ซ่อน
แสดง

[Review] คณะจิตวิทยา จุฬาฯ : ตอนที่ 2 จิตวิทยา V.S. จิตเวชศาสตร์ (จิตแพทย์) [ยินดีให้แชร์]

วิว
#จุฬา #จิตวิทยา #รีวิว #จิตแพทย์
“นักจิตวิทยาเรียนจิตวิทยา จิตแพทย์เรียนจิตเวชศาสตร์”

• ว่าแต่จิตวิทยากับจิตเวชศาสตร์เหมือนกันหรือเปล่า?
• เรียนอีกตัวแทนกันได้ไหม?
• หรือว่ามันคือสิ่งเดียวกันเลย แต่พออยู่ในคนละคณะจึงเรียกคนละชื่อแค่นั้น?



# จิตวิทยาคืออะไร? #

จิตวิทยา (psychology) คือการศึกษาจิตใจซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมและ cognition ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

“นักจิตวิทยา (psychologist) คือนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาจิตใจ”

รายละเอียดเกี่ยวกับจิตวิทยาคืออะไร นักจิตวิทยาคือใคร ความรู้ทางจิตวิทยาได้มาอย่างไร พี่ได้อธิบายไว้ในตอนที่ 1 แล้ว ถ้าต้องการศึกษาเพิ่มเติมให้ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 (ลิงค์อยู่ด้านล่างสุด)



# จิตเวชศาสตร์คืออะไร? #

จิตเวชศาสตร์ (psychiatry) คือการศึกษาโรคและความผิดปกติทางจิตด้วยวิธีทางการแพทย์

“จิตแพทย์ (psychiatrist) คือแพทย์ที่รักษาโรคและความผิดปกติทางจิต”



# จิตวิทยาไม่ได้เรียนแค่ความผิดปกติทางจิต #

จิตวิทยามีหลายสาขา สาขาส่วนใหญ่ศึกษาคนปกติหรือคนทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากจิตเวชศาสตร์อย่างชัดเจนอยู่แล้ว มีเฉพาะสาขาจิตวิทยาคลินิกที่ศึกษาโรคและความผิดปกติทางจิต (สาขาจิตวิทยาการปรึกษาอาจได้ศึกษาบ้าง) ดังนั้นในบทความตอนที่ 2 นี้จะตัดจิตวิทยาสาขาอื่นออกไปก่อน และจะกล่าวถึงเฉพาะจิตวิทยาคลินิกเท่านั้น



# จิตวิทยาคลินิก V.S. จิตเวชศาสตร์ #

จิตวิทยาคลินิกศึกษาโรคและความผิดปกติทางจิต แล้วแตกต่างจากจิตเวชศาสตร์อย่างไร ความแตกต่างคือจิตเวชศาสตร์ศึกษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ส่วนจิตวิทยาคลินิกศึกษาด้วยวิธีการทางจิตวิทยา (ซึ่งก็คือกระบวนทางวิทยาศาสตร์) ทั้งสองตัวต้องใช้วิทยาศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ ได้รับการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ทั้งคู่ สิ่งที่ทำให้สองตัวนี้แตกต่างกันคือมุมมอง

อย่างที่กล่าวไปในตอนที่ 1 นักจิตวิทยาคือนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์คือผู้ที่ศึกษาข้อเท็จจริง ส่วนจิตแพทย์ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าแพทย์หรือหมอ หน้าที่ของหมอคือการรักษาคนไข้หรือคนที่ผิดปกติ



# จุดกำเนิดต่างกัน #

จิตวิทยาคลินิกกับจิตเวชศาสตร์มีจุดกำเนิดต่างกัน เรียกว่าเป็นคนละวิชากันเลยก็ได้ เพียงแค่เป็นคนละวิชาที่ศึกษาเรื่องเดียวกัน (เห็นสิ่งเดียวกันในคนละมุมมองกัน)

จิตเวชศาสตร์ถือกำเนิดมาก่อนจิตวิทยาคลินิก มนุษย์พบความผิดปกติทางจิตมาหลายพันปีแล้ว เมื่อมีความผิดปกติหรือเป็นโรคมนุษย์ก็พยายามหาวิธีรักษา ถ้าเป็นโรคทั่วไปก็ผลิตยา ผ่าตัด หรือวิธีต่าง ๆ สำหรับความผิดปกติทางจิตเองก็พยายามหาวิธีรักษาเช่นกัน จิตเวชศาสตร์สมัยใหม่เริ่มรุ่งเรืองตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 จุดประสงค์คือเพื่อรักษาคนที่ผิดปกติทางจิตให้กลับมาเป็นปกติ (เหมือนกับคนที่มีโรคอื่น ๆ) มุมมองของจิตเวชศาสตร์เป็นประมาณว่าจิตใจเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายซึ่งอยู่ในสมอง เมื่อจิตใจอยู่ในร่างกายก็ใช้วิธีศึกษาเหมือนแพทย์สมัยใหม่ที่รักษาร่างกาย เช่น ใช้ยา ศึกษาระบบประสาท อาจมีการช็อกด้วยไฟฟ้าหรือผ่าตัด

จิตวิทยาสมัยใหม่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 (ตอนนั้นยังไม่แยกสาขา) จุดประสงค์ของจิตวิทยาคือเพื่อศึกษาจิตใจมนุษย์โดยตรง ค้นหาหลักการทำงานและความจริงของจิตใจ จิตวิทยาสมัยก่อนถูกมองว่าเป็นวิชาที่ไม่น่าเชื่อถือ นั่งเทียนเขียนทฤษฎีขึ้นมาเอง เป็นวิชาคล้ายไสยศาสตร์ จับต้องและพิสูจน์ไม่ได้ จนกระทั่งมีนักจิตวิทยาคนหนึ่งคิดค้นวิธีศึกษาจิตใจโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วัดผลเป็นตัวเลขได้ ทดลองซ้ำได้ผลเหมือนเดิม จิตวิทยาจึงเข้าสู่จิตวิทยาสมัยใหม่ เป็นบรรทัดฐานในการศึกษาจิตวิทยานับตั้งแต่นั้นมา การศึกษาจิตวิทยาต้องทำวิจัย ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ กว่าจะได้มาหนึ่งทฤษฎีต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์อย่างมาก เมื่อมีการศึกษาทางจิตวิทยามากขึ้น นักจิตวิทยาแต่ละคนสนใจเรื่องที่ต่างกัน ศึกษาและทำวิจัยคนละด้าน จิตวิทยาจึงถูกแบ่งเป็นสาขาต่าง ๆ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

จิตวิทยาคลินิกพัฒนาต่อมาจากจิตวิทยาอีกที ดังนั้นมุมมองของนักจิตวิทยาคลินิกจะเป็นมุมมองแบบนักวิทยาศาสตร์มากกว่ามุมมองแบบแพทย์

“นักจิตวิทยาคลินิกมีมุมมองแบบนักวิทยาศาสตร์ มากกว่ามุมมองแบบแพทย์”



# เปรียบเทียบมุมมองให้ชัดเจน #

ตัวอย่างที่ 1 การสร้างอาคาร : นักฟิสิกส์ V.S. วิศวกรโยธา
การสร้างอาคารต้องใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ ซึ่งแน่นอนว่าความรู้เหล่านั้นมาจากนักฟิสิกส์ในอดีต การสร้างอาคารเป็นหน้าที่ของวิศวกรโยธาซึ่งต้องมีความรู้ด้านฟิสิกส์เช่นกัน ทั้งนักฟิสิกส์และวิศวกรโยธาสามารถคำนวณฟิสิกส์เกี่ยวกับอาคารได้ แล้วสองมุมมองนี้ต่างกันอย่างไร นักฟิสิกส์ไม่ได้เรียนเรื่องอุปกรณ์ก่อสร้างและวิธีก่อสร้าง นักฟิสิกส์จึงไม่สามารถสร้างอาคารเองได้ ส่วนวิศวกรโยธาสร้างอาคารได้เองก็จริง แต่ก็ต้องใช้ความรู้ฟิสิกส์ที่นักฟิสิกส์ในอดีตเป็นคนค้นพบ ทั้งสองสาขานี้เป็นคนละศาสตร์กัน อาจมีบางส่วนที่มองเรื่องเดียวกันได้ (การสร้างอาคาร) แต่ก็มองในมุมมองที่ต่างกัน

ถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่ 1 นักจิตวิทยา (ทุกสาขา) เปรียบเหมือนนักฟิสิกส์ ส่วนจิตแพทย์เปรียบเหมือนวิศวกรโยธา


ตัวอย่างที่ 2 การเดินที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุ : แพทย์ V.S. นักกายภาพบำบัด
ถ้าผู้สูงอายุอยากเดินให้ดีขึ้นต้องไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด? คำถามนี้ถือว่าคลุมเครือ ต้องตีความว่า “เดินดีขึ้น” หมายถึงอะไร ผู้สูงอายุเดินได้ต่างจากวัยหนุ่มสาวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว การตีความจึงต้องเทียบกับผู้สูงอายุด้วยกัน ถ้าเทียบกับผู้สูงอายุทั่วไปแล้วเดินได้แย่กว่า เช่น ต้องนั่งรถเข็นเพราะเป็นโรคบางอย่าง กรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ แพทย์มีหน้าที่รักษาจากความผิดปกติให้เป็นปกติ (เมื่อเทียบกับกลุ่มเดียวกัน) แต่ถ้าเป็นกรณีที่เดินได้เหมือนกับผู้สูงอายุทั่วไปอยู่แล้ว แต่อยากให้เดินให้ดีขึ้น เช่น เพื่อออกกำลังกายหรือดูแลตัวเองได้ กรณีนี้ต้องไปพบนักกายภาพบำบัด เพื่อทำให้สิ่งที่ปกติอยู่แล้วให้ดีขึ้น ไม่ต้องไปพบแพทย์ เพราะไม่ได้ผิดปกติหรือเป็นโรคอะไร

ถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่ 2 นักจิตวิทยาคลินิก (เจาะจงสาขา) เปรียบเหมือนนักกายภาพบำบัด



# ความคล้ายที่แตกต่าง #

“จิตวิทยาคลินิกไม่ใช่จิตเวชศาสตร์ และจิตเวชศาสตร์ก็ไม่ใช่จิตวิทยาคลินิก”

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจิตวิทยาคลินิกกับจิตเวชศาสตร์มีมุมมองที่แตกต่างกัน ในการรักษาคนที่ผิดปกติต้องอาศัยความรู้ทั้งจิตเวชศาสตร์และจิตวิทยาคลินิกร่วมกัน นักจิตวิทยาคลินิกต้องเรียนจิตเวชศาสตร์เบื้องต้น และจิตแพทย์ก็ต้องเรียนจิตวิทยาเบื้องต้น เพื่อเปิดรับมุมมองที่แตกต่างอีกด้าน แล้วนำไปใช้รักษาความผิดปกติได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละกรณี บางครั้งแค่ใช้การพูดคุยหรือการบำบัดพฤติกรรมก็เพียงพอ (จิตวิทยาคลินิก) บางครั้งต้องใช้ยาหรือการผ่าตัดสมองร่วมด้วย (จิตเวชศาสตร์)

มองจากคนทั่วไปแล้วอาจดูเหมือนว่า นักจิตวิทยาคลินิกกับจิตแพทย์ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว แต่ความจริงแล้วมีความขัดแย้งหลายอย่าง โดยมีสาเหตุมาจากมุมมองที่แตกต่างกันของสองสาขานี้ ตัวอย่างเช่น แม่ที่มีโรคซึมเศร้าจากการสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวไปอย่างกระทันหัน อยากฆ่าตัวตาย ควรรักษาด้วยวิธีใด? กรณีที่ดูครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ตัดสินใจยากว่าควรใช้ความรู้ทางจิตวิทยาคลินิกหรือจิตเวชศาสตร์ ถ้ามองว่าทุกคนเกิดมาต้องตาย ก็ควรใช้วิธีพูดคุยเพื่อให้คุณแม่เข้าใจและปรับตัว แต่ถ้ามองว่าคุณแม่อาจฆ่าตัวตายเมื่อไรก็ได้ คงมีสาเหตุจากสารสื่อประสาทผิดปกติร่วมด้วย (ซึ่งมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ จิตแพทย์แค่สันนิษฐาน) แบบนี้ก็ควรให้คุณแม่กินยาเพื่อลดโอกาสฆ่าตัวตาย สรุปแล้วควรใช้วิธีใดในการรักษา? ใช้ทั้งคู่ไปเลยดีไหม? ถ้าคุณแม่ไม่มีความผิดปกติของสารสื่อประสาทตั้งแต่แรก การใช้ยาจะเป็นการทำเกินกว่าเหตุไปหรือไม่?

ยาทำให้ลดหรือเพิ่มสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมนบางตัวได้จริง มีงานวิจัยสนับสนุนมากมาย แต่คำถามที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่นั่นคือ “สารบางอย่างที่ผิดปกติทำให้เกิดอาการทางจิต หรือ อาการทางจิตทำให้สารบางอย่างผิดปกติ” (ถามหาสาเหตุ-ผล) ประเด็นนี้สำคัญมากและยังหาคำตอบไม่ได้ ถ้าอาการทางจิตทำให้สารบางอย่างผิดปกติ แสดงว่าการรักษาไม่จำเป็นต้องใช้ยา (เพราะยาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ) ใช้วิธีบำบัดทางจิตวิทยาคลินิกไปเลย แต่ถ้าสารบางอย่างทำให้เกิดอาการผิดปกติ แบบนี้บำบัดทางจิตวิทยาแค่ไหนก็ปัญหาก็ไม่หมดไป



# จิตแพทย์ไม่ได้เหนือกว่านักจิตวิทยาคลินิก #

มีความเข้าใจผิดอย่างมากว่าจิตแพทย์เหนือกว่านักจิตวิทยาคลินิก หลายเว็บหลายคนแนะนำว่าให้เลือกเป็นจิตแพทย์ดีกว่า โดยอ้างเหตุผลเดียวคือ “เพราะจิตแพทย์จ่ายยาได้ แต่นักจิตวิทยาคลินิกจ่ายยาไม่ได้” ข้อความนี้เป็นจริง นักจิตวิทยาคลินิกพอมีความรู้เรื่องยาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่สามารถจ่ายยาได้ (และมองจากมุมจิตวิทยาก็ไม่อยากจ่ายยาด้วย) ส่วนเรื่องใบประกอบวิชาชีพก็มีด้วยกันทั้งสองอาชีพ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะสรุปว่าจิตแพทย์เหนือกว่านักจิตวิทยาคลินิก

“ถ้าจิตแพทย์ทำงานแทนนักจิตวิทยาคลินิกได้ แล้วโรงพยาบาลจ้างสองตำแหน่งให้เปลืองเงินทำไม”

อ่านมาถึงจุดนี้ (รวมถึงตอนที่ 1) น่าจะพอเห็นภาพแล้วว่านักจิตวิทยาคลินิกกับจิตแพทย์ต่างกันอย่างไร นักจิตวิทยาคือนักวิทยาศาสตร์ ส่วนแพทย์คือผู้รักษาคนที่ผิดปกติหรือเป็นโรค มุมมองของจิตวิทยาคลินิกกับจิตเวชศาสตร์ก็แตกต่างกัน ทำให้มีบางอย่างที่นักจิตวิทยาคลินิกทำได้ แต่จิตแพทย์ทำไม่ได้

นักจิตวิทยาคลินิกสามารถ "สร้าง แบบวัดหรือแบบประเมินเองได้ เช่น แบบประเมินโรคซึมเศร้า แบบวัดบุคลิกภาพการสร้างแบบวัดหรือแบบประเมินต้องใช้ความรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสถิติมากพอควร ซึ่งเรื่องพวกนี้นักจิตวิทยาทุกสาขาต้องเรียนอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ถ้าจะสร้างแบบประเมินโรคซึมเศร้า อย่างแรกต้องศึกษางานวิจัยและทฤษฎี กำเนิดนิยามของโรคซึมเศร้า กำหนดองค์ประกอบที่จะวัด สร้างโมเดล สร้างเครื่องมือวัด เก็บข้อมูลนำร่อง คำนวณความตรงและความเที่ยง ปรับแก้เครื่องมือ วิเคราะห์ทางสถิติ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคนทั่วไปกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า สร้างผลการประเมิน ติดตามและปรับปรุงแบบวัดหรือแบบประเมินอย่างต่อเนื่อง และมีขั้นตอนอื่น ๆ อีกมากมาย การสร้างแบบวัดหรือแบบประเมินทางจิตวิทยา (ทุกสาขา) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นักจิตวิทยาคือนักวิทยาศาสตร์ (ย้ำครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้) มีความอยากรู้อยากเห็นความจริงของจิตใจ มีความช่างสังเกตและช่างสงสัย ตั้งคำถามกับทฤษฎีทางจิตวิทยาต่าง ๆ ว่าทฤษฎีเหล่านั้นถูกต้องแล้วจริงหรือไม่ งานวิจัยในอดีตมีข้อบกพร่องหรือไม่ ไม่ใช่แค่สักว่าใช้ทฤษฎีไปวัน ๆ ให้พอรักษาคนที่ผิดปกติได้อย่างเดียว ถ้านักจิตวิทยาคลินิกพบข้อเท็จจริงใหม่ ๆ จากการรักษาคนที่ผิดปกติที่โรงพยาบาลแล้วพบว่าไม่ตรงกับทฤษฎี จะเกิดการตั้งคำถาม เกิดการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างหาคำอธิบายใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิม นำไปสู่การสร้างทฤษฎีใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการจิตวิทยา สุดท้ายจะย้อนกลับมาที่การรักษาคนที่ผิดปกติที่ดีขึ้น และเป็นแนวทางการรักษาแบบใหม่ต่อไป

“งานบางอย่างอาจดูไม่มีค่าในวันนี้ แต่กลับมีค่ามหาศาลต่อโลกในอนาคต”



# เป็นนักจิตวิทยาคลินิกหรือจิตแพทย์ดี? #

ในหัวข้อนี้พี่จะไม่ตอบอะไรมากแล้ว อธิบายมายาวขนาดนี้น่าจะเห็นความแตกต่างของสองอาชีพนี้แล้ว ตัดสินเองว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจจิตใจมนุษย์ที่ผิดปกติ (นักจิตวิทยาคลินิก) หรืออยากเป็นคนที่รักษาผู้อื่น (จิตแพทย์)

แต่ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจตอนนี้ ในบทความตอนที่ 2 นี้จะเน้นไปที่จิตวิทยาคลินิกเป็นหลัก จิตวิทยายังมีอีกหลายสาขา ยังมีอีกหลายอาชีพที่แตกต่างจากนักจิตวิทยาคลินิกอย่างสิ้นเชิง (ไม่ต้องเจอคนที่ผิดปกติทางจิต) ติดตามอ่านสาขาต่าง ๆ ในจิตวิทยาได้ในตอนต่อไป



# เกี่ยวกับบทความชุดนี้ #

พี่ชื่อดาดา เรียนคณะจิตวิทยา จุฬาฯ มีน้องหลายคนสนใจคณะจิตวิทยา ทั้งรุ่นน้องที่โรงเรียนเก่า น้องที่สมัครค่ายเจาะจิต และน้องที่ถามพี่ในเว็บเด็กดี มีหลายคำถามและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคณะจิตวิทยา พี่ตอบคำถามไปหลายครั้งแล้วจนรู้สึกว่าควรเขียนบทความขึ้นมาจริงจังสักที ให้น้องรู้จักคณะจิตวิทยาอย่างละเอียดเลย ถ้ามีน้องตั้งกระทู้ถามในสิ่งที่พี่เคยเขียนในบทความชุดนี้แล้ว พี่จะให้ลิงค์บทความชุดนี้ให้น้องมาอ่านนะ

ถ้าสนใจเรื่องไหน หัวข้อไหน หรือมีคำถาม อยากให้พี่อธิบายก็โพสต์ตอบได้ในกระทู้เลย

[Review] คณะจิตวิทยา จุฬาฯ (อัพตอนใหม่ทุกวันศุกร์)
ตอนที่ 3 สาขาต่าง ๆ ในจิตวิทยา (21 ก.พ. 2563)
ตอนที่ 4 ตัวอย่างเนื้อหาจิตวิทยา (28 ก.พ. 2563)
ตอนที่ 5 เรียนจิตวิทยาแล้วได้อะไร? (6 มี.ค. 2563)
ตอนที่ 6 จบไปทำงานอะไรได้บ้าง? (13 มี.ค. 2563)
ตอนที่ 7 หลักสูตรและวิชาเรียน คณะจิตวิทยา จุฬาฯ (20 มี.ค. 2563)
ตอนที่ 8 การสอบเข้าคณะจิตวิทยา จุฬาฯ (27 มี.ค. 2563)
อาจมีตอนอื่นเพิ่มในภายหลัง...

ถ้าชอบ ถูกใจ หรือมีประโยชน์....
อย่าลืม SHARE ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยล่ะ
ให้หัวใจกระทู้นี้ ~

แสดงความคิดเห็น

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป