/>

kfctherevieWER: รีวิววิชาอักษร จุฬาฯ ปี 1 [ยินดีให้แชร์]

วิว
#จุฬา #อักษร จุฬา #อักษรศาสตร์
PART 1

สวัสดีครับ :)
.
kfctherevieWER กลับมาอีกครั้งในรอบเดือนกว่า ๆ หลังจากหายไปปั่นงานต่าง ๆ อ่านหนังสือสอบอย่างบ้าคลั่ง (ที่จริงเรื่องดูหนังก็บ้าคลั่งเหมือนกัน แต่โดนไฟไฟนอลจนไม่มีเวลามาเขียนรีวิว) มาคราวนี้เลยอยากรีวิววิชาต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาตลอดเทอม 1 ปี 2 ในอักษร จุฬาฯ แต่เอ๊ะ! เรายังไม่เคยเขียนรีวิวการเรียนของปี 1 เลยนี่หน่า เพราะฉะนั้นแล้ว กระทู้ part นี้จึงขอย้อนไปรีวิวถึงวิชาต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนทั้งหมดในช่วงปี 1 ปีการศึกษา 2561 ทั้งในอักษรฯ และนอกคณะกันแบบคร่าว ๆ ก่อนครับ 
.
หมายเหตุ:    
-วิชาที่พูดถึงในที่นี้ไม่ได้เรียงตามลำดับความชอบจ้า
-ควรตรวจสอบตารางเรียนอีกครั้งใน reg chula ครับ
-เนื่องจากเป็นวิชาช่วงปี 1 ก็จะเขียนเท่าที่ความจำและไฟล์เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ใน blackboard ยังคงเหลืออยู่ ขออภัยหากตกหล่นรายละเอียดอะไรไปนะครับ 
.
ปี 1 เทอม 1 
.
1) The Use of Thai Language
เรียนทักษะการอ่านจับใจความ การตีความ การย่อความ การเขียนย่อหน้า ราชาศัพท์ การใช้คำ-ประโยค การเล่นและการสร้างสรรค์ทางภาษา เป็นวิชาที่ใช้ทักษะจากบุญเก่าที่มีอยู่แต่ก่อนพอสมควร แต่ถึงกระนั้น สำหรับเราก็ยังเรียนสนุกอยู่นะ เราชอบการสอนของอาจารย์ประจำเซค (อ.ทศพล) เรามาก มีเอาเพลงแรปมาตีัความในคาบอะไรงี้ ก็เรียนสนุกดีในวิชานี้
.
.
2) French I
เฟรนซ์เข้าเอกตัวแรก แผลงความแรงตั้งแต่คาบแรก คืออ.พิริยะดิศบอกตั้งแต่ต้นคาบว่าว่า French I ไม่ได้มีเงื่อนไขรายวิชาอะไรเลย แต่มีข้อแม้เดียวคือ คนที่จะมาเรียนต้องมีพื้นฐานภ.ฝรั่งเศสมาก่อน ถ้าใครไม่มีพื้นแต่อยากเรียนก็ลงได้ แต่ต้องตามให้ทัน ทีนี้ก็ถอนกันเพียบเลย จนสุดท้ายสองเซครวมกันเหลืออยู่เกือบ ๆ 30 คน เนื้อหาที่เรียนก็จะมีเนื้อหาพวก vocabulaire และ texte จาก Edito 2 บท (Vivre ensemble, Faites passer le message) ส่วน grammaire จะเรียนองค์ประกอบของ groupe du nom (หรือกลุ่มนาม) ทั้งเทอม ไล่ตั้งแต่ aritcle, nom, pronom จนถึงเรื่อง adjectif อย่าง épithète และ atribut ส่วนตอนเรียนจะสลับอาจารย์กันตอนหลังมิดเทอม (แต่พอมารุ่นน้องเราก็คือไม่มีสลับอาจารย์แล้วระหว่าง 2 เซค) คนแรกก็คืออาจารย์พ่ออย่าง อ.พิริยะดิศ parler le francais กันตลอดคาบครับคุณ ซึ่งตอนแรก ๆ ก็ไม่ชิน แต่ไป ๆ มา ๆ คือชอบนะ ทำให้เรามีโอกาสพูดภาษาออกมามากขึ้นด้วยตามสถานการณ์ แม้ว่าจะผิด ๆ ถูก ๆ ก็ตาม แต่อาจารย์ก็คอยช่วย อีกอย่างคืออ.พิริยะดิศแกแอบตลกหน้าตายและเป็นคนที่น่ารักมาก สะท้อนจากกิมมิคที่จำกันได้ทั้งเซค (นาฬิกาดิสนีย์ของอาจารย์นี่คือตำนานมาก) ส่วนอาจารย์อีกคนคืออ.สิริวรรณ ซึ่งเป็นอาจารย์เกษียณที่มาช่วยสอน เขาก็น่ารักมาก ๆ เหมือนกัน เป็นอาจารย์คุณยายประจำชาวเฟรนซ์เลย อ้อ มีสอบหนังสือนอกเวลาหรือ lecture personnelle 1 เรื่อง คือ Les Miserables พาร์ท Cosette ให้อ่าน 70 หน้า เป็น verion simplifiee ก็คืออ่านง่ายอยู่ เรื่องก็สนุกดี นอกจากนี้จะมีเรียน laboratoire และ production orale (เนื้อหาอิงกับ edito) กับอาจารย์ฝรั่ง เทอมนี้ (และเทอมสอง) ได้เรียนกับอ. Sophie ที่ใจดี สายชิว แต่จะติดพูดเร็วและรัวอยู่หลายครั้งเลย ส่วนเรื่องการสอบของวิชานี้นี่คือจำได้ขึ้นใจ ช็อคตาแตกกันหมดเพราะมีอยู่พาร์ทนึงที่อาจารย์ให้รูปมา แล้วให้เราแต่งเรื่องจากรูปแล้วต้องใช้หลัก grammaire ที่เรียนมาด้วย และอีกพาร์ทที่ให้ texte มา เว้นช่องว่างไว้ แล้วเติมใส่เอง โอ้โห้ ไม่ปราณีกันเลยอ.พ่อ แต่แม้ French I จะร้ายยังไงแต่เราก็รักนะ แหะ ๆ
.
.
3) East Civilization
วิชาแรกในตระกูล civ ของอักษร เรียนถึงกระบวนการและพัฒนาการทางอารยธรรมของชาติต่าง ๆ ในเอเชีย ไล่มาตั้งแต่อารยธรรมอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และปิดท้ายด้วยตะวันออกเฉียงใต้ (s.e.a civ) ตอนเรียนอารยธรรมอินเดียกับญี่ปุ่นนี่มีปัญหาอย่างเดียวคือ จำชื่อเฉพาะไม่ค่อยได้ แย่มากเลย ตอนเรียนก็เรื่อย ๆ มีขายขำบ้างเล็กน้อย เพราะอาจารย์ที่มาสอนคืออาจารย์เกษียณที่มาช่วยสอน ส่วนตอนเรียนอารยธรรมจีนนี่ ตรงกับช่วงเลือดข้นคนจางฟีเวอร์พอดี อ.วาสนาช่วงนั้นก็คือแมสมาก ตอบคำถามเกี่ยวกับอรยธ.จีนจากทั้งนิสิตและสำนักข่าวข้างนอก แต่ที่จำได้จากการเรียนกับอาจารย์เขาคือเขาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ(อารยธรรมและความเป็น)จีนแบบตรง ๆ และมีเหตุผล ไม่ได้มาสอนแค่อารยธรรมจีนมี หนึ่ง สอง สาม สี่ อะไรแบบนั้น เลยเป็นเอฟซีอ.วาสนาเลยตั้งแต่นั้น แต่ความหายนะของการเรียนวิชานี้อยู่ที่ตอนเรียน sea civ กับอ.ธิบดี โอ้โห้ ตามอะไรไม่ทันเลยจ้า เรียนข้ามไปมา ก็เห็นใจอาจารย์นะที่เขาเพิ่งมาสอนเป็นปีแรก แต่นี่ก็สงสารตัวเองด้วย คือเรียนไม่รู้เรื่องจริง ๆ แล้วข้อเขียนพาร์ท sea civ โจทย์นี่คือชวนหายนะมาก ตายแล้วยอมแล้ว แต่สุดท้ายก็จบวิชานี้ด้วยผลลัพธ์ที่น่าพอใจอยู่
.
.
4) Research and Computer Skills
เป็นวิชาอารมณ์คล้าย ๆ กับตอนเราเรียนวิชาคอมฯ ในโรงเรียนเบา ๆ เนื้อหาที่เรียนก็มีการวางโครงเรื่องการเขียนรายงาน การทำบรรณานุกรม การใช้ word/excel ฯลฯ (ตามชื่อวิชา) มีสอบ midterm แต่ไม่มี final แต่จะมีให้เขียนเปเปอร์จากหัวข้อที่กำหนดไว้ เช่น การทำแท้งเสรี การพนันถูกกฏหมาย การแต่งงานเพศเดียวกัน ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ควรจะหาแหล่งอ้างอิงให้ตรงกับที่จะเขียนให้ได้มากที่สุด และตรงบรรณานุกรมคือคะแนนเยอะมาก เวลาทำบรรณานุกรมผิดก็หักคะแนนยิบย่อยแต่พอผิดเยอะ ๆ แล้วก็เสียหายเยอะเหมือนกันนะ เหมือนจะง่ายแต่อย่าได้สบประมาทเชียว แล้วระหว่างภาคก็มีให้ทำ quiz ใน blackboard ทุกสัปดาห์ พลาดไปครั้งนึงนี่เกรดเปลี่ยน(ลง)เลย เราได้เรียนเซค อ.นยา คือโชคดีมาก เวลาไปปรึกษาเรื่องงานอาจารย์เขารับฟังกับช่วยดูให้ตลอดเลย นี่ก็ไปถามเขาบ่อยจนอาจารย์จำหน้าได้ไปถึงตอน Thai civ ปี 2 555 มรดกตกทอดจากการเรียนวิชานี้คือเอกสารเรื่องการเขียนบรรณุกรม ที่เอาไว้เปิดเป็น reference ดูได้ตอนทำรายงานต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้ 
.
.
5) Rec Qual Life Dev [Gen-Ed หมวดสหฯ เรียนที่จุฬาพัฒน์ 14]
เจนเอดตัวแรกที่ได้เรียน คือตอนแรกลง Food for Health ของสหเวชไปแล้ววันสอบมิดเทอมชนกับ res com เลยต้องถอนไป แล้วมาเจอวิชานี้โดยบังเอิญช่วง reg war วันเวลาเรียนเดียวกันเป๊ะ มีแค่สอบไฟนอลในคาบ เอ้าก็ลงสิครับ! ตอนนั้นตื่นตาตื่นใจมากที่ได้ไปเรียนจุฬาพัฒน์ 14 เพราะเป็นตึกใหม่ ห้องเรียนก็ใหม่สุด (แต่ตอนนั้นที่ห้องยังไม่มี wi-fi ตอนนี้ไม่รู้มียัง) และโรงอาหารก็ยอดเยี่ยมที่สุดในประชาคมจุฬา อ่ะกลับมาต่อ... เนื้อหาการเรียนก็จะเรียนเกี่ยวกับศาสตร์ของนันทนาการในทุก ๆ ด้าน ทั้งความเป็นมา ลักษณะ พัฒนาการ การนันทนาการในไทย วัฒนธรรมกับนันทนาการ การนันทนาการสมัยใหม่ ฯลฯ เข้าสายได้นิดหน่อยและมีเช็คชื่อ แต่การเรียนก็คือชิวจริง ฟังอาจารย์สอน/เล่าเรื่องตอนที่เขาไปเที่ยวไปเรียนไปเพลิน ๆ มีงานกลุ่ม/งานเดี่ยวให้พรีเซนต์หรือส่งในคาบบ้าง มีครั้งนึงให้ไปหอศิลป์ฯ ด้วย ชีวิตแฮปปี้ และก่อนไฟนอลจะมีให้ทำงานกลุ่มคิดโปรแกรมการท่องเที่ยวในประเทศอาเซียน แต่ยอมรับว่าพอถึงตอนสอบไฟนอลนี่แอบยากจริง เป็นข้อเขียน 10 ข้อ อิงมาจากที่สอนในสไลด์ ซึ่งเยอะอยู่ แต่ถ้าอ่านมา เขียนไม่น่าเกลียด อาจารย์เขาก็ช่วย สิ่งที่ได้จากวิชานี้นอกเหนือจากเรื่องเรียนคือได้รู้จักเพื่อน/พี่ต่างคณะหลายคนเลย โดยเฉพาะเพื่อนครุฯ ที่ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขาคือสายนัน สัน และมันส์ทนาการของแท้
.
.
6) English I
อันนี้คือเรียนอังกฤษฟังพูดอ่านเขียน อารมณ์คล้าย ๆ ในโรงเรียน แต่เนื้อหาเจ้มจ้นกว่า เรื่อง grammar จะเรียนเกี่ยวกับประเด็น grammar หลัก ๆ เช่น พวก if-clause, passive-active, ฯลฯ ส่วนการเขียนนี่เรียนเกี่ยวกับ paragraph แบบ example กับ cause & effect มี listening test กับ reading test อย่างละ 2 ครั้งระหว่างภาค และมีหนังสือนอกเวลาด้วย (ในเทอมนั้นคือ Release ซึ่งน่าเบื่อและมึนมาก) ง อะไรประมาณนี้ ตอนนั้นครึ่งเทอมแรกเราได้เรียนกับ อ.Shane ซึ่งก็ใจดีและสอนโอเค พอมาครึ่งเทอมหลังได้เรียนกับ อ.Whorton (aka. Captain Whorton เพราะเคยไปรบมา!) นี่คือสนุกและตลกมาก ลูกเล่นแพรวพราว energy ก็เต็มเปี่ยม เป็นวิชาที่เอ็นจอยพอสมควรเลยในตอนนั้น
.
.
7) Reasoning
จำได้ชัดว่าเป็นวิชาที่กว่าจะตั้งตัวได้ก็ปาไปกลาง ๆ เทอมซะแล้ว เพราะตอนนั้นคือไม่เก็ทกับคอนเชปท์จริง ๆ สิ่งที่เรียนไปก็มีให้เขียนแผนภาพเวนน์ออยเลอร์เพื่อตรวจสอบข้อสรุปว่าจริงหรือไม่ การให้เหตุผลอุปนัย-นิรนัย ข้อบกพร่องในการใช้เหตุผล ฯลฯ เราได้เรียนกับ อ.ธิวาวดี คืออาจารย์ใจดีมากกจริง ๆ นี่ใจดีซะจนรู้สึกผิดที่มีคาบนึงตั้งใจเรียนไม่ไหวจนเผลอหลับไป (มันเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย!) มีอยู่คาบนึงอาจารย์ให้ดูหนังเรื่อง 12 Angry Men แล้วให้สำรวจการให้เหตุผลของตัวละคร ก็เออสนุกดี นอกจากนี้ วิชานี้จะมีให้เขียน essay มาชิ้นหนึ่งในหัวข้อที่กำหนด แล้วทำข้อสนับสนุน-ข้อโต้แย้ง (แล้วก็ข้อแย้งข้อโต้แย้งนั้น ๆ) หัวข้อนั้น ๆ แล้วบังเอิญอีกที่ได้ทำหัวข้อ essay การพนันเสรี อันเดียวกับวิชา res com ก็เลยทุ่นแรงหาข้อมูลไปได้เยอะจนไม่ซัฟเฟอร์มากนักช่วงก่อนไฟนอล และวิชานี้เป็นวิชาแรกที่ได้ใช้สมุดตอบเป็นเล่ม ๆ โอ้โหเขียนไป 4-5 หน้าก็จอดแล้วครับผมอ่ะ แต่สุดท้ายก็รอดจากวิชานี้มาได้อย่างโอเค
.
.
ปี 1 เทอม 2 
.
1) Thai Literature 
ครึ่งเทอมแรกเรียนวรรณดคีที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา ทั้งไตรภูมิพระร่วง ลิลิตพระลอ กับมหาเวสสันดรชาดก (กัณฑ์กุมาร) ซึ่งแอบน่าเบื่อสำหรับเรานะ ด้วย โดนเฉพาะตอนเรียนไตรภูมินี่คือไม่ไหวจริง ๆ มีนรกแล้วนรกเล่า สวรรค์แล้วสวรรค์เล่า จำชื่อภูมิกันบันเทิงเลย วหลังมิดเทอมก็เรียน ระเด่นลันได(ไม่มีสอบ) ขุนช้างขุนแผน เงาะป่า และมัทนะพาธา พอมาเรียนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แบบโลกทัศน์ไทย ก็สนุกขึ้นมาทันที แม้บางครั้งอ่านไปก็หงุดหงิดการกระทำของตัวละครไป แต่ข้อสอบออกมาให้เขียนตอบนี่สนุกกันไม่ลงเลย ละเอียดยิบ อีกอย่างคือ หลังมิดเทอมมีงานกลุ่มให้สร้างสรรค์ผลงานให้เกี่ยวข้องกับวรรณคดีที่เรียนด้วย รวม ๆ แล้วก็เป็นวิชาที่กลาง ๆ สำหรับเรา
.
.
2) French II
เฟรนซ์เข้าเอกตัวที่สอง มาเทอมนี้ประชากรชาว french II ก็ลดลงไปอีกแล้วจ้า เหลือรวมกันอยู่ 20 กว่าคน แต่ยังแบ่ง 2 เซคเหมือนเดิม เนื้อหาที่เรียนก็มี texte และ vocabulaire จาก Edito 2 บท (Entre nous, A l’horizon) ส่วน grammaire จะเรียนเรื่อง groupe du verbe ทั้งหมด มีคาบ laboratoire กับ oral อิงเนื้อหาตาม edito เหมือนเดิม หนังสือนอกเวลาเทอมนี้เป็นเรื่อง Colomba เป็นเรื่องควมแค้นของสองตระกูลในแคว้น Corse ตัวหนังสือยังเป็นเวอร์ชั่น simplifiee และมี 70 หน้าเหมือนเดิม แต่เรื่องราวนี่ซับซ้อนชิบเป๋ง อ่านไปหลายรอบถึงจะเข้าใจช่วมขยี้ปมแบบถ่องแท้ เรื่องสอบมิดเทอมกับไฟนอลคือง่ายลงกว่าตอน french I มาก ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ไม่มีให้รูปมาแล้วแต่งเรื่องเอง (ฮา) เซคที่เราเรียน อ.อติพรเป็นคนสอน ก็เรื่อย ๆ สบาย ๆ มีอะไรจะถามก็คุยกับอาจารย์เขาง่าย รวม ๆ แล้วก็ผ่านวิชานี้ไปได้ชิว ๆ
.
.
3) West Civilization
วิชาตระกูล civ ตัวที่สองที่ได้เรียน และเป็นตัวที่ชอบที่สุดจากทั้งสามตัว เรียนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคกลาง เรียงเรื่อยมาถึงยุค WWII สงครามเย็น ยุคร่วมสมัย อะไรที่เราเคยเรียนกันมาในโรงเรียน/กวดวิชาต่าง ๆ พอมาเรียนวิชานี้ก็จะได้รู้ว่าที่เรียนมามันผิดไปหลายอย่าง-คลาดเคลื่อนไปเยอะเลย แล้วตอนเรียน (ช่วงพาร์ทที่อ.ตุลย์สอน) คือเหมือนดำดิ่งสู่กระแสธารแห่งเรื่องราวในแต่ละยุคอ่ะ ยิ่งตอนเรียนยุค WWII แล้วเห็นความโหดร้ายของนาซี เห็นจุดตกต่ำที่สุดของมนุษยชาติ ที่มนุษย์ทำร้ายเพื่อนมนุษย์อย่างเลวทรามคือหดหู่ตามไปเลย (ตัดมาเมืองไทย: หน้าฮิตเลอร์หลังรถพ่วง แม้แต่ในละครทีวีตัวละคร-ยังใส่เสื้อสีแดงฉาดสกรีนสัญลักษณ์สวัสดิกะอยู่เลย) เรื่องเกรดนี่เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากเลยนะ เพราะสิ่งที่มีค่าจริง ๆจากวิชานี้ คือการได้เห็นมุมมองของความเป็นมนุษย์ทุกรูปแบบ (ผ่านการเรียนอรยธ.ตะวันตกนี้) แล้ว ทำให้เราพยายามเข้าใจคนอื่นว่าทำไมเขาถึงดีหรือเลวอะไรยังไง 
.
.
4) Introduction to Translation
ที่เรียนในวิชานี้เลยคือ แปลข่าว (E-T และ T-E) สารคดีสั้น (E-T และ T-E) และเรื่องแต่ง (E-T) เรียงตามนี้เลย ในแต่ละวีคอาจารย์ก็จะแบ่งให้แต่ละกลุ่มไปแปล text ที่ได้รับมอบหมายแล้วมาช่วยกันแก้ในห้อง แล้วพอเรียนจบแต่ละแบบก็มีสอบย่อย รวม 5 ครั้ง แน่นอนว่าแปล T-E แม่งยากว่า E-T เพราะภาษาไทยเราก็นะ...มีความกำกวมอยู่พอสมควร พอไฟนอลมาคือให้แปล text ทุกแบบในเวลา 3 ชั่วโมง คืออ่านปุ๊ปต้องแปลเลย ไม่งั้นไม่ทัน ส่วนเรื่องอาจารย์ เราได้เรียนกับ อ.สมจิต แม้ว่าเขาจะติดเมาท์นอกเรื่องไปเยอะอยู่ (จำได้เลยมีอยู่คราวนึงเรียนแปลเรื่องแต่ง แล้วอาจารย์เมาท์ไปไกลถึงพวกแบรนด์ห้างค้าปลีกเมกาเฉยเลย งงมากว่าไปได้ไง) แต่เขาก็สอนทันตลอดและสอนโอเคในระดับนึงนะสำหรับวิชานี้ 
.
.
5) English II
เนื้อหาการเรียนก็มี grammar ประเด็นต่าง ๆ เช่น modal verb, cleft sentence, participle cause, inversion ฯลฯ ส่วน paragraph เรียนประเภท compare & contrast กับ persuasive ยังมี listening test กับ reading test อย่างละ 2 ครั้งเหมือนเดิม ส่วนนอกเวลาเทอมนี้ได้อ่าน Warcross ซึ่งมีกำลังใจที่ดีในการอ่านมากเพราะเป็นแอคชั่นไซไฟ สนุกมากอ่านเพลิน อ่านช่วงหยุดกีฬามหาลัยไม่กี่วันก็จบแล้ว (แม้จะเกลียดตอนจบมากก็ตามที) อาจารย์ประจำเซคคือ อ.บัญชา ผู้รักการกินซูชิ (อันนี้จำได้แม่น 555) อาจารย์น่ารักมาก มาสอนทุกครั้งพร้อมกับ energy ดี ๆ แม้แต่ตอนนิสิตอึน ๆ ไม่ได้ตอบคำถามอาจารย์ก็ยังคงให้พลังงานดี ๆ ระหว่างการสอน ตลกแบบเป็นธรรมชาติมาก ๆ และมีขนมมาแจกตามโอกาสด้วย เพื่อนในเซคเราก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ก็เป็นอีกหนึ่งวิชาที่สนุกและชอบที่สุดของเทอมเลย
.
.
6) Introduction to Language
วิชาจากภาคภาษาศาสตร์ ก็เรียนเรื่องพื้นฐานทางภาษา ตั้งแต่คำ วลีและประโยค ระบบเสียง ตาราง IPA อรรถศาสตร์ และยังเรียนภาษาในมิติอื่น ๆ เช่น นวัตกรรมภาษา การเปลี่ยนแปลงทางภาษา ภาษาศาสตร์คอมฯ ภาษากับสังคม ฯลฯ การเรียนช่วงครึ่งเทอมแรก คาบนึงจะแบ่งเป็นสองครึ่ง ครึ่งแรกเรียนรวม ครึ่งที่สองแบ่งตามเซคให้ไปทำกิจกรรมกลุ่ม พอหลังมิดเทอมก็เรียนรวมกันทั้งคาบ มีให้ทำแบบฝึกหัดใน blackboard ทุกสัปดาห์ แต่อันนี้จะเก็บคะแนน 10 จาก 12 ครั้งที่ดีที่สุด นั่นคือถ้าลืมทำไปครั้งนึงก็ยังมีโอกาสแก้ตัว (ทางที่ดีคืออย่าลืมนั่นแหละ) แต่ต้องพยายามทำให้ได้คะแนนดี ๆ เพราะบางสัปดาห์ก็ง่าย แต่ส่วนใหญ่ก็แอบยากอยู่ ส่วนเรื่องข้อสอบนี่ก็ยากง่ายปนกันไป ยกเว้นพาร์ทที่อ.เต้สอน (อรรถศาสตร์กับภาษาศาสตร์คอมฯ) คือจุก ๆ ไปเลยจ้า รวม ๆ แล้วเป็นวิชาที่เรียนแล้วไม่ใช่แนวของเราสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเนื้อหาวิชาไม่ดีนะ แต่เราเข้าไม่ถึงศาสตร์นี้จริง ๆ ก็ต้องขอบคุณวิชานี้ที่ทำให้เรารู้ตัวเอง
.
.
7) Man and Religion
วิชานี้เป็นบังคับเลือกคณะระหว่างวิชานี้กับ General Philosophy ที่เรีนวิชานี้เพราะมีเพื่อนมาขอสลับวิชาพอดี และไม่ว่าจะเรียนวิชาไหนเราก็ไม่ค่อยซีเรียสอะไร (บังคับคณะอ่ะนะ…) ก็เลยสลับมา ครึ่งเทอมแรกอ.ศริญญา เป็นคนสอน เรื่องที่เรียนก็มีความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิทย์ วิเคราะห์บทปฐมกาล-อัคคัญสูตร และถ้าจำไม่ผิดมีเรื่อง golden rule ด้วย ช่วงก่อนมิดเทอมก็มีงานเดี่ยวเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนในแต่ละสัปดาห์ส่วอาจารย์ ส่วนครึ่งเทอมหลัง อ.ไพลิน เป็นคนสอน เรียนปัญหาเรื่องกรรม ปัญหาเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า ศาสนากับกฏหมาย ฯลฯ หลังมิดเทอมนี่จะไม่มีงานเดี่ยว แต่มีงานกลุ่มเก็บคะแนนงานเดียวเลย เป็นวิชาที่เรียนแล้วก็ได้มาถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ทางศาสนาว่าว่ามีจุดดีจุดด้อยอะไรบ้าง อะไรประมาณนั้น มีสอบมิดเทอม-ไฟนอล โจทย์ก็อิงจากเนื้อหาที่เรียนในห้อง เขียนตอบในสมุดจ้า
.
.
Summer 
.
1) Introduction to Law [Gen-Ed หมวดสังคม เรียนที่นิติ] 
เจนเอดที่อลังการที่สุดใน 4 ตัวที่ได้เรียนมา เราได้เรียนเซคใหญ่กับอ.มานิตย์ (เรียนจันทร์ถึงพุธช่วงเช้า) เนื้อหาคร่าว ๆ คือเรียนพื้นฐานเบื้องต้นของกฎหมาย โลกของกฏหมาย กฏหมายแพ่ง-พาณิชย์ ศักดิ์ของกฏหมาย การตอบข้อกฏหมายโดยการวินิจฉัย case ต่าง ๆ ฯลฯ อาจารย์เขาจะให้ไปอ่านหนังสือพื้นฐานกฎหมายเอง บวกกับถ้ามีคดีหรือเรื่องอะไรที่เป็นข่าวอยู่อาจารย์ก็จะให้ไปอ่านล่วงหน้า แล้วในแต่ละคาบก็จะเป็นการคุยกัน/ถกเถียงกันถึงประเด็นที่ได้ศึกษาล่วงหน้านั้น ๆ สรุปคือเดือนเดียวอ่านหนังสือพื้นฐานกฏหมายไปจุก ๆ หลายร้อยถึงเกือบพันหน้าเลยจ้า เลือดตานี่แทบกระเด็น (ซึ่งถามพี่ที่เคยวิชานี้ตอนภาคปกติในเซคเล็ก เขาบอกไม่ได้อ่านเยอะเท่าเซคของอ.มานิตย์ โฮ) ตอนสอบมิดเทอมและไฟนอล อาจารย์จะให้ case ที่เป็นข่าวอยู่ในตอนนั้นมาให้เราวินิจฉัยว่าเข้าข่ายถูก-ผิดทางกฏหมายในเรื่องใดบ้าง ถ้าตามที่เขาสอนไม่ทันหรือไม่เคยอ่านข่าวสารเพิ่มเติมนอกจากในหนังสือนี่ ก็จะลำบากชีวิตเลยทีเดียว ต่อให้อ่านเยอะขนาดไหน สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าตัด A ที่ 50 นับเป็นความปราณีอย่างล้นเหลือ รวม ๆ แล้ววิชานี้ก็เป็นวิชาที่เปิดหูเปิดตาอยู่พอสมควร เห็นเลยว่าโลกแห่งกฏหมายแบบไทย ๆ นี่คือโลกแห่งเหตุผล ตัวบท และการประยุกต์ใช้จริง ๆ (ไม่เชื่อก็ดูการใช้กฏหมายของบุคลากรระดับสูงของประเทศนี้สิครับ…)
.
.
2) Food Sci Art [Gen-Ed หมวดวิทย์ เรียนที่สหเวช]
เชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งวิชาที่คนเรียนช่วงซัมเมอร์อยากจะเก็บกันมากที่สุดวิชานึง ตอนคาบแรกมีคนขอมาลงเพิ่มเยอะมาก (มีเซคเดียว 270 คนโดยประมาณ เรียนจันทร์ถึงพุธช่วงบ่าย) แล้วก็แห้วกันไป วิชานี้ก็จะเรียนอาหารในหลากหลายมิติ ช่วงครึ่งเทอมแรกจะเรียนหนักไปทางอาหารกับศาสตร์ทางวิทย์ฯ เช่น เรื่องของสมุนไพร/ผัก/ผลไม้ กฎหมายอาหาร อาหารโมเลกุล อาหารในทางนิติวิทยาศาสตร์ ตอนสอบ สอบกลางภาคอาจยากนิดนึงเพราะต้องจำพวกศัพท์ทางวิทย์และเนื้อหาเยอะมาก แต่พอมาครึ่งเทอมหลังก็จะเน้นเรียนอาหารในเชิงศิลปะ ซึ่งเนื้อหาที่เรียนและที่สอบส่วนใหญ่ก็เป็น common sense อยู่แล้ว เช่น ศิลปะอาหาร ฉลากอาหาร มารยาทบนโต๊ะอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณนี้ ตอนเรียนก็จะมีอาจารย์มาสลับกันสอนในทุก ๆ คาบ บางคาบก็เนื้อหาเยอะ บางคาบก็มีอะไรให้ชิมบ้างให้ทำกิจกรรมบ้าง ที่เป็นไฮไลท์คือมีคาบนึงสอนเรื่องเครื่องดื่มแอล ผสมกันสด ๆ และลองชิมกันคนละนิดละหน่อยเพื่อการเรียนรู้ หน้าแดงกันทั้งคาบ อ๋อ และช่วงหลังมิดเทอมมีรายงานกลุ่มด้วยจ้า แต่ไม่ยาก เป็นวิชาที่จัดตารางเรียนคู่กับ intro to law แล้วตารางชีวิตก็เพอร์เฟ็คมาก 
.
.
นี่ก็คือวิชาทั้งหมดที่ผมได้เรียนไปตอนปี 1 ในปีการศึกษาที่แล้วครับ ก็ดีเหมือนกันนะฮะที่ได้มีโอกาสมาทบทวนเรื่องราวการเรียนของตัวเองตอนเฟรชชชี่อีกครั้ง เหมือนกับว่าทั้งหมดนี้เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง แต่เวลานั้นผ่านไปเร็วครับ เร็วจริง ๆ เร็วซะจนรีวิววิชาช่วงปี 2 เทอม 1 ที่ผมเพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ มารอทุกคนแล้ว!
.
ถ้าพร้อมแล้ว เชิญอ่านต่อได้ใน Part 2 ที่ลิ้งก์นี้เลยครับ: https://www.dek-d.com/board/view/3955153/
.
ติดตามรีวิวและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ  #kfctherevieWER ได้ทาง twitter @kfcthereviewer ครับ ขอบคุณครับ 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

1 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป