/>
ซ่อน
แสดง

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ? []

วิว
         กว่าที่คนคนหนึ่งจะได้สถานะนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในฝัน ต้องผ่านการต่อสู้กับเพื่อนในรุ่นที่มีเป้าหมายเดียวกันจากทั่วประเทศ และคนเหล่านั้นต่างมีวิธีการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมลงสนามแตกต่างกัน บางคนมองว่าลำพังแค่นั่งเรียนธรรมดาตามชั่วโมงที่โรงเรียนกำหนดคงไม่เพียงพอ ต้องหาออปชั่นเสริมด้วยการฟิตอ่านหนังสือและลงเรียนพิเศษเพิ่ม ส่วนเด็กและผู้ปกครองบางคนมองว่า "ห้องกิฟต์" (Gifted) คือทางเลือกที่เพิ่มโอกาสสอบติดมหา'ลัยดีๆ ได้ เพราะด้วยหลักสูตรที่เข้มกินขาด และสังคมที่ดูพากันเรียน น่าจะเพิ่มโอกาสให้สอบติดมหาวิทยาลัยได้มากกว่า

         สรุปแล้ว...จริงเท็จแค่ไหน เรื่องนี้ต้องหาคำตอบ!!

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 

ว่าด้วยนิยามของ "GIFTED"
 
         คำว่า "กิฟต์" หรือ "กิฟเต็ด" ทับศัพท์มาจากคำว่า Gifted ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง พรสวรรค์ ดังนั้น "ห้องกิฟต์" จึงหมายถึงห้องเรียนที่จัดหลักสูตรให้เหมาะสมเพื่อส่งเสริมศักยภาพของเด็กที่ฉายแววอัจฉริยะ เกิดขึ้นหลังมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่มีมาตราหนึ่งระบุให้มีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้นๆ 
 
         ปัจจุบันในไทยมีเปิดหลักสูตรกิฟต์กันดาษดื่นมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน โดยหากเป็นระดับประถมปลาย (ส่วนน้อย) และ ม.ต้น มักเป็นกิฟต์รวมทั้งคณิต วิทย์ และภาษาอังกฤษ แต่พอมาเป็น ม.ปลาย จะแบ่งสายชัดเจนขึ้น เช่น "โครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ" ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่เลือกเรียนได้ทั้งสายคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 
         ส่วนห้องกิฟต์ในแต่ละโรงเรียนมีชื่อเรียกเวอร์ชั่นเต็มแตกต่างกัน เพราะเป็นห้องที่ร่วมมือกับโครงการอื่นๆ เช่น สายปัญญารังสิต จะใช้ชื่อ "โครงการห้องเรียนพิเศษของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)" ซึ่งจะเรียนวิทย์คณิตแบบเข้มข้น เสริมด้วยภาษาอังกฤษ ส่วนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะใช้ชื่อ "โครงการเติมเต็มศักยภาพนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ" ตั้งแต่ ม.ต้น จนถึง ม.ปลาย ในสายคณิต วิทย์ และอังกฤษ 
 
         ในขณะที่สวนกุหลาบวิทยาลัย  มีทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลาย หลักสูตรจะเน้นคณิต วิทย์ อังกฤษ โดยคณิตจะเข้มข้นกว่าหลักสูตรปกติ วิทยาศาสตร์เน้นเนื้อหาเจาะลึก เน้นปฏิบัติจริง สอนโดยครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชาและวิทยากรภายนอก ส่วนภาษาอังกฤษเรียนกับครูต่างชาติมากกว่าโครงการปกติ 
 
         ส่วนสตรีวิทยาจะมีทั้งห้องกิฟต์ธรรมดาในชื่อ "ห้องเรียนพิเศษตามโครงการส่งเสริมนักเรียนที่มีความเป็นเลิศด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์" และยังมี "โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ตามแนวทาง สสวท. และสอวน." ที่เพิ่มขึ้นมาภายหลัง ซึ่งจะเน้นวิทย์มากกว่าคณิต และเน้นสอบ สสวท. สอวน. และโอลิมปิก 
 

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 
         แต่ความสับสนยังไม่หมดแค่นี้ เพราะยังมีโครงการห้องเรียนพิเศษอื่นๆ ที่ไม่ใช่ห้องกิฟต์ (แต่บางหลักสูตรก็ใกล้เคียงกันจนแยกแทบไม่ออก) เช่น 
 
         AP = Academic Proficiency Program (โครงการเสริมสร้างศักยภาพความเป็นเลิศทางวิชาการ(วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม)
         TEP = Talent Enrichment Program (เน้นคณิตฯ วิทย์ฯ และภาษาอังกฤษ)
         EIS = English for Integrated Study (เรียนวิทย์ฯ คณิตฯ และคอมพิวเตอร์โดยใช้ตำราภาษาอังกฤษ แต่สอนโดยครูไทย)
         MSEP = Mathematic and Science Enrichment Program (เรียนวิทย์ฯ และคณิตฯ เป็นภาษาอังกฤษ)
         ESC = Enrichment Science Classroom (ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ตามแนวทาง สสวท. และ สอวน. เน้นวิทย์ฯ คณิตฯ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม)
         EP = English Program (เรียนเป็นภาษาอังกฤษ "เกือบ" ทุกวิชา อาจยกเว้นวิชาภาษาไทย สังคม ดนตรี ฯลฯ)
         MEP = Mini English Program (รายวิชาที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษน้อยกว่า EP)
         IEP = Intensive English Program (เรียนบางวิชาเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติควบคู่กับครูไทย อาจเน้นการสื่อสารทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน)  
         SME = คล้าย Gifted แต่เพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ
         ฯลฯ
         (เอ่อ เยอะไปไหนอะ...//ปาดเหงื่อ)

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 


เชือดเฉือนด้วยคุณสมบัติการสมัครเข้า
 
         เป็นปกติที่นักเรียนผู้เข้าชิงที่นั่งห้องกิฟต์ต้องงัดกำลังภายในมาสู้กัน เพราะมีอัตราการแข่งขันสูงมาก ประมาณ 1 ต่อ 4 ขึ้นไป เช่น ห้องกิฟต์ ม.1 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีผู้สมัคร 707 คน แต่รับเพียง 144 คน (อัตรา 1:4.910) บดินทร์เดชา 2 มีผู้สมัคร 367 รับเพียง 72 (อัตรา 1:5.097) และหอวัง มีผู้สมัคร 543 แต่รับเพียง 72 (1:7.542)
 
         ส่วนคุณสมบัติ เกณฑ์การรับ และวิธีทดสอบของแต่ละโรงเรียนจะแตกต่างกัน เช่น
 
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 
 
         เป็นห้องกิฟต์ระดับ ม.ปลาย ถ้าสอบติดโรงเรียนแล้วจะมีรุ่นพี่มาประชาสัมพันธ์เรื่องการสมัครสอบเข้ากิฟต์ เงื่อนไขคือสายวิทย์สามารถเข้ากิฟต์เลขกับกิฟต์วิทย์ได้ ส่วนสายศิลป์เข้ากิฟต์ไทยกับกิฟต์อังกฤษได้ เมื่อผ่านเกณฑ์แล้วแต่ละกิฟต์จะมีวิธีทดสอบแตกต่างกัน

         - กิฟต์เลขจะสัมภาษณ์แบบพิจารณาผลงาน เช่น งานแข่งระดับประเทศ สอวน. โอลิมปิกวิชาการ ฯลฯ
         - กิฟต์วิทย์ สอบข้อกา ข้อเขียน และสัมภาษณ์
         - กิฟต์ไทย สอบทั้งเขียนแสดงความคิดเห็น เรียงความ และสัมภาษณ์
         - กิฟต์อังกฤษ สอบทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน คำศัพท์ แกรมมาร์ และสัมภาษณ์

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 
 
         สำหรับกิฟต์ ม.ต้น กำหนดให้มีเกรดในระดับ ป.4-ป.5 รวมไม่ต่ำกว่า 3.00 หรือร้อยละ 70 วิชาคณิตฯ และวิทย์ฯ แต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 3.00 หรือร้อยละ 70 สอบคัดเลือกด้วยข้อสอบของทางโรงเรียนสวนกุหลายวิทยาลัย ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย
 
         ส่วนกิฟต์วิทย์ของ ม.ปลาย กำหนดให้มีเกรดเฉลี่ย ม.1-ม.3 เทอม 2 รวมกันไม่ต่ำกว่า 3.00 และในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ วิชาพื้นฐานเฉลี่ยแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 3.00 สอบคัดเลือกวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
 
โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
 
         สำหรับกิฟต์ ม.ต้น กำหนดให้มีเกรด ป.4-ม.5 เทอม 2 ไม่ต่ำกว่า 3.5 (วิทย์และคณิตไม่ต่ำกว่า 3.25 และอังกฤษไม่ต่ำกว่า 3.00) สอบคัดเลือกวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และความถนัดทางการเรียน
 
         สำหรับกิฟต์ ม.ปลาย กำหนดให้มีเกรด ม.1-ม.3 เทอม 2 ไม่ต่ำกว่า 3.5 (วิทย์และคณิตไม่ต่ำกว่า 3.5 และอังกฤษไม่ต่ำกว่า 3.00) สอบคัดเลือกวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และความถนัดทางการเรียน
 
เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?


ตัวเลขค่าเทอมแสนพิเศษ     

         โดยทั่วไปค่าเทอมห้องกิฟต์จะสูงกว่าห้องปกติหลายเท่า บางโรงเรียนอาจแค่หลักพันต่อเทอม แต่โดยทั่วไปจะพุ่งไปหลักหมื่นถึงครึ่งแสน เหตุผลเพราะโรงเรียนต้องจ้างครูพิเศษ ครูต่างชาติ หรือเชิญอาจารย์จาก ป.ตรี มหาวิทยาลัยดังๆ มาสอน มีกิจกรรมค่ายและทัศนศึกษาดูงานที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งแอร์และอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมในห้อง สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าเทอมห้องกิฟต์แต่ละโรงเรียนสูงต่ำต่างกัน

         ตัวอย่างค่าเทอมห้องกิฟต์บางโรงเรียน
         - เตรียมอุดมศึกษา ค่าเทอมเท่าห้องปกติ แต่ต้องเสียค่าค่ายและหนังสือเพิ่ม
         - สวนกุหลาบวิทยาลัย 25,000 บาท/ปี 
         - หอวัง 15,000 บาท/เทอม
         - ปัญญาวรคุณ 15,000/เทอม
         - มัธยมวัดสิงห์ 15,000/เทอม
         - สตรีวิทยา3 12,500/เทอม
         - วัดเขมาภิรตาราม 15,000 บาท/เทอม
         - สารสาสน์วิเทศน์รังสิต 16,000/ปี
         - สารวิทยา 20,000 บาท/เทอม
         - อุดรพิทยานุกูล 37,000 บาท/เทอม

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 

ชีวิตเด็ก GIFTED
 
         จากที่ได้สอบถามเด็กห้องกิฟต์จากหลายๆ โรงเรียน พบว่ามีลักษณะร่วมเรื่องการเรียนคล้ายๆ กันคือ
 
         1. เรียนเข้มข้นกว่าห้องปกติ ถึงจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ห้องกิฟต์จะเรียนยากกว่า เช่น กิฟต์สตรีวิทยาต้องเรียนคณิตฯ เข้มข้น และคณิตฯ เสริม ส่วนภาษาอังกฤษมีเรียนทั้งแกรมมาร์และการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน ขณะที่วิทย์จะเน้นปฏิบัติเพิ่มจากที่เรียนทฤษฎีที่เรียนในห้อง เช่น ทำแล็บเคมีและชีวะ ฯลฯ ครูที่สอนจะคัดมาพิเศษ บางท่านมีสอนห้องปกติควบ แต่บางท่านจะสอนแค่ห้องกิฟต์ ซึ่งในที่นี้จะรวมถึงอาจารย์ที่เชิญมาจากมหาวิทยาลัยด้วย และสำหรับเด็กห้องกิฟต์อังกฤษจะมีจ้างชาวต่างชาติมาสอนเพิ่ม         

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 
         2. เรียนแบบไฮ-สปีดและ "เหนือชั้น" เพราะใช้หลักสูตรที่ลดระยะเวลาเรียนให้สั้นลง เช่น เด็กกิฟต์วิทย์จะได้เรียนเจาะลึกเป็นฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ตั้งแต่ตอน ม.ต้น และได้เจอกับเนื้อหา ป.ตรี ตั้งแต่อยู่ ม.ปลาย (อาจเป็นช่วงประมาณ ม.5 หรือ ม.6) บางโรงเรียนจะจัดหลักสูตรให้เด็กกิฟต์เรียนจบเนื้อหาทั้งหมดตั้งแต่ ม.6 เทอม 1 ส่วนเวลาที่เหลือใช้ติวสอบเข้ามหา'ลัยแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย (นักเรียนบางคนบอกว่าอาจารย์สอนติดจรวดมาก!)
 
         3. มีกิจกรรมทางวิชาการเยอะมาก เช่น ทำโครงงาน, ไปค่าย, ไปทัศนศึกษาดูงานทั้งในไทยและต่างประเทศ, ไปร่วมกิจกรรมต่างๆ (เช่น เด็กกิฟต์ไทยได้ไปงานวันภาษาไทยแห่งชาติ) และในฐานะที่เป็นเด็กหัวกะทิของโรงเรียน เด็กกิฟต์หลายคนจึงได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันทางวิชาการ รวมทั้งโครงการชิงทุนมหา'ลัยด้วย การสร้างโอกาสให้ตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนจึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเด็กห้องนี้ต้องเรียนเข้มเป็นพิเศษ
 
         4. ชั่วโมงเรียนแน่นกว่าชาวบ้าน พูดง่ายๆ ว่าห้องกิฟต์หลายๆ โรงเรียนเลิกเรียนช้ากว่าห้องปกติ หรือมีเรียนวันเสาร์ด้วย บางสัปดาห์อาจารย์อาจนัดเรียนเพิ่มในวันอาทิตย์ ทำให้เด็กห้องกิฟต์บางคนอาจเคยเจอโมเมนต์แสนเศร้าที่ต้องเรียนครบทุกวันใน 1 สัปดาห์ โชคดีหน่อยที่ส่วนใหญ่พอขึ้น ม.6 แล้ว จะถูกปรับเวลาให้เลิกเรียนไวขึ้น

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 
         5. สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนการสอนอย่างมาก ส่วนใหญ่ห้องกิฟต์จะมีห้องประจำของตัวเอง ไม่ต้องเดินเรียน ทำให้บางครั้งเด็กกิฟต์ดูเป็นแรร์ไอเทม ไม่ค่อยเห็นหน้าเพื่อนห้องอื่นกันเท่าไหร่ จำนวนคนในห้องอยู่ที่ 30 กว่าคน ในขณะที่ห้องธรรมดามีถึง 40-50 คน ทำให้เรียนได้ทั่วถึงกว่า และข้อนี้สำคัญมาก!! คือห้องกิฟต์ส่วนใหญ่เป็น *ห้องแอร์* ที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่ก็มีส่วนน้อยที่เป็นห้องพัดลม แล้วต้องเดินเรียนเหมือนห้องปกติ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์สำหรับสื่อมัลติมีเดียและอุปกรณ์การเรียนครบ มีคอมฯ และโปรเจคเตอร์ในห้อง บางโรงเรียนมีโน้ตบุ๊กส่วนตัวให้ด้วย (อาจต้องคืนตอนเรียนจบ)
 
         6. ห้องกิฟต์อาจไม่ใช่ห้องที่แยกออกมาพิเศษ เพราะในบางโรงเรียน เด็กกิฟต์คือเด็กที่แยกออกมาเน้นบางวิชา เช่น กิฟต์อังกฤษของเตรียมอุดม จะแยกออกมาเรียนกับเด็กกิฟต์ด้วยกันในคาบอังกฤษ และกิฟต์ภาษาไทยจะเรียนเสริมหลังเรียนสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำตลอด
 
         ถึงจะฟังดูสาหัสมากพอแล้ว แต่เด็กห้องกิฟต์แทบทุกคนจะมีเรียนพิเศษข้างนอกอีกตอนเย็นหลังเลิกเรียน หรือช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ได้ยินเด็กกิฟต์คนหนึ่งเล่าว่า บางคนที่ไม่เรียนพิเศษอาจมีบ้างที่เรียนตามในห้องไม่ทัน เพราะครูสอนไวมาก และคิดไปเองว่าเด็กจะเข้าใจ

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?

 
ฤดูสอบหรรษาของเด็กกิฟต์
 
         ถ้าจะบอกว่าสโลแกนของเด็กกิฟต์คือ "ทำให้ทุกวันเป็นเหมือนวันสอบ" คงไม่ผิดเท่าไหร่ เพราะสอบย่อยเยอะมากกก บางห้องเจอสอบติดๆ กันเกือบทุกวัน แถมแต่ละครั้งก็ไม่ใช่ง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็จะยากตามดีกรีความโหดของครูนั่นแหละ นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เด็กกิฟต์ต้องตื่นตัวกับการอ่านหนังสือและเรียนเพิ่ม
 
         ส่วนสอบใหญ่ ทั้งมิดเทอมและไฟนอล เป็นช่วงสำคัญที่เด็กกิฟต์ไม่ค่อยเทกันเท่าไหร่ (ถ้ามีก็ส่วนน้อย) ขนาดคนที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนหรือโดดเรียนบ่อยๆ ยังสลับโหมดมาตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเพื่อให้คะแนนสอบออกมาดี เพราะข้อสอบยาก และบางครั้งคะแนนอิงกลุ่ม ไม่ใช่อิงเกณฑ์! ส่วนใครที่สงสัยว่า "เด็กกิฟต์จะอ่านหนังสือเยอะๆ อีกทำไม เรียนก็เรียนมาแน่นกว่า ทำข้อสอบชิลล์ๆ อยู่แล้ว?" ขอบอกว่า ข้อสอบคนละชุดกับห้องธรรมดาจ้ะ ในที่นี้จะหมายถึงวิชาที่ตัวเองเป็นกิฟต์ เช่น คณิตเข้มข้น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ ได้ยินว่าข้อสอบที่บางคนเคยเจอยากพอๆ กับการสอบความถนัด (PAT) เลยทีเดียว 
 
         อย่างไรก็ตาม เกรดเฉลี่ยของเด็กห้องกิฟต์ของแต่ละโรงเรียนจะแตกต่างกัน บางแห่ง range สูงมาก อยู่ในช่วง 3.50 - 4.00 แต่บางแห่งอาจฮวบลงไปต่ำสุดที่ 2.7 เพราะถึงจะตั้งใจขนาดไหน ก็ยังมีบ้างที่สอบตกวิชาหลักๆ

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 

เป้าหมายของเด็กกิฟต์
 
         เรียนหนักขนาดนี้ เด็กกิฟต์ย่อมตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก ส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่มหาวิทยาลัยรัฐที่ทุกคนใฝ่ฝัน เช่น จุฬาฯ, มหิดล, ธรรมศาสตร์, เกษตร, ศิลปากร, มศว, 3พระจอม ฯลฯ หรือบางคนเล็งมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่ใกล้บ้าน เช่น กิฟต์โรงเรียนสายปัญญารังสิตจะอยากเข้าธรรมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องคณะ พบว่าเด็กกิฟต์วิทย์-คณิตจะพุ่งเป้าไปที่คณะแพทย์มากที่สุด รองลงมาก็มีทั้งวิศวะ ทันตะฯ เภสัช บัญชี ฯลฯ แต่ก็มีบางคนที่แหวกไปสายศิลป์บ้าง เช่น บริหาร นิเทศศาสตร์ สถาปัตย์ฯ IT ฯลฯ

         แล้วเด็กห้องกิฟต์มีโอกาสสอบติดมหา'ลัยมากกว่าคนอื่นจริงหรือไม่?
 
         เด็กกิฟต์คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ครูจะเอาข้อสอบมาให้ทำเยอะกว่าห้องธรรมดา และมีคาบเรียนเพิ่มเติมที่ทำเฉพาะข้อสอบเตรียมสอบเข้ามหา'ลัยด้วย นั่นช่วยเพิ่มความมั่นใจให้พวกเขาพอสมควรว่าจะสอบติด และเมื่อเช็คจากรุ่นพี่ปีก่อนๆ ก็พบว่าสอบติดมหา'ลัยกันทุกคน ส่วนห้องธรรมดามีพลาดบ้างแต่ไม่เยอะ

        ในขณะเดียวกัน อีกรายหนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าการอยู่ห้องกิฟต์จะช่วยเพิ่มโอกาสอะไรมไรนัก เพราะมันขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนมากกว่าว่าจะทำได้ขนาดไหน และจากที่เห็น ถึงแม้กิฟต์รุ่นตัวเองจะสอบติดมหา'ลัยกันทุกคน แต่ห้องธรรมดาก็สอบติดเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะสอบเข้าคณะอะไรมหา'ลัยอะไร

         จริงๆ เคยมีข่าวดังตอนปี '58 ที่เด็กห้องกิฟต์วิทย์เตรียมอุดมสอบติดแพทย์ กสพท เกือบยกห้อง โดยติดศิริราช 26 คน จุฬาฯ 7 คน และรามา 2 คน มีแค่ 5 คนเท่านั้นที่ไม่ติดแพทย์ และในขณะเดียวกัน ในปี '59 กิฟต์โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยแอดมิดชั่นติดยกห้อง และสอบติดแพทย์ 27 คน จาก 33 คน

        นอกจากนี้ สมาชิกเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งยังเล่าอีกว่า ห้องกิฟต์ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งได้ทุนวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างชาติ เพื่อศึกษาต่อถึงระดับปริญญาเอก อีกครึ่งหนึ่งเป็นแพทย์
 

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
 
ความเห็นผู้ปกครอง 
 
         เหตุผลส่วนใหญ่ที่ผู้ปกครองอยากให้ลูกเข้าห้องกิฟต์ คืออยากให้ลูกได้สอบติดคณะดีๆ ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะเป้าหมายส่วนใหญ่ที่เป็นคณะแพทย์ เด็กต้องกระตือรือร้นเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ สอดคล้องกับที่เราได้ยินจากเด็กห้องกิฟต์ส่วนใหญ่ว่า พ่อแม่ส่งพวกเขาเรียนพิเศษมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พื้นฐานจึงแน่นจนเด็กกิฟต์บางคนไม่ได้รู้สึกว่าที่เขาเรียนอยู่หนักหนาสาหัสอะไร
 
         อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่อง "สภาพแวดล้อม" เพราะพ่อแม่เชื่อว่าเด็กในห้องกิฟต์จะพากันเรียน โอกาสเสียคนจึงน้อยมาก และจะทำให้ลูกมีระเบียบวินัยมากขึ้น ในขณะที่ห้องธรรมดาของบางโรงเรียนจะมีเรื่องกันบ่อย

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?

 
FACT
 
         - มีเด็กห้องธรรมดาหลายคนที่เคยสอบติดห้องกิฟต์ แต่เลือกจะอยู่ห้องคิงหรือห้องธรรมดาห้องอื่นๆ มากกว่า หลักๆ เพราะเหตุผลเรื่องค่าเทอม และการเรียนที่ดูจะเหนื่อยเกินไป ส่วนเหตุผลอื่นๆ คือ ไกลบ้าน, สอบเผื่อเลือก, ไปลองสนามเล่นๆ (อารมณ์เหมือนเช็กเรตติ้ง) ฯลฯ
 
         - แรงจูงใจที่ทำให้เด็กหลายคนอยากเข้าห้องกิฟต์ ไม่ใช่หลักสูตรที่เข้มข้น แต่เป็น "ห้องแอร์" ก็แหม่...แอร์เย็นๆ นั่งเรียนสบายๆ ใครๆ ก็ชอบ
 
         - เด็กห้องกิฟต์ไม่ได้ขยันทุกคน ขี้เกียจหรือเกเรบ้างก็มี เพียงแต่สิ่งที่มีคือ "หัวดี" ทำให้อ่านนิดๆ หน่อยๆ ก็ทำข้อสอบได้ คะแนนพุ่ง รับเกียรติบัตรสวยๆ
 
         - เด็กห้องกิฟต์เรียนพิเศษกันเยอะมาก ซึ่งไม่ใช่แค่เรียนเพื่อเพิ่มดีกรีความเทพอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เรียนเพราะอ่อนตัวนั้นๆ หรือเรียนเพื่อให้ตามในห้องทัน (ในห้องเรียนเร็วมากกก) 
 
         - อย่าคิดว่าเด็กกิฟต์ทุกคนต้องมีเกรดเฉลี่ยมากกว่า 3.5 เสมอไป เพราะหลายๆ โรงเรียนเกรดเฉลี่ยต่ำสุดในห้อง 2.5 ก็มี
 

         - ความในใจที่พวกเขาอยากบอกคือ "เด็กห้องกิฟต์ คือคนธรรมดานั่นแหละ!"


เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
       กลับมาอีกครั้งกับงาน Dek-D's TCAS Fair ชวนน้องๆ ไม่ว่าจะมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย มาเดินงานแฟร์การศึกษาครั้งใหญ่จัดโดยเว็บเด็กดี พบกับบูธกิจกรรมต่างๆ มากมาย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันสอนพิเศษ ของใช้และบริการสำหรับวัยรุ่น บูธปรึกษารุ่นพี่หลากหลายคณะ และพบกับบูธโปรแกรมที่จะช่วยวางแผนการสอบ เช่น โปรแกรมแจกเป้าคะแนน, โปรแกรมเช็กความพร้อมวิชา GAT, โปรแกรมค้นหาคณะที่เหมาะกับคุณ เข้างานฟรี ไม่ต้องลงทะเบียน! ณ ไบเทค บางนา ลง BTS บางนา ถึงเลย! รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

เจาะชีวิตการเรียน "ห้องกิฟต์ (GIFTED)" มีโอกาสสอบติดมากกว่าห้องธรรมดาจริงหรือ?
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=dekdspy

สายสืบเด็กดี - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เด็กกิฟต์ #GIFTED #EP #เตรียมอุดมศึกษา #มัธยม #ห้องกิฟต์ #ห้องเรียนพิเศษ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?