/>

พูดถึงครอบครัวตัวเองแล้วน้ำตาไหลทุกทีเลย [ยินดีให้แชร์]

วิว
#ปัญหาครอบครัว #ต้องการคำแนะนำ
เราอะอ่อนไหวกับเรื่องครอบครัวมาก มันเหมือนเป็นจุดๆเดียวของเราที่เป็นจุดที่ไม่ต้องการให้ใครมาแตะอะ 

เราอยู่กับฝั่งแม่ค่ะ พ่อแม่แยกทางตั้งแต่เราเกิด เราโตมาแบบต้องอยู่กับแม่ที่ทำงานตลอดเวลา ยายที่เลี้ยงมาด้วยไม้ เวลาปิดเทอมไปอยู่กับพ่อบ้างแต่ทุกครั้งที่ไปก็จะเจอผู้หญิงที่อยู่กับพ่อแบบไม่ซ้ำหน้า เป็นแบบนี้ตั้งแต่จำความได้เลยค่ะ

เราเคยคิดนะว่าเราชินแล้ว แต่ก็ไม่ ทุกครั้งที่เราได้ยินคนพูดถึงครอบครัวเราอิจฉาทุกครั้งเลย ด้วยความที่เราแสดงความรักไม่เป็น ไม่ได้ถูกสอนมาแบบนั้น ไม่เคยมีใครทำให้เห็นมั้ง555555 

แต่เรื่องนั้นชั่งมันเถอะ สิ่งที่เราอยากเปลี่ยนคือจุดอ่อนไหวนี่แหละ 
เวลามีใครถามเรื่องครอบครัว เราจะเริ่มเสียงสั่น น้ำตาจะไหลออกมาทุกครั้งเลย ยิ่งพอเราเริ่มเล่า ก็จะยิ่งร้องหนักขึ้นเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ซึ่งเราไม่โอเค เคยมีครั้งนึงที่เราต้องยื่นเอกสารแต่ขาดทะเบียนบ้านพ่อเลยทำใหส่งช้า พอครูถามว่าทำไม เเค่เราเริ่มพูดว่า

"หนูขาดทะเบียนบ้านของพ่อค่ะ"   ประโยคเดียวสั้นๆแต่เสียงสั่น ปากสั่น น้ำตาไหล อยากหายจากอาการแบบนี้มากๆเลยค่ะ

เราควรทำยังไงดีคะ???
ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

2 ความคิดเห็น

    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น

      ถูกลบเนื่องจาก:
      ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      "หากจิตใจโดนบีบคั้น ร่างกายมันจะฟ้อง"


      นี่เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก เป็นผลรวมจากความรู้สึกจริงๆของเธอในอดีตและปัจจุบัน ก็ตามที่เธอพูดมานั่นแหละ "ไม่อยากให้ใครแตะเรื่องครอบครัว" เพราะมันจะไปสะกิดความรู้สึกแย่ๆที่เธอสะสมมาทั้งหมด ที่พูดเหมือนรู้ดีนี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอก เราก็เป็นเหมือนกัน...อยู่กับแม่ พ่อเจ้าชู้ โดนเลี้ยงมาด้วยความรุนแรง พอต้องพูดอะไรเกี่ยวกับครอบครัวเสียงก็สั่น น้ำตาไหลออกมาทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ควบคุมไม่ได้ จนบางทีก็รู้สึกยังกับเป็นตัวประหลาด อิจฉาครอบครัวคนอื่นเขาไปทั่ว


      เราก็อยากหายจากอาการพวกนี้เหมือนกัน เลยไปเรียน ไปศึกษาทดลองมาสารพัด จนตอนนี้เกือบจะหายดีแล้ว (ไม่ร้องไห้แล้ว เสียงไม่สั่นแล้ว แต่ใจยังไม่ถึงกับสงบ) เลยจะมาบอกวิธีแก้ตามที่ตัวเองเจอเข้ากับตัวแล้วกัน ส่วนเธอทำตามหรือเปล่าก็แล้วแต่เธอ เพราะของอย่างนี้มันบังคับกันไม่ได้ เจ้าตัวต้องเต็มใจทำด้วยตัวเอง


      พูดในเชิงร่างกายก่อน เวลาที่คนเราเกิดความรู้สึกกดดัน เครียด หรือความรู้สึกอะไรที่ไม่ดี ร่างกายของเราจะเกิดอาการ 'เกร็งโดยไม่รู้ตัว' นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเสียงเราถึงสั่น หายใจลำบาก เพราะมันจะมีอวัยวะบางส่วนช่วงลำคอเกร็งตัวจนลมเข้าออกไม่สะดวก แล้วช่วงนั้นความคิดเราจะสับสน เพราะข้อมูลเก่าในอดีตกับข้อมูลปัจจุบันมันตีกันเละเทะ ทำให้ยากที่จะสังเกตหรือควบคุมอาการของร่างกายได้ทัน


      วิธีแก้มีหลากหลายวิธี แต่ที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ร่างกาย ความคิด จิตใจ(อารมณ์) 3 อย่างนี้มันจะไปด้วยกันเสมอ หากร่างกายถูกจัดอยู่ในลักษณะที่เป็นแง่ลบ เช่น คอตก นั่งกุมหัว เกร็งๆฝืนๆ ความคิดและจิตใจเราจะคุ้นชินกับภาษากายนี้ แล้วพาไปขุดคุ้ยเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้เธอต้องมาอยู่ในการจัดวางร่างกายแบบนี้เหมือนกัน (ภาษานักจิตวิทยาเรียกว่า Anchoring) และถ้าสมองเราคิดถึงเรื่องแย่ๆ จิตใจ(อารมณ์)ของเราก็จะแย่ไปด้วย หรือแม้แต่กระทั่งแค่รู้สึกแย่ๆ มันก็ทำให้เธอกลับไปคิดถึงเรื่องแย่ๆได้เช่นกัน แล้วทั้งคู่ก็ไปแสดงออกผ่านร่างกายอีกที


      นั่นก็หมายความว่าเธอต้องพยายามพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ ที่จะทำให้ตัวเองมีความคิดดีๆ หรือสภาพจิตใจสบายๆ และข้อดีของร่างกายมนุษย์คือ...เราสามารถหลอกสมองของเราได้


      https://image.dek-d.com/27/0641/8534/129643526


      อันนี้เรียกว่าท่า Freedom เชิดหน้า ยืดอก ฉีกยิ้ม เหยียดสุดแขน เป็นท่ายืนที่โคตรจะโกง เวลาที่ร่างกายเราอยู่ในสภาพที่เปิดรับหรือเชิดขึ้น (ตรงกันข้ามกับปิดกั้นและห่อเหี่ยว) สมองเราจะโดนบังคับให้หลั่งสารความสุขในทันที ใช้มันแทนปุ่ม Reset เวลาที่กำลังรู้สึกแย่หรือรู้ตัวว่ากำลังจะรู้สึกไม่ดีได้เลย ถ้าอยู่ต่่อหน้าคนเยอะๆจะแสร้งทำเป็นว่าบิดขี้เกียจก็ได้


      - เบื้องต้นเราต้องคุ้นชินกับอารมณ์ชิลๆให้ได้เพราะมันจะส่งผลกับร่างกายเราทั้งหมด

      ดูแลรักษาร่างกายและจิตใจให้ดี ยอมทำตัวเป็นคนโลกสวยเลยก็ได้ อย่าไปไหลตามคนรอบตัวในสังคมที่พยายามทำตัวเป็นคนโลกซวย เพราะคนประเภทนั้นเวลาเศร้าเขาก็จะวิ่งไปหาเพลงเศร้า ตอกย้ำให้ร่างกาย ความคิด และจิตใจของตัวเองต้องเศร้าให้หนักยิ่งไปกว่าเดิม และเขาจะหาเพื่อนด้วยการลากให้มาจมอยู่ในความเศร้าไปด้วย


      ขอให้จินตนาการว่าจิตใจของเราเป็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง (ตัวเราในวัยเด็กนั่นแหละ) ธรรมชาติของเด็กเขาจะอยู่นิ่งๆไม่ได้หรอก เขาจะวิ่งหาของเล่น และถ้าเราปล่อยปะละเลยไม่ดูแล เขาจะวิ่งไปหยิบอะไรก็ตามที่หาเจอมาเล่น ถ้านั่นเป็นมีดมันก็จะบาดมือ ก็เหมือนคนอกหักที่วิ่งหาเพลงเศร้ามาฟัง หน้าที่ของเราคือเลือกของเล่นให้เขา เลือกของที่มีประโยชน์ให้เขา หนังดีๆ เพลงดีๆ บทความดีๆ กิจกรรมดีๆ อะไรก็ได้ที่ทำให้เรากล้าปล่อยให้เข้าเล่นอย่างสบายใจ..ไม่ใช่สะใจ


      แล้วจะนานๆครั้งก็ได้ ให้ลองหาสถานที่สงบๆมานั่งหลับตา จินตนาการถึงเด็กคนนั้น เด็กคนที่ร้องไห้และเต็มไปด้วยบาดแผล เดินเข้าไปโอบกอดเขา ปลอบเขา ลูบหัวเขา และกล่าวขอบคุณที่อดทนเสมอมา ซึ่งเธอจะออกเสียงมาจริงๆก็ได้ หรือแค่จินตนาการในหัวก็ได้ ขอแค่ความรู้สึกนั้นให้ส่งผ่านไปอย่างจริงใจและเป็นเชิงบวก (วิธีนี้ได้มาจากท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นการปลดเปลื้องความเจ็บปวดในใจตัวเองอย่างเมตตา)


      - หาสาเหตุของปัญหาให้เจอ

      ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอถึงแม้หลายๆครั้งมันจะดูบัดซบไปบ้าง ขอเล่าเรื่องของฉันให้ฟัง แม่เลี้ยงฉันด้วยตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก แยกทางกับพ่อเพราะเจ้าชู้ ไม่เคยมาดูแลแม่หรือตัวฉัน แม่ทำอาชีพเป็นแม่ค้าในตลาด นิสัยใจร้อน ปากร้าย ใช้ความรุนแรง ชอบลงโทษด้วยวิธีประจาน ฉันโดนมาสารพัด โดนตะหลิวที่แช่อยู่ในกระทะน้ำมันร้อนๆฟาดตามตัว โดนเอาใบมีดอีโต้(ไม่ใช่ด้านคม ไม่ใช่ด้านสัน)ตบหน้า โดนขู่ด้วยการเตารีดร้อนๆมาจ่อหน้าท้องตอนร้องไห้ในห้องน้ำ โดนเอาสายไฟรัดคอแล้วลากไปตามพื้นถนนตอนที่พยายามหนีออกจากบ้าน และตอนที่กำลังช็อกลงไปชักอยู่บนพื้นในห้องน้ำ แม่ฉันเปิดประตูห้องแล้วตะโกนให้คนมาดูว่า "เอ้า! มาดูเด็กแก้ผ้ากันเร็ว!" เพราะคิดว่าฉันเรียกร้องความสนใจ และที่เลวร้ายยิ่งกว่า...คือไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเลยแม้แต่ครั้งเดียว จากนั้นก็มีเรื่องเลวร้ายอีกเพียบ (พอแค่นี้แล้วกัน รู้ไปก็จิตตกเปล่าๆ)


      หลักๆมันอยู่ตรงที่ว่า...ฉันกลายเป็นโรคซึมเศร้าที่หมอรักษาไม่ได้ จนกระทั่งไปเจอผู้เชี่ยวชาญทางจิตบอกวิธีรักษามาว่า "ฉันต้องให้อภัยแม่ตัวเอง" ซึ่ง...มันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉันโกรธ แค้น และเกลียดแม่ตัวเองสุดๆ แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจนกระทั่งมีโอกาสได้เปิดใจมานั่งคุยกันในที่สุด แล้วถึงได้เข้าใจ...


      แม่มีความเครียดสะสม เพราะเป็นผู้หญิงที่ถูก(พ่อ)ข่มขืนจนตั้งท้อง เป็นวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้้านในชนบทมากรุงเทพโดยไม่มีใครรู้จัก แม่ต้องทำงานหนักมาก พยายามทำตัวให้หยาบกระด้างเพื่อทำหน้าที่แทนในส่วนของพ่อ และที่เลวร้ายที่สุดคือ... แม่ก็โดนเลี้ยงมาด้วยวิธีเดียวกับที่ทำกับฉัน เธอเลยเข้าใจว่าการเลี้ยงลูกโดยใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ


      จากนั้นเราก็ได้คุยปรับความเข้าใจกัน และปัจจุบันนี้ก็ไม่มีการลงไม่ลงมือกันอีกแล้ว ก็มีบ้างที่แม่จะเผลอใช้นิสัยเดิม (ร่างกาย ความคิด จิตใจ ยิ่งใช้ในแง่ไหนบ่อย มันก็จะเคยชินกับสิ่งนั้น) แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันยกโทษให้แม่ตัวเองได้จริงๆ ซึ่งก็มารู้ที่หลังด้วยว่าพ่อโดนคุณย่าสั่งห้ามไม่ให้มาข้องเกี่ยวกับแม่อีก ไม่งั้นจะโดนตัดแม่ตัดลูก และที่พ่อเจ้าชู้...เป็นเพราะว่าโดนเพื่อนในวงเหล้าสอนมาแบบนั้น นับถือกันแบบนั้น โกรธไปก็ไม่ได้อะไร...เพราะเพื่อนพ่อทั้งหลายตับแข็งหรือไม่ก็โดนเมียตัวเองฆ่าตายกันหมดแล้ว


      - ยอมรับตัวเอง

      จากเรื่องราวทั้งหมดที่ฉันเจอ มันทำให้ฉันเข้าใจถึงต้นเหตุของแต่ละสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้ฉันยกโทษให้พ่อและแม่ตัวเองได้ในที่สุดเพราะ 'เข้าใจถึงสาเหตุของมัน' จากนั้นฉันก็ศึกษาเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ จิตวิทยา สมอง ศาสนา จิตวิญญาณ เพื่อที่จะไม่ให้มันเกิดซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง ลองคิดดูเล่นๆ...จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฉันมีครอบครัว มีลูก แล้วเลี้ยงลูกด้วยวิธีเดียวกับแม่หรือทำตัวเหมือนพ่อตัวเอง? วงจรงูกินหางนี้จะไม่มีวันจบ แล้วทุกคนก็เล่นบทโศกกันต่อไป


      มีบทเรียนมากมายที่มันสอนกันไม่ได้ ต้องเจอกับตัว และฉันก็กล้าพูดว่าภูมิใจในตัวเองที่พบเจอเรื่องพวกนั้น ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้...ฉันก็ยินดีที่จะพบเจอเรื่องแย่ๆพวกนั้นเหมือนเดิม เพราะประสบการณ์ทั้งหลายแหล่มันหลอหลอมมาเป็นตัวฉันในวันนี้ ฉันมีความรู้ที่จะช่วยเหลือคนอื่นที่เจอปัญหาคล้ายๆกันได้ ถึงแม้บางอย่างจะยังไมสมบูรณ์ ชีวิตยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ภูมิใจกับมันอยู่ดี


      อ่านไปอ่านมาเหมือนนอกเรื่อง แต่ก็นี่แหละ...เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อาการสั่นเวลาพูดเรื่องครอบครัวฉันหายไปจนเกือบหมดแล้ว เธอต้องหาทางที่จะทำให้เธอยืดอกพอที่จะพูดถึงเรื่องพวกนี้ได้ ถ้าให้แนะนำส่วนตัว...อันดับแรกยอมรับให้ได้ก่อนว่าตัวเองเป็นทุกข์ (ถ้ามี...อย่าสร้างเอาเองเพราะฉันพูด) ยอมรับความรู้สึกตัวเองให้ได้ อนุณาตให้ตัวเองร้องไห้ได้ เธออาจจะโดนสอนมาว่าห้ามร้องไห้หรืออย่าทำตัวอ่อนแอ มันไม่มีการเลี้ยงลูกแบบไหนที่บอกได้ว่าถูกหรือผิด มันมีแต่ผลลัพธ์ที่จะตามมากับเจ้าตัวคนสอนรู้แค่วิธีนั้น เธอต้องศึกษาแล้วไหวตัวให้ทัน นี่มันยุคอินเตอร์เน็ทแล้ว ความรู้ด้านจิตวิทยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก


      ฉันมีอีกทางจะแนะนำ https://youtu.be/U_FBIdfDXL0 คลิปนี้คนสอนชื่อ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อาจารย์ท่านจะมีวิธีสอนแต่ละคน แต่ละที่ไม่เหมือนกัน อย่างในคลิปคนฟังมีอายุมากแล้ว เป็นพ่อเป็นแม่กันหมดแล้ว อาจารย์เลยใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรงเพราะจะทดสอบวุฒิภาวะของผู้ฟัง สิ่งที่อาจารย์สอนจะเป็นการสอน 'พ่อแม่' เป็นหลัก แล้วที่ฉันแนะนำให้เธอ ไม่ใช่ว่าเอาไปให้แม่หรือยายฟัง แต่ฉันอยากให้เธอฟังวิธีสอนพ่อแม่ของอาจารย์ เพื่อย้อนกระบวนการว่า "ลูกอย่างเรากลายมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง"

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ผมเองก็เป็นเหมือนกัน (ปัญหาครอบครัวเหมือนเธอเลย) เวลาต้องพูดอะไรเกี่ยวกับครอบครัวเสียงจะสั่น น้ำตาไหลออกมาเอง ควบคุมไม่ได้ ผมเคยหาข้อมูลกับวิธีรักษาอาการพวกนี้มาแล้ว ปัจจุบันดีขึ้นมาก เสียงไม่สั่น น้ำตาไม่ไหล แต่ใจยังหวิวๆนิดหน่อย


      ขอพูดเชิงร่างกายก่อน เวลาคนเราเกิดความรู้สึกกดดัน เครียด หรือมีอะไรกวนใจ ร่างกายของเราจะเกิดอาการ 'เกร็ง' นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเสียงเราถึงสั่น หายใจลำบาก เพราะมันจะมีอวัยวะบางส่วนแถวๆกลางอกถึงช่วงคอเกร็งตัวจนลมเข้าออกไม่สะดวก วิธีแก้หลักๆคือต้องทำให้เราผ่อนคลาย สบายใจ ไม่มีอะไรให้กังวลนั่นแหละครับ แล้วอาการเกร็งจะไม่โผล่มาเอง


      วิธีแก้ปัญหาทางใจมันมี...และผมสัญญาเลยว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของเธอ ผมเป็นแค่คนนอกที่ผ่านประสบการณ์ของตัวเองแล้วมาแชร์ให้ฟัง มาเพิ่มตัวเลือกให้เท่านั้น เธอมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะทำตามหรือไม่ได้เต็มที่


      ก่อนอื่นเธอควรจำไว้เลยว่า ร่างกาย ความคิด อารมณ์ สามอย่างนี้มันจะไปด้วยกันเสมอ สิ่งใดเปลี่ยน...สองสิ่งที่เหลือก็จะเปลี่ยนตาม หากร่างกายถูกจัดอยู่ในลักษณะที่เป็นแง่ลบ เช่นคอตก ก้มหน้า นั่งกุมหัว ยืนห่อใหล่ เกร็งๆฝืนๆ ความคิดและอารมณ์ของเรามันคุ้นชินกับภาษากายนี้ เลยพาไปขุดคุ้ยเหตุการณ์ที่เป็นปมในอดีตออกมาจากจิตใต้สำนึก (ภาษานักจิตวิทยาเรียกว่า Anchoring) เวลามันขุดออกมา...มันมาเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึก เธอควบคุมมันไม่ได้ ทำให้เรางงว่าบางครั้งเราก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ทำไมน้ำตามันไหลออกมาเอง ความคิดก็เหมือนกัน...ถ้าเธอคิดถึงเรื่องร้ายๆ มันก็ไปกระตุ้นอารมณ์ในอดีตที่เชื่อมโยงกับเหตุการนั้น และอารมณ์แย่ๆก็กระตุ้นความคิดแย่ๆด้วยเช่นเดียวกัน แล้วทั้งคู่ก็จะส่งผลไปที่ร่างกายอีกที


      นั่นหมายความว่าเธอต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ ที่จะทำให้คิดเรื่องดีๆหรือมีอารมณ์สบายๆ และข่าวดี...มนุษย์สามารถหลอกสมองของตัวเองได้ จิตใต้สำนึกจะแยกความเป็นจริงกับจินตนาการไม่ออก เพราะงั้นเราสามารถย้อนกระบวนการเพื่อรับมือกับความรู้สึกแย่ๆได้


      https://image.dek-d.com/27/0641/8534/129645659


      การยืนแบบนี้เรียกว่าท่า Freedom เชิดหน้า ยืดอก ฉีกยิ้ม อ้าแขนเปิดรับแบบเต็มที่ เป็นภาษากายที่โคตรขี้โกงเลยก็ว่าได้ เวลาที่ร่างกายเราอยู่ในสภาพเปิดรับหรือเชิดขึ้น (ตรงกันข้ามกับปิดกั้นและห่อเหี่ยว) สมองเราจะโดนบังคับให้หลั่งสารความสุขในทันที ใช้มันเป็นปุ่ม Reset เวลาที่รู้สึกแย่ๆ หรือก่อนจะไปเจอเรื่องน่าอึดอัดได้เลย ถ้าอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆก็เนียนทำเป็นบิดขี้เกียจไป ไม่ก็ทดลองดูตอนอ่านนี้เลย...ทำท่าตามแล้วคิดเรื่องร้ายๆดูจะพบว่ามันคิดได้ยากลำบากมาก

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #2-1

        ความทรงจำของเรามักจะเชื่อมโยงกับความรู้สึก ตราบใดที่เธอยังรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นเรื่องเลวร้าย น่าเศร้า เจ็บปวด อึดอัด หรือความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งหลายแหล่ สมองเราจะตีความข้อมูลพวกนี้ว่าชีวิตของเรากำลัง 'ตกอยู่ในอันตราย' แล้วร่างกายของเธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอหนีไปจากมัน ก่อสารความเครียด ขยายความกลัว ทำให้ยากต่อการควบคุมสติจนเริ่มหันไปใช้สัญชาติญาณแบบสัตว์เพื่อเอาตัวรอด (สมองส่วน Reptile) สมองของมนุษย์มันวิวัฒนาการช้ามากกกกกกกกก มันอาจสร้างความรู้สึกแย่ๆเกินความจำเป็นเพียงเพื่อหวังให้เราวิ่งหนีจากช้างแมมมอทให้ทันอะไรทำนองนั้นเลย


        ด้วยเหตุนั้นเราต้องช่วยให้สมองของเราตีความใหม่ เพราะถ้าจิตใต้สำนึกของเธอยังสรุปข้อมูลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องเลวร้ายอยู่ เธอก็จะกลับไปเสียงสั่นน้ำตาไหลอยู่เหมือนเดิมแน่นอน...ซึ่งมันก็เกิดขึ้นกับผมเหมือนกัน วิธีรับมือกับมันก็มีดังนี้


        - การคิดบวก

        ผมเข้าใจ...ว่าใจจริงๆของเรายังไงก็รับรู้ว่ามันเป็นเรื่องบัดซบเกินจะคิดบวกอยู่ดี แต่สิ่งนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นแรกที่จะป้องกันไม่ให้เพิ่มเรื่องเจ็บปวดมากไปกว่าเดิม ยอมโลกสวยดีกว่าจมดิ่งอยู่ในโลกซวย ลดวางการใช้เหตุผลและใช้ความเห็นใจให้มากขึ้น ยิ่งมุมมองและใจกว้างมากเท่าไหร่ การคิดบวกของเราจะหลากหลายพลิกแพลงมากขึ้นไปด้วย


        - ทำความเข้าใจ

        ข้อนี้จะเหนือชั้นกว่าการคิดบวกมาก ขอเล่ากรณีของผมเป็นตัวอธิบายก็แล้วกัน แม่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กด้วยตัวคนเดียว เพราะพ่อเจ้าชู้ก็เลยแยกทางกัน แม่ทำร้ายร่างกายผมมาตั้งแต่เด็ก โดนเอาตะหลิวร้อนๆที่จุ่มอยู่ในน้ำมันเดือดฟาดเขาที่หัว โดนตบหน้าด้วยใบมีดอีโต้(ไม่ใช่ด้านคม ไม่ใช่ด้านสัน) โดนเอาสายไฟรัดคอแล้วลากไปตามพื้นถนนตอนพยายามหนีออกจากบ้าน ใช้การลงโทษแบบประจานเป็นหลัก สารพัดความโหดร้ายอีกนับไม่ถ้วน ต่อมาจนถึงจุดนึงสภาพจิตใจผมรับไม่ไหวช็อกแล้วล้มฟุบลงไปชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นห้องน้ำ


        จากนั้นไม่นานเราทั้งคู่ก็เลยได้ไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อคุยปรับความเข้าใจกัน (เพราะถ้าไม่คุย...หมอแกยืนยันกับแม่ว่าผมจะได้กลายเป็นคนวิกลจริตแน่ๆ) ปรากฎว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมได้รู้ความจริง ว่าแม่ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดนั้นเป็นความรุนแรง เพราะตัวของแม่เองก็ถูกเลี้ยงมาแบบนี้...เลยเข้าใจว่าการใช้ความรุนแรงในเลี้ยงลูกเป็นเรื่องปกติ แม่ผมเองก็หนีออกจากบ้านนอกเข้ากรุงเทพมาเพราะเหตุผลนี้เหมือนกัน ซ้ำยังถูกข่มขืนจนเกิดผมขึ้นมาอีก ด้วยความที่แม่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แกเลยต้องแบกรับความเครียดมหาศาลจนเผลอเอาอารมณ์ที่เก็บกดมาระบายที่ผมนั่นเอง


        มีต่อ...โทษทีนะ ผมเองเป็นซึมเศร้า การจะเขียนอะไรพวกนี้ทุกครั้งมันจะไปสะกิดเรื่องเก่าๆมาทำให้อาการทรุดเสมอ เลยต้องใช้เวลานานพอสมควรถึงจะกลับมาเขียนเพิ่มได้

        ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป