลาส เราเชื่อว่าเรียนที่ไทยก็กดดันไม่ต่างกัน แต่จะง่ายกว่าตรงที่พูดภาษาตัวเอง มีเพื่อนที่ค่อยช่วยติวกัน ช่วยชวนกันอ่านหนังสือ บางวิชาโคตรเครียดหนี F ร้องไห้อ่านหนังสือดิฉันก็ผ่านมานะ เราเลยจะแนะนำว่าคุณอาจจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดว่าเรียนที่ไทยอาจจะดีกว่าหรือกดดันน้อยกว่า เพราะกลัวว่าจะไม่เป็นเหมือนที่คาดหวังไว้ เพราะทุกอย่างไม่ได้หมุนรอบตัวเรา บางทีอาจกดดันเยอะกว่าใครจะไปรู้ และเสียใจด้วยที่คุยต้องมาเจอเรื่องราวเเบบนี้ เป็นบทเรียนในชีวิตที่ทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #11-1

        ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะคะ คุณ Pppp ที่แนะนำและเข้าใจหนูในบางส่วน และก็ให้ข้อคิดใหม่ๆกับหนู ตอนนี้หนูตอบคอมเมนท์ของทางเอเจนซี่โดยตรงแล้วค่ะ ลองไปอ่านดูนะคะข้างบน ว่าในใจหนูและสาเหตุจริงๆคืออะไร แต่หนูยืนยันเลยนะคะว่าไม่เคยเอาชื่อมหาวิทยาลัย,ชื่อประเทศ,ชื่อเมือง หรือแม้กระทั่งชื่อเอเจนซี่เองมาเปิดเผยหรือประนามเลย มีแต่คอมเมนท์ค่ะที่มาเดาๆกัน ซึ่งตรงนั้นหนูทำอะไรไม่ได้และไม่ใช่ส่วนที่หนูต้องมารับผิดชอบค่ะ

        ขอบคุณอีกครั้งนะคะ :)

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      อิอิ
      Guest IP
      #12
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ทางเอเจนซี่เคยบอกไว้ก่อนไปว่า​ ที่เชคมีคนดูแล​ตลอด​ มีคนไทยไปดูแลที่นั่น​ พอไปถึงกลับไม่เจอใครเลย​ เอเจนซี่เหมือนขายฝันเด็กเลยค่ะ​ คือเรารู้ตัวนะคะว่าไม่เก่งพอที่จะเรียนได้​ พอเรากลับมาแบบไม่บอก​ คุณก็โทรมาหาแม่ของเรา​ เพื่อต่อว่าว่ากลับมาทำไมไม่บอก​ คือ​ คุณเป็นเอเจนซี่ตอนเราอยู่ที่่นไม่เคยใส่ใจดูแล​ พอกลับแล้วยังกล้ามาโทรหาแม่เราได้ยังไงคะ​ รู้จักคำว่าละอายใจหรือเปล่า​ ว่าจะไม่พูดแล้ว​ ไม่อยากนึกถึงเลยด้วย​ซ้ำำ​ เอเจนซี่ที่หวังแต่ผลประโยชน์ไม่เคยนึกถึงจิตใจเด็กเลย

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #12-1

        ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะคะ คุณอิอิ เราคงเข้าใจกันดีค่ะ ตอนแรกเขาก็กล่าวแบบนั้นกับรุ่นเราเหมือนกันค่ะ เอาแต่ข้อดีมาพูด และก็บอกว่าจะดูแลเด็กอย่างดี ไปถึงก็ไม่เลยค่ะ เอาตัวรอดเอง แต่เราเห็นยังไม่มีใครเคยทำกระทู้เกี่ยวกับเอเจนซี่นี้เลย เราเลยทำค่ะ และก็รู้ว่าเขาต้องไม่พอใจแน่ๆ แต่ถ้าเราไม่ทำก็คงไม่มีใครทำค่ะ เอเจนซี่ก็คงลอยตัวขายฝันเด็กต่อไป เขากล่าวมาว่ามีเด็กเรียนได้ถึงปีสูงๆได้ เราไม่อยากจะบอกเลยค่ะว่าแต่ละปีมันเหลือกี่คนเทียบกับที่สมัครไป...บางรุ่นแทบไม่เหลือเลยก็มี....

        เหตุผลที่เราทำกระทู้ก็เพียงแค่แชร์ประสบการณ์ ไม่ได้บอกชื่อมหาวิทยาลัย,ประเทศ,เมือง,หรือชื่อเอเจนซี่ด้วยซ้ำ แต่เขามาดิ้นเองค่ะ เพราะคอมเมนท์ต่างๆเดาๆกันถูกบ้างผิดบ้างๆ แต่ตรงนั้นไม่ใช้ส่วนที่เราจะรับผิดชอบได้ค่ะพวกคนมาคอมเมนท์ จนสุดท้ายคงทนไม่ไหวมาออกตัวเองและมาแนบเอกสารจากมหาวิทยาลัยข่มขู่เราให้กลัว และจากเนื้อความในเอกสารที่เราอ่าน บางข้อเราไม่ได้กล่าวเลยด้วยซ้ำ เหมือนเขาแปลบิดเบือนไปส่งให้มหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยก็ไม่โง่ค่ะ กล่าวตั้งแต่ paragraph แรกเลยว่าข้อมูลทั้งหมดได้รับการแปลมาจากทางตัวแทนมหาวิทยาลัยเราในไทย(ซึ่งก็คือเอเจนซี่นี่แหละ) เราผิดหวังนิดนึงที่มหาวิทยาลัยระดับนี้เชื่อเอเจนซี่???

        แต่ก็ยังให้เกียรติเราโดยไม่ใส่ชื่อเราลงไปในจดหมายเลย แต่ตอนนี้เราก็ไม่ยอมให้เขามาทำเราฝ่ายเดียวค่ะ จึงจะดำเนินการต่อไป

        ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป