/>
ซ่อน
แสดง

เจาะลึกรูปแบบการเรียนและวัฒนธรรม "เตรียมอุดมศึกษา" = การันตีสอบติดมหา'ลัย? []

วิว

      เกือบ 80 ปีที่เตรียมอุดมศึกษาถูกก่อตั้งและยืนหยัดเป็นโรงเรียนชั้นนำของประเทศ ซึ่งหากจะบอกว่าเป็น TOP3 หรือแม้จะบอกว่าอันดับหนึ่งของไทย ก็คงมีหลายคนที่เห็นด้วย จนทำให้คนภายนอกเกิดความสงสัยว่า...

ทำไมหรือเพราะอะไรกันที่ทำให้เตรียมอุดมศึกษา
กลายเป็นโรงเรียนในฝันของเด็กจำนวนมาก
ที่นี่มีอะไรที่ต่างจากโรงเรียนอื่น ทั้งเนื้อหาวิชาการและสภาพแวดล้อม
   
      ในแต่ละปี เตรียมอุดมศึกษาจะรับนักเรียนใหม่ (ม.4) ประมาณ 1,500 คน เท่ากับว่าทั้งโรงเรียนจะมีนักเรียนรวม 4,500 คน จัดว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ปัจจุบันการรับนักเรียนใหม่จะแบ่งเป็น 2 ช่องทาง ได้แก่ โควตาจังหวัด (ต้องมี GPA 3.80 ขึ้นไป) รับสมัครช่วงเดือนธันวาคม และ รอบสมัครสอบทั่วไป (ไม่กำหนดเกรด) รับสมัครช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แน่นอนว่าการแข่งขันในรอบสมัครสอบทั่วไปนั้นมีอัตราการแข่งขันที่สูงมาก คือมีผู้สมัครสอบประมาณ 10,000 คนเลยทีเดียว


 

เตรียมอุดมศึกษาในมุมมองเด็กมัธยมต้น


     จากการพูดคุยกับเด็กมัธยมต้นที่อยากเข้าเตรียมอุดมศึกษา สิ่งแรกที่เด็กๆ จะพูดถึงก็คือ "มักได้ยินชื่อโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตั้งแต่ประถมว่า โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเด็กเก่ง" จึงทำให้มองภาพลักษณ์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาว่ามีแต่คนเก่ง ใครสอบเข้าไปได้ถือว่าเป็นหัวกะทิ และนอกจากภาพลักษณ์ของตัวโรงเรียนแล้ว ภาพลักษณ์ของ "เด็กเตรียม" ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ติดตา เวลาไปเรียนพิเศษตามแหล่งใหญ่ เช่น ตึกวรรณสรณ์ จะเห็นกลุ่มเด็กเตรียมบ่อยๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเด็กโรงเรียนนี้มีคาแรกเตอร์ที่ดูเก่งและดูดีอย่างเห็นได้ชัด พูดกันภาษาบ้านๆ คือ "แค่ใส่ชุดนักเรียนเตรียมก็ดูมีออร่ามาแต่ไกล"

     นอกจากนี้ เด็กบางคนมีพ่อแม่หรือญาติที่เป็นศิษย์เก่าเตรียมอุดมศึกษา จึงทำให้รู้สึกอยากเข้ามาเรียนบ้าง ยิ่งหากมีญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันหรืออายุไม่ต่างกันมากที่เคยเรียนเตรียมอุดมศึกษาแล้วดูประสบความสำเร็จในชีวิตด้านวิชาการในสายตาของพวกเขา เช่น สอบเข้าจุฬาฯ ได้ ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือสอบเข้าหมอติด ก็ยิ่งทำให้มีแรงบันดาลใจที่อยากจะสอบเข้ามากขึ้น รวมถึงทำให้มั่นใจว่า เนื้อหาที่จะได้เรียนภายใต้รั้วเตรียมอุดมศึกษาจะต้องอัดแน่นและเข้มข้นมากกว่าที่อื่น อย่างน้อยก็น่าจะมากกว่าโรงเรียนมัธยมต้นที่เรียนอยู่แน่นอน

      และถึงแม้บางส่วนจะเคยได้ยินเสียงวิจารณ์ภายนอกมาว่า เด็กเตรียมอุดมนั้นแข่งกันเรียน บางคนเห็นแก่ตัว หวงความรู้ แต่ก็ยังอยากเข้าอยู่ดี และมองว่าคนประเภทนี้ก็น่าจะมีอยู่ในทุกโรงเรียนเป็นเรื่องธรรมดา


 
"การเข้าเตรียมอุดมฯ ได้ ก็เท่ากับติดจุฬาฯ ไปแล้วครึ่งตัว
รวมถึงทำให้มีแบ็คกราวนด์ที่ดีในการทำงานในอนาคตอีกด้วย
เหมือนกับบุคคลสำคัญระดับประเทศหลายคนที่มีสูตรสำเร็จในชีวิตคือ
จบมัธยมปลายจากเตรียมอุดมศึกษา และเข้าเรียนต่อที่จุฬาฯ"


นี่คือรูปแบบความสำเร็จในชีวิตในสายตาของเด็กมัธยมต้นจำนวนหนึ่ง

 
      นอกจากนี้ เด็กอีกจำนวนหนึ่งกล่าวว่า หากสอบไม่ติดในรอบแรก ก็ยินดีจะเข้าเรียน ม.4 ต่อที่เดิมไปก่อน แล้วมาซิ่วสอบใหม่อีกครั้ง แม้จะต้องเสียเวลาฟรีๆ ไปหนึ่งปี แต่เชื่อว่าทางบ้านเข้าใจและสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ไม่พบเด็กที่ที่บ้านบังคับหรือกดดันว่าจะต้องสอบเข้าให้ได้ ผู้ปกครองมักมองว่า การสอบเข้าเตรียมอุดมคือการให้เด็กมาลองสนามสอบ ก่อนจะไปเจอสนามจริงในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบได้ก็ดี สอบไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

      และนอกจากเตรียมอุดมศึกษาแล้ว โรงเรียนชั้นนำของประเทศในสายตาเด็กมัธยมต้นยังมีอีกหลายแห่ง เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์ สวนกุหลาบวิทยาลัย สตรีวิทยา มาแตร์เดอี  วัฒนาวิทยาลัย เป็นต้น


แผนการเรียนสายวิทย์ที่หลากหลาย


   
      โรงเรียนมัธยมปลายทั่วไป มักแบ่งแผนการเรียนเป็น วิทย์-คณิต, ศิลป์-คำนวณ และศิลป์-ภาษาต่างประเทศ แต่สำหรับเตรียมอุดมศึกษาแล้ว หากเรียกว่าเป็นโรงเรียนในประเทศไทยที่มีแผนการเรียนมากที่สุดแห่งหนึ่งก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง

       แผนการเรียน มีทั้งหมด 14 แผนการเรียน เริ่มที่สายวิทย์ 8 แผนการเรียน ; วิทย์-คุณภาพชีวิต, วิทย์-คอมพิวเตอร์, วิทย์-ประยุกต์, วิทย์-บริหาร, วิทย์-ภาษาเยอรมัน, วิทย์-ภาษาฝรั่งเศส, วิทย์-ภาษาจีน, วิทย์-ภาษาญี่ปุ่น โดยนักเรียนที่สอบเข้ามาเรียนสายวิทย์ จะได้เลือก 4 อันดับห้องสายวิทย์ที่อยากเข้ามากที่สุด แต่จะได้เข้ามาอยู่สายไหนนั้น จะไล่ตามลำดับคะแนนการสอบเข้าเหมือนการสอบแอดมิชชั่นนั่นเอง

       ด้านเนื้อหาการเรียน ห้องวิทย์ทุกห้องจะเรียนวิชาหลักเหมือนกัน เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ แตกต่างตรงที่แต่ละห้องจะมีคล้ายๆ "วิชาเลือก" ตามแผนการเรียนนั้นๆ เช่น วิทย์-บริหาร มีคาบที่ต้องเรียนวิชาบัญชี, วิทย์-ฝรั่งเศส มีคาบที่ต้องเรียนวิชาฝรั่งเศส, วิทย์-คุณภาพชีวิต มีคาบที่ต้องเรียนวิชาด้านสาธารณสุข, วิทย์-คอมพิวเตอร์ มีคาบที่ต้องเรียนการเขียนโปรแกรม, วิทย์-ประยุกต์ มีคาบที่ต้องเรียนการทำหุ่นยนต์ โดยรวมคือต่างกันเพียงแค่ 2-3 คาบ/สัปดาห์เท่านั้น และเป็นที่รู้กันว่าห้องที่มีคะแนนสอบเข้าสูงที่สุดคือ วิทย์-คอมพิวเตอร์


ตารางสอนห้องแผนการเรียนวิทย์-ภาษาจีน ที่จะได้เรียนภาษาจีน 2 คาบต่อสัปดาห์

      อย่างไรก็ตาม ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ได้เพิ่งประกาศออกมา นั่นคือในปีการศึกษา 2560 ที่กำลังจะรับนักเรียนเข้า จะไม่มีห้องวิทย์ย่อยๆ อีกต่อไป เด็กสายวิทย์ทุกคนที่เข้ามาคือห้องเรียนวิทย์-คณิตทั้งหมด โดยใน ม.4 จะได้เรียนวิชาหลักเหมือนกัน ส่วน ม.5-6 สามารถเลือกวิชาเลือกเรียนเพิ่มเติมเองได้ ซึ่งเด็กหลายคนค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าห้องวิทย์ย่อยๆ เหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเตรียมอุดมศึกษาที่หาไม่ได้จากโรงเรียนอื่น แม้ในมุมมองของเด็กเตรียมอุดมศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และรุ่นพี่ที่จบไปจะค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ในมุมมองของเด็กที่อยากสอบเข้า ก็ยังมองเตรียมอุดมศึกษาเป็นอันดับหนึ่งอยู่เช่นเคย ไม่ได้มีผลว่า พอเปลี่ยนแปลงแล้ว จะทำให้ไม่อยากสอบเข้าแต่อย่างใด

     มีผู้แสดงความเห็นว่า การที่ยุบห้องวิทย์ย่อยแล้วรวบเป็นวิทย์-คณิตทั้งหมด สาเหตุน่าจะเพราะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้สึกของเด็กสายวิทย์แต่ละห้อง เพราะเป็นที่รู้กันว่าวิทย์ห้องไหนเก่งสุดไล่ลำดับลงไป เพื่อย้ำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเด็กวิทย์-คณิตเท่าๆ กัน รวมถึงการที่เด็กที่เพิ่งจบมัธยมต้นจะเลือกห้องวิทย์ย่อยทันทีตั้งแต่สอบเข้ามานั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเร็วเกินไป ควรเข้ามาเรียนก่อนแล้วค่อยเลือกสิ่งที่ชอบภายหลังก็ยังไม่สาย


สายศิลป์ที่ไม่น้อยหน้าใคร



 
     ฟากสายศิลป์ประกอบไปด้วย ศิลป์-คำนวณ, ศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส, ศิลป์-ภาษาเยอรมัน, ศิลป์-ภาษาสเปน, ศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น, ศิลป์-ภาษาจีน และศิลป์-เกาหลี ที่กำลังจะเปิดสอนครั้งแรกในปีการศึกษา 2560 

      การที่เตรียมอุดมศึกษามีห้องสายศิลป์เยอะขนาดนี้ ทำให้ดูเหมือนว่าทางโรงเรียนสนับสนุนเด็กสายวิทย์และสายศิลป์เท่าๆ กัน ในขณะที่หลายๆ โรงเรียนกลับยุบห้องสายศิลป์และไปเพิ่มจำนวนห้องสายวิทย์ รวมถึงหลักสูตรต่างๆ ก็เหมือนเอื้อให้เด็กสายวิทย์มากกว่าจนเหมือนลืมเด็กสายศิลป์ แต่เตรียมอุดมศึกษากลับแหวกกฎนี้ แถมยังกำลังจะเปิดห้องสายศิลป์-เกาหลีเพิ่มอีกด้วย ทำให้เด็กสายศิลป์ที่นี่รู้สึกว่าตัวเองมีจุดยืนพอๆ กับเด็กสายวิทย์ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าหรือถูกทอดทิ้งไว้หลังเขา ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนคนหนึ่งที่เคยซิ่ว ม.4 จากโรงเรียนแห่งหนึ่งกล่าวว่า เดิมตนเรียนอยู่สายศิลป์-ฝรั่งเศส โรงเรียนรัฐย่านชานเมือง รู้สึกได้เลยว่าทางโรงเรียนไม่ค่อยให้ความสำคัญ ปล่อยปละละเลย ให้ความสำคัญและโอ๋เด็กห้องวิทย์มากกว่า แต่พอมาเข้าเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศสที่เตรียมอุดมศึกษา กลับลืมความรู้สึกพวกนั้นแทบหมดสิ้น

 

ฟิตวิชาการเพิ่มเติมด้วยห้อง GIFTED


     นอกจากจะมีการแบ่งแผนการเรียนที่หลากหลายแล้ว ที่เตรียมอุดมศึกษายังมี "GIFTED" เหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ อีกด้วย ถือเป็นโครงการพัฒนาความพิเศษทางด้านต่างๆ ยิ่งตอกย้ำความเข้มข้นด้านวิชาการของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาให้มากขึ้นไปอีก


     - GIFTED คณิตศาสตร์ มักดึงตัวนักเรียนที่สอบเข้าได้ลำดับต้นๆ หรือมีประวัติการทำกิจกรรมที่โดดเด่น เช่น นักเรียนโควตาโอลิมปิกวิชาการ มาเข้าเรียนในห้องนี้ โดยมีการแยกห้องเรียนถาวรเป็นห้อง GIFTED คณิตศาสตร์ เนื้อหาหลักจะเรียนเหมือนแผนการเรียนวิทย์-คอมพิวเตอร์ แต่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับสูงกว่า

​     - GIFTED วิทยาศาสตร์ แยกออกเป็น 4 สาขาวิชา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และโครงงานวิทยาศาสตร์ รับทั้งหมด 40 คน มีการจัดวันเวลาเพื่อให้สอบเข้ามาในหลักสูตรนี้ โดยมีการแยกห้องเรียนถาวรเป็นห้อง GIFTED วิทยาศาสตร์ เนื้อหาหลักจะเรียนเหมือนแผนการเรียนวิทย์-คอมพิวเตอร์ แต่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับสูงกว่า รวมถึงมีเรียนเพิ่มในบางวันจนถึงหัวค่ำ และเป็นที่รู้กันว่า ห้องนี้และห้อง GIFTED คณิตถือเป็นสุดยอดห้องเด็กเก่งเลยก็ว่าได้ (ได้ข้อมูลมาว่า นักเรียนที่ได้เกรดน้อยที่สุดในห้องอยู่ที่ 3.4)

​     - GIFTED ภาษาอังกฤษ รับเฉพาะนักเรียนสายศิลป์ที่สอบเข้ามาได้ อาจารย์จะมีการแนะนำหลักสูตร GIFTED ภาษาอังกฤษ และมีการจัดวันเวลาเพื่อให้สอบเข้ามาในหลักสูตรนี้ ไม่มีการแยกห้องเรียนถาวร แต่เมื่อถึงคาบภาษาอังกฤษ เด็กจะแยกตัวออกจากห้องเรียนปกติของตนเองมาเรียนวิชาภาษาอังกฤษด้วยกัน เน้นเรียน 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียนในระดับสูง

     - GIFTED ภาษาไทย รับนักเรียนทุกแผนการเรียน เช่นเดียวกับ GIFTED ภาษาอังกฤษที่อาจารย์จะมาแนะนำหลักสูตรและจัดวันเวลาสอบให้แก่นักเรียนที่สนใจ โดยนักเรียน GIFTED ภาษาไทยจะได้เรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มเติมในตอนเย็นของบางวัน เน้นนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และมีกิจกรรมให้ทำเพียบ


ไม่ใช่แค่วิชาการ แต่กิจกรรมก็เด่นมากที่สุด


"ที่นี่กิจกรรมเยอะมากแบบมากๆ ไม่คิดมาก่อนว่าจะเยอะขนาดนี้ "


     นี่คือคำพูดจากปากนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาทุกคนที่เรามีโอกาสพูดคุยด้วย เพราะภายในโรงเรียนมีชมรมมากเกือบ 40 ชมรม อาจกล่าวได้ว่าเป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งในไทยที่มีชมรมมากที่สุด เช่น ชมรมภาษาอังกฤษ ชมรมถ่ายภาพ ชมรมการ์ตูน ชมรมเศรษฐศาสตร์ ชมรมสิ่งละอันพันละน้อย ชมรมนิเทศศิลป ชมรมสร้างสรรค์หนังสือ ชมรมศิลปศึกษา ชมรมละครเวที ชมรมอนุรักษ์ ชมรมห้องสมุด ชมรมเชียร์ ชมรม Sci-Tech ชมรมผู้นำเยาวชน ชมรมครอสเวิร์ด เป็นต้น โดย "ทุกคน" ต้องเข้าชมรมอย่างน้อยคนละ 1 ชมรม เก็บเป็นวิชาหน่วยกิต


สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน


   
      หากมองจากสายตาคนภายนอก เตรียมอุดมศึกษาอาจจะเป็นโรงเรียนที่มีแต่เด็กเก่ง ขยัน เนิร์ด บางคนก็ไม่หวงวิชา แต่บางคนก็งกวิชาและมองเพื่อนเป็นศัตรูทางด้านการเรียน 

      แต่สำหรับเด็กเตรียมอุดมศึกษา สภาพแวดล้อมภายในที่พวกเขามองโรงเรียนของตัวเองนั้น ไม่ใช่โรงเรียนของเด็กเนิร์ด แต่เป็นโรงเรียนของเด็กที่มีความรับผิดชอบ เปรียบเสมือน "แหล่งเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย" ด้วยความที่ทุกคนผ่านการสอบเข้าอย่างเข้มข้นเพื่อคัดหัวกะทิเข้ามาเรียน ทำให้ทุกคนมองนักเรียนด้วยกันเองว่า นักเรียนที่นี่เหมือนผู้ใหญ่ในร่างเด็กที่มีความรับผิดชอบทางการเรียนสูงมาก แม้จะทำกิจกรรมหนักแค่ไหน หรือบางคนอาจจะโดดเรียน ไม่อยากเรียนวิชานั้นนี้ที่ตัวเองไม่ชอบ แต่พอถึงเวลาที่ต้องส่งงานหรือสอบ ทุกคนก็จะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง มีวุฒิภาวะที่โตกว่าอายุ และที่สำคัญคือ แม้จะสนิทกันแค่ไหน แต่จะมีพื้นที่ส่วนตัวที่จะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน


 
     นักเรียนจำนวนมากเล่าว่า ในช่วง ม.4 - ม.5 เป็นช่วงที่นักเรียนที่นี่ขยันมาก เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำเกรดในแต่ละเทอมให้ออกมาดี แต่พวกเขาส่วนมาก "กระตือรือร้นเตรียมพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยกันตั้งแต่ ม.4" เริ่มมองหาคณะที่อยากเรียน พิจารณาว่าหลักสูตรไหนที่ใช่ ศึกษาด้วยตัวเองว่าถ้าอยากเข้าคณะนั้นนี้ต้องใช้คะแนนสอบอะไรในสัดส่วนเท่าไร (แทบไม่มีทางเจอเด็กเตรียมอุดมฯ มาตั้งกระทู้ถามว่า อยากเข้าอักษรฯ จุฬาฯ ต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง?) เพื่อจะได้ฝึกฝนตั้งใจหรือหาเรียนพิเศษเพื่อฟิตวิชานั้นๆ ให้ได้คะแนนออกมาเป็นที่น่าพอใจ น้อยคนที่จะไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กเตรียมอุดมฯ ไม่ค่อยมีคนแอดมิชชั่นไม่ติด อาจจะมีบ้างที่สอบติดแล้วไม่เอาหรือได้ในคณะที่ไม่ได้อยากเรียนมากที่สุด เช่น พลาดหมอ ไปติดวิทย์สุขภาพอื่นๆ  แต่คนที่หลุดหมดเลยทั้ง 4 อันดับนั้นแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ นั่นหมายความว่า เมื่อเราเข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เพื่อนๆ กระตือรือร้นขนาดนี้ เราก็ต้องเขยิบตัวเองตามเพื่อนให้ทัน

คะแนนเฉลี่ย ONET ปีการศึกษา 2559 ของนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา

 

"จากสถิติที่ผ่านมาในปีหนึ่ง นักเรียนแผนวิทย์-คณิตห้องหนึ่ง มีทั้งหมด 43 คน 
- มี 27 คนที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์
- มี 1 คนที่สอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์
- มี 24 คนที่ได้รับทุนเรียนต่อต่างประเทศ เช่น ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ทุนเล่าเรียนหลวง
- มี 1 คนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนของตนเอง"

      และที่น่าสนใจคือ เด็กคนไหนที่มุ่งไปทาง "รับตรง" ที่กำหนดเกรด เช่น รับตรงที่กำหนดว่าต้องมีเกรดขั้นต่ำ 3.0 หากคำนวณแล้วว่าเกรดที่มีอยู่ในมือยังไงก็เกิน 3.0 แบบสบายหายห่วง ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เทการเรียนทันที มาเรียนบ้างไม่มาเรียนบ้าง ไม่ได้ขยันทุกคนแบบที่คนภายนอกมอง หรือบางคนพอสอบ GAT-PAT รอบแรก ถ้าคะแนนออกมาพอใจก็จะเลิกเรียนพิเศษทันที แม้แต่เรื่องสอบตกก็เป็นเรื่องที่มีเหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ เช่น เด็กห้องสายศิลป์ที่ไม่ถูกกับวิชาเลข บางทีสอบตกเลขตกวิทย์กันครึ่งห้องก็มี หลักฐานหนึ่งคือมีผู้ใช้งานในเว็บ Dek-D ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นนักเรียนเตรียมอุดมฯ เข้ามาสร้างควิซแบบทดสอบ The Fail TU แนวข้อสอบวิทย์ ม.6 (ดาราศาสตร์) ที่ทำให้เด็ก ม.6 ติด 0 ราวๆ 200 คนได้ (คลิกเพื่อลองทำแบบทดสอบดังกล่าว)

"เทอมล่าสุด เพื่อนในห้องที่ได้เกรดสูงสุดอยู่ที่ 3.9 และน้อยที่สุดอยู่ที่ 2.7
ส่วนมากที่ได้เกรดน้อยเพราะตั้งใจจะเทวิชานั้นๆ เลย ประมาณว่าไม่เอาแล้ว ไม่อยากสนใจ"

นักเรียนสายศิลป์ห้องหนึ่งกล่าว


เพราะที่นี่คัดเด็กมาแล้ว



"เท่าที่ถามมา เด็กที่สอบติดเข้ามาเรียน มักมีเกรดเฉลี่ยตอนมัธยมต้นมากกว่า 3.6
เพราะฉะนั้นจึงเชื่อมั่นได้ว่า ที่นี่คัดเด็กมาแล้ว สภาพแวดล้อมย่อมดีแน่นอน"

ผู้ปกครองรายหนึ่งกล่าว
 
      คำว่า "คัดเด็ก" ที่หมายถึง ไม่ได้หมายถึงแค่คัดด้านวิชาการ แต่ผู้ปกครองเชื่อว่ายังหมายถึงความคิดความอ่านและความประพฤติ ที่จะมั่นใจได้ว่า บุตรหลานของตนจะไม่มีเพื่อนที่ติดยาเสพติดหรือพากันยกพวกตีกันหลังเลิกเรียนอย่างแน่นอน และเมื่อไปถามจากปากเด็กเตรียมอุดมฯ เด็กๆ ก็ค่อนข้างเห็นด้วยและเล่าเสริมว่า ฝ่ายปกครองที่นี่ไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองคือใครและห้องปกครองอยู่ที่ไหน อาจเป็นเพราะเด็กเตรียมอุดมศึกษาส่วนมากไม่ได้มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติตามกฎโรงเรียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่น่าจะคัดเด็กมาแล้วตามที่กล่าวมา ดังนั้นภาพของอาจารย์ฝ่ายปกครองที่เดินตะโกนสั่งไล่ให้นักเรียนขึ้นห้องเรียนหรือไล่ตะเพิดเด็กที่แต่งตัวผิดระเบียบแทบเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเจอภายในรั้วเตรียมอุดมศึกษา


 


TRIAMUDOM'S FACTS

 
       ปิดท้ายด้วย FACT หรือข้อเท็จจริงที่น่าสนใจภายในรั้วเตรียมอุดมศึกษา....
 
      - เด็กเตรียมฯ มักจะเอ่ยถึง "เลขห้อง" มากกว่า "แผนการเรียน" ยกตัวอย่างเช่น จะไม่พูดว่า แอบชอบโบ สายวิทย์-เยอรมัน แต่จะพูดว่า แอบชอบโบ 834 (เลขสมมติ) โดย 834 คือเลขห้องที่นักเรียนแผนการเรียนนั้นๆ จะได้อยู่ประจำตลอดปีการศึกษา โดยห้อง 834 ในปีก่อนหน้าหรือปีถัดไปอาจไม่ใช่ของสายวิทย์-เยอรมันก็เป็นได้

      - นักเรียนทุกคนจะมีพี่รหัส 3 คน ได้แก่ พี่สาย คือพี่รหัสที่เรียนแผนการเรียนเดียวกัน, พี่ห้อง คือพี่รหัสที่ปีก่อนได้เรียนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และพี่ลำดับ คือพี่รหัสที่สอบติดเข้ามาในลำดับเดียวกัน บางคนอาจจะสนิทกับพี่สายมากที่สุด บางคนอาจจะไปสนิทกับพี่ห้องมากที่สุด ซึ่งการที่มีพี่รหัสหลายคน ยิ่งทำให้น้องๆ มีโอกาสได้รับการดูแลและใส่ใจจากรุ่นพี่มากขึ้น หากมีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือการใช้ชีวิต ก็จะมีรุ่นพี่คอยให้คำแนะนำอย่างแน่นอน

      - ข้อสอบกลางภาคมีข้อสอบที่เป็นเขียนตอบเยอะมาก ส่วนข้อสอบปลายภาคจะเป็นชอยซ์เสียมากกว่า ไม่งั้นอาจารย์จะตรวจไม่ทันก่อนปิดเทอม
 
      - คณะยอดฮิตอันดับหนึ่งของเด็กสายวิทย์คือ แพทยศาสตร์

      - คณะยอดฮิตของเด็กสายศิลป์คือ อักษรศาสตร์ จุฬาฯ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

     
      - นอกจากงานพรอมอันโด่งดังสำหรับเด็ก ม.6 ที่กำลังจะเรียนจบแล้ว ยังมี "งานโฮม" ที่แต่ละห้องจะแยกกันจัด เหมือนเป็นงานที่ให้รุ่นพี่ของห้องหรือแผนการเรียนนั้นๆ ได้กลับมารับน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเรียน จะจัดช่วงไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก โดยมากก็ไปจัดกันที่โรงแรม แต่งตัวแต่งหน้ากันจัดเต็มเหมือนงานพรอมย่อมๆ นี่เอง
   
      - ฟอสซิล
 คือคำที่ใช้เรียกเด็กในรุ่นที่ดังและคนทั้งโรงเรียนจดจำได้ โดยก่อนจบปีการศึกษา จะมีการคัดเลือกฟอสซิลตามจำนวนรุ่น กรรมการนักเรียนจะให้ทุกคนช่วยกันโหวต เช่น หากเป็นรุ่น 77 ก็จะคัด 77 คน ฟอสซิลที่ดังๆ ก็เช่น 
             
               ฟรัง นรีกุล ดาราวัยรุ่นชื่อดัง ขึ้นชื่อว่าเป็นเน็ตไอดอลที่วางตัวดี มีความสามารถสูงทั้งด้านการเรียนและการแสดง
               เจ๊บิว แผนการเรียนศิลป์-ญี่ปุ่น เป็นศิษย์เก่าที่เคยทำกระทู้สรุปวิชาวรรณคดีสุดโหดที่เด็กสายศิลป์ต้องเจอ ลงในเว็บเด็กดี https://my.dek-d.com/biw18940/writer/view.php?id=972189
               พี่แร็พเตอร์ เด็กกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน น้องๆ มักเรียกกันขำๆ ว่าราชินีสระบัว เพราะเคยเต้นจนตกสระบัวในโรงเรียนมาแล้ว
               กัปตันกรีน แผนการเรียนศิลป์-จีน โด่งดังจากการเป็นกัปตันในโครงการ Brand's Admission Reality ของเว็บเด็กดี
               เพนกวิน แผนการเรียนศิลป์-จีน นักเรียนซึ่งเป็นที่รู้จักจากการชูป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา


Before/After จากใจเด็กเตรียม


ก่อนเข้าคิดว่า เด็กเตรียมเก่งมาก
หลังเข้าคิดว่า เด็กเตรียมเก่งจริง ทุกคนเหมือนเป็นคนธรรมดาที่ขยันมาก
 
ก่อนเข้าคิดว่า เข้ามาแล้วต้องกดดันมาก
หลังเข้าคิดว่า ก็กดดัน แต่พยายามมองว่า นี่คือการแข่งกับตัวเองมากกว่าไปแข่งกับเพื่อน
 
ก่อนเข้าคิดว่า มีแต่เด็กเนิร์ด ทุกคนก้มหน้าเรียน
หลังเข้าคิดว่า เด็กเนิร์ดก็มี แต่เด็กกิจกรรมเยอะมากกว่า
 
ก่อนเข้าคิดว่า สอบทีไรต้องอ่านหนังสือเยอะมากๆ
หลังเข้าคิดว่า ก็ต้องอ่านเยอะจริง เพราะข้อสอบยากมากกว่าที่อาจารย์สอนอีก
 
ก่อนเข้าคิดว่า เพื่อนเห็นแก่ตัว หวงวิชา
หลังเข้าคิดว่า เพื่อนดีมาก น้อยคนที่จะหวงความรู้ มีอะไรก็ส่งมาในไลน์กรุป

และนี่คือ...เตรียมอุดมศึกษา




      กลับมาอีกครั้งกับงาน Dek-D's Admission Fair ชวนน้องๆ ไม่ว่าจะมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย มาเดินงานแฟร์การศึกษาครั้งใหญ่จัดโดยเว็บเด็กดี พบกับบูธกิจกรรมต่างๆ มากมาย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันสอนพิเศษ ของใช้และบริการสำหรับวัยรุ่น บูธปรึกษารุ่นพี่หลากหลายคณะ และพบกับบูธโปรแกรมที่จะช่วยวางแผนการสอบ เช่น โปรแกรมแจกแนวข้อสอบ GAT PAT, โปรแกรมค้นหาคณะที่เหมาะกับเรา, โปรแกรมแจกแผนเตรียมรับตรง, โปรแกรมความถนัดแพทย์ เข้างานฟรี ไม่ต้องลงทะเบียน! ณ ไบเทค บางนา ลง BTS บางนา ถึงเลย! รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=dekdspy

สายสืบเด็กดี - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เตรียมอุดมศึกษา #มัธยม #สอบเข้าเตรียม #เรียนต่อ ม.4 #ม.ปลาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?