SAT 1490+ ภายใน 4 เดือน (อ่านเอง) [ยินดีให้แชร์]

วิว
สวัสดีครับ นี่เป็นกระทู้แรกของผม มีอะไรผิดพลาดขออภัยมานะที่นี้
ปล.กระทู้ผมละเอียดหน่อยนะครับ แนะนำว่าให้อ่านให้หมดครับ :)

ขอเล่าเรื่องประสบการณ์สอบ SAT ของผมหน่อยละกัน

ผมเริ่มเตรียมตัวเมื่อเดือนกันยายน 2019 สำหรับ SAT รอบตุลาคม ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ ผมก็เที่ยวหาเทคนิคต่างๆมากมายและซื้อหนังสือมาเพียบ หลังจากการลองใช้เทคนิคต่างๆ และฝึกกับหนังสือที่ซื้อมา พบว่าผมยังไม่สามารถทำคะแนน SAT เกิน 1400 สักที แม้ว่าจะฝึกทำแล้วทำเล่าก็ตาม สุดท้ายพอมาถึงวันสอบก็บอกตัวเองว่า ทำให้เต็มที่เท่าที่เตรียมมา ผลออกมา ผมได้ 1390 ถือว่ายังไม่โอเคเท่าไหร่ เนื่องจากผมตั้งเป้าไว้สูงกว่านี้




ผมกลับมาเริ่มเตรียมตัวใหม่อีกครั้ง ลองปรับเปลี่ยนหลายๆอย่าง หาวิธีที่ลงตัวสำหรับผม หาจุดบกพร่องที่ผมทำผิดพลาดไป เป้าหมายคือ พยายามทำคะแนนให้ดีที่สุดสำหรับรอบ SAT december สุดท้ายถึงวันสอบ ผมรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ และเข้าห้องสอบไปด้วยความมั่นใจ รอบนี้ ผมได้คะแนน 1490 ( แม้คะแนนอาจจะไม่แตะ 1500 แต่ผมก็พอใจกับคะแนนนี้ )



เอาละ ได้รู้ถึงเรื่องของผมไปละ ถึงเวลาเข้าเรื่องกันเลย
ผมจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน

1. Attitude ที่จำเป็นสำหรับการได้คะแนนดี

2. About the SAT (Target scores, Method)

3. Useful+Helpful Resources


ไปเริ่มกันเลย!




Attitude for SAT

การสอบ SAT สำหรับหลายๆคน อาจจะคิดว่ามันก็แค่สอบไปงั้น แต่การที่เราอยากจะได้คะแนนที่ดีนั้น เราจะต้องมี mindset ที่ถูกต้องก่อน 

1. Don't Burnout!
อย่างแรกเลยคือ อย่าท้อแท้หมดแรงสู้ ทั้งในห้องสอบและตอนเตรียมตัว Burnout ในที่นี้ หลักๆคือผมหมายถึงในห้องสอบ การที่เราไปสอบ SAT นั้น ผมคิดว่าหลายๆคนเคยเจอปัญหานี้ คือ การที่เราใส่ concentration ใส่ความตั้งใจเข้าไป 100% สำหรับ section แรก หลังจากนั้น section ถัดๆมาเราจะเหลือพลังงานน้อยลง สังเกตุได้จากการที่ทำไปแล้วเกิดสติหลุดหรือรู้สึกมึนๆอึนๆ ตอนสอบ SAT ครั้งแรกนั้น ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มาก พอทำไปเรื่อยๆมันเริ่มมึนๆ จะเห็นได้ว่า section math ของผมรอบตุลาคมนั้น ได้คะแนนแค่ 740 เท่านั้น เหตุผลก็มาจากการ "burnout" ในห้องสอบนี่เอง 
สิ่งที่ควรทำ: ให้เราตั้ง concentration เลเวลของเราพอประมาณที่จะทำข้อสอบแบบไม่สติแตก หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่าประมาณไหน สำหรับผมคือ เหมือนเราสนุกไปกับการทำข้อสอบ ทำไปแบบไม่ได้เพ่งจนปวดตาหรือมึน ทำแบบเหมือนเรากำลังนั่งทำการบ้าน นั่งอ่านหนังสือการ์ตูน หรือ นั่งฟังเพลง ร้องเพลง ชิลๆ ให้เราสนุกไปกับมัน การทำแบบนี้ทำให้เราไม่มึนเวลาสอบ และทำให้เราเหลือพลังงานจนถึง section ท้ายๆได้นั้นเอง อาจจะต้องฝึกฝนให้ชิน แต่ไม่ยากแน่ รับรองได้! (ส่วนเวลาฝึกก็ขอให้อย่าท้อครับ ทำไปเรื่อยๆแบบตั้งใจแล้วจะเห็นผล)

2. Set Your Target Score!
เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกคนควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากได้คะแนนเท่าไหร่ เหตุผลก็เพราะว่า คะแนนที่เราตั้งไว้ จะเป็นตัวบอกว่า เราต้องทำงานหนักแค่ไหนนั้นเอง ถ้าตั้งไว้ 1400+ ก็ต้องให้เวลากับการฝึก SAT เยอะหน่อย ทุ่มเทกับมันเยอะหน่อย เพื่อผลที่ต้องการ อาทิตย์นึงต้องมีอย่างน้อย 7-8 ชม. ในการฝึกทำโจทย์ต่างๆ 
อีกอย่างหนึ่งคือ เราจะได้แพลน strategy ของเราได้ถูก ว่าเราควรจะใช้เวลามากน้อยกับส่วนไหนของแต่ละ section เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่เราต้องการ และสามารถ keep track performance ของเราได้ว่าอีกไกลแค่ไหนจนกว่าชั้นจะใกล้ บอกที.....

3. Practice it right!
เวลาเราฝึกทำข้อสอบนั้น ให้เราตั้งใจทำ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำไปอย่างนั้น สิ่งที่ผมอยากย้ำที่สุดคือ ต้องจับเวลาด้วย! เรื่องเวลาในการสอบ SAT นั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น section ไหนก็ตาม ตอนผมเตรียมตัวสอบรอบตุลาคม ผมเตรียมเรื่องนี้ไปไม่ดีพอทำให้ผมพลาดเรื่อง timing ไปเยอะ อีกเรื่องก็คือ อย่างที่ทุกคนอาจจะรู้กันอยู่แล้ว ให้หาว่าเราผิดตรงไหน แก้ไขอย่างไร ผิดซ้ำๆหรือไม่ ใช้เวลากับตรงนี้ให้เยอะ เพราะข้อที่เราทำผิดคือข้อที่เราควรจะปรับปรุงให้ดีขึ้นในรอบต่อไป อย่าลืมนะว่า จุดนี้แหละที่สำคัญมาก มันจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเราอย่างเห็นได้ชัด
อีกจุดนึงก็คือ หาวิธีทำที่เหมาะกับตัวเราเอง บางคนอาจจะเคยไปเห็นในเน็ต เทคนิคของคนนู้นคนนี้ ที่บอกให้เรา อ่านหา keyword ใน passage บ้างล่ะ อ่านคำถามก่อนอ่าน passage บ้างล่ะ เลือกว่าจะทำ passage อันไหนก่อนบ้างล่ะ ฯลฯ เราต้องแน่ใจว่าเทคนิคต่างๆที่เราจะใช้นั้น เราทำได้จิงๆ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆไปใช้เทคนิคคนอื่นที่ตัวเองลองแล้วไม่ถนัด อาจจะส่งผลถึงคะแนนได้ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าชอบทำข้อสอบแบบไหนที่สุด ไม่มีเทคนิคตายตัว 

4. know the exam well
ก่อนทีเราจะไปสอบ SAT นั้น เราต้องรู้จัก SAT ให้ดีสะก่อน ตั้งแต่เรื่องเบสิคเช่น มีกี่ section, section ละกี่นาที จนถึงเรื่อง การทำข้อสอบเช่น ใน reading มี passage อะไรบ้าง, passage ยาวเท่าไหร่, ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ต่อ passage รวมถึง instructions ต่างๆของทุก part ในข้อสอบ เป็นต้น ตอนไปนั่งอยู่ในห้องสอบนั้น เราจะต้องรู้ว่าจะเจออะไรบ้าง และถึงตอนนั้น สิ่งเดียวที่เราจะต้องทำคือ อ่านและตอบโจทย์ ส่วนตัวแนะนำว่าให้ทุกคนฝึกทำข้อสอบจริงบ่อยๆ จะได้ชินกับการทำข้อสอบและรู้ว่าจะต้องเจออะไร

5. expect the unexpected
ในการไปสอบแต่ละครั้ง มันอาจมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องสถานที่สอบเอย ผู้คุมสอบเอย เรื่องนาฬิกาเอย รวมถึงตัวข้อสอบ SAT ด้วย เรื่องนี้ผมเจอมาด้วยตัวเองคือเรื่องนาฬิกา ตอนเตรียมตัวผมก็คิดไว้ว่าสถานที่คุมสอบน่าจะมีนาฬิกานับถอยหลังให้ ก็เลยไม่ได้เอานาฬิกาสำรองไป คราวนี้พอไปจริง ปรากฎว่าแผนเสียหมดเพราะนาฬิกาของที่สอบมันเป็นแบบบอกเวลาเฉยๆ ซึ่งมันทำให้ผม ซึ่งกะจะคอยเช็คเวลาตลอดไม่ได้คอยเช็คเวลาเลย มัวแต่รีบทำเพราะไม่รู้ว่าผ่านไปกี่นาทีแล้ว part reading ผมเลยค่อนข้างจะเละเทะพอสมควร ( สิ่งที่ควรจะทำคือ คำนวนเวลาเองว่าผ่านไปเท่าไหร่ ไม่ก็เตรียมนาฬิกาเข็มไปแล้วคอยดูเวลา ปรับเข็มยาวเข็มสั้นให้อยู่ตรงเที่ยงทั้งสองเข็มเพื่อจับเวลา ห้ามเอานาฬิกามีเสียงเข้านะจ้ะ ) หรือบางครั้ง เราอาจจะเตรียมตัวไปดีแต่เจอข้อสอบชุดโหดก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะฉนั้น ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวไปให้พร้อมที่สุดเสมอ!

6. Relax and keep calm!
เมื่อถึงวันสอบจริง มันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะตื่นเต้น แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือ กดดันตัวเองมากจนเกินไป หรือ คิดกังวลอย่างนู้นอย่างนี้ มันจะทำให้เราเสียสมาธิได้ ให้เรามั่นใจในสิ่งที่เราเตรียมมา และเข้าห้องสอบแบบมั่นใจเต็มร้อย ถ้าพบเจอสถานะการที่กดดันหรือตึงเครียดให้ค่อยๆผ่อนคลาย และใจเย็นลง เมื่อเรากระวนกระวายนึกถึงตอนที่เรานั่งฝึกทำข้อสอบก็ได้ เราได้อุตส่าห์ฝึกมาอย่างเต็มที่เพื่อสอบวันนี้แล้ว ลุย!

และนี่ก็คือ mindset ที่ควรจะมีในการไปสอบ SAT ที่สำคัญๆ ผมถือว่า ทุกคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้เป็นคน hardworking ทุกคนนะ555




About The SAT
เนื้อหาในส่วนนี้จะพูดถึงเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับ SAT ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่พบเจอกันบ่อยๆทั้งในข้อสอบและเวลาฝึก รวมถึงบอกวิธีที่ผมแบ่งเวลา วิธีการฝึกแต่ละ part และ เป้าหมายคะแนนสำหรับแต่ละ part 
-คนที่ต้องการคะแนน 1400กลางๆ หรือปลายๆ หรือ1500+ ให้เน้นความสำคัญกับ 
           1. Math section (800)
           2. Writing (350+)
           3. Reading (300+)
ตามลำดับที่ได้เรียงมานี้ (เริ่มจากทำเลขให้ได้เต็มแล้วมา writing แล้วจึงมา reading ปล. สามารถฝึก part verbal ไปพร้อมๆกับ part math ได้)


Reading Section
มาถึง part ที่ทุกคนต้องเจอก่อนและเป็น part ที่คนเทมากที่สุด part reading นั้นเอง
สำหรับพาร์ทนี้ ถ้าอยากได้คะแนนสูงต้องมองพาร์ทนี้อีกแบบนึง คือห้ามเทเด็ดขาด! คะแนนถ้าจะให้ดีคือควรจะได้ 300+ ขึ้นไปเพื่อโอกาสที่จะได้ verbal 600ปลายๆ หรือ 700+ นั้นเอง
วิธีที่ผมใช้ :
คือต้องบอกก่อนว่า คนที่อยากจะได้พาร์ทนี้สูงๆนั้น จะต้องมีพื้นฐานอังกฤษที่แน่นพอสมควร และที่ควรจะมีคือ skill การอ่านเร็ว และมี vocab ในหัวพอสมควร (วิธีการเช็คง่ายๆเผื่อใครไม่รู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหน ก็คืออ่าน passage SAT เข้าใจมากแค่ไหน เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง หรือเข้าใจเกือบหมด หรือเข้าใจทั้งหมด ใครที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอาจจะต้องเสริมเพิ่มหน่อยนะคับผม)  สำหรับคนที่ยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องห่วงครับ! สิ่งที่จะช่วยได้คือการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ หรืออ่าน article ภาษาอังกกฤษ **เพื่อทำให้อ่านได้คล่องขึ้น เร็วขึ้นและ เพิ่ม vocab ไปในตัว** (ให้อ่านเวลาว่างนะคับ อ่านควบคู่ไปกับการฝึกทำโจทย์ SAT ด้วย ค่อยๆพัฒนาไป) ผมไม่ค่อยแนะนำวิธีท่องจำ vocab สักเท่าไหร่ แนะนำว่าอ่านหนังสือไปแล้วเจอคำไม่เข้าใจค่อยหาแล้วพยายามจำเป็น context เป็นประโยคไปจะง่ายกว่า ส่วนถ้าถามว่าต้องอ่านเร็วแค่ไหนหรอ passageนึงต้องเสร็จภายใน 4-7 นาทีครับ ยิ่งเราใช้เวลาอ่านมาก เวลาทำเราก็จะยิ่งน้อยลงทุกที แต่ไม่ต้องห่วงสำหรับคนที่ยังทำไม่ได้ ค่อยๆฝึกไปครับ แรกๆผมอ่าน passage ละ8-9นาทีแหนะ เสร็จแล้วก็มาเป็น 6-7นาทีซึ่งสำหรับผมเป็นเวลาที่ลงตัวที่สุด เพราะผมมีเวลาที่จะอ่าน passage ให้เข้าใจจนถ่องแท้ ไม่ต้องตกใจว่าบางครั้งเราใช้เวลามากเป็นพิเศษ นั้นก็เพราะบางบทความจะยาก หรือยาวกว่าชาวบ้านเขา เพราะฉนั้นเราอาจจำเป็นจะต้องใช้เวลากับบทความพวกนี้มากกว่า และใช้เวลาให้น้อยลงกับ passage ที่ง่ายๆ เอาล่ะ พูดไปเยอะละ วิธีที่ผมทำมีตามนี้

1.แบ่งเวลา passage ละ 13 นาทีบวกลบ แล้วแต่ครั้ง แล้วแต่ความยาก (อยากจะย้ำว่าเวลาไม่ตายตัวแต่พยายามให้อยู่ภายใน13นาทีหรือน้อยกว่าให้ได้) สำหรับผม ผมใช้วิธีเรียงทำ passage จากง่ายไปยาก อันนี้ไม่จำเป็นต้องทำตามนะครับ ลำดับที่ผมแนะนำที่สุดคือ literature (passageแรก), science/social science 1 (ข้าม history ไปก่อน แต่มีบางเคสที่ history ง่ายก็มี เพราะฉนั้นให้อ่านดูภาษาว่าเป็นภาษาโบราณไหม ถ้าอ่านรู้เรื่องก็ทำไปเลย ถ้าอ่านไม่รุ้เรื่องก็ข้าม), science/social science 2, science/social science 3, history
ไม่ต้องกลัวเรื่อง pair passage เพราะมันไม่ได้ยากมากจนเกินไป (ยกเว้นถ้าเป็น history 555)

2.อ่านบทความให้เข้าใจว่า เขาพูดอะไรประมานไหน แค่เข้าใจก็พอ ไม่จำเป็นต้องจำ (เทคนิคที่ช่วยได้คืออ่านบทความให้สนุก เอนจอยไปกับบทความนั้นๆ บางคนอาจจะไม่ชินเหมือนเป็นการบังคับตัวเอง แต่ก็ลองดูได้นะ เหมือนการอ่านอะไรใหม่ๆที่เราไม่เคยอ่าน -อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง- โหว เขาทำได้ไงอะ เป็นต้น)

3. ตอบคำถามข้อละไม่เกิน30-40วิ อันนี้อาจจะฟังดูยากนะ แต่ถ้าเราอ่านเข้าใจแล้ว มันไม่ยากเลย เราจะเห็นว่า เอ่อ ข้อนี้มันอะไรวะ พูดไม่เข้าเรื่อง ข้อนี้มันพยายามหลอกนี่หว่า บลาๆ แต่บางครั้งมันจะมีโจทย์หลอกเช่น ให้ชอยส์ที่โคตรใกล้เคียงกัน หรือ ถ้าเราอ่านไม่รอบคอบจะโดนกับดักเอาได้ วิธีแก้นะหรอ ฝึกจ้าาาาาา ทำแบบโดนหลอกไปนั้นแหละ โดนหลอกบ่อยขึ้นมันก็เริ่มจะระแวงมากขึ้น ผมนี่เป็นแบบนี้เลย หลังๆมาเริ่มจับทางได้ว่าข้อแบบนี้แหละหลอก อาจจะฟังดูแปลกๆแต่ถ้าฝึกมากพอมันจะพอจับทางได้น่ะครับ (บางครั้งในข้อสอบจริงเราก็มีพลาดแบบนี้บ้างก็ไม่เป็นไร อย่าลืมนะว่าเป้าหมายของเราคือ 300+ ผิดได้ประมาน 10ข้อนิดๆ แล้วแต่ curve) อีกอย่างที่ต้องพูดคือข้อ evidence ไอข้อที่มันให้เราตอบแล้วไปหา evidence จากใน passage ข้อพวกนี้นะ มันทำได้สองแบบคือวิธีถึกดูมันให้หมดเลย หรือไม่ก็ถ้าเราอ่านแล้วเผอิญจำได้ว่าอยู่ประมานนี้ก็ไปดูบรรทัดนั้นเลย ได้ทั้งสองแบบ แล้วแต่สถานะการด้วย เดี๋ยวพอฝึกไปจะพบว่า มันจะมีทั้งข้อที่เราจำได้ กับจำไม่ได้ ก็ทำไปแล้วแต่สถานการณ์เลย

4.เวลาฝึกนั้น แรกๆอยากให้ฝึกแบบไม่จับเวลา ทีละ passage ไป ให้ใช้ practice test ของ college board ที่เขาแจกฟรีนั้นแหละ สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำเลยสักข้อสอบเดียวให้ฝึกกับ practice test 1-4 เพราะมันเป็นข้อสอบจำลอง ไม่ใช่ข้อสอบเก่า ( ตอนนี้เขาเอาออกไปบางอันก็ทำเท่าที่เหลือ ) ฝึกอ่านวิธีที่ผมบอกไปคือ อ่านให้เข้าใจแล้วทำ แล้วลองตรวจดูว่าเป็นยังไง ทำไปสักพักอย่างน้อย 10-15 passages ก็น่าจะเริ่มชินกับวิธีนี้ เสร็จแล้วให้เริ่มจับเวลาดู ผมจะบอกก่อนว่าพอเริ่มจับเวลานะ ทุกคนน่าจะเป็นหมดคือเหมือนจะกดดันตัวเองให้เสร็จทันเวลา พยายามเร่งอ่าน อาจจะทำให้ตอบผิดเยอะ หรือไม่ก็ทำไม่ทัน เพราะว่าอ่านช้าไปก็มี (ถ้าเวลาหมดแต่ทำไม่เสร็จให้ทำต่อจนเสร็จแต่ดูว่าเกินมากี่ข้อ กี่นาที) ย้ำว่าต้องใช้เวลาปรับจูนสักพักใหญ่ๆเลย แต่ให้แน่วแน่กับวิธีนี้ไว้ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะค้นพบว่าทำได้ดีและเร็วขึ้นตามลำดับ ที่สำคัญคือคอยดูว่าที่ผิดไป ผิดกับคำถามแบบไหน เช่น ผิด vocab in context หรือเปล่า ผิด inference question รึเปล่าเป็นต้น พร้อมกับทำความเข้าใจกับส่วนที่ผิด เอาจนกว่าเราจะอ๋อ เราเข้าใจบทความผิดไป หรือ อ๋อ เราอ่านช้อยผิด หรือโดนหลอกเป็นต้น

5. พอผ่านจุดล้มลุกคลุกคลานมาได้ให้ลองฝึกกับข้อสอบจริงดู มีข้อสอบเก่าของ SAT มากมายซึ่งเดี๋ยวผมจะฝากไว้ด้านล่างอีกที ให้ลองจับเวลาทำข้อสอบจริงดูทุกพาร์ทเลย ทำเหมือนทำจริงๆ ปริ้นท์กระดาษฝนออกมา (มีในเว็บ college board)พร้อมกับตัวข้อสอบแล้วทำแบบจับเวลา มีเบรค 10 นาที กับ 5 นาทีก็เบรคด้วยเสร็จแล้วมาดูผลว่าเป็นยังไง แรกๆอาจจะยังผิดเยอะอยู่ คะแนนอาจจะเฉียดๆ300 ไม่ก็300นิดๆ หรืออาจจะ 200กลางๆก็ให้รู้ว่าเรา improve ขึ้นรึเปล่าทุกครั้ง (ตอนแรกๆอาจจะไม่เห็นการพัฒนาที่ชัดเจน อาจจะผิดซ้ำๆ ผิดประมานเดิม ก็ให้รู้ไว้แล้วฝึกต่อไป) การที่คะแนน reading จะ improve หลักๆคือเกิดจากประสบการณ์ อันนี้ผมพูดจริงๆ การที่เราเจอมันบ่อยขึ้นๆ ทำให้เราเรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้น ขอให้รู้ว่าเมื่อคุณผิดน้อยกว่า 10 ข้อหลายๆครั้ง ถือว่าคุณมาถูกทางสุดๆแล้วล่ะ

ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ: 
1.ปัญหาใหญ่หลวงของคนสอบ SAT section reading คือทำไม่ทัน! เวลาออกมาจากห้องสอบตอนพักก็น่าจะเคยได้ยินคนเม้าท์กันว่า เฮ้ย ทำไม่ทันว่ะ และอีกมากมาย วิธีแก้ไขคือ ให้คอยเช็คเวลาตลอด สำคัญมาก คอยดูตอนที่เรานึกได้ เช่นตอนอ่านไปครึ่ง passage หรือตอนทำโจทย์อยู่ ให้ดูว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่แล้ว จะได้รู้ว่าต้องรีบเร่งขึ้น หรือกำลังทำเวลาได้ดี และอีกวิธีก็คือตอนฝึกนั้นแหละ ลองฝึกตัวเองในหลายๆสถานการณ์เช่น เหลือเวลาแค่ 5-8 นาทีสำหรับ passage สุดท้าย (ซึ่งความจริงไม่ต้องจำลองก็น่าจะเจอ555) 
----ถ้าเกิดเหตุการณ์สุดจะกู่คือเวลาจะไม่ทันจิงๆให้ดิ่งไปเลยนะ อย่างน้อยก็ทำให้เสร็จ อาจจะได้มาเพิ่มสัก ข้อสองข้อก็ยังดี----------------------------------------------------------------------------------

2. อ่าน passage ไม่ค่อยเข้าใจ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก history ไม่ก็ literature งงๆว่าเขาพูดถึงอะไร สำหรับสอง passage นี้ ให้อ่านโดยรู้ในใจว่ามันมีจะมีตัวละครอยู่ สิ่งที่ควรจะทำเมื่อเจอปัญหาไม่เข้าใจคือ พยายามมองภาพใหญ่ให้รู้เรื่อง ถ้าเป็น history ก็พยายามเข้าใจว่า ไอคนเขียนเขาต้องการบอก message อะไรกับใคร อาจจะฟังดูทำยาก แต่ความจริงมันไม่ยากเลย ยกตัวอย่างก็เช่น นักการเมืองคนนึงเขียนไปวิจารณ์อีกคนนึง ดูแล้วเขาน่าจะด่าว่ะ มีคำแง่ลบเยอะ มีการพูดเสียดสี การพูดประชดประชัน การรู้ภาพใหญ่อาจจะไม่ช่วยให้เราตอบคำถามรายละเอียดยิบย่อยได้ แต่มันก็ทำให้เราตอบคำถามภาพใหญ่ได้ ก็ยังดีกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยแหละ  เช่นเดียวกันกับ literature ดูว่าคนเขียนเขากำลังเล่าเรื่องอะไร ตรงนี้เขากำลังบรรยายถึงสถานที่? ตรงนี้ใครพูดกับใคร ใครทำอะไร เป็นต้น
ส่วนถ้าไม่เข้าใจเพราะไม่รู้จักคำศัพท์ที่เป็น key สำคัญในเรื่อง อันนี้ก็ต้องบอกเลยว่า ซวยละ วิธีแก้ก็มีแค่ฝึกเตรียม vocab ไปเยอะๆหน่อยกับ เดาความหมายของคำนั้น อันนี้มีสิทธิ์เดาถูกเดาผิด แต่ก็ควรจะเดานะ ดีกว่าไปมั่วในช้อย แนะนำว่าให้ดูบริเวณรอบข้างคำนั้น หรืออย่างดีที่สุดก็อ่านข้ามมันไปเลย เอาภาพรวมเป็นหลัก

3. ติดอยู่กับช้อยส์สองข้อเนี่ย โอ้ยปวดหัว ข้อไหนวะนี่ สำหรับปัญหานี้ ทางออกมันอยู่ที่ว่าเราเข้าใจ passage ถูกต้องไหม และอ่านช้อยส์อย่างรอบคอบรึยัง ส่วนใหญ่ข้อแบบนี้มันถูกออกแบบมาให้เราลังเลอยู่แล้ว หลักๆคือให้ดูว่าช้อยส์ไหนมีคำพูดผิดๆที่ต่างไปจาก passage บ้าง บางครั้งใน passage อาจจะบอกว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในช้อยส์บอก ดวงจันทร์โคจรรอบโลก เอ้อ มันก็ฟังดูถูกนี่หว่า ระวังให้ดีนะคับ อ่านดีๆอย่าโดนหลอก สิ่งที่ผมแนะนำมากที่สุดคือ เลือกมันไปเหอะช้อยส์นึง จะด้วยวิธีไหนก็ตาม แล้วไปข้อต่อไป ห้ามเสียเวลามากเด็ดขาด! ลองดูตอนฝึกทำโจทย์ก็ได้ครับ ว่าไอข้อที่เราติดเนี่ย เราติดเพราะอะไร ลองอ่านเฉลยดู ถ้าเราถูก ดูสิว่าเราตอบถูกเพราะเข้าใจ หรือเดา แล้วทำไมข้อนี้ถึงถูก ฝึกต่อไป!

สัญญาณบอก improvement: 
-เริ่มจำแนวโจทย์แต่ละแนวได้ และรู้ว่าถ้าเจอแต่ล่ะแนวควรทำอย่างไร 
-ทำเวลาได้แน่นอนคงที่มากขึ้น และเริ่มทำทันเวลา
-ผิดน้อยลง จนผิดน้อยกว่า10ข้อ
(ตัวผมเอง รอบตุลาได้ 290 รอบธันวาได้ 340)

Writing Section
part ต่อมานี้ถือเป็นพาร์ททำคะแนนของหลายๆคน พาร์ท writing นั้นเอง สำหรับพาร์ทนี้นั้นมีโอกาสได้เต็มอยู่พอสมควร และยังคงเป็นพาร์ทที่ควรจะเน้นมากที่สุดของ SAT verbal! คะแนนที่ควรจะได้คือ 350+ พยายามทำให้ได้เต็มก็จะดีมาก
วิธีที่ผมใช้: 
พาร์ทนี้ค่อนข้างจะเป็นพาร์ทที่ straight forward อยู่พอสมควร ข้อแกรมมาร์ก็ดูไวยากรณ์และแก้ให้ถูก ข้อเกี่ยวกับเนื้อหาก็ตอบตามความเข้าใจของเรา ถ้าจะผิดก็อาจจะเกิดจากความสะเพร่า หรืออ่านโจทย์ หรือช้อยส์ผิด           คนที่ไม่ค่อยแม่น grammar สามารถฝึกและเรียนรู้จากข้อสอบได้เลยว่าแบบนี้ควรตอบยังไง เจอแบบนี้ควรดูตรงไหน วิธีที่ผมใช้ก็มีดังต่อไปนี้

1. ใช้เวลาในแต่ละ passage ไม่เกิน 8 นาที 45 วินาที -อาจจะดูละเอียดแต่เวลาทำจริงๆ ตอนเช็คเวลา เราเน้นดูที่นาทีเป็นหลัก ถ้าเข้านาทีที่เก้าแปลว่าควรจะไปบทความต่อไปได้แล้ว (9,18,26 นาที คือ time mark แต่ละ passage)     
passage ของ writing แบ่งเป็น 4 หัวข้อคือ career passages, social studies passages, humanities passages, และ science passages แต่ความจริงแล้วไม่ต้องไปสนใจเลย ทำเรียง passage ไปเลย (ทุกคนก็น่าจะทำแบบนี้) สำหรับผม ผมอ่านทุกอย่างในบทความเลย แล้วระหว่างอ่านถ้ามีโจทย์ก็ค่อยตอบ ทำแบบ flow ไปเรื่อยๆ ที่ผมทำแบบนี้เพราะว่า ผมต้องการอ่านเนื้อหาของบทความนั้นๆ อาจจะดูไม่ค่อยสำคัญสำหรับพาร์ทนี้ แต่มันจำเป็นสำหรับการตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหา  ข้อเสียของการทำแบบนี้คือ จะไม่ค่อยเหลือเวลาให้คิดมากถ้าเกิดติดอยู่กับช้อยส์สองข้อ หรือมีคำถามที่ยังลังเลอยู่ ทางออกมีสองทางคือ เลือกไปเลย ไม่ก็วงไว้ก่อนแล้วมาทำทีหลัง อย่าเสียเวลาเยอะ ไม่งั้นอาจจะเป๋ได้ (ซึ่งผมโดนมาแล้ว ลังเลคิดช้า ในบางข้อ ทำให้เหลือเวลาทำข้ออื่นน้อยและต้องเร่งทำตอนบทความท้ายๆ คะแนน writing จึงออกมาน้อยกว่าที่ควร) ขอย้ำอีกทีว่า **อย่าเสียเวลาเยอะ ถ้าใช้วิธีนี้** ค่อยมาทำย้อนหลังอีกที หรือมาตรวจดูอีกรอบตอนทำเสร็จแล้วจะดีกว่า

2. สำหรับข้อ grammar นั้น คนที่ยังมีปัญหาผิดประมาณ 11+ ข้อแปลว่าแกรมมาร์อาจจะยังไม่ค่อยแม่นและยังมีผิดแกรมมาร์อยู่ วิธีแก้คือ ให้ฝึกทำบ่อย และดูให้รู้ว่าคำถามข้อนี้เขาถามถึงแกรมมาร์ตัวไหน เช่น ข้อนี้เห็นปุ๊ป ออ ถาม subject verb agreement, ข้อนี้ถามเกี่ยวกับ tenses, ข้อนี้เกี่ยวกับ punctuation เป็นต้น อันนี้ต้องฝึกจนชิน เห็นโจทย์ปุ๊ปรู้เลยเป็นอัตโนมัติว่า ต้องแก้ตรงไหน ส่วนคนที่ไม่รู้ว่าควรแก้ยังไง อันนี้ต้อง search หาข้อมูลว่า grammar แบบนี้ แบบไหนถึงจะถูก หรืออ่านเฉลยดูแล้วไปหาเพิ่มเติม ย้ำว่า ความรู้เรื่องแกรมมาร์ต้องมาก่อนเทคนิคในการทำข้อสอบเสมอ พอรู้ว่าแบบไหนถูกจึงจะแก้ได้ถูกวิธี

3. สำหรับโจทย์เกี่ยวกับเนื้อหานั้น มีทั้งแบบที่ถามว่า ควรแทรกประโยคนี้เข้าไปไหม ควรเอาประโยคนี้ออกไหม ประโยคไหนเหมาะสมที่สุด ประโยคไหนเชื่อมย่อหน้าที่แล้วกับย่อหน้านี้ได้ดีที่สุด เป็นต้น อันนี้ต้องใช้ความเข้าใจดูว่า ประโยคนั้นๆเข้าพวกหรือไม่ ส่วนใหญ่จะไม่ยากและซับซ้อนมาก เพียงแต่ต้องอ่านบทความดีๆ และเข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงอะไรอยู่ อย่าคิดมากจนเกินไป ผมเป็นคนคิดมากเรื่องโจทย์พวกนี้จนทำให้ตอบผิดไปหลายครั้ง บางครั้งโจทย์เขา simple สุดๆ ให้ context มาในประโยคก่อนหน้าคำถามแล้วให้เราตอบว่าประโยคไหนเหมาะที่สุด ก็ควรจะตอบตามแนวประโยคก่อนหน้าและตอบอันที่มันค่อนข้างจะ obvious ว่าเกี่ยวข้องที่สุด

4. การฝึกโจทย์ writing นั้น ให้ใช้ external sources + ของ college board ได้เลย มีประโยชน์ทั้งคู่ อย่าลืมฝึกทำแบบจับเวลาด้วย! จะทำแยกทีละ passage หรือแบบทีเดียว 4 passages เลยก็ได้ แนะนำให้ทำทั้งสองแบบ สิ่งที่สำคัญคือ ทำให้ทันเวลากับรู้ว่าเราผิดตรงไหน ผิดเพราะอะไร สมมติว่าเราทำๆไป ยังผิดเท่าเดิม ผิดซ้ำๆข้อเดิมๆแปลว่า เรายังทำไม่ถูกวิธี หรือยังคิดแบบผิดๆอยู่ ควรต้องรีบแก้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นเท่ากับว่า เราเปลือง resources ไปกับการไม่ improve ใดๆเลย ผมก็เคยอยู่ในจุดนี้มาก่อน จากจุดที่ ผิดประมาณ 10+ ข้อ ทำ practice tests ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังได้เท่าเดิม ผมก็เลยรู้สึกว่าวิธีทำเก่าของผมมันไม่เวิร์ค (การข้ามไปอ่านเฉพาะตรงที่มีคำถาม มันทำให้เราไม่ค่อยเข้าใจบทความเท่าที่ควร) ผมเลยเปลี่ยนวิธีบวกกับฝึกทำในหนังสือ advanced grammar (เดี๋ยวผมบอกอีกที) ทำให้มองข้อแกรมมาร์เปลี่ยนไป หลังจากนั้น ผมก็ improve ขึ้นมาเรื่อยๆ ผิดน้อยลงเรื่อยๆ จนมาผิดอยู่ที่ 1-4 ข้อ เชื่อว่าทุกคนก็ทำได้! ฝึกจนทำแบบไม่ผิดเลยยิ่งดี 

ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ:
ปัญหาในพาร์ทนี้อาจจะไม่ค่อยมีเยอะนัก อาจจะมีเรื่องเวลาบ้าง เรื่องผิดแกรมมาร์หรือไม่ชัวข้อเนื้อหา ปัญหาทั้งหมดนั้น แก้ได้ด้วยการฝึกทั้งหมด คนที่ไม่แม่นแกรมมาร์สามารถหาหนังสือ SAT writing มาเสริมเพิ่มได้ ข้อเนื้อหาก็ฝึกทำจนพอจับทางได้แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น อย่าลืมวิเคราะข้อที่ผิดด้วยว่าผิดเพราะอะไร แบบไหนถึงถูก ทำไมข้อนี้ถูก เป็นต้น

(รอบตุลา 360-ผิด3 รอบธันวา 350-พลาดเรื่องลังเล ทำช้า ทำให้ต้องเร่งช่วงท้ายๆ)





 
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยเจ้าของกระทู้

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    Math (No cal) section

    มาถึงพาร์ททำคะแนนของพวกเรากันแล้วววว พาร์ทนี้ต้องบอกเลยว่าสำหรับเด็กไทยอย่างพวกเรา แทบจะไม่มีปัญหาเลย ขอให้ระวังอย่างเดียวเท่านั้น คือความสะเพร่า! เป้าหมายคะแนน เต็มเท่านั้น! (สำหรับพวกอยากได้เยอะๆ พาร์ทนี้ต้องอย่าพลาดเด็ดขาด ส่งผลถึงคะแนนอย่างมหาศาล-อาจจะไม่ขนาดนั้น555 แต่อย่าผิดจะดีกว่า)

    วิธีที่ผมใช้:

    พาร์ทนี้อาจจะเป็นพาร์ทที่ผมไม่ต้องแนะนำอะไรมากมาย เพราะมีทั้งหนังสือ มีทั้งเครื่องมือช่วยต่างๆมากมาย บวกกับว่าเป็นพาร์ทที่ทุกคนน่าจะเก่งกันอยู่แล้ว (สำหรับคนที่ไม่ชอบเลขเอย อ่อนเลขเอย ขอให้ขยันสู้เอาไว้ เรียนรู้ข้อผิดพลาดไปเรื่อยๆ แล้วเราจะเก่งขึ้น ทำผิดน้อยลง การจะทำคะแนนสูงๆในพาร์ทนี้ ไม่ยากเกินความสามารถพวกเราอยู่แล้ว ขอให้หมั่นฝึกฝนทำซ้ำๆ) พาร์ทนี้ให้เวลา 25นาที กับโจทย์ 20ข้อ แต่เชื่อว่าทุกคนน่าจะทำได้แบบเหลือเวลามาตรวจทานอีกที ตอนสอบรอบธันวานั้น ผมทำเสร็จหนึ่งรอบ แล้วตรวจอีกหนึ่งรอบทั้ง20ข้อ ทำให้มีความมั่นใจว่าถูกหมดแน่นอน


    1. อ่านโจทย์อย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนจะตอบ การที่เราประมาทหรือรีบจนเกินไปทำอาจทำให้เราพลาดจุดเล็กๆที่สำคัญไปได้ โดยเฉพาะในข้อสอบ SAT ซึ่งชอบมีโจทย์หลอกซ่อนอยู่ ข้อให้ใช้สติและอย่าทดผิด อย่าคำนวนผิด แค่นี้พาร์ท math no cal ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ


    2. สำหรับคนที่เจอโจทย์ที่ทำไม่เป็น ให้มาร์คไว้ก่อน ข้ามไปก่อนแล้วกลับมาทำทีหลัง วิธีนี้ส่วนใหญ่จะได้ผลเพราะเมื่อเรากลับมาทำอีกที เราอาจจะเปลี่ยนวิธีคิด เห็นวิธีลัดที่ตอนแรกไม่เห็นหรือ มีเวลาใช้วิธีถึกจนได้คำตอบออกมา เพราะฉนั้น ถ้าเจอโจทย์คิดไม่ออกตอนแรก ข้ามไปก่อนแล้วกลับมาทำจ้าาา


    3. วิธีฝึกก็คงจะเป็นที่รุ้กันอยู่แล้ว หาข้อสอบพาร์ทนี้มาทำแบบจับเวลา ส่วนใหญ่จะทำรวมกับพาร์ทใช้เครื่องคิดเลขด้วย ถ้ามีผิดให้ดูว่าผิดหัวข้อไหนแล้วไปหาโจทน์ในหัวข้อนั้นมาทำบ่อยๆ (มีทั้งของ college panda และ khan academy)


    ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ:

    1. ต้องบอกเลยว่า ปัญหาที่พบเจอบ่อยที่สุดก็แน่นอน ปัญหาความสะเพร่า นั่นเอง ทดผิดบ้างล่ะ อ่านโจทย์ผิดบ้างล่ะ โจทย์ถามอย่างตอบอีกอย่างบ้างล่ะ และอื่นๆอีกมากมาย ปัญหานี้บอกเลยว่า แก้ไม่ยาก!!! วิธีแก้ก็คือ อย่าทำผิดไง555 บางครั้งที่เราทำผิดนั้น มันอาจเกิดจากการที่สมองเราคิดลัดขั้นตอน (ตัวผมเป็นบ่อยมาก คือคิดข้ามไปหนึ่งขั้นตอน ทำให้ได้คำตอบที่ผิด บางครั้งก็งงๆว่าตัวเองตอบข้อนี้ผิดได้ไงตอนย้อนกลับมาดู ทั้งๆที่มันง่าย) การฝึกโจทย์ซ้ำเฉยๆอาจจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างแล้วแต่คน แต่ที่สำคัญคือตอนที่ผิดแบบสะเพร่า นั้น เราต้องกลับมานั่งคิดว่าสมองเราคิดอะไรตอนนั้น ข้ามอะไรไป อ่านตรงไหนผิด ที่สำคัญกว่าคือ ตอนฝึกครั้งต่อไปให้ลองเพิ่มความรอบคอบ ความระแวงเข้าไป แบบคิดว่า ระวังข้อนี้ให้ดีนะ อาจจะผิดข้อนี้ได้ พอเราทำแบบนี้ เราเหมือนกับเพิ่มความสติให้ตัวเองทำให้ไม่พลาดในที่สุด (อย่าประมาทเด็ดขาด อย่าคิดว่าง่ายจนทำแบบลวกๆไป)


    2. คนที่ทำไม่ทันอาจจะมีอยู่หลายสาเหตุ เช่น อ่านช้า คิด+คำนวณช้า ลังเลระหว่างช้อยส์สองข้อ เป็นต้น สำหรับคนที่ คิด+คำนวณช้า ให้ไปฝึกโจทย์แบบเดี่ยวๆจนคล่องก่อน ฝึกทำจนคิดเร็วขึ้น รู้วิธีทำของโจทย์แต่ละแนว เห็นปุ๊ปรู้ว่าต้องทำอะไร แล้วจึงมาฝึกทำข้อสอบเต็มพาร์ท คนที่ลังเลระหว่างสองช้อยส์หรือทำไม่เป็นให้วงไว้แล้วข้ามไปก่อน กลับมาทำทีหลัง ถ้ากลับมาแล้วยังคิดไม่ออกหรือทำไม่เป็นให้อ่านเฉลยอย่างละเอียดพร้อมกับหาโจทย์แนวที่เราทำไม่ได้มาทำเยอะๆจนทำได้



    Math (Cal) section

    พาร์ทนี้ถือเป็นพาร์ทที่มีคนพลาดค่อนข้างบ่อยทำให้พลาดคะแนนเต็มพาร์ทเลขไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังมีคนได้เต็มอยู่ไม่น้อย ช่วง10ข้อแรกจะง่ายหน่อย 10ข้อถัดมาจะยากขึ้น 10ข้อถัดมาก็จะยากขึ้นยาวขึ้นไม่ก็ต้องคิดหลายขั้นตอนมากขึ้น ส่วนพาร์ทเติมคำตอบก็จะต้องระวัง2-3ข้อท้ายๆ

    ที่ผ่านมาจากการเก็บสถิติของตัวเองจะพบว่า ส่วนใหญ่จะเริ่มมีผิดข้อ 20+ เป็นต้นไป อาจจะพลาดข้อนึง สองข้อบ้าง แต่ก็จะอยู่ประมาณนี้ ทำให้ผมจะเพิ่มความรอบคอบในช่วงข้อ 20 เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้พลาดโง่ๆนั้นเอง

    วิธีที่ผมใช้:

    ค่อนข้างจะเหมือนกับพาร์ทไม่มีเครื่องคิดเลขพอสมควร อาจจะยากกว่านิดหน่อยแต่ไม่ยากจนเกินไป ข้อสอบบางชุดอาจจะมีโจทย์ปราบเซียนให้ได้เห็นกัน SAT หลังๆนั้นเริ่มมีโจทย์แนวแปลกๆเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากการที่ผมทำข้อสอบเก่าทุกชุด(ทำจนหมดเลย มีกี่อันทำหมด) กับตอนไปสอบด้วยตัวเอง พบว่า เขาได้มีการเพิ่มโจทย์แนวพิลึกพิศดารเข้าไปอย่างน้อยหนึ่งข้อ แต่ไม่ต้องตกใจ มันไม่ได้ซับซ้อนแบบโอเวอร์เพราะนี่คือ SAT math ไม่ใช่ SAT sub math II ใช้แค่ความเข้าใจโจทย์กับการคิดคำนวณนิดหน่อยก็พอจะคิดออก (คนที่ไม่เคยสอบก็ลองไปทำข้อสอบเก่าๆดูแล้วจะเจอเอง)


    1. ทำเหมือนกับพาร์ทไม่ใช้เครื่องคิดเลขคือ **อ่านโจทย์อย่างรอบคอบ** และพยายามหาเวลามาตรวจทานข้อที่ไม่มั่นใจด้วย เนื่องจากพาร์ทนี้มีเวลา 55 นาที ทำให้คนที่แบ่งเวลาดีๆน่าจะพอมีเวลามาเช็คข้อที่ไม่ชัวอีกทีหนึ่ง สำหรับคนที่กลัวทำไม่ทันอย่าลืมเช็คเวลาเป็นช่วงๆ จะได้รู้ว่าควรจะเร่งขึ้นหรือกำลังทำเวลาได้ดี เวลาที่กำลังดีคือ เสร็จช้อยส์ 30 ข้อภายใน 40นาทีบวกลบ เพื่อเหลือเวลาอีกประมาน 15 นาทีสำหรับข้อเติมคำตอบเองและการตรวจทานข้อที่ไม่มั่นใจอีกครั้ง


    2. วิธีฝึกก็คือฝึกกับข้อสอบต่างๆ เลขจะค่อนข้างต่างกับพาร์ท reading ตรงที่มันมีวิธีคิดที่ชัดเจน มีวิธีทำที่ชัดเจน(อาจจะมีได้หลายวิธี) ทำให้การฝึกซ้ำๆนั้น ช่วยให้ทำได้ดีขึ้น เห็นผลได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่า reading ที่ต้องใช้การอ่านและความเข้าใจค่อนข้างสูง **ทุกคนสามารถฝึกได้จากแทบจะทุก resources** ขอแค่เวลาทำแบบจับเวลาและวิเคราะห์ผลของเรา ข้อผิดพลาดของเรา เพื่อพัฒนาคะแนนต่อไป

    ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ:

    -น่าจะเป็นปัญหาเดียวกันกับพาร์ท math no cal คือเรื่องความสะเพร่า กับเรื่องทำไม่ทัน วิธีแก้ก็เหมือนกันคือให้เพิ่มความระแวงและความรอบคอบเข้าไปเพื่อป้องกันการผิดแบบสะเพร่า และฝึกทำซ้ำๆจนทำได้เร็วขึ้น

    -อีกปัญหาอาจจะเป็นการเจอโจทย์ปราบเซียนหรือโจทย์หลอก ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่หลายคนตกเป็นเหยื่อ โจทย์เหล่านี้ ต้องการความเข้าใจโจทย์และข้อมูลที่โจทย์ให้พร้อมกับสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้คิดคำนวณอย่างถูกต้อง บางข้ออาจจะต้องใช้ logic และ common sense บ้างเพื่อคิดหาคำตอบ โจทย์พวกนี้ เพจ learning cafe ก็มีสรุปไว้ เป็นโพสรวมโจทย์ปราบเซียนทั้งหลาย ลองเข้าไปทำดูได้ จะได้รู้ว่าเวลาเจอต้องทำอย่างไร

    facebook.com/LearningCafebydom9914/posts/1172361112949462

    (รอบตุลาได้ 740- ผิดไป 4ข้อ รอบธันวาได้เต็ม 800)

    ตอบกลับ

6 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      Math (No cal) section

      มาถึงพาร์ททำคะแนนของพวกเรากันแล้วววว พาร์ทนี้ต้องบอกเลยว่าสำหรับเด็กไทยอย่างพวกเรา แทบจะไม่มีปัญหาเลย ขอให้ระวังอย่างเดียวเท่านั้น คือความสะเพร่า! เป้าหมายคะแนน เต็มเท่านั้น! (สำหรับพวกอยากได้เยอะๆ พาร์ทนี้ต้องอย่าพลาดเด็ดขาด ส่งผลถึงคะแนนอย่างมหาศาล-อาจจะไม่ขนาดนั้น555 แต่อย่าผิดจะดีกว่า)

      วิธีที่ผมใช้:

      พาร์ทนี้อาจจะเป็นพาร์ทที่ผมไม่ต้องแนะนำอะไรมากมาย เพราะมีทั้งหนังสือ มีทั้งเครื่องมือช่วยต่างๆมากมาย บวกกับว่าเป็นพาร์ทที่ทุกคนน่าจะเก่งกันอยู่แล้ว (สำหรับคนที่ไม่ชอบเลขเอย อ่อนเลขเอย ขอให้ขยันสู้เอาไว้ เรียนรู้ข้อผิดพลาดไปเรื่อยๆ แล้วเราจะเก่งขึ้น ทำผิดน้อยลง การจะทำคะแนนสูงๆในพาร์ทนี้ ไม่ยากเกินความสามารถพวกเราอยู่แล้ว ขอให้หมั่นฝึกฝนทำซ้ำๆ) พาร์ทนี้ให้เวลา 25นาที กับโจทย์ 20ข้อ แต่เชื่อว่าทุกคนน่าจะทำได้แบบเหลือเวลามาตรวจทานอีกที ตอนสอบรอบธันวานั้น ผมทำเสร็จหนึ่งรอบ แล้วตรวจอีกหนึ่งรอบทั้ง20ข้อ ทำให้มีความมั่นใจว่าถูกหมดแน่นอน


      1. อ่านโจทย์อย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนจะตอบ การที่เราประมาทหรือรีบจนเกินไปทำอาจทำให้เราพลาดจุดเล็กๆที่สำคัญไปได้ โดยเฉพาะในข้อสอบ SAT ซึ่งชอบมีโจทย์หลอกซ่อนอยู่ ข้อให้ใช้สติและอย่าทดผิด อย่าคำนวนผิด แค่นี้พาร์ท math no cal ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ


      2. สำหรับคนที่เจอโจทย์ที่ทำไม่เป็น ให้มาร์คไว้ก่อน ข้ามไปก่อนแล้วกลับมาทำทีหลัง วิธีนี้ส่วนใหญ่จะได้ผลเพราะเมื่อเรากลับมาทำอีกที เราอาจจะเปลี่ยนวิธีคิด เห็นวิธีลัดที่ตอนแรกไม่เห็นหรือ มีเวลาใช้วิธีถึกจนได้คำตอบออกมา เพราะฉนั้น ถ้าเจอโจทย์คิดไม่ออกตอนแรก ข้ามไปก่อนแล้วกลับมาทำจ้าาา


      3. วิธีฝึกก็คงจะเป็นที่รุ้กันอยู่แล้ว หาข้อสอบพาร์ทนี้มาทำแบบจับเวลา ส่วนใหญ่จะทำรวมกับพาร์ทใช้เครื่องคิดเลขด้วย ถ้ามีผิดให้ดูว่าผิดหัวข้อไหนแล้วไปหาโจทน์ในหัวข้อนั้นมาทำบ่อยๆ (มีทั้งของ college panda และ khan academy)


      ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ:

      1. ต้องบอกเลยว่า ปัญหาที่พบเจอบ่อยที่สุดก็แน่นอน ปัญหาความสะเพร่า นั่นเอง ทดผิดบ้างล่ะ อ่านโจทย์ผิดบ้างล่ะ โจทย์ถามอย่างตอบอีกอย่างบ้างล่ะ และอื่นๆอีกมากมาย ปัญหานี้บอกเลยว่า แก้ไม่ยาก!!! วิธีแก้ก็คือ อย่าทำผิดไง555 บางครั้งที่เราทำผิดนั้น มันอาจเกิดจากการที่สมองเราคิดลัดขั้นตอน (ตัวผมเป็นบ่อยมาก คือคิดข้ามไปหนึ่งขั้นตอน ทำให้ได้คำตอบที่ผิด บางครั้งก็งงๆว่าตัวเองตอบข้อนี้ผิดได้ไงตอนย้อนกลับมาดู ทั้งๆที่มันง่าย) การฝึกโจทย์ซ้ำเฉยๆอาจจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างแล้วแต่คน แต่ที่สำคัญคือตอนที่ผิดแบบสะเพร่า นั้น เราต้องกลับมานั่งคิดว่าสมองเราคิดอะไรตอนนั้น ข้ามอะไรไป อ่านตรงไหนผิด ที่สำคัญกว่าคือ ตอนฝึกครั้งต่อไปให้ลองเพิ่มความรอบคอบ ความระแวงเข้าไป แบบคิดว่า ระวังข้อนี้ให้ดีนะ อาจจะผิดข้อนี้ได้ พอเราทำแบบนี้ เราเหมือนกับเพิ่มความสติให้ตัวเองทำให้ไม่พลาดในที่สุด (อย่าประมาทเด็ดขาด อย่าคิดว่าง่ายจนทำแบบลวกๆไป)


      2. คนที่ทำไม่ทันอาจจะมีอยู่หลายสาเหตุ เช่น อ่านช้า คิด+คำนวณช้า ลังเลระหว่างช้อยส์สองข้อ เป็นต้น สำหรับคนที่ คิด+คำนวณช้า ให้ไปฝึกโจทย์แบบเดี่ยวๆจนคล่องก่อน ฝึกทำจนคิดเร็วขึ้น รู้วิธีทำของโจทย์แต่ละแนว เห็นปุ๊ปรู้ว่าต้องทำอะไร แล้วจึงมาฝึกทำข้อสอบเต็มพาร์ท คนที่ลังเลระหว่างสองช้อยส์หรือทำไม่เป็นให้วงไว้แล้วข้ามไปก่อน กลับมาทำทีหลัง ถ้ากลับมาแล้วยังคิดไม่ออกหรือทำไม่เป็นให้อ่านเฉลยอย่างละเอียดพร้อมกับหาโจทย์แนวที่เราทำไม่ได้มาทำเยอะๆจนทำได้



      Math (Cal) section

      พาร์ทนี้ถือเป็นพาร์ทที่มีคนพลาดค่อนข้างบ่อยทำให้พลาดคะแนนเต็มพาร์ทเลขไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังมีคนได้เต็มอยู่ไม่น้อย ช่วง10ข้อแรกจะง่ายหน่อย 10ข้อถัดมาจะยากขึ้น 10ข้อถัดมาก็จะยากขึ้นยาวขึ้นไม่ก็ต้องคิดหลายขั้นตอนมากขึ้น ส่วนพาร์ทเติมคำตอบก็จะต้องระวัง2-3ข้อท้ายๆ

      ที่ผ่านมาจากการเก็บสถิติของตัวเองจะพบว่า ส่วนใหญ่จะเริ่มมีผิดข้อ 20+ เป็นต้นไป อาจจะพลาดข้อนึง สองข้อบ้าง แต่ก็จะอยู่ประมาณนี้ ทำให้ผมจะเพิ่มความรอบคอบในช่วงข้อ 20 เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้พลาดโง่ๆนั้นเอง

      วิธีที่ผมใช้:

      ค่อนข้างจะเหมือนกับพาร์ทไม่มีเครื่องคิดเลขพอสมควร อาจจะยากกว่านิดหน่อยแต่ไม่ยากจนเกินไป ข้อสอบบางชุดอาจจะมีโจทย์ปราบเซียนให้ได้เห็นกัน SAT หลังๆนั้นเริ่มมีโจทย์แนวแปลกๆเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากการที่ผมทำข้อสอบเก่าทุกชุด(ทำจนหมดเลย มีกี่อันทำหมด) กับตอนไปสอบด้วยตัวเอง พบว่า เขาได้มีการเพิ่มโจทย์แนวพิลึกพิศดารเข้าไปอย่างน้อยหนึ่งข้อ แต่ไม่ต้องตกใจ มันไม่ได้ซับซ้อนแบบโอเวอร์เพราะนี่คือ SAT math ไม่ใช่ SAT sub math II ใช้แค่ความเข้าใจโจทย์กับการคิดคำนวณนิดหน่อยก็พอจะคิดออก (คนที่ไม่เคยสอบก็ลองไปทำข้อสอบเก่าๆดูแล้วจะเจอเอง)


      1. ทำเหมือนกับพาร์ทไม่ใช้เครื่องคิดเลขคือ **อ่านโจทย์อย่างรอบคอบ** และพยายามหาเวลามาตรวจทานข้อที่ไม่มั่นใจด้วย เนื่องจากพาร์ทนี้มีเวลา 55 นาที ทำให้คนที่แบ่งเวลาดีๆน่าจะพอมีเวลามาเช็คข้อที่ไม่ชัวอีกทีหนึ่ง สำหรับคนที่กลัวทำไม่ทันอย่าลืมเช็คเวลาเป็นช่วงๆ จะได้รู้ว่าควรจะเร่งขึ้นหรือกำลังทำเวลาได้ดี เวลาที่กำลังดีคือ เสร็จช้อยส์ 30 ข้อภายใน 40นาทีบวกลบ เพื่อเหลือเวลาอีกประมาน 15 นาทีสำหรับข้อเติมคำตอบเองและการตรวจทานข้อที่ไม่มั่นใจอีกครั้ง


      2. วิธีฝึกก็คือฝึกกับข้อสอบต่างๆ เลขจะค่อนข้างต่างกับพาร์ท reading ตรงที่มันมีวิธีคิดที่ชัดเจน มีวิธีทำที่ชัดเจน(อาจจะมีได้หลายวิธี) ทำให้การฝึกซ้ำๆนั้น ช่วยให้ทำได้ดีขึ้น เห็นผลได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่า reading ที่ต้องใช้การอ่านและความเข้าใจค่อนข้างสูง **ทุกคนสามารถฝึกได้จากแทบจะทุก resources** ขอแค่เวลาทำแบบจับเวลาและวิเคราะห์ผลของเรา ข้อผิดพลาดของเรา เพื่อพัฒนาคะแนนต่อไป

      ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆ:

      -น่าจะเป็นปัญหาเดียวกันกับพาร์ท math no cal คือเรื่องความสะเพร่า กับเรื่องทำไม่ทัน วิธีแก้ก็เหมือนกันคือให้เพิ่มความระแวงและความรอบคอบเข้าไปเพื่อป้องกันการผิดแบบสะเพร่า และฝึกทำซ้ำๆจนทำได้เร็วขึ้น

      -อีกปัญหาอาจจะเป็นการเจอโจทย์ปราบเซียนหรือโจทย์หลอก ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่หลายคนตกเป็นเหยื่อ โจทย์เหล่านี้ ต้องการความเข้าใจโจทย์และข้อมูลที่โจทย์ให้พร้อมกับสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้คิดคำนวณอย่างถูกต้อง บางข้ออาจจะต้องใช้ logic และ common sense บ้างเพื่อคิดหาคำตอบ โจทย์พวกนี้ เพจ learning cafe ก็มีสรุปไว้ เป็นโพสรวมโจทย์ปราบเซียนทั้งหลาย ลองเข้าไปทำดูได้ จะได้รู้ว่าเวลาเจอต้องทำอย่างไร

      facebook.com/LearningCafebydom9914/posts/1172361112949462

      (รอบตุลาได้ 740- ผิดไป 4ข้อ รอบธันวาได้เต็ม 800)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      Useful+Helpful Resources

      มาถึงส่วนสุดท้ายของกระทู้นี้กันแล้ว นั้นก็คือการแนะนำเครื่องมือพิชิต SAT นั้นเอง หลายคนอาจจะไปอ่านมาแล้วจากหลายกระทู้รวมถึงหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ต ขอย้ำว่า **นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ผมใช้ resources เหล่านี้แล้วเห็นผลมากที่สุด บางอันผมใช้แล้วไม่ค่อยเวิร์ค ไม่ได้แปลว่าจะไม่ดีหรือไม่เวิร์คสำหรับผู้อื่น** ไปดูกันเลยยยยย


      1. Past SAT Exams + 10 Practice Tests

      สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ช่วยผมได้มากที่สุด การที่เราทำข้อสอบจากผู้ที่ออกข้อสอบโดยตรงมันย่อมตรงกว่าสำนักอื่นๆอยู่แล้ว ผมใช้มันแทบจะทุกข้อสอบ อาจจะเปลืองกระดาษหน่อยเพราะข้อสอบชุดนึงมีประมาน 50+หน้า บวกกับต้องปริ้นท์กระดาษคำตอบที่เอาไว้ใช้ฝนอีก แต่รับรองได้ว่า คุ้มแน่นอน แถมฟรีอีกด้วยเพราะมีคนแจกมากมายในอินเตอร์เน็ต

      https://www.reddit.com/r/Sat/comments/cufsxg/all_qas_tests_and_scoring/ -link ไปยัง reddit รวบรวมข้อสอบเก่า SAT อาจจะมีบางลิ้งค์ที่ใช้งานไม่ได้ ก็ต้องไปหาจากทางอื่นเอา

      https://www.facebook.com/LearningCafebydom9914/posts/1037163699802538?__tn__=K-R -link ไปเพจ learning cafe โพสที่รวมข้อสอบเก่าเอาไว้

      -วิธีใช้ก็คือให้ทำอาทิตย์ละชุด นั่งทำแบบจับเวลาจริงและตรวจจริง คอยทำเพื่อเช็คความก้าวหน้าของเราว่าอยู่จุดไหนแล้ว

      -ข้อสอบบางชุดอาจจะทำแยกพาร์ทคือ จับเวลาแยกพาร์ทกัน เช่น ทำพาร์ท reading อย่างเดียว เป็นต้น

      พยายามใช้ให้หมดทุกชุดเพราะมันจะช่วยให้เราเกิดความคุ้นเคยกับข้อสอบเป็นอย่างดี

      2. Uworld

      สำหรับ uworld นั้น เป็น SAT questions bank ที่ดีมาก เอาไว้ใช้ตบสกิลต่างๆได้อย่างดีโดยเฉพาะของพาร์ทเลข คนที่มีปัญหาสะเพร่าหรือยังไม่แม่นให้มาใช้ uworld โดยด่วนนน

      -วิธีใช้คือ ให้ทำอาทิตย์ละ 5-10ชม. หาเวลาว่างมานั่งทำ reading, writing, และ math ฝึกทำอย่างจริงจังเพื่ออัพคะแนนของตัวเอง

      -แนะนำว่าควรทำให้หมดก่อนวันสอบจริง และกลับไปทำข้อที่เราทำผิดให้หมดด้วย!(uworld มีการ keep track ข้อที่เราทำผิดเพื่อจะไปทำใหม่อีกครั้งได้)


      3. 1600.io

      เป็นอีกหนึ่งเว็บที่มีประโยชน์มากสำหรับผม ช่วยให้ผมอัพคะแนน verbal ได้เยอะพอสมควร ส่วนตัวผมไม่ได้ใช้แบบเสียตังค์ ใช้แค่ของฟรี แต่ถ้าใครไม่แข็งอังกฤษและยังไม่มั่นใจก็ซื้อไปใช้เลยจ้า

      -วิธีใช้ ให้เราทำข้อสอบเก่าแบบจับเวลาแล้วตรวจ หากมีข้อที่ผิดให้เข้ามาดูคลิปที่เขาทำเฉลยไว้ของแต่ละพาร์ท ดูบ่อยๆว่าเขาคิดยังไง วิเคราะห์ข้อนี้ยังไง แล้วเราก็จะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

      -อีกส่วนที่มีประโยชน์มากคือในเว็บเขามี schedule generator สำหรับคนที่ขี้เกียจคิดตารางเวลาของตัวเอง ในนั้นเขาจะมีบอกเลยว่า ให้เราทำ SAT รอบนู้น รอบนี้ พาร์ทไหนบ้าง ให้ลองไปใช้ดูมีประโยชน์ๆ

      -สุดท้ายคือการไปดูไลฟ์ของพี่จอร์จ (คนที่สอนใน 1600.io) ดูแบบย้อนหลังก็ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นการจับเวลาทำข้อสอบ พร้อมกับช่วยเฉลยข้อที่คนผิดกันเยอะๆ ได้ทั้งฝึกได้ทั้งความรู้!

      4. SAT writing advanced level ( ies test prep 2018)

      เล่มนี้ถือเป็นอาวุธลับของผมเลยก็ว่าได้ คนอาจจะใช้ไม่ค่อยเยอะมากด้วยความที่เล่มนี้ ถือว่ายากมากเลยล่ะ แต่ว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมทำข้อแกรมมาร์ได้ถูกหมดเนื่องจากในหนังสือมีโจทย์ยากๆให้ฝึกมากมาย เมื่อเรามาเจอของง่ายจากข้อสอบจริงทำให้ ข้อสอบ writing ดูง่ายขึ้นอีกเป็นกอง


      สุดท้ายนี้ยังเหลือพวก khan academy และ college panda ที่ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง สำหรับผมสอง resources นี้เหมาะสำหรับช่วยพาร์ทเลขมากกว่าพาร์ท verbal แต่ถ้าทุกคนไม่เหลือ resources แล้วก็สามารถมาทำได้ (college panda writing เป็นหนังสือที่ดีนะครับ สำหรับคนที่ไม่ค่อยแข็งแกรมมาร์เพราะมีการแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆที่ชัดเจน แต่...... ผมจะบอกว่าโจทย์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ในเกณฑ์ง่ายเกินไป อาจจะนำมาใช้กับข้อสอบจริงๆไม่ได้ 100% **ใช้เฉพาะคนที่ยังไม่รู้ว่า SAT writing มีคำถามแบบไหนบ้างเท่านั้น**)(ในส่วนของ khan academy นั้น ผมใช้ตอนรอบ sat october ถามว่ามันดีไหม ถือว่าตัวเว็บมันดีมากๆเลยล่ะ มีหลายๆอย่างที่ดี แต่...... มันก็มีข้อจำกัดหลายๆอย่างเช่น เมื่อเราฝึกจนถึงเลเวลเต็ม มันมีจำนวน passage ที่จำกัด ฯลฯ ถ้าอยากใช้ khan academy ผมแนะนำให้ใช้แบบนี้ดีกว่า คือไปทำเฉพาะ skills ที่เรามีปัญหาและต้องการฝึกฝนเพิ่มเติมจาก**uworld**)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สำหรับใครที่อยากสอบถามเพิ่มเติม เขียนถามมาในนี้ได้เลยครับ

      ขอให้ทุกคนตั้งใจอ่านและฝึกทำ SAT จนได้ผลที่ทุกคนต้องการนะครับ สู้ๆๆๆๆ

      ตอบกลับ
    • ความเห็นนี้ถูกลบ :(

      มีเนื้อหาหรือรูปลามก อนาจาร ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน

      ถูกลบเนื่องจาก:
      มีเนื้อหาหรือรูปลามก อนาจาร ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน
      พี่แว่น
      Guest IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่ได้จะเยอะจะน่าอวด -โง้ววววว

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ช่างเป็นกระทู้ SAT ละเอียดจนเกินลิมิต(ที่ระบบกำหนด 25000 คำไว้)ที่คุณภาพคับแก้วดีจริงเสียนี่กระไร 55555 เยี่ยม ขอบร๊ะเจ้าแห่งการกระทืบข้อสอบจงสถิตกับเจ้าตลอดไป ไปมหาลัยครั้งนี้ตบทุกอย่างให้หมด เอาให้มันเละไปแบบเจ้า SAT นี่แล ^^

      .

      ปล. ไปเคลียริ่งด้วย เจ้าจะตายเพราะลืมเคลียริ่งไม่ได้ 55555

      .

      //แอดdomในอวตารเด็กดี

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Pan
      Guest IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      มีประโยชน์มากเลย ขอบคุณมากเลยค่ะ T___T

      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป