ระวัง!! ยึดติด "สวย-หล่อ" มากเกินไป จะเป็นโรคดูถูกตัวเอง!! []

วิว
           
            น้องๆ เคยมีความรู้สึกเบื่อหน้าตัวเอง หรือไม่ชอบหน้าตัวเองบ้างมั้ยคะ (พี่มิ้นท์ไม่ได้หาเรื่องนะคะ^^) คนเรามีความรู้สึกนี้กันได้ แต่จะรู้สึกก็ต่อเมื่อส่องกระจกแล้วรู้สึกวันนั้นเราดูโทรมจริงๆ เพราะโดยพื้นฐานแต่เดิมคนเราชอบชมตัวเองหรือมองเข้าข้างตัวเองมากกว่าค่ะ แต่ถ้าใครที่มองแล้วถึงขั้นเกลียดหน้าตัวเองตลอด ระวังจะเป็น "โรคดูถูกตัวเอง" นะคะ


 
ระวัง!! ยึดติด "สวย-หล่อ" มากเกินไป จะเป็นโรคดูถูกตัวเอง!!

            "โรคดูถูกตัวเอง" (Body Dysmorphic Disorder) มีอีกชื่อที่ฟังดูแปลกไม่แพ้กันคือ "โรคมองตัวเองในแง่ร้าย" โรคนี้ไม่ได้มีอาการทางร่างกายที่แสดงออกมาชัดเจน หากแต่เป็นอาการทางจิตวิทยา โดยคนที่เป็นโรคนี้จะเกลียดตัวเองมากๆ รู้สึกไม่พอใจรูปร่างหน้าตาของตัวเองตลอดเวลา คิดว่าใบหน้าของตัวเองผิดปกติ ไม่สมส่วน ไม่สวย ไม่หล่อ หน้าตาแย่ ทนเห็นหน้าตัวเองไม่ได้ ทั้งๆ ที่หน้าตาของคนนั้นก็ดูปกติเหมือนคนอื่นปกติทั่วไป
 
 ระวัง!! ยึดติด "สวย-หล่อ" มากเกินไป จะเป็นโรคดูถูกตัวเอง!!           ผลที่ตามมาคือ ผู้ที่ป่วยจะมีอาการย้ำคิดย้ำทำ ส่องกระจกมองหาจุดบกพร่องอยู่ตลอด หลายครั้งพบว่าคนที่เป็นโรคนี้จะพ่วงมากับโรคซึมเศร้าด้วย เพราะเมื่อมองว่าหน้าตาตัวเองแย่มาก ก็ทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต การเข้าสังคมก็ลำบาก หนักขั้นถึงก็อยากฆ่าตัวตายเพราะความบกพร่องทางหน้าตาของตัวเอง แต่ในขณะที่อีกส่วนใหญ่ๆ จะแก้ไขปัญหาด้วยการไปทำศัลยกรรม จนถึงขั้นเสพติดการศัลยกรรมเพื่อต้องการให้ตัวเองดูดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทำจมูกมา 3 รอบก็ยังมองว่าตัวเองไม่สวยก็ต้องไปทำใหม่ เท่านั้นไม่พอต้องไปฉีดนู่นเสริมนี่ ทั้งๆ ที่การเสพติดศัลยกรรมหรือทำศัลยกรรมมากเกินไปอาจทำให้รูปร่างหน้าตาแปลกไปกว่าเดิม
(ภาพด้านซ้ายคือ Jocelyn Wildenstein ผู้ที่ติดการศัลยกรรมอย่างหนัก เพราะพยายามทำให้สวยเอาใจสามีที่ไปมีกิ๊ก แต่สุดท้ายสามีก็ทิ้งไปอยู่ดี)
 
ระวัง!! ยึดติด "สวย-หล่อ" มากเกินไป จะเป็นโรคดูถูกตัวเอง!!
ผอมจะแย่อยู่แล้ว แต่ส่องกระจกทีไรก็คิดว่าตัวเองอ้วนทุกที

        ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงเป็นโรคนี้ได้ ยังมีที่มาไม่แน่ชัดค่ะ แต่โดยรวมก็มีหลายปัจจัย กรรมพันธุ์ก็มีส่วนหากครอบครัวมีประวัติเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน หรือเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ นอกจากนี้ในทางจิตวิทยาแล้ว เรื่องราวในชีวิตค่อนข้างมีผลมากทีเดียว เช่น ตอนเด็กโดนเพื่อนล้อเรื่องหน้าตา หรือมีปมในใจที่เกี่ยวกับผิวพรรณใบหน้าที่เคยทำให้อับอายมาก่อน เช่น เป็นโรคผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายค่ะ  แต่ช้าก่อน! ยังไม่หมดค่ะ อีกปัจจัยที่มีการพบเพิ่มเติมคือ คนที่เป็นโรคนี้จะมีการใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งสมองซีกซ้ายจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับด้านวิชาการ การคิด ดังนั้นคนที่ใช้สมองซีกซ้ายมากจะเครียดง่าย จริงจังกับทุกเรื่องเลยค่ะ ดังนั้นใครไม่อยากเป็นโรคนี้ ห้ามลืมเรื่องสำคัญเลยคือ อย่าเครียดค่ะ

            มาที่การรักษากันบ้าง คนที่เป็นโรคนี้ไม่สามารถรักษาหายด้วยการศัลยกรรมนะคะ ยิ่งทำก็เหมือนกับการพยายามหนีความจริงไปเรื่อยๆ แถมทำมาแล้วก็ยังอคติกับหน้าตัวเองเหมือนเดิม ซึ่งการรักษาโรคนี้ต้องอาศัยจิตแพทย์ เพราะอาการที่เกิดขึ้นมาจากจิตใจของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเอง ดังนั้นการรักษาจึงต้องเริ่มต้นที่วิเคราะห์ด้านจิตใจ เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการพร้อมกับโรคซึ่มเศร้าด้วยแล้วก็อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยยาควบคู่ไปด้วยค่ะ

 
ระวัง!! ยึดติด "สวย-หล่อ" มากเกินไป จะเป็นโรคดูถูกตัวเอง!!
           ไม่น่าเชื่อว่าแค่เรื่องความสวยความหล่อ จะทำให้เกิดโรคประหลาดๆ แบบนี้ได้ด้วย ถ้าน้องๆ อยากรู้ว่าตัวเองเข้าข่ายโรคดูถูกตัวเองหรือเปล่า พี่มิ้นท์มีคำถามคัดกรองการวินิจฉัยโรคนี้มาด้วยค่ะ ลองตอบกันดู
            1. คุณเคยคิดมากเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของคุณหรือไม่ ส่วนไหนของร่างกายที่คุณไม่ชอบ และรู้สึกว่าส่วนนั้นทำให้ดูน่าเกลียด ไม่มีใครคบหรือไม่
            2. ในแต่ละวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงในการคิดเกี่ยวกับส่วนนั้น
            3. คุณตรวจสอบส่วนนั้นวันละกี่ครั้ง (รวมการส่องกระจกหรืออะไรก็ได้ที่สะท้อนภาพหรือการสัมผัสด้วยนิ้วมือ)
            4. ส่วนนั้นขัดขวางความสามารถในการทำงาน การเรียนหรือหน้าที่หรือไม่
          เห็นคำถามไปแล้วมีใครตอบว่าใช่ทุกข้อหรือเปล่า (ถ้าใช่หมด อาจเข้าข่าย รีบหาหมอดีกว่านะคะ ><)

          อย่างไรก็ตามขอสรุปอีกนิดว่าโรคนี้เป็นอาการทางจิตวิทยา และไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ทำศัลยกรรมจะเป็นโรคนี้ เพราะคนปกติทั่วไปก็ย่อมมีความไม่พอใจบางส่วนของร่างกายอยู่แล้ว ซึ่งการรักษาแต่งเติมเสริมในระดับพอดีก็ช่วยสร้างความมั่นใจขึ้นมาได้  แต่ถ้าไม่พอใจรูปร่างหน้าตาจนเครียด ไม่กล้าเข้าสังคม จิตตกทุกครั้งที่ส่องกระจก หรือกังวลจนเกินความพอดีไป ถึงจะเข้าข่ายโรคดูถูกตัวเองค่ะ

           ดังนั้นฝากน้องๆ ชาว
Dek-D.com ซึ่งเป็นวัยที่กำลังอยากสวยอยากหล่อ ก็อย่าไปหลงค่านิยมทางสังคมแบบผิดๆ มากจนเกินไป แค่เราเกิดมาครบ 32 ก็ถือว่ามีบุญแล้ว รูปร่างหน้าตาเป็นของภายนอกค่ะ เมื่อถึงวัยทุกอย่างเข้าที่ ความสวยหล่อก็จะมาเอง ดีกว่าทำไปทำมาแล้วหน้าแย่ ไม่รู้จะไปเอาผิดกับใครนะคะ :)

 
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพประกอบจาก
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์, 
www.oknation.net/blog/print.php?id=854087,
www.theapricity.com, www.drmarcells.com.au,
www.examiner.com/article/body-dysmorphic-disorder-result-of-childhood-bullying,
http://cosmeticsurgeryoz.com/Body-Dysmorphic-Disorder.htm,

 

   
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mint

พี่มิ้นท์ - ผู้เขียน

พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#วิทยาศาสตร์ #โรคดูถูกตัวเอง #โรคมองตัวเองในแง่ร้าย #ศัลยกรรม #เสพติดการศัลยกรรม

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?