เคยพิสูจน์รึยัง? ทฤษฎีจิตวิทยาที่เด็กมัธยมฯ น่าลองมาใช้กับเรื่องเรียน []

ลองดูเถิดออเจ้า! หลากหลายทฤษฎีที่เด็กมัธยมฯ นำมาปรับใช้กับเรื่องเรียนได้
16,580 3
เคยพิสูจน์รึยัง? ทฤษฎีจิตวิทยาที่เด็กมัธยมฯ น่าลองมาใช้กับเรื่องเรียน
        นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า...ถ้าก้มหน้าไปนานๆ แล้วเงยหน้ามองไปรอบๆ สบตากับใครแปลว่าคนนั้นกำลังแอบมองคุณอยู่ ตอนเรียนชอบมีเพื่อนๆ ยกทฤษฎีจิตวิทยาความรักมาคุยกันแบบนี้อยู่บ่อยๆ ค่ะ ถามว่าเคยลองมั้ย? เชื่อว่าไม่มีพลาด ต้องมีการพิสูจน์กันบ้างล่ะ

เคยพิสูจน์รึยัง? ทฤษฎีจิตวิทยาที่เด็กมัธยมฯ น่าลองมาใช้กับเรื่องเรียน
 
        แต่นอกจากทฤษฎีความรักใสๆ ชุ่มชื่นหัวใจ เรื่องเรียนของเด็กมัธยมฯ ก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ วันนี้พี่เมก้าก็เลยหยิบ 5 ทฤษฎีจิตวิทยาว้าวๆ ที่น่าลองใช้กับเรื่องเรียนมาฝาก ถ้าน้องๆ ทำตามแล้วรู้สึกว่าดีกับตัวเองมาก! ได้ผลสุดๆ จะนำไปบอกเพื่อนๆ ก็ไม่ว่ากันค่ะ

Stage of Change เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่!
        ทฤษฎี Stage of Change ของ Prochaska & DiClemente เริ่มต้นจากทฤษฎีจิตบำบัดต่างๆ ที่ใช้รักษาผู้ป่วย แล้วสรุปออกมาเป็นทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง ใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างกว้างขวาง โดยสเต็ปของการเปลี่ยนจะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน

       
สมมติว่าอยากเปลี่ยนสไตล์การเรียน "เด็กขี้เกียจ ---> เด็กขยัน"
        1. Precontemplation ขั้นชิลล์ๆ อยู่ในภาวะสับสน ไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้ และยังไม่เอาจริงกับการเปลี่ยน เช่น ชั่งใจว่าจะเปลี่ยนอะไร ขี้เกียจก็ไม่ได้แย่ ถ้าขยันจะไปได้ซักกี่น้ำ?
        2. Contemplation ขั้นปิ๊งไอเดีย เริ่มเชื่อมือตัวเองแล้วว่าน่าจะทำได้ แต่ยังเล่นตัว มองเห็นข้อดีของความขยัน แต่ก็กลัวตัวเองจะสูญเสียความสนุก (ความขี้เกียจมันใช่ทางกว่า!)
        3. Preparation ขั้นเอาจริง โยนความสับสนทิ้งไป แล้วบอกตัวเองว่าครั้งนี้เอาจริง! เริ่มลุกมาเตรียมพร้อม วางแผน + หาเทคนิคมาเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ให้ขยันอย่างจริงจัง
        4. Action ขั้นลงมือทำ ลังเลมา 3 Stage แล้ว ได้เวลาลงมือเปลี่ยนกันสักที ปิดเทอมหยิบหนังสือมาอ่านวันละ 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เคลียร์การบ้านให้เสร็จวันต่อวัน ฯลฯ
        5. Maintenance ขั้นทำต่อไป เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีกับตัวเองเลยตั้งใจว่าจะทำให้ได้ตลอด! ไม่ให้ตัวขี้เกียจมาสิงร่าง พร้อมสตาร์ทเครื่องขยันไม่หยุด Success และ Strong!!

        น้องๆ ลองตั้งโจทย์ "สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงด้านการเรียน" ของตัวเองดูค่ะ เรียบร้อยแล้วพยายามไล่ทำตาม Stage อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนครบ น้องจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนของตัวเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้แน่ แต่หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้ เราควรกำหนดระยะเวลาของแต่ละ Stage ให้ชัดเจน ไม่งั้นก็จะเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อย เช่น

        Stage 1 ทำใจ 3 วัน Stage 2-3 เตรียมพร้อมอีก 7 วัน Stage 4 ลงมือ 3 เดือนจนเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้วทำต่อไป แต่เปลี่ยนจากความขี้เกียจมาขยัน ความยากมันก็อยู่ที่การรับมือกับกิเลสนี่แหละค่ะ แค่เจอซีรีส์ เจอเกมสนุกๆ ใจก็สั่นคลอนแล้ว ดังนั้น ต้องเอาจริงนะ ถึงจะเปลี่ยนได้สำเร็จ!!


21 Days Theory 21 วันทุ่มเพื่อการเรียน!
        "นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า...ถ้าจีบใครสักคน ลองทักแชทไปทุกวันจนครบ 21 วันแล้วเงียบหายไป วันที่ 22 เขาจะเป็นฝ่ายทักเรากลับมาเอง เพราะเคยชินที่ได้คุยกันทุกวัน" ความจริงแล้วนักจิตวิทยาไม่ได้กล่าวไว้แบบนั้นหรอกค่ะ เอาไปขยายความกันเองมากกว่า ต้นฉบับมาจากทฤษฎี 21 Days ของ Dr.Maxwell Maltz หมอศัลยกรรมที่สังเกตพฤติกรรมของคนไข้ว่าจะรู้สึกชินกับใบหน้าใหม่ประมาณ 21 วัน ทำให้นึกไปว่าการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างนิสัยใหม่ที่ดีให้กับตัวเอง ก็คงอยู่ในช่วงเวลา 21 วันเช่นกัน

เคยพิสูจน์รึยัง? ทฤษฎีจิตวิทยาที่เด็กมัธยมฯ น่าลองมาใช้กับเรื่องเรียน
 
        ถ้าน้องๆ มีแผนที่จะพัฒนาตัวเอง เช่น อยากทำแบบฝึกหัดให้ได้ทุกวัน วันละ 1 - 2 ชั่วโมง ก็ลองลุกมาทำติดกัน 21 วันดูค่ะ รับรองเก่งขึ้นทันตา! เพราะความเคยชินจะค่อยๆ ปรับให้เราขยันจนติดเป็นนิสัย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งก็เป็นผลดีกับตัวน้องๆ เอง คือได้ทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ ยังไงก็ตามทฤษฎีนี้ไม่อาจฟันธงได้นะคะว่าลงมือทำต่อเนื่อง 21 วัน เราจะเปลี่ยนความคิด ชินกับนิสัยใหม่ได้ภายในกรอบเวลาเท่านี้ น้องๆ อาจจะทำสำเร็จก่อนหรือหลัง 21 วันก็ได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน มีแรงบันดาลใจ และเอาจริงกับสิ่งที่ทำค่ะ รับรองว่าเห็นผล และพัฒนาตัวเองได้แบบก้าวกระโดดแน่นอน!

Theory X and Theory Y เรียนแบบ X หรือ Y ให้เริ่ด!
        น้องๆ อาจจะเคยเห็นคำว่า X Y ผ่านตามาบ้าง ไม่ว่าจะแกน X แกน Y โครโมโซม X โครโมโซม Y Gen X Gen Y แต่ Theory X และ Theory Y เกิดมาจากนักจิตวิทยาสังคม Douglas McGregor ค่ะ ทฤษฎีนี้เอ่ยถึงหลักการบริหารคน ผู้บริหารแบบ X จะมองว่าลูกน้องของเขาขี้เกียจ ไม่ชอบทำงาน จึงต้องขู่ บังคับ เคี่ยวเข็ญกันอยู่บ่อยๆ ส่วนผู้บริหารแบบ Y จะให้อิสระกับลูกน้อง รับฟังความคิด และเชื่อมั่นในศักยภาพของพวกเขา ถ้ามองแล้ว X และ Y ต่างกันแบบ 2 ขั้วจริงๆ

        ถามว่าน้องๆ จะนำมาปรับใช้ยังไง ก็ลองคิดซะว่าเป็นผู้บริหารตัวเองอยู่สิคะ เด็กแบบเราเหมาะกับทฤษฎีไหน ถ้าน้องๆ ขี้เกียจสุดอะไรสุด ต้องใช้มาตรการ X เลยค่ะ บังคับและสร้างบทลงโทษขึ้นมา เช่น ถ้าเทอมนี้เกรดตก ห้ามไปคอนเสิร์ต 1 ปี หรือถ้าเรามีแรงจูงใจที่จะตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ก็วางแผนการเรียนให้รอบคอบ ท้าความสามารถตัวเองด้วยการตั้งกฎขึ้นมา เช่น ถ้าเทอมนี้ได้เกรด 4 ทุกวิชา แม่ต้องซื้อของชิ้นใหญ่ให้ 1 ชิ้น (แต่ต้องไปดีลกับแม่ก่อนนะ) เราจะแฮปปี้กับการเรียนมากขึ้นค่ะ 


Vroom’s expectancy Theory ปลุกไฟแห่งความหวังให้ลุกโชน!
        น้องๆ คงรู้แล้วว่านี่คือ "ทฤษฎีความคาดหวังของวรูม!" ทฤษฎีนี้ใส่ใจความสุขค่ะ เราต้อง "เพิ่มความสุขเพื่อลดความเจ็บปวด" โดยมีแรงจูงใจเป็นตัวแปร 3 อย่างที่มีความสัมพันธ์กันคือ ความคาดหวัง (Expectancy) ความเชื่อ (Instrumentality) ความพอใจ (Valence) ตั้งความหวังไว้แล้วพยายามไปให้ถึง โดยอาศัยความเชื่อว่าถ้าตั้งใจจริงจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า และนำมาซึ่งความพอใจในที่สุด

เคยพิสูจน์รึยัง? ทฤษฎีจิตวิทยาที่เด็กมัธยมฯ น่าลองมาใช้กับเรื่องเรียน
 
        น้องๆ ใช้ทฤษฎีนี้มาเรียกกำลังใจตัวเองได้ อยากคว้าเกรดดีๆ หรือสอบติดคณะที่ใช่-มหา'ลัยที่ชอบ ตั้งความหวังไปเลยค่ะ พอมีจุดหมายแล้ววิธีการจะตามมาเอง (ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ ส่งงานครบ) ถ้าหวังสูงเกินไปก็ลดได้ เช่น อยากได้เกรดรวม 4 แต่ยากมาก ลองปรับเป็น 3.5 Up เพิ่มความเป็นไปได้ดู น้องจะมีแรงที่อยากลุยต่อมากขึ้น แล้วเมื่อทำได้จริงๆ เราจะเห็นกับตาว่าผลลัพธ์มันคุ้มค่า เช่น ผ่านเกณฑ์รับตรงที่กำหนดเกรดขั้นต่ำ สอบติดก่อนใคร ฯลฯ เรามีความสุข พ่อแม่ก็ภูมิใจ      

Spotlight Effect Theory เชิดหน้ารับสปอตไลต์!
        ทฤษฎีนี้ฝากถึงน้องๆ ที่ขี้อ๊ายขี้อายทุกคนค่ะ Thomas Gilovich เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Spotlight Effect" ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเราถูกทำให้อึดอัด เวลาถูกจับจ้องตอนทำเรื่องเปิ่นๆ เหมือนส่องสปอตไลต์มาที่กลางหน้าผาก โดยทฤษฎีนี้ผ่านการทดลองจากกลุ่มนักศึกษามาแล้ว เริ่มแรกคุณโทมัสให้เด็กๆ ที่เข้าเรียนสายใส่เสื้อยืดอันน่าอับอายค่ะ พวกเขาต่างเข้าใจว่าตัวเองจะต้องถูกล้อเรื่องเสื้อแน่ๆ ซึ่งความจริงตรงกันข้ามเลย มีคนสนใจแค่ 25% เท่านั้น พอเริ่มการทดลองอีกชิ้น ให้เด็กๆ สวมเสื้อน่าอายนานขึ้นจนเริ่มชิน ปรากฏว่าพวกเขาเข้าใจไปว่าคนจะสนใจเสื้อยืดน้อยลง ซึ่งถูกต้อง! ทั้งหมดนี้มันเป็นกลไกของจิตใจค่ะ เรามักคิดว่าคนรอบตัวเพ่งความสนใจมาที่เรา เพราะเราแคร์สิ่งนั้นมากไง  

        ถ้าน้องๆ เจอกับช่วงเวลากระอักกระอ่วนแบบนี้ เช่น อายเวลาถูกเรียกให้ตอบคำถาม ให้ลองเพ่งความสนใจไปที่เรื่องอื่นแทนค่ะ เลิกคิดว่าเราตอบไม่ได้ ตอบผิดๆ ถูกๆ หรือหลุดพูดติดอ่าง ให้คิดซะว่าเพื่อนก็กำลังแอบนึกคำตอบอยู่เหมือนกัน เพราะความจริงแล้ว "ไม่มีใครสนใจเราเท่ากับที่เราสนใจตัวเองหรอก" นะคะ เรายังคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง เพื่อนก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ ดังนั้น ถ้ารู้สึกเหมือนว่าถูกสปอตไลต์ส่องมาเมื่อไหร่ ให้โยนความอายทิ้งไปแล้วเชิดหน้าสู้เลย!!   

        พี่เมก้าสนใจ 21 Days Theory มากเลยค่ะ ความจริงได้ยินมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่เอาไปใช้กับเรื่องรักๆ ตลอด (น่าตี!) ถ้าน้องๆ เป็นเด็กสายรักไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียน ก็ลองนำทฤษฎีต่างๆ นี้ ไปปรับใช้ได้นะคะ สนใจทฤษฎีไหน มากระซิบบอกกันหน่อยเร็ว   
#ทฤษฎี #ทฤษฎีจิตวิทยา #การเรียน #เจาะลึก รร. มัธยม #เจาะลึกโรงเรียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

3 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?