/>

8 เทคนิคเด็ด!! เพิ่มความขยัน + ไล่ความขี้เกียจ ก่อนสอบ []

วิว

         วัสดีค่ะน้องๆ.. แค่ให้นึกว่าพรุ่งนี้ต้องตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำไปโรงเรียน น้องๆ คงอุทานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า "ขี้เกียจโว้ย" โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์หรือวันแรกของการเปิดเทอม นอกจากนี้ความขี้เกียจอีกรูปแบบที่เจอเป็นประจำในวัยเรียนก็คือ "ขี้เกียจอ่านหนังสือ" หรือจะมีคนเถียงว่าหนูไม่เคยขี้เกียจค่ะ O_o!!

         ความขี้เกียจเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ค่ะ แต่การขี้เกียจควรมีอยู่อย่างจำกัดนะคะ ไม่เช่นนั้นชีวิตน้องๆ อาจเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง เช่น ขี้เกียจตัวเป็นขนจนไม่ยอมอ่านหนังสือแบบนี้คงเดาผลลัพธ์กันได้ บนโลกนี้ไม่มีคนขี้เกียจแล้วประสบความสำเร็จหรอกนะ ดังนั้นน้องๆ เป็นนักเรียน หน้าที่หลักคือตั้งใจเรียน รู้จักอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้เข้าสมอง มาถึงตรงนี้ใครที่ขี้เกียจอ่านหนังสืออยู่ ลองมาดูแนวทางต่อไปนี้ เผื่อว่าจะสลัดความขี้เกียจออกไปได้บ้าง


   >> หาเชื้อไฟมาเติมด่วน
         พี่มิ้นท์ให้เวลาน้องๆ 2 นาที เพื่อนึกว่าดูว่าทุกวันนี้เราเรียนไปเพื่ออะไร?
         ครบ 2 นาทีแล้ว!! ใครยังคิดไม่ได้ พี่มิ้นท์คอนเฟิร์มว่าในอนาคตจะมีตัวขี้เกียจมาเกาะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะน้องยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต ขาดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ แต่สำหรับน้องที่มีเป้าหมายอยู่ในใจแล้ว ขอให้เอาสิ่งนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ คิดถึงภาพความสำเร็จ วันที่เราได้ใส่ชุดครุย วันที่เราได้ทำงานดีๆ วันที่เราเลี้ยงพ่อแม่ได้กินอยู่สบาย

         ในทางจิตวิทยา การวางเป้าหมายเป็นบ่อเกิดความคิดสร้างสรรค์และพลังมหาศาลเลยค่ะ คล้ายกับการที่เราตกหลุมรักใครสักคน แล้วมีเรี่ยวแรงทำทุกอย่างเพื่อคนที่เราชอบนั่นแหละค่ะ ตั้งเป้าหมายตั้งแต่วันนี้ แล้วใช้เป้าหมายที่วางไว้ไล่ความขี้เกียจออกไปซะ ชิ่วๆ

 
  >> ลุกขึ้นมาบิด
        เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะลุกมาอ่านหนังสือหลังดูละครจบ! เวลาก็ล่วงเลยมาดึกแล้ว แถมอยากไปนอนฝันให้ฟินต่อ ถ้ามีอาการแบบนี้ทุกวัน ไม่มีเวลาได้แตะหนังสือแน่นอนค่ะ

        ใครที่วางแผนไว้ว่าจะต้องอ่านหนังสือทุกวัน แต่มักขี้เกียจอยู่บ่อยๆ แนะนำให้น้องๆ ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจก่อนอ่านหนังสือหรือบิดในช่วงที่เรารู้สึกขี้เกียจ
การบิดขี้เกียจช่วยให้เส้นสายได้ยืดผ่อนคลาย แถมยังช่วยปลดปล่อยความเมื่อยล้าได้อีก ทำให้กระฉับกระเฉงขึ้น ยิ่งบิดแล้วมีเสียงดังกรอบแกรบ~~ ยิ่งสบายตัวค่ะ แค่นี้ตาก็ลุกวาวพร้อมอ่านหนังสือต่อแล้ว อย่าลืมนะคะ ขี้เกียจเมื่อไหร่ ลุกขึ้นมาบิดให้หายขี้เกียจไปเลย แล้วเราจะขยันขึ้นค่ะ

  
>> นึกถึงคนรอบข้างให้มากกว่าตัวเอง
         เหตุผลอย่างหนึ่งที่น้องๆ ขี้เกียจอ่านหนังสือ คือ รักความสบายและคิดว่าการอ่านหนังสือคือทุกข์อย่างหนึ่ง คนที่คิดแบบนี้เป็นคนที่นึกถึงแต่ตัวเอง มองตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล "ฉันไม่อยากอ่านก็คือไม่อ่าน" ทำให้คนแบบนี้แพ้ความขี้เกียจอยู่เรื่อยไป แต่ถ้าลองนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้น เราจะมีกำลังใจ ความขยันจะเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว อย่างน้อยก็ครอบครัวของเรา ลองคิดดูดีๆ เวลาเราขี้เกียจ เราเหนื่อยแค่เรียนเองนะคะ แต่พ่อแม่ล่ะ? นอกจากจะต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังต้องหาเงินส่งเราเรียนอีก ถ้าเราสอบตก หาที่เรียนไม่ได้ หางานไม่ได้ อาจทำให้พ่อแม่เหนื่อยไปตลอดชีวิตเลยนะ (โอ้!! ดราม่าน้ำตาแตกสุดๆ)

   >> อย่าอ่านหนังสือตอนเพลีย
          การอ่านหนังสือตอนร่างกายอ่อนเพลียทำให้เราไม่มีสมาธิอ่าน ร่างกายก็เหนื่อย สมองก็ล้า ชวนให้หลับคาหนังสือจริงๆ สรุปว่าอ่านตอนนี้ไม่ได้อะไรจริงๆ ค่ะ ดังนั้นวันไหนที่เรียนพละมาเหนื่อยๆ หรือเรียนพิเศษมาเหนื่อยๆ พักให้หายเหนื่อยก่อน หรืออาบน้ำ ล้างหน้า ดื่มน้ำผลไม้สดๆ กระตุ้นให้สดชื่นก่อนอ่านหนังสือก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้ารู้ตัวว่าเหนื่อยมากกก อยากพักก็ขอให้พักผ่อนก่อน เอาเวลาไปพักผ่อนเติมแรงสมองดีกว่ามาฝืน(ทำเป็น)อ่าน แต่ไม่ได้ความรู้อะไรกลับไป รวมถึงในเคสที่ไม่สบายด้วย พักให้หายดีแล้วกลับมาอ่านก็ยังไม่สายนะคะ^^

  
>> คิดปุ๊บ! ทำปั๊บ!
        อาการของคนขี้เกียจคือ ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ดีหน่อยก็ผัดแป๊บเดียวแล้วลงมือทำ แต่บางคนผัดไปเรื่อยๆ จนลืมไปเลยว่ามีเรื่องค้างต้องทำอยู่ พฤติกรรมเหล่านี้บ่มเพาะให้เราเป็นคนขี้เกียจฝังรากลึกกก สุดท้ายสิ่งที่ทำเป็นประจำก็จะติดเป็นนิสัย ทีนี้แก้ไขลำบากแล้วค่ะ
       
วิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้เลิกขี้เกียจได้ คือ คิดอะไรก็ลงมือทำทันที ใช้ได้กับทุกๆ เรื่องในชีวิตเลยค่ะ


   >> ให้อยู่ใกล้คนขยัน
        น้องๆ คงเคยได้ยินสำนวนสุภาษิตว่า "คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล" ความขี้เกียจก็ไม่ต่างจากสุภาษิตนี้เท่าไหร่ ถ้าน้องๆ เลือกคบคนขี้เกียจ ไม่วันใดวันหนึ่งน้องก็จะขี้เกียจตามไปด้วย แต่ถ้าเลือกคบคนขยัน สภาพแวดล้อมจะนำพาให้เราขยันไปด้วย จากเดิมที่ชวนกันไปเที่ยวห้างทุกเย็น หมูกระทะทุกเสาร์-อาทิตย์ อาจเปลี่ยนเป็นอยู่ช่วยกันทำการบ้านที่โรงเรียนก็เป็นได้  
       (หากลุ่มคนขยันได้แล้ว ให้ซึมซับความขยันของเพื่อนเข้ามานะ ไม่ใช่ไปแพร่ความขี้เกียจให้เพื่อน อิอิ)

 
  >> จัดระเบียบชีวิตให้ดี
         เวลาไหนต้องทำอะไร ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวเราอีกแล้วค่ะ จัดระเบียบตารางชีวิตให้ลงล็อค ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องเรียนนะคะ แต่รวมถึงกิจกรรมในแต่ละวันตั้งแต่เช้ายันก่อนนอน

          น้องๆ อาจจะมองว่าทำปฏิทินส่วนตัวค่อนข้างเสียเวลา แต่ถ้ามองในแง่ประโยชน์ที่จะได้รับมีมากกว่าที่คิด
การเขียนตารางชีวิตของน้องๆ ช่วยให้เรารู้ว่าในแต่ละวันเราต้องทำอะไรบ้าง อะไรควรทำก่อน-หลัง ชีวิตประจำวันเราจะเป็นระบบมากขึ้น กิจกรรมที่จดไว้อย่างละเอียดจะช่วยให้ลดความขี้เกียจได้ด้วยค่ะ ยิ่งวันไหนมีสิ่งต้องทำหลายอย่าง จะช่วยย้ำเตือนและเช็กไปในตัวว่าเราทำเสร็จหรือยัง รวมถึงยังมีประโยชน์ในแง่ที่เตรียมความพร้อมสิ่งที่ต้องทำในวันอื่นๆ ได้ด้วย

  
>> อ่านแบบอยากรู้ แทนการอ่านเพื่อสอบ
         ความแตกต่างระหว่างการอ่านอยากรู้กับอ่านเพื่อสอบ ในแง่ของประโยชน์ การอ่านเพื่อสอบอาจได้เนื้อหาแน่นกว่าแต่ก็ลืมง่ายกว่าเพราะท่องจำ แต่ถ้าเราอ่านแบบอยากรู้ ความรู้ในเรื่องนั้นจะอยู่ในหัวเรานาน เป็นความจำระยะยาว เพราะน้องไม่ได้อ่านด้วยตาเท่านั้น แต่ยังใส่ใจไปกับการอ่านด้วย ทำให้เรามีความสุขและสนุกกับการอ่าน
         ซึ่งการอ่านด้วยความอยากรู้ ยังช่วยลดความขี้เกียจได้อีกด้วย ดังนั้นก่อนจะอ่านหนังสือเรื่องใดเรื่องนึง ลองเปลี่ยนความคิด แทนที่จะคิดว่าอ่านไปสอบวันนี้ แต่ให้คิดว่า "อยากรู้เรื่องนี้ ต้องรีบไปอ่านเรื่องนี้" ช่วงแรกอาจทำยากหน่อยเพราะบางเรื่องชอบไม่ลงจริงๆ ฮ่าๆ แต่หลังๆ จะชินเองค่ะ ใช้ความอยากรู้นำทางให้ค้นหาคำตอบจะดีกว่า แค่นี้น้องๆ ก็อ่านหนังสือด้วยความเต็มใจแล้ว
    

         อะฮ้า...เป็นยังไงบ้างคะน้องๆ ใครที่อ่านจนจบ พี่มิ้นท์ขอปรบมือให้เลยค่ะ อย่างน้อยน้องๆ ก็ขยันอ่านบทความขนาดยาวได้แล้ว จะเลิกขี้เกียจก็คงไม่ยากเกินความสามารถแล้วล่ะค่ะ อย่างไรก็ตามทุกวิธีที่แนะนำไป ต้องอาศัยความมีวินัยของน้องๆ ด้วย อ่านจบแต่ไม่นำไปปฏิบัติก็ไม่เกิดผลในทางที่ดีขึ้นแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ต้องเชื่อก่อนว่าเราจะเลิกขี้เกียจได้ นี่เป็นเป้าหมายแรก คิดให้ได้ แล้วพลังจะมาหาน้องๆ เองค่ะ สู้ๆๆ

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mint

พี่มิ้นท์ - ผู้เขียน

พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#วิธีแก้ความขี้เกียจ #เอาชนะความขี้เกียจ #ขี้เกียจ แก้อย่างไร #นิสัยขี้เกียจ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?