ซ่อน
แสดง

How to อัพคะแนน SAT จาก 1120 to 1440 [ยินดีให้แชร์]

วิว
#TCAS #SAT
          เริ่มแรกเลยเราขอเกริ่นเกี่ยวกับตัวเองก่อนเนอะ จริงๆแล้วเราสอบ SAT มาหลายครั้งมากๆในรอบแรกเราได้เพียงแค่ 1120 เอง ซึ่งคะแนนมันก็ไม่ถือว่าสูงเลย เราก็แอบรู้สึกผิดหวังเล็กๆ แต่ด้วย ณ ตอนนั้นเราอยู่ม.5 ด้วย เลยทำให้เรารู้สึกว่ายังมีเวลา แต่พอสอบรอบถัดๆมาคะแนนเราก็ยังไม่ได้ตามที่หวังนัก จนเรามาสอบรอบ ธ.ค. 2562 ซึ่งถือเป็นรอบตัดสินของเราที่จะยื่นมหาวิทยาลัยแล้วเราถึงจะได้คะแนน SAT ซึ่งถือว่าเกินคาดเลยคือ 1440 ณ ตอนนั้นเองที่ยังตกใจคะแนนอยู่เลย แต่ก็อย่างว่าเนอะ เราก็ดีใจด้วยที่เราพัฒนาตัวเองมาได้ขนาดนี้ ณ ตอนนี้พี่ก็เลยเข้าใจความรู้สึกของหลายๆคนที่คะแนนอาจจะยังไม่สมหวัง รวมถึงมีเทคนิคที่พี่ใช้เพิ่มคะแนนขึ้นมาได้มากถึง 320 คะแนนอีกด้วย

ก่อนอื่นเลย สำหรับใครที่ยังไม่เคยสอบ sat ให้ลองทำข้อสอบจริง 1 ฉบับ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าสกิลเราอยู่ระดับไหน โดยสิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าคะแนนที่ออกมาจะน้อยขนาดไหน อย่าเสียใจและท้อค่ะ สำหรับใครที่เคยสอบ SAT แล้ว ให้ลองวิเคราะห์ว่าตัวเองพลาดส่วนไหน จากการซื้อเฉลยของ college board ก็ได้ค่ะ

รวบรวมสิ่งที่เราใช้ในการอัพคะแนน mail

1.        ERICA Writing หนังสือที่ทุกคนแนะนำ 555
เป็นหนังสือที่แยกแต่ละหัวข้อของข้อสอบ writing ควรจะอ่านให้เข้าใจทุกเรื่องค่าา เพราะคะแนน writing สามารถขึ้นอย่างรวดเร็ว (เราขึ้นจาก 28 รอบตุลาเป็น 42 รอบธันวาค่าา ) แต่บางข้อก็ยากเกินไป ไม่ได้ออกในข้อสอบจริงค่ะ

          8/10 หักคะแนน บางข้อก็ซับซ้อนเกินไป แต่ถ้าภาษาอังกฤษไม่แน่นจะอ่านช้ามากๆค่ะ


2.        Sat Math PANDA workbook 
สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานmath มาก่อน แนะนำให้ทำค่ะ จะสามารถเข้าใจได้มากขึ้น เช่น ข้อสอบจะออกแนวประมาณไหน ตรงนี้ต้องใช้สูตรไหนมาคิด ทำให้ลำดับกระบวนการคิดได้ดีขึ้นมากๆ ค่ะ แต่ถ้ามีพื้นฐานมาแล้วสามารถเลือกทำเฉพาะหัวข้อที่ทำไม่ได้ค่ะ

          9/10 คะแนน ได้ทดสอบว่ามีเรื่องในที่เราพื้นฐานไม่แน่น หักคะแนนตรงบางข้อเกินแนวไม่ออกค่ะ


3.        Sat Math PANDA 10 practices test
เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีใกล้เคียงที่สุดจากข้อสอบจริงค่ะ สำหรับคนที่ได้คะแนนประมาณ 650 ++ แล้วยังพอมีเวลาเหลือ แนะนำให้ทำค่ะ เพราะจะมีข้อยากๆให้ทดสอบค่ะ

            8/10  หักคะแนนความยากค่ะ

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราให้ 10000 ดาว 

1.      แอพ U-WORLD 2 เดือน 1,500 บาท

เอาไว้แยกเรื่องในแต่ละหัวข้อค่ะ ทั้ง math และ verbal สะดวกมากๆเลยค่ะ เพราะในแอพ      สามารถไฮไลต์ได้จดได้ และที่สำคัญสามารถเลือกระดับความยากง่ายได้อีกด้วยค่ะ
สำหรับ MATH เริ่มไปทีละหัวข้อ แอพจะมีเฉลยที่ละเอียดอ่านแล้วเข้าใจ ตรงกับข้อสอบจริงมากกว่าหนังสือ panda ค่ะ
ในส่วนของ VERBAL เราจะใช้แยกเรื่องเหมือนกันค่ะ แล้วก็จะให้แอพจับเวลาให้ค่ะ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า เราใช้เวลาทำข้อนี้นานไหม

สำหรับการจับเวลาของแอพ จะมีขึ้นในแต่ละข้อ ทำให้เรารู้ว่า เราทำกี่วินาทีของข้อนี้ ถ้าเราทำช้ามากๆ แต่เวลาเฉลี่ยโลกทำเร็วมากๆ แสดงว่าข้อนี้มีวิธีการทำแบบที่เราไม่รู้ค่ะ

นอกจากนั้น แอพจะมีกราฟให้ดูความสม่ำเสมอของเรา เฉลี่ยกับคนทั่วโลกค่ะ ถ้ากราฟของเราเกิน 80 % แสดงว่าเรามีสกิลการทำ SAT ที่ค่อนข้างดีเลยค่ะ


2.      เว็บ 1600.IO คอร์สเฉลยsat ออนไลน์เดือนละ 600 บาท
       เวลาเราทำข้อสอบจริง เราจะเอาไว้ดูข้อที่ผิดค่ะ ในเว็บมีpratice 1-4 เฉลยฟรี ลองไปดก่อนได้ค่าา สำหรับ reading และ writing เป็นการเฉลยที่มรเทคนิคค่อนข้างดีมากๆ ที่บางคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ได้ฝึกสกิลการฟังด้วยค่ะ
     เช่น เรื่อง kept delete เราที่ดูเหตุผลก่อน ว่าถูกต้องไหม แล้วค่อยคิดว่าจะ kept หรือ delete ทำให้เปอร์เซ็นต์การถูกเพิ่มขึ้นค่ะ


    และขาดไม่ได้คือ เพจ learning cafe ค่าาาา!!!!! ทุกคนไปกดไลค์กัน เพจนี้จะแจ้งข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับคณะอินเตอร์ และมีแจกข้อสอบจริงด้วยค่ะ แอดมินใจดีมากๆๆๆ ทักไปปรึกษาได้ 


 

มาถึงเทคนิคที่ทุกคนรอคอย
 

VERBAL 450 to 680
MATH 670 to 760


Verbal
1. การหาจุดอ่อนของตัวเอง ว่าเราอ่อนเรื่องไหน เช่น punctuation เราควรเก็บเรื่องนั้นจนกว่าจะทำได้


2. สิ่งที่สำคัญคือการแยกเรื่อง เราจะทำเฉพาะเรื่องที่เราผิดโดยทำ 1 ข้อ ตรวจ 1 ข้อ ถ้าผิดจะพยายามหาว่า ผิดเพราะอะไร เช่น ลืมดูว่าประธานเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ และรอบต่อไปเราจะไม่ผิดด้วยเหตุผลนี้อีก


3. base of skill not score สิ่งที่ผิดพลาดในการทำข้อสอบไม่ใช่การได้คะแนนน้อย แต่คือการไม่เข้าใจในข้อสอบ และไม่วิเคราะห์ข้อที่เราผิดอย่างละเอียด การทำข้อสอบแต่ละครั้งเราต้องตอบให้ได้ว่า เราได้อะไรเพิ่มเติมจากชุดนี้ และต้องแก้วิธีการคิดของเราให้ถูกต้องในรอบหน้า โดยต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง

         
         อัพ writing ให้ถึง 35 แล้วถึงไปทำreading ค่าาา
      **writing ถ้าไม่มีเวลาเราแนะนำให้ไม่ต้องเก็บศัพท์ค่าา  ซึ่งเราผิดศัพท์ไปทั้ง 2 ข้อเลย                แหะๆ
      **reading เราพยายามเก็บ science 3 เรื่องให้ได้มากที่สุดโดยเล่าจะทำscience เรียงกัน          ทุกชุด แล้วเก็บ novel ซึ่งเราเท history แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน 
        ส่วนvocabส่วนใหญ่จะออกซ้ำๆค่ะ

Math 
1. ปูพื้นฐานให้แน่น โดยเข้าใจหลักการทั้งหมด แล้วไล่ระดับจากข้อเบสิคไปข้อประยุกต์
ข้อประยุกต์ส่วนมากจะอยู่ประมาณข้อ 20-30 ค่าาา

2. อย่าสะเพร่าแล้วแค่พูดว่าสะเพร่าเด็ดขาด เราต้องหาวิธีแก้ไม่ให้ผิดอีก เช่น เขียนแสดงวิธีทำเป็นบรรทัด หรือแทนchoice แทนการคิดเลข

3. GRID IN ไม่ได้ยากเสมอไปค่ะ 

4. ใช้เครื่องคิดเลขให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เช่น แก้สมการ 2 ตัวแปร แก้สมการกำลังสอง ทำให้เรามีเวลาเหลือไปคิดข้ออื่นค่ะ

5.
TIPS!!! ข้อเรขาคณิต กราฟให้วาดรูป เช่น พาราโบร่า วงกลม สามเหลี่ยม


ความรู้สึกของเราในการสอบแต่ละรอบ!!!

           เราเป็นเด็กที่มุ่งมั่นจะเข้าภาคไทยมาโดยตลอด จึงทำให้ไม่ได้สนใจ sat และสกิลภาษาอังกฤษเลย ทำให้เราเป็นคนที่เรียกได้ว่า พื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีเท่าไหร่ จนต้นปี 2019 เราเปลี่ยนใจมาเข้า BBA ซึ่งทำให้เราเราต้องพยายามอย่างมากๆ ในขณะที่เราความรู้เป็น 0 คนอื่นเริ่มอ่านกันมาเป็นปีๆ แล้ว เราจึงเริ่มจากการปรึกษาเพื่อนๆ และรุ่นพี่หลายคน จนได้คำแนะนำหลายอย่างมากๆ จนเราไม่รู้ว่าเราต้องเริ่มจากตรงไหนก่อน

    เปิดปี 2019 เราเริ่มจากการซื้อหนังสือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ies erica panda princeton เพื่อเตรียมพร้อมกับรอบมีนาที่จะมาถึง เรารู้ว่าจุดแข็งของเราคือ sat math เพราะเราเป็นคนที่ค่อนข้างมีพื้นฐานเลขมาพอสมควร เราจึงทำmath ไปเยอะมากๆ ในส่วนของ verbal เราอ่านerica writing เป็นครั้งแรก เรารู้สึกว่าตอนเราอ่านจบเล่มเราไม่ได้เข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นมากมาย เพราะอังกฤษเราไม่ได้ดีขนาดที่อ่านรู้เรื่อง จน2อาทิตย์ก่อนสอบ เราทำwriting ได้แค่ประมาณ 22 ซึ่งห่างไกลจากคะแนน BBA มากๆ เราไม่รู้ว่าเราต้องทำไงต่อ เราทั้งเปิดกูเกิ้ล เปิดkhan academy เรียนเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องเครื่องหมาย สุดท้ายเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี สนามสอบเราอยู่ที่ chiangrai internatioal school ซึ่งเราบินไปก่อน 1 วันทำให้เราหายตื่นเต้นและไม่กดดันนิดหน่อย บวกกับสนามสอบที่ค่อนข้างชิว5555 รอบนี้เราจึงไปหวังคะแนน sat math ให้ได้ประมาณ 700 สุดท้ายแล้วก็ไม่เป็นแบบที่หวัง คะแนนเราได้  March 9 ,2019 Verbal 450 Math 670 รวม 1120 

ต่อมาหลังจากคะแนนออกเราเสียใจกับ math นิดหน่อย ส่วน verbal เราทำใจไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว5555 แต่ตอนเราทำmath เราพอรู้ว่าเราไม่ได้ 700 แน่ๆ เนื่องจากการที่เตรียมตัวไปไม่ดีพอ และการมีพื้นฐานmath ของเราไม่ได้ช่วยทำให้เราทำข้อสอบที่เป็นแนวเฉพาะของ sat ได้ เช่น เรื่อง survey เรื่อง standard deviation เรื่อง factor remainder ตอนทำเรายังทำไม่ทันอีกด้วย 
แต่เนื่องจากเราเป็นคนที่รู้ว่ามีสอบรอบ may อีกครั้ง เราจึงไม่ได้เสียใจนานและตั้งเป้าหมายอีกครั้ง เราเริ่มหาข้อผิดพลาดของตัวเอง จนเรารู้ว่า math ที่แท้จริง เราทำไม่ได้แค่ 2 ข้อ ที่เหลือเราผิดเพราะคิดเลขผิดหมดเลย ทำให้เราต้องพยายามแก้เรื่องการคิดเลขผิด แล้วไม่อ้างกับตัวเองว่าสะเพร่า ส่วนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ verbal ของเราคือ การคุยกับแอดมินเพจ learning cafe ทำให้เรารู้ว่าจริงๆการทำ writing ไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนขนาดนั้น แต่การเข้าใจสโคปข้อสอบเป็นสิ่งที่ทำให้มากที่สุด เราไปพรีเทสก่อนสอบเราทำ writing ได้ถึง 37 ข้อ เต็ม 44 ทำให้เรามีกำลังใจในการทำอังกฤษมากๆ ส่วน math การผิด1 ข้อการทำ เราวิเคราะห์ข้อเสียของเราออกมามากมาย ทั้งเรื่องแก้กระบวนการคิด หรือแม้แต่การแสดงวิธีทำให้ตรงตามบันทัด อย่าลืมนั่นอย่าลืมนี้ จนรอบ May 4 ,2019 Verbal 470 Math 750 รวม 1220

สำหรับ verbal รอบ may เราฝากความหวังไว้กับ writing ซึ่งเราผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะเรามีความรู้แต่ตอนทำข้อสอบเรากดดันตัวเองมากเกินไปว่าคะแนนต้องถึง ทำให้เราลนกับข้อสอบ เราสอบที่นานาชาติสิงค์โปร ซึ่งการจับเวลาเป็นแค่นาฬิกาแขวนผนังทำให้เราต้องหันไปบวกลบเวลาอยู่บ่อย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเสียเวลาและสมาธิในการทำwriting มากๆ ส่วน math เรารู้ว่าเราผิดพลาดอะไร เราจึงแก้ข้อผิดพลาดของตัวเองได้เกือบหมด แต่!! เคิฟของmath -1 30 ทำให้เราได้แค่ 750 นั่นเอง แต่เราค่อนข้างพอใจกับคะแนน math ในทางกลับกัน mindset สำหรับรอบ may คือเราต้องทำให้ได้ เพราะเราไม่อยากสอบรอบ oct ที่ต้องรอนานมากๆ ทำให้เรากดดันสุดๆๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คะแนนเราไม่ถึง 

มาถึงการเตรียมตัวสำหรับรอบ 0ct เพื่อนๆรอบข้างเราต่างคะแนนพันสองปลายๆกันหมดทำให้เรายิ่งกดดันและเครียดมากขึ้น บวกกับรอบmay เราทำทุกอย่างไปหมดเราเลยไม่รู้ว่าต้องทำไงอีก เราแค่รู้ว่าตอนสอบเราต้องไม่กดดัน ส่วน writing เราพยายามในการทำข้อ ideas มากขึ้น เราสอบที่นานาชาติสิงค์โปรเหมือนเดิม แต่รอบนี้เราเจอเพื่อนเยอะมากๆ ทำให้เราไม่มีสมาธิเลย จนถึงตอนสอบ writing เราทำไม่ทัน ความรู้สึก ณ ขนาดนั้นทำให้เราท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง ไม่อยากแม้กระทั้งจะสอบแมท ตอนทำแมทเราไม่มีสมาธิ เนื่องจากความเครียดที่สะสมมาจากwriting ทำให้เราทำmath ไม่ได้เลย หลังจากสอบเสร็จเราเดินออกจากห้องสอบด้วยความรู้สึกมืดมน สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ชีวิตเรามืดแปดด้านไปหมด พยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ได้เกิดอะไรดีขึ้นมาเลย เราทำใจรอคะแนนออก แล้วรู้สึกหมดหวังกับ BBA แล้ว จนคะแนน รอบ October 2019 Verbal 480 Math 710 รวม 1190 

แม้ว่าเราจะทำใจไว้ 10 กว่าวัน เราก็ยังเสียใจอยู่ดี เราไม่เคยหมดหวังขนาดนี้มาก่อน เราทิ้ง sat ไปเลย แบบทิ้งเลย เราไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น ตอนนั้นสภพจิตใจเราแย่มาก จนเราเล่นเกมกับเพื่อนทั้งวันทั้งคืน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จนวันนึงที่เล่นเกมอยู่เป็นจุดเปลี่ยน เพื่อนเราพูดในคอลขึ้นมาว่า ''สอบsat มาตั้งหลายครั้งไม่เคยเกิน 1100 เลย รอบนี้ 1300 เฉย'' ประโยคนี้เหมือนปลุกให้เรากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เรารู้สึกว่า เห้ยย จริงๆ ความรู้ writing เราก็ทำได้ math เราก็มีพื้นฐาน แล้วเราก็เคยแตะ 1220 แล้วด้วย ทำไมเราจะขึ้นไป 1350 ไม่ได้ เรากลับมาวิเคราะห์จุดที่เราผิดพลาดอย่างจริงจัง ทำความเข้าใจในข้อสอบ sat มากขึ้น ซึ่งเราเริ่มที่จะใช้เทคนิคการแยกเรื่องอีกครั้งอย่างจริง ทั้ง math และwriting เนื่องจากตอนนั้นเวลาเหลือประมาณ 2อาทิตย์นิดๆ เราไม่มีเวลาแล้ว เราจึงทำเฉพาะสิ่งที่เราทำไม่ได้ ทำreading โดยเฉพาะ science อะไรที่คิดว่าทำให้เราเพิ่มคะแนนไม่ได้เราทิ้งไป เช่น ศัพท์ในwriting ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เราทำแอพ U-world ในเวลาเรียน ส่วน 1600.io ขอบคุณคุณจอร์จที่ทำให้เราทำ reading ขึ้นไปถึง35 เเละเทคนิคการข้อไอเดียใน writing ตอนนั้นเราไม่กล้าบอกใครว่าคะแนนเราแค่ 1190 รอบที่แล้ว เเต่มีเราและครูของเรายังคงเชื่อมั่นในตัวเรา ว่าเราทำได้ เราไม่ได้ถามเพื่อนขอเราเลยว่าคะแนนรอบที่แล้วของเพื่อนๆได้เท่าไหร่ เรายังคงเชื่อมั่นในตัวเอง ก่อนสอบ 1อาทิตย์ เราเริ่มปรับเวลานอน เราเตรียมพร้อมทุกเรื่อง ทั้งการลองทำข้อสอบจริง โดยทำเหมือนจริงแม้กระทั้งเวลาตื่นนอน และอาหารเช้าที่เราจะกินในวันสอบ ทั้งเรื่องการเตรียมนาฬิกาเข็มของเราไปเองและทดลองหมุนเข็มไปที่เลข 12 ทุกครั้งก่อนการเริ่มสอบในแต่ละพาร์ท (เทคนิคนี้ดีมากกๆๆๆ) 
 เรากินแบรนด์วันสอบด้วย 5555 ส่วนก่อนวันสอบ 1 วัน เราลองนั่งไปโรงเรียน niva international school ว่าสภาพแวดล้อมเป็นยังไงด้วย ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็กๆที่ดีมากๆ เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องดินสอ ยางลบ บัตรเข้าห้องสอบ บัตรประชาชน เสื้อกันหนาว รองเท้า ถุงเท้า เรียกง่ายๆ ว่าเราเตรียมทุกอย่าง เราตัดขาดจากโลกโซเซี่ยวทุกอย่าง แต่คืนก่อนสอบเราก็ยังแอบกังวลนิดหน่อย เราจึงเขียนความรู้สึกระบายลงในกระดาษ ว่าทำมาทั้งปี รอบนีเราต้องทำได้แน่นอน บลาๆ แม้จะเหมือนคนบ้า แต่มันช่วยเรามากๆเลยแหละ จนวันสอบเดือนธันวาคม อากาศค่อนข้างหนาว 555 บรรยากาศห้องสอบที่เป็นห้องเล็กๆ โต๊ะใหญ่มากๆนั่งสบาย คนสอบน้อยทำให้เราไม่กดดัน ตอนเราทำข้อสอบ เราทำตามที่เราฝึกมาทุกอย่าง ไม่กดดันตัวเองว่ารอบนี้ต้องได้เท่าไหร่ ขอแค่ทำสุดความสามรถก็พอ จนนี่เป็นครั้งแรกของการสอบ sat ที่เราเดินออกห้องสอบด้วยความรู้สึกโล่ง รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก จนคะแนนออก เราได้

December 7 , verbal 680 math 760 !!!! 

ซึ่งคะแนนอังกฤษเรารู้สึกเกินคาดมากๆ จากเด็กที่ไม่มีพื้นฐานอังกฤษอะไรเลย แล้วได้ 680 ส่วน math เราไม่ได้ 800 เเต่เราไม่รู้สึกเสียใจเพราะเราเต็มที่ที่สุดแล้ว เราขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ให้คำปรึกษาเรา ให้กำลังใจเรา และครูเราที่อยู่กับเรารอบแรกจนถึงรอบสุดท้ายและเชื่อมั่นในตัวเราตลอด.


 
จบไปแล้วสำหรับสิ่งที่เราจะบอกน้องๆ

“ สุดท้ายนี้พี่อยากจะฝากไว้ว่า คะแนนSAT ของน้องๆ รอบต่อไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับคะแนนรอบที่แล้วว่าน้องได้น้อยหรือได้มาก หรือเพื่อนน้องๆที่ได้มากกว่าน้อง แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมของน้องว่ามีความพร้อมในรอบถัดไปเพียงใด ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวน้อง น้องจงตัวมั่นในตัวเองว่าเราทำได้! “


ps. มีอะไรถามพี่เพิ่มเติมได้ที่ ig: thismickeymouse หรือ fb : Mickey warantorn ได้เลยค่าา^^
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป