Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

มาร่วมแชร์ประสบการณ์ของนักเขียนที่เขียนมานานแต่ไม่ดังกันครับ

ตั้งกระทู้ใหม่
ตั้งกระทู้ใหม่

อยากให้มาแชร์แนวคิดของตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนคนอื่น ๆ หน่อยครับ ว่าทำไมทั้งที่ยอดคนอ่านขนาดนี้แล้วยังเขียนต่อ แล้วรายได้มันมีเข้ามาบ้างหรือป่่าว   

ที่ผมตั้งกระทู้นี้ก็เพราะว่าผมสังเกตุว่าบทความที่เด็กดีเขียนนั้นมีแต่สัมภาษณ์นักเขียนที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น พูดแต่ด้านสวยหรู ประมาณว่า หัดเขียนนิยายเรื่องแรก รายได้XXXXX ประมาณนี้ 


ผมไม่ได้อคติอะไรกับพวกเขาเหล่านั้นนะครับ ชื่นชมด้วยซ้ำ เพราะว่าผมเองก็มือใหม่ประสบการณ์น้อยและก็ตั้งเป้าหมายว่าสักวันตัวเองก็อยากจะก้าวไปถึงจุดนั้นบ้าง พอได้ลองพอเข้าไปดูนิยายของผู้เขียนคนนั้นก็ค่อนข้างจะประหลาดใจมากว่า นิยายของพวกเขามีจำนวนตอนน้อยกว่าที่ผมคาดเอาไว้เยอะพอสมควรเลยครับ บางเรื่องมีจำนวนตอนอยู่หลักร้อยนิด ๆ บางเรื่องก็เกือบร้อย บางเรื่องเพิ่งจะผ่านมา50ตอนเท่านั้นเองครับ


แต่ว่ายอดผู้อ่านนั้นอยู่ในระดับหลักหมื่นด้วยกันทั้งนั้น บางรายยังไม่ถึงร้อยตอนแต่ยอดคนอ่านหลักแสนก็มี มันเป็นอะไรที่เปิดโลกของผมมาก ๆ   และผมก็มักจะอ่านบทความเหล่านั้นอยู่เสมอ ๆ  เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

แต่มันก็ยังมีเหรียญอีกด้านหนึ่งด้วยเช่นกัน มีคนที่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีคนที่ไม่ใ่ช่ นิยายหลายเรื่องที่ผมเคยอ่านมีจำนวนตอนหลักร้อยตอนเหมือนกัน เนื้อหาเองก็ไม่ได้แย่ จำนวนคำเองก็เพิ่มก็ไม่น้อย แต่จำนวนคนอ่านมีอยู่แค่หลักพันหรือสองพันเท่านั้น

ดังนั้นผมเลยอยากจะรู้ว่านักเขียนเหล่านั้นเขาเขียนกันมานานมากแล้ว แต่คนน้อยแบบนี้พวกเขารู้สึกยังไงบ้าง แล้วพวกเขาได้เงินจากการเขียนนิยายพวกนี้บ้างรึเปล่า ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องราวให้คนที่อยากจะเข้ามาในวงการนี้ได้ขบคิดกันสักนิดก็ยังดี ว่าการที่คุณเข้ามาเพราะว่าเห็นรายได้มันดีนั้น ความจริงมันก็ยังมีฝ่ายของคนที่ไปไม่ถึงจุดนั้นเหมือนกัน แล้วก็แปะนิยายของพวกท่านเอาไว้เผื่อให้คนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ได้ไปตามอ่านกัน นักอ่านบางท่านอาจจะได้เจอนิยายนอกกระแสที่บางทีพวกเขาอาจจะหาไม่เจอก็ได้ครับ

แสดงความคิดเห็น

>

33 ความคิดเห็น

Miraclemoon 27 ส.ค. 64 เวลา 06:41 น. 1

เจิมกระทู้ค่ะ

เราเริ่มเขียนเข้าปีที่2

ก็ยังจัดอยู่ในขั้นที่เรียกว่าโนเนม คือยังไม่ดังค่ะ แม้จะเขียนมาเกทอบสองปีแล้วก็ตามแต่


ก็มีท้อบ้างเวลาไปดูนิยายติดทอปแล้วทำไมเราไม่ดังแบบเขาบ้างน้อ อยากให้นิยายเรามีคนอ่านเยอะๆ แบบนิยายติดทอปบ้างบางคนเขียนมา2ปียอดวิวนิยายรวม 22 ล้านวิว พอเอามาเทียบกับของแล้วแล้วก็นะ.... (อิจฉามาก 555)


เรื่องรายได้

ก็มีเข้ามาพอสมควรบางเดือนมากบางเดือนน้อยไม่เท่ากันค่ะ

เราทำงานอยู่กับบ้าน มีงานหลักอยู่แล้วที่ต้องนั่งทำกับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน แล้วก็เขียนนิยายด้วยเป็นอีกอาชีพหนึ่งของเรา


5
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:34 น. 1-1

มีงานหลักด้วยนี่ยิ่งเหนื่อยเลยนะสำหรับผม ส่วนตัวตกงานตั้งแต่โควิดรอบแรกแต่เพิ่งจะได้มาเขียนนิยายตอนระบาดรอบ3 ขนาดไม่ได้มีงานหลักยังรู้สึกเลยว่าแต่งนิยายนี่มันกินเวลาชีวิตมาก ๆ แปปเดียวหมดวันละ

0
Miraclemoon 28 ส.ค. 64 เวลา 01:46 น. 1-2

วีนนี้เห็นแม่บ้านฮ่องกงรายได้ห้าเท่าละอิจฉาเลย 555 อยากได้ตังแบบนั้นบ้าง

0
Miraclemoon 31 ส.ค. 64 เวลา 05:59 น. 1-4

ขอบคุณจ้า สู้ไปด้วยกันนะ

0
ariies 31 ส.ค. 64 เวลา 10:57 น. 1-5

นั่นแหละครับ มีแต่กระทู้แนวนั้น 555

0
IzaBelle 27 ส.ค. 64 เวลา 08:57 น. 2

ยอดวิวเยอะหรือน้อยไม่ได้ดูกันที่จำนวนตอนหรือเปล่าคะ ในความคิดเรา เอาเท่าที่สังเกตอย่างที่คุณว่าคือนิยายบางเรื่องมีสี่สิบห้าสิบตอนแต่กลับยอดวิวหลักหมื่นหลักแสนคือเนื้อหานิยายเขาอาจจะไม่ได้ถึงกับดีอะไรมากมายแต่มันตรงจริตกับนักอ่านตลาดกลุ่มใหญ่มากกว่า บางเรื่องเราเคยเข้าไปอ่านผ่านๆ ค่ะ การบรรยายพอได้แต่ใส่ปมแล้วไม่แก้ปม จบห้วนๆ แบบอยากรีบตัดจบแต่ยอดวิวเขาหลักแสน ก็คงเป็นเพราะแนวเรื่องและเนื้อหามันถูกจริตกับนักอ่านกลุ่มใหญ่ ยอดวิวมันก็เลยเยอะตาม


ส่วนคำถามว่ารู้สึกอย่างไรที่มองดูนิยายคนอื่นติดท็อป ได้ป้ายแดง best seller แน่นอนว่าเราเป็นมนุษย์ย่อมมีความอิจฉาเป็นธรรมดาค่ะ 5555 แต่ไม่เคยคิดเปรียบเทียบกับนักเขียนคนอื่นแน่นอน เพราะอย่างไรนักเขียนทุกคนมีสไตล์การเขียนไม่เหมือนกัน วิธีเขียนเล่าเรื่องของเราอาจจะไม่ดีพอจนนักอ่านอินก็ได้ก็เลยยังไปไม่ถึงฝั่งเหมือนพวกเขาเหล่านั้นบ้าง แต่สำหรับเรานิยายแต่ละเรื่องที่เขียนประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เราไม่ดูที่ยอดวิว แต่ดูที่ยอดซื้อขาย บางเรื่องยอดวิวไม่ถึงพัน ยอดเม้นไม่ถึงสิบ ยอดเฟบน้อยนิด ยังมีคนกดซื้อนิยายบน meb ไปห้าสิบเล่มซึ่งเหนือความคาดหมายของเรามากค่ะ


เพราะฉะนั้นรู้สึกอย่างไรก็คงอิจฉาแหละค่ะ แต่อิจฉาไปก็เท่านั้น ความอิจฉาไม่มีทางนำเราไปสู่ความสำเร็จได้ เรามีเป้าหมายมีความมุ่งมั่นจะได้ป้ายแดง best seller บ้างก็ต้องพยายามกันต่อไป เดี๋ยวความท้อ ความอิจฉามันก็ถูกลบเลือนไปเองค่ะ

1
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:36 น. 2-1

อ่า~ ใช้ความอิจฉาเป็นเชื้อเพลิง ผมเองก็ไม่ต่างกัน ฮ่า ๆ ไฟมันลุกพรึบ

0
ริญญดา 27 ส.ค. 64 เวลา 09:00 น. 3

เราเป็นนักเขียน(ไม่ได้อยากเรียกตัวเองว่านักเขียนด้วยเพราะไม่ได้อยากเป็น แค่อยากมาเล่าเรื่องเน้นความความรู้ความเข้าใจมากกว่า)


เรื่องที่เขียนก็แทบไม่ได้มียอดอะไรแบบที่จะได้กำลังใจจากคนอ่านเลยค่ะ

ส่วนเรื่องรายได้นั้นก็ไม่ได้สนใจยิ่งไปกว่ากำลังใจอีกต่างหาก

ที่มาเขียนนี่ไม่ได้ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนอะไรจากการเขียนเลย


เขียนเพราะว่าอยากเขียนอย่างแท้ทรู

ใครจะอ่าน/ไม่อ่าน ก็แล้วแต่ เพราะแค่อยากเขียน เขียนจบด้วยจำนวนคำที่ไม่น้อยเพราะไม่ได้มาเขียนเล่นๆ ทำอีบุคก็ไม่ขายเพราะอยากเปิดโอกาสให้คนที่หลงมาเห็นได้อ่านเป็นความรู้

(รวยและหยิ่ง 555+ )


้เราแค่แวะมาบอกว่า..

เราน่าจะเป็นคนกลุ่มสันเหรียญ

ไม่ได้อยู่ด้านหัว หรือ ด้านก้อย อย่างที่ จขกท.ว่าเหรียญมี 2 ด้าน


เราเป็นคนในกลุ่มพิเศษ

ที่ผู้คนทั่วไปอาจไม่คิดว่าจะมี


..เราเขียนเรื่องคนพิการ และตั้งใจจะเผยแพร่ความเข้าใจผู้พิการให้คนทั่วไปรับรู้

ปัจจุบันปิดเนื้อหาในเด็กดีไปแล้ว เพราะไม่มีเวลารีไรท์มาครึ่งค่อนปีแล้ว


มีแค่ตัว "อีบุคในแมพ" ที่ให้โหลดฟรี

ด้วยไม่อยากให้คนที่หลงเข้ามาอ่านในเด็กดี แล้วต้องรออ่านฉบับรีไรท์ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบเมื่อไหร่ ..


9
Miraclemoon 27 ส.ค. 64 เวลา 14:02 น. 3-1

เขียนเพราะอยากเขียนจริงๆ ต้องคนนี้เขียนจบทำอีบุ๊คแจกฟรีด้วย ใจล้วนๆเลยค่ะ

0
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:47 น. 3-2

โห เขียนเพราะว่าอยากเขียนนี่มันไม่ใช่อะไรที่ทำกันง่าย ๆ เลยนะสำหรับ ถ้ามีคนอ่านสักนิดหน่อยใจก็อยากจะติดเหรียญสักตอนละ ฮ่า ๆ

0
ริญญดา 27 ส.ค. 64 เวลา 19:13 น. 3-3

ขอบคุณค่ะคุณมูน


้คนที่เขียนเพราะอยากเขียน คงมีอยู่บ้างแหละค่ะ

แต่อาจจะไม่ทุ่มเนื้อหาแบบจัดเต็มหลายหมื่นคำขนาดนี้ อิอิ


เขียนจบก็มีความสุขแล้วค่ะ

อย่างอื่นเป็นผลพลอยได้ไปค่ะ


ตั้งใจจะไม่ขายนิยาย ก็ยังจะมีคนขอให้เปิดโดเนท

เพราะไม่อยากขัดใจคนอ่านติดตามกันมาเป็นปีๆ เพราะเขียนได้เดือนละนิดหน่อย ครั้นจะเอาบัญชีส่วนตัวให้ เราก็ไม่อยากจะให้คนรู้จักตัวจริง

เลยกลายเป็นคนรับฝากทำบุญแทนนักอ่านที่เขาไม่สะดวกทำบุญด้วยตัวเองไปซะแล้วเรา

ต่างคนต่างเจตนาดี ร่วมทำอะไรดีๆ ด้วยกันไปค่ะ


https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-01.png

0
Miraclemoon 28 ส.ค. 64 เวลา 01:43 น. 3-5

นิยายใหม่อยากใช้ปกแจ้งมาได้นะคะคุณริญญดา เรามีปกอยู่ในสตอกเพียบเลยค่ะ แบ่งให้ได้

ชื่อเรื่องทำให้ฟรีค่ะ มีน้องกราฟฟิคที่จ้างประจำอยู่คอยทำให้(ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องแบบอักษรนะคะ)

0
ริญญดา 28 ส.ค. 64 เวลา 11:52 น. 3-7

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะคุณมูน เกรงใจมากๆ ค่ะ


นิยายเราไม่ไปไหนมาไหนมาครึ่งปีแล้วนิ่งสนิท ทั้งที่แจ้งนักอ่านไปว่าจะพยายามให้จบก่อน 13 ตุลา 64 ตอนนี้เลยปิดนิยายไปเลยค่ะ


รู้ตัวว่าเป้าหมายจะปิดจบในปีนี้ไม่น่าทำได้แล้วแน่ๆ และไม่อยากให้ค้างคาใจคนอ่านอันน้อยนิด

เลยคิดว่าจะปิดหน้านิยายไปก่อนจนกว่าเขียนจบแล้วจริงๆ จึงค่อยเอามาลงแบบต่อเนื่องไปเลยดีกว่าค่ะ ซึ่งหากมีคนที่สนใจอยากอ่าน เขาก็สามารถไปตามหาอีบุคเวอร์ชั่นแรกมาอ่านได้อยู่แล้ว


คนเขียนเหนื่อยล้ากับงานประจำมาก นี่วันหยุดยังต้องมาทำงาน มันเป็นอะไรที่มีแต่เรื่องเร่งด่วนมาเรื่อยๆ อะไรไม่สำคัญก็ผลัดไปก่อน


อิจฉาคนที่มีวินัยและเขียนได้สม่ำเสมอจัง

เราถึงไม่ได้อยากเป็นนักเขียนเพราะรู้ตัวเองดีว่ายังห่างไกลที่จะทำได้ค่ะ


ขอบคุณในความกรุณามากๆ เลยนะคะ

https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-01.png

0
Miraclemoon 28 ส.ค. 64 เวลา 14:38 น. 3-8

ไม่เป็นไรค่ะ จะใช้ปกเมื่อไหร่ก็สะกิดเรานะ

นิยายใหม่จะขายหรือจะแจกได้หมด เรายกให้ฟรี(ใส่ชื่อเรื่องให้ด้วย)


เรามีนิยายในสต๊อกตอนนี้ 73เรื่องค่ะ(จบแล้วแต่ยังไม่ได้เกลาสำนวนจำนวนหนึ่ง ยังไม่จบอีกครึ่ง) เรื่องไหนพร้อมก็ปล่อยค่ะ ปกนิยายเราก็จะทยอยซื้อเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ 555



0
ริญญดา 28 ส.ค. 64 เวลา 16:41 น. 3-9

ขอบคุณเป็นอย่างสูงเลยค่ะ


เห็นจำนวนนิยายคุณมูนแล้วสุดยอดมากๆ เลยค่ะ นับถือยกให้เป็นท่านพี่เลยค่ะ


นี่ก็อุตส่าห์คิดพล๊อตไปเพลินๆ ได้อีก 2-3 เรื่อง แต่ให้มันอยู่ในอากาศไปก่อนค่ะ

ต้องหาเวลาจัดเรื่องที่กำลังรีไรท์นี้ให้จบก่อน

คาดว่าปีหน้าจะพยายามรีไรท์ให้เสร็จให้ได้เลย บอกนักอ่านอย่างนี้มา 3 ปีแล้วก็ทำไม่ได้ นิยายเรื่องยาว(นาน) เขียนอยู่สามปีกว่าแล้วยังไม่จบนี่ จะไม่ยอมให้เลยไปปีที่ 4 แน่ๆ ค่ะ


ถ้าจบได้จริงๆ แล้วจะขอรบกวนนะคะ

https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-05.png


0
Quantum 27 ส.ค. 64 เวลา 10:22 น. 4

ประสบการณ์ 10+ ปี


เขียนจบและเปิิดขายมาหลายเรื่อง บอกเลยว่าเรื่องไม่ดังก็ขายได้ครับ มีคนซื้อทุกเรื่องถึงแม้ว่าบางเรื่องจะขายออกน้อยก็ตาม แต่ก็นับว่ายังขายได้ อาจไม่มากถึงขนาดทำเป็นอาชีพหลักได้ แต่มีความสุขดี เพราะผมเองก็ไม่ได้เขียนแนวแมสอะไรขนาดนั้น เน้นปลดปล่อยจินตนาการมากกว่า


สำคัญคือเลือกแล้วต้องรับสิ่งที่เลือกให้ได้

4
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:49 น. 4-2

ผมก็ค่อนข้างได้ยินมาเยอะพอสมควรว่านักเขียนบางท่านยอดอ่านในเว็บน้อยมาก 4-5พันเท่านั้น แต่ว่าขายอีบุ๊คดีมาก อันนี้เป็นเรื่องที่ผมก็อยากได้ความรู้เหมือนกันครับ

0
Quantum 27 ส.ค. 64 เวลา 19:02 น. 4-3

นักอ่านในเม็บค่อนข้างจะแตกต่างจากนักอ่านในเว็บเด็กดีอยู่เยอะครับ พอมันมีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะเงินจำนวนไม่น้อยเพราะเป็นอีบุค) มันทำให้เรื่องคุณภาพงานเขียนเข้ามามีบทบาทสำคัญ ดำเนินเรื่องสนุกไหม สำนวนดีไหม จำนวนตัวอักษรมากพอหรือเปล่า (บางเรื่องตัวอักษรน้อย เน้นเคาะหน้าเยอะๆ เขาก็ไม่ซื้อเหมือนกัน)

0
IzaBelle 29 ส.ค. 64 เวลา 22:19 น. 4-4

แวะกลับมาอ่านความเห็นอื่นๆ ชอบความเห็นนี้มากค่ะ อันนี้เราเห็นด้วยค่ะ คือในเด็กดีนิยายเรื่องหนึ่งของเราถ้าเข้าไปดูจะพบว่ายอดวิวสามร้อยกว่า คนติดตามสิบกว่าคน (ตอนแรกคือแปดคนถ้วนก่อนจะมีมาเพิ่ม) แต่ขาย E-book เราใช้เวลาสองเดือนถึงจะขายได้สามสิบเล่ม ต่อให้เรื่องเราไม่แมสก็ยังขายได้นะคะ ยังมีคนซื้ออยู่ ถึงจะไม่ได้เขียนแนวพล็อตตลาดก็ตามที เพราะฉะนั้นยอดวิว ยอดเม้น ยอดเฟบบนเด็กดีมันติดสินอะไรไม่ได้ค่ะสำหรับเรา


แล้วก็เห็นด้วยกับคุณ Quantum ที่บอกว่านักอ่านบน meb จะแตกต่างจากเด็กดี เพราะเราคนหนึ่งล่ะที่เป็นนักอ่านขาประจำบน meb ซื้อนิยายอ่านแต่บนแพลทฟอร์มนั้นยกเว้นบางเรื่องที่เขียนดีจนต้องยอมจ่ายแบบรายตอน คือพอมันเป็นการขายและต้องจ่ายเงินแบบก้อนหนึ่งเลยเพื่ออ่าน คุณภาพอะไรก็ต้องดีตาม อย่างเราอาจจะจุกจิกทั้งเรื่องการบรรยาย การจัดหน้า เรื่องย่อ ราคาเหมาะสมไหม อ่านตัวอย่างแล้วโดนไหม ถ้าพวกนี้ผ่่านก็กดซื้อ แล้วเนื้อเรื่องจะเป็นไงก็ค่อยว่ากันค่ะ

0
ลูเซีย The jar's modeller 27 ส.ค. 64 เวลา 10:59 น. 5

เวลาเป็นปัจจัยรอง

ปัจจัยหลักคือ ฝีมือ

นอกจากยลนี้ยังมีดวงเข้ามาเกี่ยวด้วย

2
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:49 น. 5-1

ใช่ครับ ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่าดวงมันมีผลจริง ๆ นะ แต่ส่วนใหญ่คนเขาไม่ค่อยเชื่อกัน

0
ลูเซีย The jar's modeller 29 ส.ค. 64 เวลา 13:09 น. 5-2

ดวงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เรื่องที่เราจัดการตัวเองได้คือฝีมือค่ะ

0
mitsunaru 2 ก.ย. 64 เวลา 16:10 น. 6-1

ชอบมาก สั้นๆได้ใจความ55555

0
Rock 27 ส.ค. 64 เวลา 11:40 น. 7

เราเป็นอีกหนึ่งคนเลยค่ะที่เขียนเพราะอยากเขียน(จริงๆ)

ถามว่าประสบการณ์มากมั้ย คือแค่เขียนๆแต่งๆเล่นๆไปเรื่อยตั้งแต่มัธยมคือเป็น10+ปีแล้วล่ะ แต่ก็ไม่เคยดังหรอก555

พึ่งมาได้เขียนบ่อยๆ เขียนเรื่องยาวๆได้จริงๆก็ตอนเรียนใกล้จะจบแล้ว อีบุ๊คก็ขายไม่ค่อยได้

แต่เราก็ไม่ได้หวังอะไรมาก มีท้อกับตัวเองบ้างนิดหน่อย แต่จะพยายามตั้งใจเขียนให้จบ เรายอมรับว่าที่จริงเราไม่ใช่คอนิยายเลย เป็นคอดูหนังซะมากกว่า ประสบการณ์การอ่านคือน้อยมาก(เป็นเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือแหละ แง) แต่ที่อยากเขียน อยากแต่งเรื่องเพราะชอบดูหนัง หวังว่าคนอ่านนิยายเราอาจจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างบ้าง (มั้งนะ เข้าข้างตัวเองไว้ก่อน555) ที่สำคัญคืออยากระบาย อยากแต่งเรื่องแบบที่ตัวเราเองอยากอ่าน คนอ่านนิยายของเรามากที่สุดก็คือตัวเราเองนี่แหละ ส่วนคนอ่านคนอื่นๆคือผลพลอยได้ ถามว่าอยากให้มีคนมาอ่านเยอะๆมั้ย ก็็อยากแหละ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร สำหรับเรา แค่มีคนหลงเข้ามาสักคน แล้วเค้าชอบ เค้าติดตาม เค้ายอมมาอ่านเรื่องของเรา ยอมสละเวลามาเม้นให้เราก็ถือเป็นบุญมากแล้ว แค่นี้ก็ปลื้มใจสุดๆแล้วค่าาา

1
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:50 น. 7-1

น่าจะลองเปลี่ยนไปเขียนบทละคร ซีรีย์ หนังน่าจะเหมาะกว่ารึเปล่าครับแบบนี้ ผมเคยอ่านของนิยายของบางคนที่เขาเขียนเป็นบทละครมาเลย

0
มัณทนา 27 ส.ค. 64 เวลา 14:34 น. 8

เราเริ่มเป็นนักเขียนตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 ตอนเรียนม.3

ที่ตอนนั้นเรายังไม่มีคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตเข้าถึงด้วยซ้ำ

เขียนลงในสมุด

2
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:51 น. 8-1

ช่วงแรกก็เขียนกับวาดการ์ตูนลงสมุดเหมือนกัน แล้วก็ให้เพื่อนอ่าน สนุกดี

0
มัณทนา 27 ส.ค. 64 เวลา 20:53 น. 8-2

มาติดตั้งอินเทอร์เน็ตจริงๆก็ตอนปีพ.ศ.2551 เรียนม.6 แล้ว

เป็นเครื่องรุ่นใหม่หมดเลยและติดตั้ง Wi-Fi ไปเลยทีเดียว

เพราะว่าต้องใช้ค้นคว้าหาข้อมูลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

การสอบ O-NET กับ A-NET

คอมพิวเตอร์มีแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 เป็นเครื่องรุ่นเก่าที่ CPU ยังมีช่องใส่แผ่นดิสก์

พี่ชายคนโตเอาเครื่องเก่าที่บ้านมาให้และไปซื้อเครื่องใหม่แทนที่เป็นรุ่นใหม่แล้ว

ตอนม.5 ตอนปิดเทอมเดือนตุลาคม เราไปนอนค้างบ้านของพี่ชายคนโต

เราใช้คอมที่บ้านของพี่ชายคนโต

ซึ่งเป็นเครื่องที่ลูกสาวสองคนของพี่ชายคนโตกับหลานชายของพี่สะใภ้คนโตเล่น

ุ้ถ้าจะใช้อินเทอร์เน็ตต้องไปซื้อชั่วโมงเน็ตที่เซเว่นและต่อเข้ากับสายโทรศัพท์บ้าน

รำคาญมาก ใช้ได้ไม่ถึง 10 นาที เน็ตก็หลุด

ตอนนั้นเราเปิดคอมเพื่อฟังเพลงกับพิมพ์งานอย่างเดียว

ต้อง save งานลงไปในแฟลชไดรฟ์และไปปริ๊นท์ที่ร้านถ่ายเอกสาร

ถ้าเราจะใช้อินเทอร์เน็ต เราต้องไปใช้คอมที่ห้องสมุดกับห้องคอมของโรงเรียนเท่านั้น

เครื่องปริ๊นท์ที่พี่ชายออกเงินซื้อให้ใช้งานยากมากและเป็นเครื่องถ่ายเอกสารไปในตัวด้วย

(ร้านถ่ายเอกสารที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดก็ใช้เครื่องถ่ายเอกสารที่มีปริ๊นท์ไปในตัวด้วย)

ทุกวันนี้เราก็ยังเอางาน ใบจ่ายเงิน บัตรประจำตัวสอบไปปริ๊นท์ที่ร้านถ่ายเอกสาร

แม้กระทั่งช่วงโควิด เราต้องตะลุยโควิดไปร้านถ่ายเอกสาร

พ่อแม่ไม่ให้เราซื้อเครื่องปริ๊นท์แบบ Inkjet ที่ร้านถ่ายเอกสารใกล้บ้านหลายร้านใช้

ทั้งๆที่เป็นรุ่นที่ใช้งานง่ายกว่า

0
AungMoonLord 27 ส.ค. 64 เวลา 17:39 น. 9

ผมคิดว่าถ้าเราไม่เข้าใจในเรื่องจิตวิทยา เช่น การวางพล็อตเรื่องยังไงให้สนุก น่าตื่นเต้น เดาทางยาก ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ไม่เป็น ยังไงก็เขียนนิยายแล้วดังยากครับ พูดง่ายๆการเขียนนิยายก็เหมือนการสร้างเกมอะ พวกบริษัทเกมระดับโลก ที่คนเล่นแล้วติดไม่ใช่เพราะเขาเก่งนะ แต่เพราะบริษัทพวกนี้ไปจ้างนักจิตวิทยาระดับโลกมาเป็นที่ปรึกษาว่าต้องออกแบบเกมยังไง คนถึงจะเล่นแล้วติด ตื่นเต้น เร้าใจ อยากติดตาม หรือเล่นต่อ ซึ่งถ้าเราเป็นแค่คนธรรมดา ไม่เข้่าใจกลไกทางจิตวิทยาพวกนี้ แล้วไปสร้างเกม เพื่อหวังขาย ยังไงก็ไม่ดังอยู่ดีครับ ซึ่งหลักจิตวิทยาพวกนี้มันหาได้หลายอย่าง


1.ประสบการณ์การอ่านนิยาย หรือ เล่นเกมที่มากพอ จนพอจับหลักทางจิตวิทยาพวกนี้ได้ แต่ถ้าจับไม่ได้ สุดท้ายก็แค่ก็อบแนวคล้ายๆคนอื่นมา แล้วเขียนตามหรือสร้างตามในแบบตัวเอง แต่สุดท้ายก็จะไม่ดังอยู่ดี เพราะขาดความเข้าใจทางจิตวิทยาในการสร้าง อย่างเช่นนิยายของผมเรื่องนึงได้แรงบันดาลใจมากจาก Danmachi +Blackclover ผสมเอกลักษณ์ตัวเอกของ2เรื่องเข้าด้วยกัน และแนวก็คล้ายกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ดัง เพราะเหตุผลนี้แหละ


2.อ่านหนังสือแนวจิตวิทยามากพอจนเข้าใจกลไกพวกนี้ แล้ววางพล็อตเรื่องหลักเหมือนปกติ จากนั้นตอนเขียน(การดำเนินเรื่องในพล็อตย่อย) ก็ใช้หลักจิตวิทยาเข้าช่วย เช่น ถ้าวางแบบนี้ ตัวละครโผล่มาตอนนี้ มันจะขาดความน่าตื่นเต้น ฉะนั้นต้องเปลี่ยนเป็นแบบนี้ถึงจะดี (ที่จริงเรื่องพวกนี้ก็มีทฤษฎีทางจิตวิทยารองรับเหมือนกันนะ)


3.ไปหาคอร์สเรียน ซึ่งมันจะมีคอร์สสอนเรื่อง การสร้างพล็อตให้สนุกอยู่เหมือนกัน เช่นของ Kadokawa ฯลฯ แต่เรียนออกมาแล้วจะเขียนได้สนุกเลยไหม ผมก็ไม่รู้ เพราะยังไม่เคยเรียน (แต่ก็อยากจะไปเรียนอยู่เหมือนกัน ติดแค่เรื่องเงิน55)


#สรุปง่ายๆเลยก็คือ ที่ผมพูดมาทั้งหมดมันคือ #จิตวิทยาการเขียน# ครับ

ซึ่งการอ่าน+ประสบการณ์การเขียน มันทำให้ภาษาเขียนของคุณและการบรรยายฉากต่างๆดีขึ้นจริง แต่มันไม่ได้รับประกันว่าคุณจะมีจิตวิทยาการเขียนดีขึ้น และการที่เรื่องจะดังหรือใหม่ นอกจากภาษาจะต้องดีแล้ว ผมคิดว่าจิตวิทยาการเขียนจะต้องดีด้วย

1
ariies 27 ส.ค. 64 เวลา 18:52 น. 9-1

โอ้ เรื่องจิตวิทยาการเขียนผมก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่ครับ เปิดโลกมาก ๆ

0
OMG 27 ส.ค. 64 เวลา 19:57 น. 10

ขอนอกเรื่องนะ

โอโห้แม่เจ้า ร้อยกว่าตอนนี่ถือว่าไม่เยอะหรือครับ เปิดโลกใหม่สำหรับกระผมมาก

ขอสอบถามนิดหนึ่ง ร้อยตอนว่าน้อย เขาเขียนกันตอนละกี่คำหรือครับ สำหรับผมถือว่ามันยาวมากๆ เลย ถ้าผมเขียนวันละหนึ่งตอน สามเดือนกว่าจะถึงร้อยตอน แล้วร้อยตอนยังไม่จบ เขาเขียนกันเรื่องละกี่เดือนหรือครับ ของกระผมเขียนได้สามสิบตอนก็เหนื่อยแล้ว

0
♡โรสลิน♡ 27 ส.ค. 64 เวลา 21:00 น. 11

จริงอย่างที่ คห.2เลยค่ะ จำนวนตอนไม่สำคัญเท่ากับ เนื้อเรื่อง แก่นเรื่อง หรือเนื้อหานั้นๆเลยค่ะ มันขึ้นอยู่กับ ความสนุก สนุกมากแค่ไหน อินมากแค่ไหน ทำให้ผู้อ่านคลิ๊กกับนิยายของเรามากแค่ไหนกันล่ะคะ ถ้านักอ่านรู้สึกว่าคลิ๊กกับเรื่องนั้น ใช่เรื่องนั้น ไม่ต้องห่วงนักอ่านเขาจะหนีไปไหนได้ เขาก็ยังคงติดตามเรื่องนั้นๆอยู่ จนตลอดถึงตอนจบเลยล่ะค่ะ อยากบอกว่า มันกับว่าผู้เขียนจะเขียนออกมาอย่างไร ให้นักอ่านเรารู้สึก อยากติดตามอ่านผลงานของเราได้ตลอดหรือไม่ค่ะ ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนตอน หรือจำนวนตัวอักษร แต่มันขึ้นกับว่า ผู้เขียน ใส่อะไรลงไปในนั้นบ้างล่ะคะ!

(จงเชื่อมั่นตัวเอง และเปิดใจรับสภาพความเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นต่อไปค่ะ)https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-01.png


0
แว่นสีนิล 27 ส.ค. 64 เวลา 22:45 น. 12

ในกรณีของเรา คิดว่าเป็นเพราะตัวเองยังสู้ไม่พอค่ะ ไม่เคยแต่งนิยายจบสักเรื่องเลยค่ะในชีวิตนี้ แน่นอนว่ามันก็ไม่ดังค่ะ ถ้าจะเขียนนิยายสักเรื่องเราคงต้องวางแผนดี ๆ ซะแล้วล่ะ

เราคงต้องเขียนนิยายให้จบสักเรื่องหนึ่งก่อนจะบอกได้ว่านิยายเราไม่ดังเพราะอะไรค่ะ

ก็แอบคิด ๆ ว่ามีคนชมสำนวนเราเยอะ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีคนอ่าน อาจจะเป็นเพราะเรื่องของเรามันยังสนุกไม่พอหรือเปล่า ท้ายที่สุดแล้วมันก็วัดที่นักอ่านอยู่ดีค่ะว่าชอบหรือไม่ชอบนิยายเรา เราเองก็จะสู้ต่อไปค่ะ จนกว่าจะเขียนนิยายจบสักเรื่อง

ปล. เราเริ่มเขียนนิยายมาตั้งแต่ปี 54 หรือ 53 นี่แหละค่ะ ;w; แต่มาเริ่มเขียนแบบจริงจังปี 64 นี่เองค่ะ

0
เลซซี่ >< 28 ส.ค. 64 เวลา 00:11 น. 13

เราเขียนนิยายมาหลายปีมากๆ แล้วค่ะ ตั้งแต่สมัยมีโครงการนักเขียนหน้าใส เขียนอย่างจริงจังตั้งแต่อยู่มัธยมต้น จนตอนนี้จบมหา'ลัย ทำงานมาปีกว่าแล้ว

นิยายของเรา ได้ตีพิมพ์หนึ่งเรื่องถ้วน และหลังจากเรื่องนั้น นิยายเราก็ไม่เคยปังอีกเลยค่ะ คนอ่านน้อยมากๆ ขณะที่ก็เริ่มรู้สึกนะว่านิยายรักหวานแหววแนว ชญ มันเริ่ม popular น้อยลง แต่เราก็จะไม่โทษ trend ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเดียว เราก็เชื่อว่านิยายแนวที่เราเขียนมันก็เรียกคนอ่านได้ หากเราเขียนดีพอ...แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงร้างขนาดนี้เหมือนกัน 55555 อาจจะเพราะเราเขียนช้าด้วยมั้งคะ เรื่องนึงกว่าจะจบก็ใช้้เวลาเป็นปี


เราไม่เคยติดเหรียญกับนิยายที่ลงเลยค่ะ และไม่กล้าพิมพ์นิยายที่เขียนจบแล้วขายเอง เพราะไม่มีฐานแฟนคลับ ถ้าจะเก็บเงินก็กลัวไม่มีใครอ่านเลย เคยกัดฟันทำ EBOOK เรื่องนึง ทุกวันนี้ยังไม่คินทุนค่าจ้างวาดปกเลยค่ะ 555555

ในวันที่นักอ่านของเราแทบไม่มีเลย คอมเม้นต์ไม่ขึ้นเลยสักนิด เราก็จะหมดอารมณ์เขียนบ้างเหมือนกัน และหายไปบ้างประปรายจากการไปโฟกัสอื่นๆ ในชีวิตมากกว่า เช่นเรื่องเรียน เรื่องงาน etc. แต่ทุกครั้ง เราก็วกกลับมาเขียนนิยายเสมอ เราไม่เคยห่างการเขียนได้ยาวนานเลยค่ะ อาจเพราะการเขียนมันช่วยเยียวยาเราจากความเครียดที่เผชิญในชีวิตด้วย มันเหมือนได้ reflect บทเรียนสำคัญในชีวิตและระบายส่วนหนึ่งที่แบกรับเอาไว้ออกไป อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่เราเคยแอบคิดว่าถ้าไม่ได้เขียนนิยายฉันน่าจะเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้วอะไรทำนองนั้นเลย


ฉะนั้นถึงแม้จะเศร้าๆ ที่คนอ่านน้อยมาก แต่ก็ไม่เคยคิดจะหยุดเขียนเลยค่ะ เพราะแม้ส่วนหนึ่งเราจะเขียนเพื่อนักอ่าน แต่ส่วนหลักเราก็เขียนเพื่อตัวเราเองด้วยค่ะ

3
ariies 29 ส.ค. 64 เวลา 04:18 น. 13-1

ขอบคุณมากครับ นี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการจากกระทู้นี้ คืออยากรู้ความรู้สึกของนักเขียนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อจะได้ให้คนที่ต้องการอยากจะเข้ามาสู่วงการนักเขียนเพราะว่าเห็นกระทู้ว่ามันรายได้ดี มันก็ยังมีนักเขียนอีกมากที่ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

0
ลูเซีย The jar's modeller 30 ส.ค. 64 เวลา 19:16 น. 13-2

เราก็เขียนช้ามาก เร็วสุดคือเล่มละ 2 ปี

แต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่ามีช่วงบ้าพลัง แต่หลังจากนั้นจะเป็นช่วงดอง


ถ้าอยู่ในแนวที่ไม่เป็นกระแส ก็ต้องสู้กับความไม่กระแสหน่อย

แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะปังไม่ได้เลย

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าขึ้นกับดวงจริงๆ


ปล. เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ ลืม 555555



0
เลซซี่ >< 9 ก.ย. 64 เวลา 15:36 น. 13-3

ถึงหนูส่ง treatment ให้พี่พิจารณา 5555555555 แต่ มปร เลยยๆ

0
ห้องนั่งเล่นสีชมพู 28 ส.ค. 64 เวลา 09:56 น. 14

อยู่มานานเกือบ10ปีเลยค่ะ เขียนนิยายลงเรื่อยๆ จบไปหลายเรื่อง แต่อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่massเท่าไรค่ะ แต่ก็เปิดให้อ่านนะคะ จากนั้นห่างหายจากเขียนนิยายไป2ปี แล้วกลับมารีไรท์ ก็ยังไม่massเหมือนเดิม แต่ก็ยังเขียนค่ะ อาจเพราะคิดว่าเรายังไม่เก่งพอและคงต้องพยายามสักวันคงเป็นวันของเรา แต่ก็รู้สึกดีที่เขียนแล้วมีคนอ่านสัก 1 คนก็รู้สึกดีมากค่ะ อาจจะมีน้อยใจนิดๆว่าทำไมเขียนแล้วไม่ปัง อย่างเมื่อก่อนความรู้เฉพาะด้านหาในgoogle ก็มีไม่เยอะ หน้าที่ของเราคือต้องออกเดินทางไปหาข้อมูลถึงแหล่ง ไปฟัง ไปสัมผัสจริง ไปสัมภาษณ์ผู้คนอย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลจริงมาเขียน หรือบางเรื่องสอดแทรกความรู้เฉพาะด้านแต่ก็ไม่ปัง บางทีก็ท้อ แต่ก็ยังเขียนนะคะ เหมือนอย่างที่บอกอ่าน1คนก็ดีใจมากๆเลยค่ะเหมือนเราได้สื่อสารในสิ่งที่เราพยายามมากๆให้กับคนที่อ่านสักคนก็ยังดีค่ะ

.

จากนี้อาจผ่านไปยาวนาน ไม่รู้ว่านิยายจะเงียบ หรือว่าmass ก็คงจะต้องแล้วแต่จังหวะ ถ้าไม่mass ก็คงพักหยุดเขียนเหมือน2ปีก่อน หรืออาจจะหยุดเขียนไปอีก4-5ปี แล้วกลับมาเขียนใหม่ คงจะวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็อายุ34ปีแล้ว ต่อไปถ้าอายุเยอะกว่่านี้อาจมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ก็คงจะเขียนในสิ่งที่มีข้อมูลเนื้อหาที่ได้จากการประสบพบเจอ และอาจมีสักวันที่อาจเป็นวันของเราก็ได้

.

อยากบอกทุกคนที่อยู่มายาวนานและไม่ปังว่า ถ้าท้อก็พักใจสักพัก รักษาความรู้สึก รักษาหัวใจของเราให้เข้มแข็งนะคะ ที่ผ่านมาเราเก่งมากๆเลยค่ะที่ทำได้ขนาดนี้และได้ลงมือในสิ่งที่อยากทำ ถึงวันนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราก็ได้ทำมันดีที่สุดแล้ว ทำดีมากๆค่ะ

.

ปล. เขียนถึง100ตอนนี่ทำยังไงคะคือเก่งมากจริงๆ เราเขียนจบมากสุดน่าจะ 26-30 ตอน อาจจะเพราะตอนน้อยที่ทำให้ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย อาจต้องพยายามและฝึกให้เขียนได้เยอะๆ

0
กระต่ายปากเเดง 28 ส.ค. 64 เวลา 13:50 น. 15

เริ่มมา 5 ปีแล้วมั่ง ไม่เคยดังไม่เคยมีคนอ่านเยอะๆสักที พอคนอ่านน้อยเราจะซึมๆเพราะเวลาเขียนเราก็ต้องการกำลังใจ แต่ก็เขียนต่อไปเพราะจะเอาอาชีพนี้เป็นอาชีพหากิน;-;


0
Ciel En Rose 29 ส.ค. 64 เวลา 08:58 น. 16

การเขียนคือความสุขค่ะ ได้บรรยาย ได้อ่านเรื่องในแบบที่ชอบ ซึ่งอาจไม่ใช่แนวตลาดเลยไม่อยู่ในกระแสเท่าไร

แต่ล่าสุดก็ดีใจที่นิยายติดท็อป100 ในหมวดรักคอมเมดี้

ขอบคุณนักอ่านและทุกกำลังใจมากค่ะแม้แฟนคลับจะไม่เยอะมาก แต่ก็เป็นกำลังใจให้นักเขียนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา

ส่วนรายได้ไม่ได้เยอะมาก แต่แค่ขายได้ก็ดีใจแล้วค่ะ

0
Blackturtle2017 29 ส.ค. 64 เวลา 18:44 น. 17

ถ้านับจากเริ่มเผยแพร่ผลงานในอินเตอร์เน็ต ปีนี้ก็จะเป็นปีที่ 9 ยอด fav สูงสุด พันกว่า น้อยสุดก็หลักหน่วย เขียนจบ 5 เรื่อง เรียนไปด้วย เขียนไปด้วย ขายงานมาแล้วสองเรื่อง ยอดขาย 250 ครั้ง (4 ปีก่อน) กับ 7 ครั้ง


คิดว่าตัวเองไม่ได้ดัง แต่ก็ไม่ถึงขนาดโนเนม เพราะมีนักอ่าน (สิบกว่าคน) ที่จำเราได้และรออ่านงานของเราจริง ๆ ดังนั้นถ้าจะบอกตัวเองโนเนมจะเหมือนดูถูกนักอ่านของตัวเอง และอยากจะมีสักวันหนึ่งที่งานเขียนเราแมส เวลานักอ่านเราไปคุยกับคนอื่นแล้วสามารถบอกได้เต็มปากว่า นิยายเรื่องนี้ไงของนักเขียนที่ฉันชอบแหละ

เป้าหมายตอนนี้ อยากเป็นนักเขียนที่ 1.มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ 2. มีคนอ่านเยอะ ๆ 3. เขียนงานที่ดี ซึ่งลำดับมันตรงข้ามกับตอนที่เริ่มเขียนเลย เพราะว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องเลี้ยงตัวเอง รายได้ ณ ตอนนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับเลี้ยงตัวเองหรอก ใช้เงินเก็บตัวเองกินอยู่เกาะพ่อแม่ไปก่อน ถ้าเงินก้อนหมดก็คงไปหางานทำ เก็บงานเขียนไว้เป็นงานอดิเรกเหมือนเดิม ที่ตอนนี้ยังไม่ทำงานเอาแต่แต่งนิยายไปวัน ๆ เพราะว่ามีคนที่สำเร็จบนเส้นทางนี้ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ดังและเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เราเกิดคำถามว่า ทำไมเราจะทำสิ่งที่ตัวเองรักเลี้ยงชีพบ้างไม่ได้ (วะ) และเพราะยังไม่สำเร็จมันก็จะเกิดความอีดอัดเวลามีคนถามว่าตอนนี้ทำงานที่ไหน เป็นยังไงบ้าง จะตอบว่าเกาะแม่กินก็อาย จะบอกเขียนนิยานขาย ยอดคนกดซื้อ 7 ครั้งมันก็กดถอนเงินออกมาไม่ได้ T T

งานเขียนมันต้องค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งกับสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ คนอ่านน้อยลง คนมีกำลังจ่ายก็น้อยลง บางทีก็คิดนะว่าเรามาเดบิวต์เป็นนักเขียนเต็มตัวอะไรปีนี้วะ ไม่ใช่จังหวะที่ดีเลย ในใจก็จะมีเสียงตอบมาว่าแล้วถ้าแกป่วยตายจะเสียใจไหมที่ไม่ได้เขียนงาน ก็เลยเขียนตอนที่เขียนได้เพื่อจะไม่ต้องเสียดายที่ไม่ได้เขียน


ฝันร้ายของการทำสิ่งที่รักแล้วไม่ถูกยอมรับ คนที่เรานึกถึงเสมอก็คือแวนโก๊ะ ตอนอยู่งานไม่แมส แมสตอนตูตายแล้ว แล้วตอนอยู่ก็อยู่แบบไม่เป็นที่รัก มันทนทุกข์ฉิบหาย อยู่กับความสงสัยว่าตูทำงานดีแล้วหรือยัง ทำไมไม่มีใครชอบงานตู แต่เวลาตูทำงานมันก็มีความสุขนะโว้ย แล้วทำไมมันขายไม่ได้วะ ชาตินี้ตูคงไม่สำเร็จแล้วล่ะ ลาก่อน หลายปีต่อมางาน-แมส! ได้รับคำตอบว่างานที่ทำมันดีอยู่แล้วแต่ได้คำตอบตอนที่ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้ว


นั่นแหละ ยังไงงานที่ดีก็คืองานที่ดี ขอให้ตัวเองสร้างงานดีให้สำเร็จ และโชคดีได้เห็นความแมสของมัน

1
Blackturtle2017 29 ส.ค. 64 เวลา 19:02 น. 17-1

ทั้งนี้ที่งานตัวเองไม่แมส ก็เพราะไม่ค่อยเขียนเรื่องที่คนส่วนใหญ่เขาชอบกันด้วย อย่าง omegaverse เป็น verse ที่ตอบโจทย์บอยเลิฟ ก็ดันมาเขียนนิยายรักชายหญิง ซึ่งมันก็มีคนอ่านแหละแต่ส่วนน้อยไง เพราะความแมสของ omegaverse อยู่ที่ LGBT มีลูกด้วยกันได้

ดังนั้นงานไม่แมสไม่โทษใครเลย ทำตัวเองล้วน ๆ

0
Remnantian 01 29 ส.ค. 64 เวลา 20:52 น. 18

อืม ต้องพูดกันนิดนึงนะครับว่าส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการโปรโมทของเด็กดีเท่าไหร่ คือผมต้องขออณุญาตเรียกการโปรโมตแบบนี้ว่าขายฝันเลยดีกว่า คือคุณไม่ได้พูดถึงด้วยซํ้าว่าคุณมีแรงบันดาลใจจากอะไร มีเทคนิควางโครงเรื่องอะไร เทคนิคการเขียน หรือการออกแบบโลก/ตัวละคร และอื่น ๆ อีกมากมาย


มีแต่เรื่องเงิน เงิน และเงินที่ถูกหยิบมาพูด


มันแค่ ปุ้ง "เออ เราขายดีนะ" "นี่ เวปเรามีคนขายได้ตังนะ มาเขียนสิ" โดยที่ไม่ได้แนะนำส่งเสริมหรือพัฒนาอะไรไปมากกว่านั้นเลย


ผมเองก็เขียน ๆ เลิกมาตั้งแต่ประถม เปลี่ยนแอคไปก็หลายรอบ แต่ก็เพิ่งมาจริงจังได้ในช่วงสองสามปีมานี้ เลยอาจจะพูดไม่ได้ว่าเขียนมานาน แต่ผมก็คิดว่าผมจริงจังอยู่ประมาณนึง และใช่ นิยายผมไม่ได้ดังขนาดนั้น และก็ใช่ ผมก็รู้ว่าผมก็ยังฝีมือไม่ดีพอที่จะเรียกได้ว่างานชั้นยอด


ถ้าเรายอมรับได้ว่างานที่ประสบความสำเร็จมากกว่านั้นเพราะนักเขียนมีฝีมือที่ดีกว่าก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ล่ะ?


อันนี้มันเป็นปัญหาเลยล่ะครับ เรื่องของคุณภาพผลงานเนี่ย เป็นปัญหาที่ผมเจอ และผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็เจอ เวลาที่เราพยายามขัดเกลาอะไรหลาย ๆ อย่างในงานตัวเอง พยายามแทบตายเพื่อให้ผลงานมันออกมาดีที่สุด เพื่อที่จะไปเจอว่าคนยอดวิวเยอะกว่าเรา(หลายเท่า)บางเรื่องนั้นพลาดเยอะกว่าเราในระดับไม่น่าให้อภัย(ยํ้าอีกครั้งว่าบางเรื่อง) จนบางทีผมก็คิดนะว่างานหยาบ ๆ พรรค์นี้มันมีคนหน้าด้านเอามาขายได้ยังไง แล้วทีสำคัญคือทำไมยังมีคนซื้อ


ความรู้สึกมันเหมือนกับการยกรูปสลักที่ถูกเกลามาอย่างดีไปตั้งกลางเวที แต่กลับมีแต่คนให้ความสนใจเปลือกกล้วยหนึ่งใบที่นอนแหมะอยู่ข้าง ๆ มากกว่า


โทษใคร? ดวง? ระบบ? ตลาด? หรือตัวเอง?


ผมเป็นคนที่เชื่อในฝีมือ เชื่อว่าการพัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ สุดท้ายมันจะให้ผลตอบแทน แต่สุดท้ายแล้วมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดมีส่วนเกี่ยวข้อง พื้นที่ขายมีส่วนเกี่ยวข้อง และดวง...ก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน


แต่สุดท้ายแล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากพยายามขัดเกลาตนเองต่อไป รอคอย...ที่วันหนึ่งโชคจะมาหาเรา 


สุดท้ายเราก็ได้แต่ยอมรับ ว่าในสายตาของคนอ่าน เปลือกกล้วยนั้นมันน่ามองกว่างานของเรา 


เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งให้ได้ว่างานของเรานั้นแพ้เขา ไม่ว่าเราจะมองงานของเรา และงานที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นอะไรก็ตาม ไม่อย่างนั้นเราจะไปต่อไม่ได้


เราต้องพยายามต่อไป แม้ว่าโอกาสที่เราจะโด่งดังขึ้นมาได้มันจะริบหรี่ก็ตาม


เพราะถ้าเรายอมแพ้และหยุดพัฒนาตนเอง โอกาสที่ริบหรี่อยู่แล้วมันจะไม่มีวันมาหาอีกเลย


1
คะน้าตัวน้อยตัวนิดน่าดูยูฮูวู้ฮู 30 ส.ค. 64 เวลา 00:26 น. 19

คิดว่าตัวเองเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มก้อนเล็กๆ หมวดจีนโบราณ

จริงๆ เริ่มเขียนนิยายตั้งแต่ 12 - 13 ลงเว็บเย็นตาโฟไดอารี่ไรสักอย่าง ลงแล้วมีคนก็อปไปลงที่อื่นด้วย โกรธมาก เลิกลงอินเตอร์เน็ตไปเลย

เพิ่งกลับมาลงได้เมื่อตอนเรียนปีสาม รู้สึกจินตนาการเริ่มกลับมา

ปัจจุบันตอนนี้ไม่ได้รายได้อะไรเลย ติดลูปเขียนไม่จบไม่สิ้น แก้อยู่นั่นแหละ ไม่คิดว่างานตัวเองดีพอ พวกperfectionistก็งี้แหละ ติดกับดักตัวเอง เศร้าจัง

อยากเขียนให้จบแล้วลงขายได้สักที

แต่มันจบไม่ได้ ยังไงก็ไม่ดีพอ

เฮ้อ คิดว่าหลายคนเป็นเหมือนเรา

0
เมล่อนเมย์ 30 ส.ค. 64 เวลา 00:48 น. 20

เห็นทางเว็บแนะนำว่านิยายในหลัก20-35ตอนอยู่ในขั้นอ่านแล้วย่อยได้กำลังดีค่ะ แต่ว่าในแต่ละตอนก็ควรมีประมาณ6,000ตัวอักษร เพื่อการอ่านที่ไม่ยืดเยื้อ ไม่สั้นจนค้างเติ่ง หรือยาวเกินไปจนสายตาล้า ให้เน้นการอัปที่สม่ำเสมอเอา เพราะเป็นนิยายออนไล์เลยต้องประมาณนั้นมั้งคะ *งานเราหนึ่งตอนก็ยาวเหยียดอยู่555 *ส่วนเรื่องดังไม่ดัง เราเฉยๆค่ะ จากใจเลยคือดังก็ดี ไม่ดังก็เฉยๆเพราะเริ่มเขียนจากความชอบจริงๆ **เรื่องรายได้ เขียนมาน่าจะปีกว่า ก็มีรายได้เป็นประจำจากการขายอีบุ๊ค แต่จะมากน้อยก็ว่ากันไปในแต่ละเดือน แค่มีหนึ่งคนเข้ามาอ่านเราก็ยิ้มแฉ่งแล้วล่ะ

0
กุ๊กไก่กุ๊งกิ๊ง💕 30 ส.ค. 64 เวลา 17:08 น. 22

เราก็เป็นนักเขียนค่ะ ฝึกหัดเขียนมานาน ใน True ID ยิดวิวเราน้อยมาก ๆ มากสุดร้อยวิวเอง 55555 รายได้ไม่ต้องพูดถึงไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปมาก ๆ มากสุด 19 บาท เราพยายามทำคอนเทนต์ที่แปลกใหม่ แต่มันก็นั่นแหละ ไม่มีคนอ่าน 5555 เห้อออ เหนื่อยใจกับตัวเองจริง ๆ

0
Whiteflower Ri 30 ส.ค. 64 เวลา 19:09 น. 23

https://www.dek-d.com/board/writer/4021270/


เราคิดว่า มันต้องเขียนให้จบแล้วลองติดเหรียญดู ลองขายดู ถึงจะบอกได้นะคะ ว่าคุณประสบความสำเร็จหรือไม่ ลิงก์ด้านบนเป็นกระทู้ที่เราเขียน เมื่อเราเขียนนิยายเรื่องแรกจบค่ะ


ตอนนี้เราเอาเรื่องเก่ามาปรับปรุงใหม่ เพราะผลจากการขายได้ของเรื่องแรก เราจึงยังมีกำลังใจที่จะเขียนให้จบ และไปต่อ แม้บางครั้ง เราจะแอบน้อยใจที่มีคนอ่านน้อย ยิ่งเขียนยิ่งอ่านน้องลงๆ ไปทุกที แต่โชคดีที่เรามีคอมเมนต์จากเพื่อนที่เขาตามอ่านอยู่ ถ้าไม่มีเลย คงแย่เหมือนกัน ที่เห็นใครๆ ต่างมาโชว์คอมเม้นต์ที่น่ารักกัน แต่ของเราไม่มี...


ว่าแล้วก็ฝากเรื่องนี้ ไว้อ่านแก้เครียด เหงา เศร้า เซ็ง ด้วยนะคะ


รับแนวใสๆ น่ารัก บ้างไหมคะ พระเอกก๊วนโอ๊ย เรื่องนี้เลยค่า


รับคำท้า(หัวใจ)ยัยตัวแสบ


เมื่อนักดนตรีจอมกวน มาเจอกับสาวบัญชีจอมเฮี้ยบ จะเกิดความป่วนแค่ไหน


ถ้าเธอกล้าท้าทายเขา มีหรือคนอย่างเขาจะไม่กล้ารับคำท้า แม้ว่าคำท้านั้น จะทำให้เขาต้องเปลี่ยนชีวิตของตัวเองใหม่ทั้งชีวิต


https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1960543


https://www.readawrite.com/a/d92919c87d7e23bf261fa995609b95a9




0
คาระ 30 ส.ค. 64 เวลา 21:38 น. 24

เขียนมาราวแปดปีได้ละค่ะ ไม่ดังสักที


เมื่อก่อนยอดวิวรวมยังจบที่หลักพัน เดี๋ยวนี้บางเรื่องเขียนจนจบยังไม่ถึงพันเลยค่ะ


เคยหาเหตุผลกับเรื่องนี้ แต่หาไม่เจอ จนท้อเลิกเขียนไปพักนึง


แต่การเป็นนักเขียน ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้ แล้วพอลองรักแล้ว มันก็ไปไหนไม่ค่อยพ้นหรอกค่ะ


เขียนตั้งแต่ตาดี ๆ หลังดี ๆ จนเดี๋ยวนี้สายตายาว ปวดหลังละ ก็คิดว่าจะเขียนเท่าที่เรามีแรง กระแสไหนเราพอตามได้ เราจะตาม อะไรก็เงี้ยค่ะ


นักเขียนเอย จงเข้มแข็งและเขียนเข้าเถอะ

0
ยูยู๊ยู 31 ส.ค. 64 เวลา 10:29 น. 25

เราเขียนมาสองปี ไม่ได้คาดหวังเรื่องดังไม่ดัง

อยากได้แค่ตัง เรื่องละร้อยสองร้อยก็พอละ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-03.png



0
happilyMay 31 ส.ค. 64 เวลา 18:21 น. 28

เคยอยากเป็นนักเขียนค่ะ แต่ไม่เคยเขียนได้สำเร็จ แล้วก็ร้างไปนาน นานจนลืมความฝันในวันวานของตัวเอง จนกระทั่งวันที่กลับมาค้นเจอว่าตัวเองมีไอดี DekD เลยนึกถึงความสุขของการเขียนไดอารี่ออนไลน์ เลยอยากกลับมาเขียนนิยายที่เริ่มต้นไว้หนึ่งบทให้จบ


เราไม่ได้คาดหวังอะไร มีคนมาอ่านหนึ่งคนก็ดีใจ มีคนมาซื้อหนึ่งตอนก็อยากรีบเขียนตอนต่อไป ถ้างั้นฝากนิยายเรื่องแรกในชีวิตที่แต่งได้มากกว่า 1 ตอนด้วยนะคะ ช่วยเป็นกำลังใจให้แต่งได้จบด้วยค่ะ 55555 https://writer.dek-d.com/dekdee/writer/view.php?id=2251519

0
จันทร์หอน 31 ส.ค. 64 เวลา 21:19 น. 29

ผมเพิ่งเริ่มเขียน แต่จะอ่าน คอมเมนต์ บางทีอาจจะทำให้ผมจะกำลังกลายเป็นหนึ่งในนั้นก็ได้

ต้องกันเอาไว้ก่อน อิอิ


นอกเรื่องนิด ###

ช่วยอ่านและคอมเมนต์ ให้หน่อยครับ

หรือใครที่อยู่ในนี้ ช่วยอ่านและแนะนำ จักขอบคุณมากๆ

https://writer.dek-d.com/dekdee/writer/view.php?id=846335

0
Endless J. 31 ส.ค. 64 เวลา 22:43 น. 30

ของเรานี่เป็นการเขียนเพราะใจรักล้วนๆ ฝีไม้ลายมืออาจจะไม่ดีอะไรมากมาย

มีขาจรเข้ามาอ่านบ้างประปราย ขาประจำมี 2-3 คน รายได้ก็..ยังไม่เกิน 100 ต่อเดือนสักที

https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-10.png

อาจจะเพราะเราไม่ได้อัพถี่ทุกวัน อัพแค่อาทิตย์ละครั้ง เนื่องจากทำงานประจำ เลยมีเวลาเขียนแค่เสาร์อาทิตย์ด้วย นักอ่านเลยจะหายไปบ้างเช่นกัน อันนี้ก็เข้าใจและยอมรับได้ค่ะ

แต่เราก็มีความมุ่งมั่นที่จะเขียนให้จบนะคะ ถึงแม้ว่าดองเค็มมาเป็นปีๆแล้วก็ตาม 5555


https://writer.dek-d.com/dekdee/writer/view.php?id=1760703

ไหนๆแล้วก็ฝากเลยละกันนะคะ คิดว่าใกล้จะจบเร็วๆนี้ (ที่ไม่เกินปีนี้) นะคะ

เป็นนิยายเรื่องแรก และตั้งใจจะเขียนทีละเรื่องด้วยค่ะ

ติชมได้ตามสบายเลยนะคะ เราชอบอ่านคอมเม้นค่ะ มันสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองใหม่ๆที่เราอาจจะคาดไม่ถึง และเก็บมาสั่งสมเป็นประสบการณ์ต่อไปค่ะ

0
aka-aru 1 ก.ย. 64 เวลา 10:27 น. 31

เราเขียนมา10+ปี​ เขียนจบ2เรื่องถ้วนค่ะ555​ เพิ่งทำอีบุ๊​คไป1เรื่องเมื่อเดือนที่แล้ว​ ที่ไม่ดังเพราะเขียนช้ามาๆหายๆตามความยุ่งของงานประจำค่ะ​ นิยายเรื่องนึงราวๆ25-30ตอนเท่านั้นเองแต่ตอนละ4หน้าA4 รวมๆแล้วก็เรื่องละแสนกว่าคำ... อาจจะยาวเกินไปคนเลยไม่อยากอ่านหรือเปล่า//สำหรับแนวที่ไม่ใช่แฟนตาซี

0
wiliratjararit 3 ก.ย. 64 เวลา 13:32 น. 32

ฉันเป็นเหมือนกันเลยค่ะ

0

ความคิดเห็นนี้ถูกลบ

ถูกลบโดยเจ้าของความเห็น