/>

สอบ SAT ด้วยตัวเองได้ 1460 ในครั้งแรก [ยินดีให้แชร์]

วิว
#ภาคอินเตอร์ #เตรียมตัวสอบ #เตรียมตัวสอบเข้า #สอบsat #sat

สวัสดีค่า ก็จะมาเล่าประสบการณ์สอบ SAT ของตัวเองนะค้า เป็นการอ่านด้วยตัวเองเลยประมาณเดือนกว่าๆ สอบรอบ Oct 2019 นะคะ ได้คะแนนรวม 1460 เลข 800 อังกฤษ 660 ยื่นนิติมธ.อินเตอร์หรือ LL.B. ไปนะคะ ก็จะมาเล่าวิธีที่ตัวเองใช้ติวรวมไปถึงหนงสือต่างๆที่ใช้และเทคนิคที่มีนะคะ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มาเขียนอะไรยาวๆแบบนี้เลย ถ้ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนยังไงก็ขออภัยไว้ด้วย ณ ที่นี้เลยนะคะ‍‍

 

พื้นฐานภาษาอังกฤษ

ก็ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่าเป็นคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษพอสมควร เรียน EP มาตั้งแต่เล็กๆ ตอนมัธยมก็อยู่ในห้องกิ้ฟอิ้ง สามารถคุยกับชาวต่างชาติได้ เคยเรียน SAT คอร์สนึงเพราะเพื่อนชวนไปเรียนประมาณ 32 ชั่วโมงช่วงปิดเทอม.3 แต่พอจะสอบจริงไม่มีเวลาลงเรียนและคิดว่าน่าจะพออ่านเองได้เลยตัดสินใจอ่านเอง แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าพื้นฐานแบบน้ีไม่ได้ช่วยในการทำข้อสอบ SAT มากนะคะ เพราะถึงพูดคุยได้อ่านได้แต่ไปเจอ passage ของ SAT ครั้งแรกก็มึนตึ้บอยู่เหมือนกัน ส่วนแกรมม่าก็ผิดถูกไม่รู้ พื้นฐานไม่ได้แน่น ตอนไปทำไรตติ้งก็เหมือนเจเริ่มจาก 0 เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็ไม่ใช่ว่าจะได้คะแนนเยอะไม่ได้นะคะ ข้อสอบ SAT เป็นข้อสอบที่ออกแพทเทิร์นซ้ำค่ะ ถ้าเราเข้าใจมันจับทางมันได้ก็จะทำได้ไม่ยากค่า

 

การเตรียมตัวก่อนติว

ทำไมก่อนจะติวต้องมีการเตรียมตัวด้วย5555555 อันนี้คือเราหมายถึงแบบ หลังจากที่เราตัดสินใจสอบ SAT เราก็ทำการหาข้อมูลของมันก่อนค่ะว่ามีอะไรบ้าง สอบอะไร ส่วนใหญ่คืออ่านกระทู้พวกนี้แหละค่ะ อ่านประสบการณ์ เทคนิคของคนอื่น ทำให้เรามีแรงบันดาลใจและได้วิธีการอ่านที่เหมาะสมกับตัวเอง ก็เลยเป็นส่วนนึงที่อยากเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะรู้สึกว่ามันอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ และแหล่งการหาข้อมูลสอบอินเตอร์ที่ดีที่สุดแบบคนที่จะสอบอินเตอร์ไม่รู้จักไม่ได้คือ เพจ Learning Cafe และ กลุ่มรวมพลคนสอบอินเตอร์ ของเพจค่ะ เป็นแหล่งรวบรวมคนที่จะสอบข้อสอบอินเตอร์ต่างๆทั้ง SAT, IELTS, GED, BMAT มีการแลกเปลี่ยนความเห็ฯ ให้คำปรึกษากัน ขายหนังสือ บอกข่าวสารกัน และมีแอดมินที่เก่งมากๆและน่ารักใจดีมากๆคอยตอบคำถามของทุกคนอยู่ตลอดด้วยค่ะ ต้องขอบคุณมากๆมา ณ ที่นี้ด้วยเลยนะคะ ถ้าไม่ได้เพจนี้ก็คงทำไม่ได้ขนาดนี้จริงๆ 

หลังจากได้ข้อมูลคร่าวๆแล้วก็มาวางแผนคร่าวว่าจะต้องติวอะไรบ้าง จะทำยังไงให้ทันในเวลาที่มีประมาณเดือนกว่า สิ่งที่เราคิดไว้คร่าวๆก็คือทำแยกเรื่องทั้งไรติ่ง รีดดิ่ง และเลข แล้วจึงค่อยลุยโจทย์ไปเรื่อยๆ ก็เลยเริ่มหาหนังสือแนะนำค่ะ ซึ่งก็ได้จากเพจ Learning Cafe นี่แหละ แล้วก็หาซื้อมือ 2 จากในเพจเลย มีอะไรบ้างจะไปบอกตามขั้นตอนการอ่านนะคะ

 

ภาพรวมการเตรียมตัวอ่าน

เราเริ่มติวถ้าจำไม่ผิดคือช่วงหลังสอบกลางภาคของโรงเรียนค่ะ ประมาณเดือนกันยา ช่วงนั้นเรามีกิจกรรมที่โรงเรียนที่มีซ้อมเยอะมาก คือช่วงเปิดเทอมวันธรรมดาก็มีซ้อมหลังเลิกเรียนถึงทุ่ม+++ เสาร์อาทิตย์ก็ซ้อมเกือบทั้งวันอล้วแต่อาทิตย์ ปิดเทอมก็มีซ้อมเต็มวันบ้างครึ่งวันบ้างแล้วแต่วันค่ะ แต่ปิดเทอมไม่กี่วันก็สอบแล้ว ส่วนใหญ่เลยต้องตั้งใจตอนเปิดเทอม มันก็ต้องตั้งใจไม่หน่อยเลย คือกลับถึงบ้านแระมาณ 2-3ทุ่มก็ต้องรีบอาบน้ำทำการบ้านของโรงเรียนให้เสร็จแล้วจึงเริ่มอ่าน ส่วนใหญ่จะพยายามนอนด่อนเที่ยงคืน ส่วนช่วงปิดเทอมซ้อมสายหน่อยก็จะอ่านถึงเป็นตีเลยบ้าง

การเตรียมตัวเราให้ 2 แหล่งควบคู่กันไปคืออ่านในหนังสือและ Khan Academy หนังสือคือค่อยๆทำไปให้จบทีละเล่ม ส่วน Khan Acaedmy คือพอเราล็อกอินเข้าปเค้าจะมีถามว่าเราจะสอบวันไหน จะอ่านวันไหนบ้าง วันละกี่นาที เราก็ใส่เป้าหมายของเราเข้าไป ถ้าจำไม่ผิดเราลงไปประมาณว่าทำ 2ทุ่ม-2ทุ่มครึ่งทุกวนั้น มันก็จะมีเมลเด้งมาทุกวัน แต่ละวันมันก็จะเตรียมแบบฝึกหัดมาให้ โฟกัสแต่ละเรื่อง เช่น Subject-verb agreement ของไรตติ้ง, การจับใจความสำหรับรีดดิ้ง, เลขยกกำลังสำหรับเลข และก็จะมีแถบพลังแสดงความเก่งของเราในด้านต่างๆ ทำให้เรารู้ว่าเรายังอ่อนกสิลไหน ต้องฝึกสกิลไหนให้มาก 

สรุป อ่านวันละครึ่งชั่วโมง-2ชั่วโมงแล้วแต่ความเหนื่อย เวลา การบ้านโรงเรียน ทุกวันคือจะทำ

  1. Khan Academy ตามที่เค้ากำหนดให้(ที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก)ให้เสร็จ ถ้ายังรู้สึกสนุกอยากทำต่อก็ทำต่อไปเรื่อยๆ โดย Khan Academy จะเป็นการสุ่มมาให้ทำทุกแบบทุกวัน ไม่เหมือนหนังสือที่ทำไปทีละเรื่อง

  2. ทำในหนังสืออีก 1-2 บท ตามที่ไหวและเวลาที่มี

  3. ท่องศัพท์โดยการหาศัพท์ที่ใช้บ่อยมาส่ในแอพ Quizlet และเล่นตอนไปตอนอยู่บนรถไฟฟ้ากลับบ้าน

  4. จับเวลาทำข้อสอบจริงในเล่มหนาของ College Board ที่มี 8 ชุดหาวันที่ว่างๆ ทำห่างๆกันเพื่อดูพัฒนาการตัวเอง ดูว่าข้อที่ผิดเป็นเรื่องอะไรผิดเพราะไม่เข้าใจหรือแค่ไม่รอบคอบ แล้วกลับไปย้ำเรื่องที่ผิดให้แม่น

 

ขั้นตอนการอ่านหนังสือ+หนังสือที่ใช้

  1. แยกเรื่อง Writing

ใช้เป็นเล่มนี้ของ College Panda เป็นแยกสกิลไรตติ้งที่เราต้องรู้และเข้าใจทีละเรื่องอธิบ่ายเข้าใจง่าย มีแบบฝึกหัดให้ทำทุกบท มีเฉลยเข้าใจง่าย ทำไปเรื่อยๆจนจบเล่มก็จะเข้าใจข้อสอบไรติ่ง รู้ว่าจะเจอโจทย์แบบไหนบ้างและจะรับมือกับโจทย์แต่ละแบบยังไง เพราะข้อสอบ SAT มักจะมีแต่โจทย์แบบเดิมๆทดสอบเพื่องงเดิม ถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าโจทย์แบบนี้ทดสอบเรื่องอะไร ต้องรับมือกับมันยังไง เราก็จะทำได้ แนะนำให้พยายามฝึกสกิลไรตติ้งให้แข็ง ทำให้ได้เยอะๆ เพราะมันได้คะแนนง่ายกว่ารีดดิ้งมากกกและมันทำให้พื้นฐานภาษาอังกฤษของเราแน่นขึ้นด้วย

 
  1. แยกเรื่อง Reading

เล่มนี้ก็จะสอนวิธีการทำข้อสอบรีดดิ้งไปเรื่อยไม่ เริ่มจากจุดเล็กๆไปยังภาพรวม สอนทักษาะหลายอย่างที่ต้องใช้ มีแบบฝึกหัดให้ทำ ก็ทำไปเรื่อยๆจนจบก็จะพอเข้าใจข้อสอบรีดดิ้ง รู้ว่าแต่ละคำถามต้องทำยังไง แต่ก็จะไม่ได้กระจ่างขนาดไรตติ้ง(สำหรับตัวเรานะ) ยังต้องฝึกทำไปเรื่อยๆเยอะๆ

 

***ระหว่างนี้คือทำ Khan Academy อยู่ตลอด ก็จะได้ลองทำเรื่องที่ยังไม่เจอในหนังสือ***

 
  1. ติวเลข

เล่มนี้ดีมาก มีเป็นข้อสอบ 10 ชุด มีเฉลยละเอียดทุกข้อพร้อมบอกว่าแต่ละข้อคือเรื่องอะไร ตอนแรกเราก็ทำเล่มนี้ไปชุดนึงแล้วดูว่าข้อที่ผิดเป็นเรื่องอะไรบ้าง แล้วไปฝึกทำแยกเรื่องในเล่มต่อไป

ใช้เล่มนี้ทำเรื่องที่ไม่แม่นและไม่เข้าใจ เราไม่ได้ทำทุกบทเพราะจริงๆก็มีพื้นฐานเลขอยู่แล้วเพราะอยู่สายศิลป์คำนวณ เลยทำแค่เรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆและฝึกความแม่นยำ เล่มนี้ก็จะมีสอน มีแบบฝึกหัด เทคนิคและมีเฉลยให้ 

  1. หาเทคนิคเพิ่มเติมในแต่ละเรื่อง

เราอ่านหนังสือนี้แต่แบบไม่มีละเอียดมาก ในหนังสือนี้มันก็จะมีเทคนิคต่างๆเพื่อทำให้การสอบง่ายข้ึน มี Drills ให้เป็นเหมือนแบบฝึกหัดเพื่อฝึกสกิลต่างๆเพิ่มอีก แต่คิดว่าถ้าใครไม่มีเวลาก็ไม่ต้องอ่านก็ได้

   

  1. ลุยข้อสอบจริง

    เราไม่ได้ซื้อหนังสือรวมข้อสอบอะไรงี้มาเลยแล้วถึงตอนนั้นมันก็ใกล้สอบมากๆๆแล้วเลยไม่ได้ซื้อเพิ่มพอทำในหนังสือต่างๆที่มีเสร็จก็ทำข้อสอบใน Khan Academy เยอะๆเลยในส่วนของ Verbal ส่วนเลขทำใน 10 practices ของแพนด้า ทำไปเรื่อง ดูว่าผิดตรงไหนแล้วก็แก้ไปเรื่อยๆ 

 

เทคนิคการทำข้อสอบ อันนี้คือเป็นเทคนิคที่หาได้ในหนังสือเลยนะแต่เราเอามาสรุปให้ที่คิดว่าสำคัญๆแต่จริงๆมีที่เป็นประโยชน์ในหนังสืออีกเยอะเลย

    Reading

  1. จัดลำดับความถนัดของตัวเองว่าถนัดอ่าน passage ประเภทไหนสุดจากมากไปน้อยเช่นของเราก็คือ Social science>>Science>>Fiction>>History เริ่มทำจากอันที่ทำได้ที่สุด ทำให้เต็มที่ เทคไทม์กับมัน ทำส่วนที่ทำได้ให้ได้เยอะที่สุด รีดดิ้งคือข้ามเรื่องที่เราไม่ถนัดไปเลย ทิ้งดิ่งไปเลยก็ได้ *มันเป็นหนึ่งในเทคนิคในเล่ม Cracking เรียกว่า letter of the day (LOTD) เค้าให้กาคำตอบเดียวกันทุกครั้งที่เจอข้อที่ทำไม่ได้ การที่เราทำเต็มที่ให้ผิดน้อยที่สุดในส่วนมี่ทำได้แล้วมั่วไปเลยในส่วนที่ทำไม่ได้จะทำให้เราได้คะแนนเยอะกว่ารีบทำส่วนที่ทำได้แล้วพลาดแล้วยังไป struggle ในส่วนที่ทำไม่ได้ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำถูกเยอะแค่ไหนอีก

  2. ลากนิ้วหรือปากกาไปด้วยตามที่อ่าน จะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น

  3. ให้ความสำคัญกับประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของแต่ละ paragraph เพราะส่วนใหญ่จะเป็น Topic Sentence ซึ่งบอกใตความของย่อหน้านั้น

  4. ให้ความสำคัญกับคำเชื่อมต่างๆ

  5. ให้ความสำคัญเวลาที่มีสัญลักษณ์ต่างๆโผล่มา เช่น เครื่องหมายคำพูด ขีด เพราะมักจะเป็นส่วนที่สำคัญหรือเป็นการขยายความ

  6. ส่วนใหญ่จะมีวิธีทำ 2 แบบคืออ่าน passage ให้เข้าใจแล้วค่อยลุยคำถามกับทำคำถามข้อที่มีบรรทัดหรือย่อหน้าระบุไว้ก่อนแล้วไปอ่านตามนั้นทำให้ไม่ต้องอ่านทั้งหมด ส่วนตัวถนัดแบบแรกมากกว่า แนะนำให้ทำแบบแรกใน passage ที่ถนัด เพราะบางทีถ้าเราเข้าใจเนื้อหาแล้วไปเจอคำถามบางข้อเราจะสามารถตัดช้อยส์ตอบได้เลยโดยที่ไม่ต้องกลับไปอ่าน แต่ถ้า passage ที่ไม่ถนัด อ่านไล้วไม่เข้าใจ ก็ให้ลองทำคำถามก่อน

  7. ข้อที่ถามความรู้สึก มุมมองของผู้เขียนส่วนใหญ่จะไม่ใช่ nuetral หรืออะไรที่เป็นกลางหรือรุนแรงจนเกินไป

    Writing

  1. ต้องแน่ใจว่าเข้าใจทุกเรื่อง ทำเป็นทุกเรื่องแล้วจริงๆ

  2. อ่านโจทย์ดีๆ อย่ารีบ โดยเฉพาะพวกข้อ punctuation ให้ดูดีๆ

  3. มันจะมีโจทย์พวก Transition หรือ การจัดย่อหน้าใหม่ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจในเนื้อหาด้วย อันนี้ต้องตั้งใจอ่านไม่ใช่แค่ข้ามไปในจุดที่มีคำถาม

  4. Short=right ส่วนใหญ่ช้อยส์ข้อที่สั้นจะถูกใน SAT โดยเฉพาะข้อที่ถามเกี่ยวกับ tense ปละ redundancy

    Math

  1. เช่นเดียวกันกับไรตติ้ง ให้แน่ใจว่าเข้าใจ พร้อมรัยมือกับโจทย์ทุกประเภทแล้วจริงๆ

  2. อ่านโจทย์ให้ดี แปลโจทย์ให้ถูก

  3. เจอข้อยากให้ข้าม ไปทำข้อที่ทำได้ดีกว่าเนื่องจากเววลามีพอดีมาก

  4. ฝึกการใช้เครื่องคิดเลขให้ได้เร็วๆ

 

ประสบการณ์การสอบ

  1. การสมัครสอบ เข้าไปใน web college board กรอกธรรมดาเลย เราสมัครช้าตอนสมัครเหลือแค่ที่เชียงใหม่กับถลาง เลยว่าจะลง waiting list ไปก่อน แต่โชคดีวันต่อมาเปิดเข้ามามีที่ Keerapat International School หลุดมาพอดีเลยไปสอบที่นั่น อันนี้แนะนำให้ทุกคนสมัครตั้งแต่เนิ่นๆนะคะจะได้ไม่ต้องหวาดเสียวแบบเรา

  2. วันก่อนสอบ เราชะล่าใจมากไม่รีบเตรียมของปริ้นใบสมัคร เครื่องปริ้นที่บ้านก็สีเพี้ยนแต่โชคดีที่ปริ้นขาวดำได้ บัตรประชาชนก็หายอีกเลยเอาพาสปอร์ตไป ก็ไม่มีปัญหาเหมือนกันแต่ก็แอบเสียวๆอยู่เตรียมไปก่อนจะดีกว่านะคะ

  3. วันสอบ ก็ตื่นเต้นในระดับนึงแต่ก็ควบคุมไว้ ไปสอบตามเวลาปกติ เค้าก็ให้ฝากโทรศัพท์ในห้องแล้วก็เริ่มทำข้อสอบ เราทำรีดดิ้งไม่ทัน ดิ่งไปอันนึงเลยคือ historical passage ซึ่งก็เป็นตามที่แพลนไว้อยู่อล้วว่าอยากทำส่วนอื่นให้เต็มที่ ไรตติ้งก็พอทำได้ มีข้อที่ไม่มั่นใจบ้าง เลขก็รู้สึกว่าทำได้ มีข้อไม่มั่นใจ+ความรู้ตัวเองว่าเป็นคนสะเพร่า เลยไม่ได้หวังเต็มเท่าไหร่

  4. หลังสอบ รู้สึกว่าโอเค ทำได้ คะแนนน่าจะถึงตามที่หวังเพราะก็รู้ตัวจากตอนลุยโจทย์ในช่วงติวแล้วว่าได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วตอนทำก็รู้สึกได้ว่าทำได้มากกว่าที่บ้าน อันนี้ก็เลยไม่ได้กังวลมาก วันต่อมาก็จะมีเฉลยมาให้แล้วค่ะจากหลายที่เลย ก็ตอบถูกบ้างๆไม่ถูกบ้าง เฉลยแต่ละที่ก็ไม่ค่อยจะตรงกันหลังๆก็เลยไม่เช็คแล้ว เช็คไปก็ทำอะไรไม่ได้รอดูคะแนนไปเลยดีกว่า จนประกาศคะแนนก็ดีใจมากเพราะมันเกินคาดมากๆ เลขก็เต็มคือช็อคมากเพราะในชีวิตนี้ไม่เคยทำเลขอะไรได้เต็มเลย555555 ก็นั่นแหละค่ะมันก็ดีใจและก็รู้สึกว่าที่พยายาม ที่เหนื่อยมาตลอดมันคุ้มมากๆๆๆๆแล้ว

 

การให้คะแนนของ SAT

    อันนี้คร่าวๆตามที่เข้าใจนะคะ คือการสอบแต่ละรอบเนี่ยการให้คะแนนก็ไม่เหมือนกัน จะมี curve ที่แตกต่างกัน คือเช่นรอบนี้ข้อสอบยาก ผิดข้อนึงหักอาจจะไม่หักเลย ในขณะที่อีกรอบข้อสอบง่าย​ถ้าผิดข้อนึงจะถูกหักไปเลย 20 คะแนน ตัวเลขไม่แน่นอนนะคะ อันนี้แล้วแต่รอบเลยจริงๆ แค่ตอนที่ไปสอบเรารู้สึกว่าข้อสอบมันง่ายเลยรอบคอบ ตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากโดนหักคะแนนเยอะค่ะ

 

สรุปทุกอย่างของการสอบ SAT

  1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน หาแรงบันดาลใจ

  2. วางแผนการอ่านให้ดี ติวจากหลายๆแหล่งใช้วิธีที่หลากหลาย จัดตารางการอ่านให้เหมาะสมกับตัวเอง ไม่หักโหมจนเกินไป

  3. เข้าใจข้อสอบว่าโจทย์แบบนี้ต้องการอะไร จะรับมือกับมันยังไง **สำคัญมาก

  4. รู้สึกสนุกไปกับมัน

  5. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ที่สุดเท่าที่ได้ รถติด ยืนรอรถไฟฟ้าคือสามารถเติมศัพท์เข้าหัวได้เยอะมากๆ!

  6. รู้ตัวเองว่าอ่อนด้านไหน พยายามแก้ตรงนั้น
    และสุดท้าย
    https://www.facebook.com/groups/1669234313171472/?ref=share ไปเข้าเลยยไม่เข้าคือผิดมาก! มันดีจริงๆแบบมากๆจริงๆ


    ก็จะประมาณนี้เลยค่า ประสบการณ์กับวิธีการเตรียมตัวคร่าวๆของเรา สุดท้ายก็อยากจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้อยู่แล้วแค่มีความตั้งใจมากพอ อย่าเอาคำว่าไม่ม่ีเวลา ไม่มีนู่นนี่มาอ้าง ระวังที่ทำมันก็ต้องเหนื่อยอยู่แล้วแต่อยากให้ทุกคนมองข้ามความเหนื่อยตรงนั้นไปก่อน ให้นึกถึงความสุขที่เราจะมีเมื่อทำมันสำเร็จนะคะ ก็หวังว่ากระทู้นี้จะมีประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อย ถ้ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยอีกทีนะคะ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้มากๆนะคะ‍️️
     

ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

5 ความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป