/>

จับหมอเปิดคลินิก แท้งเถื่อน ผงะชื่อลูกค้านับพัน [ไม่ระบุให้แชร์]


จับหมอ- ตำรวจบุกทลายคลินิกหมอเลอพงษ์ เลขที่ 119/2 ถ.หมากแข้ง ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมจับกุมน.พ.เลอพงษ์ วัฒนจินดา อายุ 55 ปี และพนักงานอีก 4 คน ลักลอบทำแท้งให้วัยรุ่นมาเป็นเวลานาน ตามข่าว

ตำรวจภาค 4 บุกทลายคลินิกทำแท้งเถื่อนกลางเมืองอุดรฯ จับหมอเจ้าของคลินิกได้คาหนังคาเขา เปิดคลินิกรับทำแท้งมานานกว่า 20 ปี มีลูกค้าเฉลี่ยวันละกว่า 20 ราย ตะลึงพบสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า แค่ 3 เดือนมีมาใช้บริการมากกว่าพันราย ระหว่างเข้าจับกุมพบสาววัยรุ่นนักเรียน-นักศึกษา 4 คน อายุ 16-22 ปี กำลังเข้าคิวรอตรวจ สารภาพมาหาหมอเพื่อทำแท้งเพราะกำลังเรียน และไม่อยากให้ทางบ้านรู้เรื่อง เพื่อนบ้านแฉคลินิกทำแท้งทิ้งก้อนเลือดลงชักโครก ต้องให้รถมาดูดส้วมถึงเดือนละ 2 ครั้ง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ค. พล.ต.ท.บุญชอบ คงน้อย ผบช.ภ.4 สั่งการพ.ต.อ.จตุพล ปานรักษา รอง ผบก.ศสส.ภ.4 พร้อมกำลังชุดสืบสวนภาค 4 นำหมายค้นของศาลจังหวัดอุดรธานีที่ 164/2550 เข้าตรวจค้น "คลินิกหมอเลอพงษ์" เลขที่ 119/2 ถ.หมากแข้ง ต.หมากแข้ง อ.เมือง อุดรธานี หลังสืบทราบมาว่ามีการลักลอบทำแท้งเถื่อนให้กับหญิงสาว

เมื่อไปถึงที่คลินิกดังกล่าวเป็นตึกแถว 3 ชั้น บริเวณชั้น 2 แบ่งเป็นห้องตรวจรักษาโรค 2 ห้อง และห้องสำหรับคนป่วยนอนพักผ่อนอีก 1 ห้อง มีพนักงานผู้หญิงอายุ 20 ปี นั่งจดรายชื่อคนไข้และทำบัญชีอยู่หน้าห้อง ที่เก้าอี้นั่งรอด้านข้างมีหญิงสาววัยรุ่น 4 คน นั่งรอทำแท้งอยู่ ภายในห้องพบ น.พ.เลอพงษ์ วัฒนจินดา อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 640 หมู่บ้านจามจุรี หมู่ 1 ต.เชียงพิณ อ.เมือง จ.อุดรธานี เจ้าของคลินิกกำลังทำความสะอาดเครื่องมือแพทย์ภายหลังการทำแท้งให้คนไข้ จึงคุมตัวมาสอบสวน

จากการตรวจสอบภายในห้อง พบโต๊ะขาหยั่ง 1 ตัว และเครื่องมือสำหรับตรวจภายใน ที่ถังขยะมีเศษสำลีเปื้อนเลือดส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วห้อง ที่ห้องน้ำมีคราบเลือดติดตามพื้น เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเตียงขาหยั่ง 1 ตัว, ผ้าถุงผลัดเปลี่ยน 4 ผืน, เข็มฉีดยาที่ใช้ดูดเลือดจากมดลูก จำนวน 16 อัน, เข็มฉีดยา 65 อัน, ผ้าอนามัย 10 กล่อง, เข็มฉีดยานอนหลับ 30 ชุด, ยา CALYPDL ขนาด 50 ม.ล. จำนวน 2 ขวด, สมุดรายชื่อคนไข้ที่มาตรวจรักษาตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ค.จำนวน 2 เล่ม, เครื่องมือตรวจมดลูก 1 ชุด, เหล็กขูดมดลูก, ถังใส่สำลีซับเลือด, แผ่นบันทึกการตรวจอัลตราซาวด์ 114 แผ่น นอกจากนี้ยังมียานอนหลับ ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ และอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ สายยาง กรรไกร เป็นต้น จึงรวบรวมทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

สอบถามหญิงสาววัยรุ่น 4 คน ทราบว่ามีอายุ 22 ปี 20 ปี 18 ปี และ 16 ปี ทั้งหมดกำลังเรียนหนังสือในระดับมัธยมปลายและปวช. ในสถานศึกษามีชื่อของ จ.อุดรธานี สารภาพว่าเนื่องจากประจำเดือนขาด และซื้อเครื่องตรวจตามร้านขายยามาตรวจก็พบว่าตั้งครรภ์ จึงมาหาหมอเพื่อทำแท้งเพราะกำลังเรียนและไม่อยากให้ทางบ้านรู้เรื่อง

ด้านพ.ต.อ.ยรรยง เวชโอสถ ผกก.ศสส.ภ.4 เปิดเผยว่า สอบสวน น.พ.เลอพงษ์รับสารภาพว่า จบแพทยศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อปี 2519 แล้วเข้าทำงานที่ศูนย์แม่และเด็ก ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 ปี ต่อมาปี 2522 ย้ายมาอยู่โรงพยาบาลอำเภอบ้านผือ จ.อุดรธานี และเปิดคลินิกรักษาโรคทั่วไปด้วย ต่อมาปี 2527 ได้มาเปิดคลินิกที่ตัวเมืองอุดรธานี และได้ย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี กระทั่งถึงปี 2540 จึงลาออกจากราชการมาเปิดคลินิกรับทำแท้ง และยังทำธุรกิจบ้านจัดสรรควบคู่ไปด้วย โดยเป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านจามจุรี

นอกจากนี้ น.พ.เลอพงษ์ ยังให้การด้วยว่า เกี่ยวกับการทำแท้งให้หญิงสาวทั่วไปนั้น เริ่มมาตั้งแต่ยังรับราชการเป็นหมอรับรักษาโรคทั่วไปอยู่ โดยจะทำหน้าที่ตรวจรักษาโรคทั่วไปให้กับหญิงสาว รวมทั้งหญิงขายบริการ และพวกที่จะไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งต่อมามีหญิงสาวหลายคนที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกได้มาขอให้ช่วยทำแท้งให้ ซึ่งก็มีมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนที่เป็นเด็กสาววัยรุ่นก็มีมาเรื่อยๆ สำหรับคนที่มาทำแท้งนั้น จะต้องตั้งครรภ์ได้ไม่เกิน 9-10 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 2 เดือนครึ่ง เพราะถ้าเกินจากนี้จะเป็นอันตรายแก่ตัวผู้หญิงเอง

พ.ต.อ.ยรรยงกล่าวต่อไปว่า น.พ.เลอพงษ์ได้ทำแท้งให้กับหญิงทั่วไปมาแล้วถึง 20 ปีเศษ ตรวจสอบสมุดบันทึกพบว่ามีการบันทึกรายชื่อผู้มาตรวจร่างกายเฉลี่ยวันละ 20 ราย เฉพาะวันนี้มีผู้มาตรวจถึง 23 ราย และจากหลักฐานบัญชีรายชื่อคนเข้ารับการตรวจรักษาเพียงแค่ 2 เดือนเศษมีมากถึงพันกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน-นักศึกษา และเฉพาะวันนี้ทำแท้งให้คนไข้ไปแล้ว 5 รายด้วยกัน พอดีเกิดเครื่องมือชำรุดและเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาตรวจค้นจับกุมเสียก่อน รายสุดท้ายขณะเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจพบว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำแท้งพอดี เหลืออีก 4 คนกำลังรอ

ซึ่งน.พ.เลอพงษ์ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าต้องการช่วยเหลือหญิงสาวที่มีปัญหาเรื่องตั้งครรภ์ และคิดราคาประมาณ 1,200 บาทต่อคน ส่วนหญิงสาว 4 คน อายุ 16-22 ปี กำลังอยู่ในวัยเรียน รับสารภาพว่าตั้งท้องกับแฟนหนุ่มต้องการเอาเด็กออก และไม่อยากให้ทางบ้านรู้เรื่อง

ทั้งนี้ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้คลินิกแห่งนี้เล่าว่า หลังจากน.พ.เลอพงษ์ทำแท้งให้คนไข้แล้วก็จะนำก้อนเลือดทิ้งลงโถส้วม โดยต้องใช้บริการรถดูดส้วมถึงเดือนละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการเน่าเหม็น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวนายแพทย์เลอพงษ์ไว้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมต่อไป

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

ส่งกำลังใจให้ จขกท.

แสดงความคิดเห็น

3 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      sitamon
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ถาม     ผู้ทำแท้งบาปอย่างไร?



      ตอบ    พระผู้มีพระภาคตรัสโทษที่สตรีผู้ทำแท้งจะต้อง ได้รับหลังตายไว้ว่า

                         ขุราธารมนุกฺกมฺม         ติกฺข ทุรภิสมฺภวํ



                         ปตนฺติ คพฺภปาตินิโย     ทุคฺคํ เวตฺตรณี นทึ



                         อโยมยา สิมฺพลิโย        โสฬงฺคุลิกณฺฏกา



                         อุภโต อภิลมฺพนฺติ         ทุคฺคํ เวตฺตรณึ นทึ







                แปลว่า   หญิงที่ทำแท้งต้องตกนรก ย่างเหยียบบนคมมีดอันคมกริบที่ไม่น่ารื่นรมย์ แล้วตกไปในแม่น้ำชื่อว่าเวตตรณีซึ่งปีนขึ้นฝั่งได้ยาก  เพราะมีต้นงิ้วที่มีหนามเป็นเหล็กห้อยย้อยปกครุมอยู่ทั้ง ๒ ฝั่ง     ….อ้างอิง.... พระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๒๘ หน้า ๓๗





      นรกเป็นเช่นไร?    

                      นรก  คือ  ภพที่มีแต่ความร้อนรนทุกข์ทรมานหลบหนีไม่ได้   พระเถระท่านหนึ่งกล่าวเปรียบไว้น่าฟังว่า  “ ท่านเคยฝันร้ายที่ต้องถึงกับสะดุ้งตื่นหรือเปล่า? ความรู้สึกในนรกก็เหมือนกันกับฝันร้ายอย่างสุดๆ  ต่างกันแต่ในนรกไม่มีโอกาศผวาตื่นเท่านั้นเอง!”  (ดูรายละเอียดได้ในพระไตรปิฎก(มจร.)เล่มที่ ๑๔ หน้า ๒๔๒)



                      นรกมี ๒ ประเภท คือ



                      ๑. นรกบนดิน เช่น คุก ตาราง ซ่องบางแห่ง ค่าย กักกันนักโทษสงครามบางที่ เป็นต้น



                      ๒. นรกหลังตาย  เป็นภพของสัตว์ที่ต้องมาชดใช้กรรมชั่วที่ตนเองได้เคยทำไว้   มีแต่ความทุกข์ทรมาน และเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างคั่นมิได้



                      ปัจจุบันเป็นยุคประชาธิปไตย  คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์  และมีสิทธิเสรีภาพในการเชื่อหรือไม่เชื่อไม่มีใครมาบีบบังคับได้  หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่อาจบังคับหรือเสกเป่าให้ใครมาเชื่อคำสอนของพระองค์ได้ พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางว่า ทางนี้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ควรเดิน ทางนี้เป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นทางเศร้าหมองควรละ  เราจะเชื่อและปฏิบัติตามพระองค์หรือไม่เป็นสิทธิของเรา



                      พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องนรกสวรรค์  ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราไม่อาจบังคับได้ แต่ถ้าเชื่อจะมีผลดี ๒ ประการ คือ



                      ๑. จะทำให้ชีวิตของเขามีแต่ความสุขความเจริญ เพราะไม่กล้าทำความชั่ว กลัวว่าตายแล้วจะไปตกนรก  แล้วหันมามุ่งทำแต่คุณงามความดีเพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ในชาติหน้า



                      ๒. ถ้าเกิดนรกมีจริง เขาก็ไม่ต้องไปตกนรกเพราะมุ่งทำคุณงามความดีมาโดยตลอด

                      แต่ถ้าไม่เชื่อจะได้รับผลเสีย ๒ ประการเช่นกัน คือ



                                     ๑. ชีวิตในชาติปัจจุบันไม่มีความสุข เพราะสร้างแต่ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ ที่สุดก็ต้องไปอยู่ในคุก ตาราง ตกเป็นทาสของยาเสพติด



                                      ๒. ถ้าหากนรกมีจริง เขาก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน



                      สรุปว่า  ถ้าเชื่อจะมีแต่กำไรและเสมอทุน  แต่ถ้าไม่เชื่อจะมีแต่ขาดทุนกับขาดทุน



      ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๙๘

                      คัมภีร์พระไตรปิฎก ได้บรรทึกเรื่องนรกสวรรค์ไว้ให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าดังต่อไปนี้



                      ๑. เทวทูตสูตร       เล่มที่ ๑๔  หน้าที่ ๒๕๙



                      ๒. นรก  เล่มที่ ๑๙   หน้าที่ ๖๒๕



                      ๔. เปรต เล่มที่ ๒๖  หน้าที่๑๖๘



                       ๕. นรกใหญ่ ๘ ขุม  เล่มที่ ๒๘  หน้าที่ ๔๗



                      ๕. เทพบุตร เทพธิดา  เล่มที่ ๒๖ หน้า ๘-๑๕๐





      ทำแท้ง คืออะไร?



                การแพทย์สมัยใหม่ได้อธิบายขั้นต้อนวิวัฒนาการของชีวิตในครรภ์มารดาไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มตั้งแต่ตัวสเปิร์มในอสุจิของคุณพ่อประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านตัวสามารถเจาะเข้าไปภายในไข่ของคุณแม่ที่สุกเต็มที่ได้เพียงตัวเดียว ต่อจากนั้นวิวัฒนาการของชีวิตจึงเริ่มขึ้นจนกลายมาเป็นตัวเราในปัจจุบันนี้        



                 ศาสตร์อันนี้ หาใช่เพิ่งค้นพบเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ไม่ แต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนแล้วเมื่อ ๒๕๙๐ ปีก่อน และมีรายละเอียดบางอย่างที่การแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถบอกได้ มีอธิบายดังนี้



                เมื่อวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิในไข่ที่ผสมเชื้อไว้แล้วความเป็นคนก็ถือกำเนิดขึ้น วิญญาณที่เกิดสืบต่อ(ภวังควิญญาณ) ก็ทำหน้าที่สร้างสรรและหล่อเลี้ยงชีวิตให้วิวัฒนาการขึ้น ตามลำดับ







                 พระพุทธเจ้าตรัสถึงวิวัฒนาการของชีวิตในครรภ์มารดาไว้ดังนี้



                “รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ  จากเปสิเป็นฆนะ  จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม   ต่อจากนั้นก็มีผม ขนและเล็บเกิดขึ้น  มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภค ข้าว น้ำ โภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ก็เลี้ยงอัตภาพอยู่ด้วยอาหารอย่างนั้น”



      อ้างอิง...พระไตรปิฎก(มจร.) เล่มที่ ๑๑ หน้า๑๐๗ , เล่มที่ ๑๕ หน้า ๒๓๘







      คัมภีร์อรรถกถา อธิบายเพิ่มเติมว่า



                ระยะแรกที่ยังเป็นกลละนั้น  หมายความว่า สัตว์ที่เกิดใน ครรภ์มารดา อวัยวะทุกส่วนมิใช่เกิดพร้อมกันทีเดียว  แท้ที่ จริงแล้วค่อยๆวิวัฒนาการขึ้นทีละน้อยตามลำดับ โดยระยะ แรกอยู่ในสภาพเป็น “ กลละ ” ก่อน



                กลละ คือ น้ำใสๆ มีสีคล้ายเนยใสขนาดเท่าหยาดน้ำ มันงาซึ่งติดอยู่ที่ปลายด้ายที่ทำจากขนแกะแรกเกิด ในกลละนั้น มีเค้าโครงของกายภาพอยู่ด้วยแล้ว ๓ อย่าง



                ๑. กายทสกะ (โครงสร้างทางร่างกาย)                                                  



      ๒. วัตถุทสกะ (โครงสร้างทางสมอง)



                ๓. ภาวทสกะ (โครงสร้างเพศ)



                โครงสร้างทั้ง ๓ นี้ปรากฏรวมอยู่แล้วในกลละ  



                กลละ มีลักษณะเป็นก้อนกลมใสมีขนาดเท่าหยดน้ำมัน งาซึ่งติดอยู่ที่ปลายขนแกะแรกเกิด ๑ เส้น



                จากกลละมาเป็นชิ้นเนื้อ(จากน้ำใสๆมาเป็นน้ำขุ่นๆ)   ครั้งเป็นกลละได้ ๗ วัน กลละนั้นก็วิวัฒนาการเป็นน้ำขุ่นข้น มีสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ เรียกว่า “อัพพุทะ”



                จากอัพพุทะมาเป็นชิ้นเนื้อ(จากน้ำขุ่นๆเป็นชิ้นเนื้อ)   ครั้งเป็นอัพพุทะได้ ๗ วัน อัพพุทะเกิดการแข็งตัวกลาย เป็นชิ้นเนื้อสีแดง มีลักษณะคล้ายเนื้อแตงโมบด



                จากชิ้นเนื้อมาเป็นก้อนเนื้อ  ครั้นเป็นชิ้นเนื้อได้ ๗ วัน ชิ้นเนื้อนั้นก็เกิดการแข็งตัวขึ้นกลายเป็นก้อนเนื้อทรงกลม คล้ายไข่ไก่



                จากก้อนเนื้อก็เป็น ๕ สาขา สัปดาห์ที่ ๕ (วันที่๒๙) ก้อนเนื้อมีปุ่มเกิดขึ้น ๕ ปุ่ม     ปุ่มเหล่านั้นจะเป็นศีรษะ ๑ แขน ๒ และ ขา๒        



                          สัปดาห์ที่ ๖  เกิดเค้าโครงตา (จักขทกะ)                                      

                          สัปดาห์ที่ ๗  เกิดเค้าโครงหู (โสตทสกะ)



                          สัปดาห์ที่ ๘  เกิดเค้าโครงจมูก(ฆานทสกะ)                                

                          สัปดาห์ที่ ๙  เกิดเค้าโครงลิ้น (ชิวหาทสกะ)



                         ตั้งแต่แรกถือปฏิสนธิ จนกระทั่งถึงเวลาเกิดอวัยวะ คือ ตา หู จมูก รวมเวลาทั้งสิ้น ๙ สัปดาห์



                         จากสัปดาห์ที่ ๙ ไปจนถึงสัปดาห์ที่ ๔๒ องค์อวัยวะ ต่างๆ เกิดขึ้นครบ คือ ผม ขน เล็บ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า



                         ในขณะที่องคาพยพต่างๆเกิดขึ้นนั้น อวัยวะปลีกย่อย ต่างๆ ของร่างกายก็เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย



                ทันทีที่จุติจิต(ตาย)เกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตเกิดติดต่อกัน ทันทีไม่ขาดสาย เหมือนน้ำที่ไหลติดต่อกันในลำธารไม่มี อะไรมาคั่นกลาง   แม้ว่าจะตายที่กรุงเทพฯแล้วไปเกิดใหม่ ที่New Yock  จิตขณะจุติและปฏิสนธิก็จะเกิดดับติดต่อกัน ไม่ขาดสาย เพราะจิตเกิดดับรวดเร็ว เพียงชั่ววินาทีเดียวจิต เกิด-ดับถึงแสนโกฏิขณะ



          



                ฉะนั้นทันทีที่จุติจิตกิดขึ้น จิตที่สืบติดต่อกันนั้นก็ต้องเป็นปฏิสนธิจิตด้วยอำนาจของกรรมเป็นตัวสั่งการ  เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ภวังคจิตเกิดขึ้นสืบต่อทันที ต่อไปจนถึงภวังคจลนะ จากนั้นก็ภวังคุปปัจเฉทะตัดกระแสภวังค์เดิมเพื่อรับอารมณ์ใหม่ต่อไปอีก    



                ตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นต้นไป ทั้งๆที่ไม่สามารถมองเห็นหรือ ส่องกล้องดูได้ เพราะยังเป็นน้ำใสคือเป็นกลละอยู่  แต่สัตว์ นั้นก็มีจิต เจตสิก รูปอยู่พร้อมเพรียง  อารมณ์ก็เกิดได้ แต่เป็น อารมณ์ที่อ่อนมาก เพราะเพิ่งจะได้ตั้งต้น พลังงานของกรรม เพิ่งเริ่มวางรากฐาน อารมณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับเรา หลับๆ ตื่นๆ หรือฝันไปดีบ้างร้ายบ้าง ไปตามอำนาจของกรรมที่ได้ สั่งสมมา ตื่นขึ้นก็เล่าความฝันไม่ค่อยถูก  เวลานี้ผู้ใดได้ ประหารเด็กในครรภ์ก็ได้ชื่อว่าฆ่ามนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์  เรียกว่า “ทำแท้ง”



                ฉะนั้น ความเข้าใจของนักวิชาการทั่วไปโดยเฉพาะนัก วิชาการที่ได้รับความรู้มาจากฝรั่ง ชาวตะวันตกที่เข้าใจกัน ว่า “ ชิ้นเนื้อในครรภ์ที่มีอายุไม่ถึง๒-๓เดือนยังไม่มีชีวิต” เป็น ความเข้าใจที่ผิด ไม่ถูกต้อง!  เพราะทันทีที่ตัวอสุจิจากพ่อ เข้าผสมกับไข่ของแม่และมีจุติวิญญาณ  ชีวิตมนุษย์ก็เกิด ขึ้นทั้นที โดยไม่ต้องรอให้มีรูปร่างเหมือนอย่างที่นักวิชา การทั่วไปเข้าใจกัน

      ถาม...              ทำบุญล้างบาปได้หรือไม่          

      ตอบ    กรรมลบล้างไม่ได้  แต่หลีกหนีผลกรรมได้ (ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๔ หน้า ๑๑)

                อดีตล่วงพ้นไปแล้ว  การกระทำทุกอย่างที่กระทำไปด้วยเจตนาไม่ว่าจะชั่วหรือดีก็ตาม ก็เป็นอันได้กระทำไปแล้ว และผลกรรมนั้นจะต้องย้อนกลับมาหาตัวผู้กระทำในที่สุด   แต่เวลาที่กรรมให้ผลนั้นไม่แน่นอนว่าจะช้าหรือเร็ว  จะเป็นปัจจุบันหรืออนาคต   ถ้าหากกรรมที่ได้กระทำก่อนหน้านั้นยังให้ผลไม่หมด หรือกรรมที่กระทำในปัจจุบัน มีวิบากแรงกว่าก็จะทำให้กรรมนั้นมีผลช้า เมื่อเป็นเช่นนี้หนทางที่จะหลีกหนีผลกรรมก็พอมีทาง(ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๗๙)  ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กระทำเองว่า มีฝีเท้าในการหลีกหนีมากน้อยแค่ไหน มีเส้นชัยอยู่ที่อนุปาทิเสสนิพพาน(ดับขันธปรินิพพาน)  ถ้าในระหว่างนี้เขามุ่งมั่นทำเฉพาะบุญกุศลอบรมสติปัญญาให้ปราดเปรื่องอยู่ตลอดเวลา จนถึงขณะจิตสุดท้าย   หลังตายก็จะไปเกิดในภพดี ๆ ได้  และหากเขาทำได้เช่นนี้ทุกภพทุกชาติ ไม่มัวหลงระเริงกับความสุขเล็กๆน้อย ๆ ที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว อันเป็นผลพลอยได้จากการเร่งทำบุญ  เขาก็มีโอกาสเข้าถึงเส้นชัยได้ก่อนที่บาปจะตามมาทัน  



                เปรียบเหมือน โจรผู้ร้ายที่ได้ก่อคดีอาญาไว้ แล้วหลบหนีการจับกุมได้ตลอด  ๒๐ ปี  มีความสามารถในการหลบหลีกเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เมื่ออายุความครบ ๒๐ ปี คดีความก็เป็นอันหมด อายุไป  กฎหมายไม่อาจลงโทษเขาได้อีกต่อไป  บาปที่เราทำไว้ก็เช่นกัน หากเราเข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพานได้แล้ว  ก็ไม่อาจตามมาให้ผลได้อีกต่อไป(ดูรายละเอียดในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ ข้อ ๒๑๙ หน้า ๓๖๕)      แต่โดยมากยากที่จะเป็นเช่นนั้น    มักถูกวิบากกรรมตามมาทันเสียก่อน  หลายคนหลายท่านพยายามวิ่งหนีเอาจิต รอดสุดชีวิต  ต้องถึงกับผ้าผ่อนหลุดลุ่ยกว่าจะเข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพาน เข้าสู่ที่ปลอดภัยได้  



                ตัวอย่างเช่น พระองคุลีมาลเถระ กว่าท่านจะฟันฝ่าอุปสัคเข้าสู่เส้นชัยได้ ถูกกรรมเก่าไล่กวดจับจวนเจียนจะทันอยู่แล้ว  หรืออาจจะถูกกรรมเก่าจับติดชายผ้านุ่งแล้ว   แต่ท่านก็ยังพยายามดิ้นรนเต็มที่ ถึงกับถอดผ้านุ่งออกแล้ววิ่งล่อนจ้อนต่อไป จนเข้าสู่เส้นชัยจนได้  เมื่อเข้าสู่เส้นชัยแล้ววิปากกรรมก็มิอาจส่งผลได้อีก ไม่ต้องชดใช้กรรมใดๆ อีกต่อไป(ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ ข้อ ๒๓๔ หน้า ๓๙๗)  กรรมที่เคยทำไว้จะกลาย เป็นอโหสิกรรมไป (ดูรายละเอียดในคัมภีร์อภิธรรมัตถสังคหะ  ปริจเฉทที่ ๕  เรื่องกัมมจตุกกะ)  

                        



                คัมภีร์มโนรถปูรณี   อรรถกถาอังคุตรนิกาย  เอกก-ติกนิบาต   หน้า ๑๓๒    อธิบายว่า  



      ในเวลาที่กุศลกรรมให้ผล อกุศลกรรมอย่างหนึ่งจะตั้งขึ้นตัดรอนกรรมนั้นให้ตกไป   ถึงในเวลาที่อกุศล กรรมให้ผลกุศลกรรมอย่างหนึ่ง ก็จะตั้งขึ้นตัดรอนกรรมนั้นแล้วให้ตกไป นี้ชื่อว่าอุปัจเฉทกกรรม   ในบรรดาอุปัจเฉทกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมของพระองคุลิมาลเถระได้เป็นกรรมตัดรอนอกุศล



                พระมหาเถระอีกรูปหนึ่ง ท่านมีบุญบารมีมากกว่าพระองคุลีมาลหลายเท่านัก และทั้งที่สามารถเข้าถึงสอุปาทิเสสนิพพานได้แล้ว แต่ท่านก็ยังถูกกรรมเก่าตามมาทันจนได้ ท่านผู้นั้น   คือ  พระมหาโมคคัลลานเถระ(ดูราย ละเอียดในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ ข้อ ๖๐ หน้า ๓๙๐) ผู้อัครสาวกเบื้องซ้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กรรมของท่านมีพลังอำนาจถึงเพียงนี้ เนื่องจากในชาติก่อนท่านได้ฆ่าพ่อแม่ของตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในอนันตริยกรรม ๕ ประการที่จัดว่าเป็นกรรมชั่วที่หนักที่สุด  กรรมที่ท่านได้ทำนั้นส่งผลให้ท่านแทบเอาจิตไม่รอดทั้ง ๆ ที่ท่านสั่งสมบุญกุศลมาเป็นจำนวนมหาศาลถึงขนาดที่สามารถส่งท่านเข้าสู่พระนิพพานได้    แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้านแรงบาปแทบไม่ไหว   ท่านเข้าสู่สอุปาทิเสสนิพพานได้แล้วกรรมก็ยังตามมารังควาญอยู่ คือ ทั้งที่ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้รับสรรเสริญจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผู้มีฤทธิ์กว่าพระอรหันต์ทั้งปวงก็ยังถูกพวกโจรทำร้ายทุบตีร่างกายจนแหลกละเอียด เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  แต่ก็ยังดีที่บาปตามมาทันขณะที่ท่านก้าวเข้าสู่เส้นชัยได้ครึ่งตัวแล้ว จึงทำให้ผลกรรมย่ำยีท่านได้แต่ร่างกายเท่านั้น ไม่อาจทำให้จิตท่านหวั่นไหวได้







                พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “บัณฑิตทั้งหลาย เรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกายเป็นมุนีทางวาจา  เป็นมุนีทางใจ  ผู้ไม่มีอาสวะว่า เป็นมุนีผู้สมบูรณ์ด้วยโมเนยยธรรม ล้างบาปได้แล้ว”  



      (ดูรายละเอียดใน คัมภีร์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ หน้า ๗๐)





      เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุควิทยาศาสตร์  ความรู้หรือหลักวิชาการทุกอย่างต้องผ่านการทดสอบทดลองทางวิทยาศาสตร์เสียก่อนจึงจะเชื่อถือได้   อย่างน้อยก็ต้องให้คนจบปริญญาเอกสักคนช่วยค้ำประกันให้  ฉะนั้น จึงขอเสนอรายชื่อหนังสือที่เขียนโดยศาสตราจารย์ของฝรั่ง มีเนื้อหายืนยัน ว่าชาติหน้ามีจริงดังนี้    



      ๑. 23 ผู้กลับชาติมาเกิด  โดย  Ian Stevenson, M.D. (ศาสตราจารย์ น.พ.เอียน สตีเวนสัน)   มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย  พิมพ์โดย อภิธรรมมูลนิธิ หน้าพุทธมณฑล อ. พุทธมณฑล  จ. นครปฐม 73170



      http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237



      Ian Stevenson, M.D. is known for his groundbreaking research into the phenomena of children who remember previous lives. From 1967-2001, Dr. Stevenson was the Director of the Division of Personality Studies at the University of Virginia. Ian Stevenson’s research into cases of children who claim to remember previous lives has taken him around the world. He employs rigorous scientific methods in his research into such cases. His Twenty Cases Suggestive of Reincarnation, published in 1966, documented 20 cases in which reincarnation was offered as the most plausible explanation for the phenomena. Dr. Stevenson is the author of many other books, including Unlearned Language (1984), Children Who Remember Previous Lives:  A Question of Reincarnation (1987), Where Reincarnation and Biology Intersect (1997), and European Cases of the Reincarnation Type (2003). Available titles by Ian Stevenson:



      http://www.questbooks.net/author.cfm?authornum=237







      ๒. ชาติภพ   โดย Brian L.Weiss,M.D.   ( มหาวิทยาลัยไมอามี่)   จุไรรัตน์ อารยะกิตติพงศ์  แปล สำนักพิมพ์มติชน ๑๒ ถ.เทศบาลนฤมาล ประชาชื่น๑ กทม.  ๑๐๙๐๐



      http://www.matichonbook.com/images/cover/L470426102702.jpg

      ชื่อหนังสือ : ชีวิตระหว่างภพ (Life between Life)

      หมวด : สารคดี -- สิ่งลี้ลับ/ความเชื่อ

      ผู้แต่ง : อรทัย เจริญชาติ

      จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน

      พิมพ์ครั้งที่ 4 : สำนักพิมพ์มติชน กันยายน 2548

      กระดาษปอนด์เหลือง ปกอ่อน

      จำนวนหน้า : 267 หน้า

      ขนาดหนังสือ : 14.6 cm. x 25 cm

      ISBN : 974-322-433-5







      ๓. ประจักษ์พยานตายแล้วเกิด โดย   ดร. บุณย์ นิบเกษ โรงพิมพ์สหมิตรออฟเซท ๔๘ /๕๔  ถนนพระสุเมรุ   บ้านพานถม  พระนคร กทม. ๑๐๒๐๐โทร.๒๘๒๒๒๐๘  พิมพ์ครั้งที่ ๓



      ๔. จิตใต้สำนึกกับการระลึกชาติ  โดย Jess Stearn  “ทศยุทธ์” แปล สำนักพิมพ์เรืองบุญ ๑๐/๐  ม.๗ ต.บางกระสอ   อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ        



      ๕. ๒๕ ผู้ระลึกชาติ   โดย  นที ลานโพธิ   และคณะ    สำนัก พิมพ์ธารบัวแก้ว    ๒๕/๕/๕๔ ซ.หมู่บ้านเจริญรัตน์ ถ.ประชาราษฏร์ ๑๖  ต.ตลาดขวัญ   จ.นนทบุรี  



      ๖. แว่นส่องจักรวาฬ  โดย พ.ต.อ.ชลอ อุทกภาชน์ ธ.บ. โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ ๔๗  ถ.เฟื่องนคร พระนคร       กรุงเทพฯ ๒๕๐๒ (นายรวล รุ่งเรืองธรรม)







                      เนื้อหาของหนังสือทั้ง ๖ เล่มนี้จะบอกให้รู้ว่า เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ มิใช่เป็นความเชื่อของชาวพุทธ  แต่เป็นกฏธรรมชาติที่มีอยู่คู่โลกและจักรวาล  ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  จะนับถือศาสนา/ศาสดาองค์ใดก็ตาม  ถ้าหากเขายังมีกิเลสตัณหาในจิตใจอยู่   เขาก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้ง ๓๑ ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเวียนสุขเวียนทุกข์  เป็นเทพบ้าง  เป็นมนุษย์บ้าง  เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง   ตกนรกบ้าง   ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ไม่มีที่สิ้นสุด











      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เธซเธซเธซ
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      เธ—เธณเนเธ—เน‰เธ‡เน€เธ–เธทเนˆเธญเธ™เธเน‡เน€เธชเธตเนˆเธขเธ‡เธ•เธฒเธข  เธ—เธณเนเธ—เน‰เธ‡เธเธฑเธšเนเธžเธ—เธขเนŒเธเน‡เธœเธดเธ”เธเธŽเธซเธกเธฒเธข เนเธฅเน‰เธงเธ•เธฃเธนเธˆเธฐเน„เธ›เธ—เธณเธ—เธตเนˆเน„เธซเธ™
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      fuck
      Guest IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ก็นะ เขาไม่พร้อม คุณไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่เข้าใจ ไม่ต้องไปโทษผู้หญิงว่าเลว ว่าชั่ว ผิดหรอ? ร่างกายของเรา เรามีสิทธิ์เลือก ถ้าตัวผู้ตั้งครรภ์ไม่ยินยอมให้เด็กอยู่ในครรภ์ ในเมื่อเราไม่พร้อมมีสิทธิ์เอาออกนะ ไม่มีใครอยากทำหรอก มีใครอยากให้ตัวเองเจ็บตัวบ้างล่ะ ก็มีแต่พวกโลกสวยนี่แหละที่ไม่ยอมรับ ถ้าเก็บไว้แล้วคลอดออกมา ท้องไม่มีพ่อ? คนก็ตราหน้าว่าอีนี่เลว กะหรี่ (แหมพูดอย่างกับว่า ตัวเองดีทุกอย่าง) ท้องไม่มีพ่อบ้าง เรียนไม่จบ ภาระตกอยู่ที่ใครล่ะ? พ่อแม่แน่นอนค่ะ บางรายอาจถูกด่ากลับมาอีก งามหน้าแล้วมั้ยล่ะ นี่หรอปรึกษาครอบครัว ทั้งที่คนในครอบครัวเองยังไม่ยอมรับ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคนที่เป็นกำพร้า พ่อแม่ไม่มี ครอบครัวมีปัญหา หรืออาศัยอยู่คนเดียว ท้องแล้วผู้ชายไม่รับผิดชอบ ภาระทั้งหลายทั้งจะตกอยู่ที่ผู้หญิงคนเดียว ลองมองในทางของปู้หญิงบ้าง เรียนไม่จบ อายุยังน้อย แถมมมีลูก แต่ไม่มีผัว ใครจะเลี้ยงช่วยล่ะ ทำงาน? ใครดูแลลูกล่ะ เมื่อเราพร้อมจริงๆค่อยมีก็ได้ แต่งงาน มีครอบครัว ตอนนี้เค้าไม่พร้อมก็เปิดใจเถอะนะ นี่ความคิดเห็นส่วนตัว
      ตอบกลับ

กระทู้ที่คนนิยมอ่านต่อ

เกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป