#เรียนหนักก็หลอนได้ เคยสัมผัส 10 เอฟเฟกต์จากการเรียนหนักแบบนี้รึยัง? []

มีด้วยเหรอเรียนหนักจนหลอน? มาดู 10 เอฟเฟกต์ของการเรียนเกินพิกัดกัน!
23,856 7
<a href="https://www.dek-d.com/tag/เรียนหนักก็หลอนได้ เคยสัมผัส 10 เอฟเฟกต์จากการเรียนหนักแบบนี้รึยัง/" class="hashtag" target="_blank">#เรียนหนักก็หลอนได้ เคยสัมผัส 10 เอฟเฟกต์จากการเรียนหนักแบบนี้รึยัง</a>?
          สวัสดีค่ะน้องๆ พอย้อนกลับไปคิดถึงวัยมัธยมฯ ภาพการเรียนสุดทรหดก็แวบเข้ามาประหนึ่งกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก (อะไรจะเว่อร์วังเบอร์นั้น ^^") บางคนก็อาจจะเฉยๆ "หนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว! ยังไม่ชินอีกเหรอ?" แต่บางคนนึกขอบคุณตัวเองเลยนะคะที่รอดมาได้
          ถามว่าน่ากลัวขนาดนั้นเลย? เรียนหนักเป็นบ้าได้จริงเหรอ? ความจริงก็ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ แต่อะไรที่มากเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพเราได้ วันนี้พี่เมก้าก็เลยรวบรวม "10 เอฟเฟกต์จากการเรียนหนัก" มาฝาก ลองเช็กได้ค่ะว่าอาการเหล่านี้เคยเกิดกับเรารึเปล่า?

1. ช่วยด้วย! มีคนมาตีระฆังใส่หู
          ถ้าไม่เจอกับตัวเองจะไม่เข้าใจเลย อาการหูวิ้งประหนึ่งว่า "มีคนมาตีระฆังวิ้งๆๆ ในหู" หนักเข้าก็เป็นเสียงวี้ดดด ยาวๆ เลยค่ะ ลองคิดดูว่าจะน่ารำคาญขนาดไหน ถ้ามันดังรบกวนตลอดเวลา ทั้งตอนเรียน อ่านหนังสือ แม้กระทั่งตอนนอน อาการนี้เรียกว่า Tinnitus ค่ะ ปกติจะเกิดจากการได้ยินเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ประมาณว่าใช้หูฟังเยอะเปิดเพลงดังๆ จนปลายประสาทหูเสื่อม แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็อาจจะมาจากภาวะความเครียดและนอนน้อยได้ น้องๆ ที่ชอบอดนอนติดต่อกันหลายวันตอนสอบ ระวังไว้ให้ดีเลย! ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ พยายามอย่านอนดึกเกินกว่าสี่ทุ่มค่ะ   

2. พี่มองเห็นหนูด้วยเหรอคะ?
          อาการนี้เรียกว่า Visual hallucination หรือการมองเห็นภาพหลอน ค่ะ เราจะเห็นภาพแวบไปแวบมา เป็นคนหรือแสงจางๆ โดยที่ความจริงไม่ได้มีสิ่งนั้นอยู่ เช่น เห็นคนใส่ชุดนักเรียนเดินทะลุกำแพง เห็นเด็กผู้ชายวิ่งขึ้นบันได เห็นคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่พอขยี้ตาอีกทีก็ไม่มีแล้ว เข้าใจง่ายๆ ก็แบบที่น้องๆ ชอบคิดว่าตัวเองเห็นผีในโรงเรียนนั่นแหละค่ะ ภาพหลอนทางตาอาจจะมาจากความผิดปกติของระบบสมอง สายตา แล้วก็จิตใจ ยิ่งพอความเครียดมาประกอบกับภาวะอดนอน ก็ยิ่งมีเปอร์เซนต์สูงมากที่อาการจะกำเริบค่ะ ดังนั้น ต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปกับทุ่มเทให้การเรียนนะคะ 

3. เดินละเมอมาอ่านหนังสือ
          มีใครไม่เคยนอนละเมอบ้าง? ช่วงสอบต้องมีละเมอท่องสูตรเป็นจริงเป็นจังกันบ้างล่ะ แต่การ Sleepwalking คือการเดินละเมอลุกขึ้นจากเตียงขณะหลับ โดยที่เราไม่รู้ตัว แถมตื่นมาจำไม่ได้อีกต่างหาก O_O! อาการเดินละเมอนี้ถูกจัดให้อยู่ในช่วง Non-REM Sleep หรือการหลับลึก ซึ่งเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อทำงานได้ปกติ โดยที่สมองไม่ต้องสั่งการมากมายค่ะ เราอาจได้เห็นน้องๆ ลุกมาอ่านหนังสือเป็นเรื่องเป็นราว โดยที่ตาก็ลืมเป็นปกติ (แต่ความจริงหลับอยู่) ตัวเร้าให้ลุกขึ้นเดินละเมอก็อาจมาจากความเครียดและอาการเหนื่อยล้าสะสมได้ค่ะ ก่อนนอนลองเปิดเพลงเบาๆ ให้สมองพักผ่อนบ้างก็ดี

4. ฝันว่าสู้รบกับการเรียน
          อาการนี้มักจะเกิดช่วงสอบหรือกำลังรอฟังผลสอบอยู่! ฝันร้ายก็จะตามหลอกหลอน เช่น ทำข้อสอบไม่ได้ สอบตกรอซ่อม สอบไม่ติด ฯลฯ ฝันจนตื่นมายังเหนื่อยใจ ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าน้องๆ กำลังวิตกกังวลกับเรื่องเหล่านั้นอยู่ นักจิตวิทยาเคยกล่าวไว้นะคะว่า ความฝันสามารถบ่งบอกความรู้สึกลึกๆ ของเราได้ ถ้าฝันว่าทำข้อสอบไม่ได้ แปลว่าลึกๆ ก็รู้ว่าตัวเองยังเตรียมตัวไม่มากพอนั่นเอง จริงไม่จริง!

5. อยู่ดีๆ ก็รู้สึกใจด้านชา
          เคยเป็นแบบนี้มั้ยคะ? แต่ก่อนเคยเครียดเรื่องเรียน ตื่นเต้นกับคะแนน เอ็นจอยกับวิชาที่ชอบ แต่อยู่ดีๆ ก็ไร้ความรู้สึกไปซะเฉยๆ อาการนี้เรียกว่า Anhe-donia หรือภาวะสิ้นยินดีนั่นเองค่ะ (บางคนบอกว่านี่คือภาวะร่วมของการเป็นโรคซึมเศร้า) ใจชาๆ มันก่อตัวมาจากการเครียดสะสม เรียนแล้วขาดแรงบันดาลใจ รู้สึกแย่กับตัวเอง เช่น ทุ่มอ่านหนังสือจนหมดพลัง แต่ผลสอบกลับไม่ดีอย่างที่คิด มันก็เหนื่อย ท้อ จนอยากจะวางเฉยกับทุกสิ่ง คล้ายๆ ปลงตกแต่ไม่ใช่

          วิธีแก้คือรู้เท่าทันตัวเองและใช้ชีวิตให้เป็นปกติที่สุดค่ะ การที่เราไม่รู้สึกอะไร จะทำให้จิตใจนิ่ง พี่เมก้ามีเพื่อนที่เป็นแบบนี้เลยค่ะ คนอื่นอ่านหนังสือสอบไม่ทันก็พากันเครียด กลัว แต่เพื่อนคนนี้ไม่ เขาใช้จังหวะนี้ อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วก็ทำคะแนนสอบได้ดีเลย  


6. ร่าเริงสุดขั้วกับเหงาสุดขีด
          อารมณ์ที่ว่ามา "ร่าเริงสุดขั้วกับเหงาสุดขีด" สามารถเกิดขึ้นได้ในคนคนเดียวกัน มันคือ Bipolar หรืออารมณ์สองขั้วนั่นเองค่ะ เจ้าอาการนี้ไม่ใช่เกิดมาจากการที่สารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปัจจัยแวดล้อมอย่าง "ความเครียด" ก็มีส่วนด้วย บางคนแต่ก่อนร่าเริงทุกวัน แต่หลังๆ พอเครียดกับเรื่องเรียนมากๆ เก็บกดทุกเรื่องไว้ในหัว ก็ค่อยๆ เกิดภาวะดีเพรส ท้อแท้กับชีวิต ต่อว่าตัวเองไร้ค่า จนสลับขั้วมาเป็นภาวะแมเนีย กลับมาคึกคักพลังเยอะเว่อร์ สมองโลดแล่น และเชื่อมั่นในตัวเองสูงปรี๊ด! (ถ้าถูกขัดใจ มีเหวี่ยงวีนสารพัดสิ่ง)
          อาการที่ว่ามานี้ควบคุมตัวเองค่อนข้างยาก แล้วก็อาจจะใช้ชีวิตลำบากหน่อยค่ะ ถ้าอยู่ในภาวะแมเนียน้องจะอเลิร์ททั้งวันจนอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนถ้าอยู่ในภาวะดีเพรสก็อาจเครียดจนเผลอทำร้ายตัวเองได้  ถ้าสงสัยว่าเป็นต้องรีบพบผู้รู้เพื่อปรับพฤติกรรมนะคะ

7. ชั้นนี่แหละ เจ๋งที่สุดในปฐพี
          ถ้าน้องๆ เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนทั้งโลก ไม่ฟังเหตุผลหรือคำแนะนำจากผู้อื่น ทั้งที่ความจริงไม่ใช่! เรามีแนวโน้มที่จะเป็น โรคหลงตัวเอง หรือ Narcissistic Personality Disorder ค่ะ ต้นเหตุของอาการเหล่านี้ อาจจะมาจากการถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ (ติดสปอร์ตไลท์ไว้ที่ตัว ทุกคนต้องสนใจในตัวชั้น) หรืออีกแง่ก็อาจจะได้รับแรงกดดันมาจากที่บ้าน เข้มงวดกับการเรียนมาก ต้องได้เกรด 4 ทุกตัว ทุกเทอมต้องได้ที่ 1 ในระดับชั้น แพ้ไม่ได้! นั่นทำให้ต้องเหนื่อยฟิตตัวเองมากขึ้น พอเก่งก็จะกำเริบหนัก (อวยตัวเองเข้าไปอีก) แต่ถ้าล้มเมื่อไหร่ มักจะรับความผิดพลาดไม่ได้จนทำร้ายตัวเองในที่สุด อันตรายมาก      

8. หยุดกินไม่ได้ ขาดใจ
          รู้มั้ยว่าเวลาน้องๆ เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดอย่างเจ้าคอร์ติซอลมากขึ้น ซึ่งเจ้านี่เป็นตัวการที่ไปกระตุ้นความอยากอาหาร แถมยังทำให้เราไม่รู้สึกอิ่มอีกต่างหาก พอหิวบ่อย หยุดกินไม่ได้ แล้วปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มันก็เสี่ยงต่อการเป็น Binge eating disorder ค่ะ อาการนี้คือน้องๆ จะคิดถึงอาหารตลอดเวลา กินได้เร็ว และเสิร์ฟอาหารใส่ปากได้ครั้งละปริมาณมากๆ ต่อมื้อ ที่สำคัญการกินนี้เป็นไปเพื่อคลายเครียด หรือไม่ก็ให้รางวัลตัวเองด้วยการกินหลังจากผ่านพ้นการเรียนหนักๆ มา ลองคิดดูว่าถ้าเครียดทุกวัน ให้รางวัลตัวเองทุกวัน ตัวจะบวมขนาดไหน?  

9. อารมณ์หวั่นไหวพุ่งกระฉูด
          หวั่นไหวง่ายในที่นี้คืออาการ Neuroticism หรือไม่มั่นคงทางอารมณ์นะคะ คือบางคนเรียนหนักๆ ก็อาจจะควบคุมตัวเองได้บ้าง พักสักนิดก็คงหาย แต่บางรายจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ พอถูกบังคับให้เรียนหนักไป กดดันมากๆ เข้า อาจจะบ่อน้ำตาแตกกลางห้องเรียน หรือลุกขึ้นมาปรี๊ดแตกล้มโต๊ะก็ได้ เพราะรับมือกับความเครียดได้ไม่เท่าคนอื่น ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นคนเซนซิทีฟง่าย นอยด์บ่อยๆ หรืออารมณ์ร้าย ต้องลองหาวิธีปรับอารมณ์ของตัวเองให้นิ่งขึ้นแล้วค่ะ

10. อ่านหนังสือวนไปวันๆ
          แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าขยันเหรอคะ? หลอนอะไร? นี่ไม่ใช่แบบที่น้องๆ คิดนะคะ คนที่เป็นจะรู้ดีว่าต่างจากความขยันธรรมดา มันคืออาการ Obsessive-Compulsive Disorder หรือย้ำคิดย้ำทำกับสิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลใจ เลยทำพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ เพื่อลดความไม่สบายใจค่ะ เช่น กลัวไม่อ่านหนังสือแล้วเรียนแย่เลยอ่านแบบนอนสต็อป! อ่านไปนับบรรทัดไป นั่งจำเลขหน้ากับบทไปด้วยว่าอ่านหน้านี้ ข้อมูลตรงนี้ พอปิดหนังสือปุ๊บ ในหัวจะคิดวนเวียนซ้ำไปเป็นวันๆ ว่าอ่านอะไรไป อยู่หน้าไหน บรรทัดที่เท่าไหร่ ถ้าคิดไม่ออกจะทรมานใจ ต้องกลับไปเปิดหนังสืออ่านอีกซ้ำๆ จำซ้ำๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

          คนที่เป็นรู้ตัวนะคะว่าพฤติกรรมตัวเองไม่สมเหตุสมผล บางคนคิดว่าเข้าขั้นบ้าเลยล่ะ แต่ก็ไม่สามารถห้ามความคิดและพฤติกรรมตัวเองได้ อย่างน้องๆ ที่อ่านหนังสือไม่หยุดก็อ่านจนปวดหัวกันไปเลย ถ้าสังเกตว่าตัวเองมีพฤติกรรมแบบนี้ ต้องรีบหาทางรักษาด่วนๆ

          เอฟเฟกต์ทั้งหมดที่ว่ามาไม่ใช่จะเกิดกับน้องๆ ทุกคนหรือจะทำให้กลัวนะคะ พี่เมก้ารวบรวมมาเพื่อให้ได้สังเกตตัวเองเท่านั้นว่า เราแอบมีพฤติกรรมแบบนี้ซุกซ่อนอยู่ในตัวรึเปล่า จะได้รับมือและหาทางแก้ไขได้ทันท่วงทีค่ะ        
#เอฟเฟกต์ #ผลกระทบ #เรียนหนัก #การเรียน #เจาะลึก รร. มัธยม #เจาะลึกโรงเรียน #เจาะลึกโรงเรียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

7 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?