ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?! []

เกรด? สถาบัน? ประสบการณ์? และสิ่งที่บริษัทจะอ่านเราออกจากคำตอบในการสัมภาษณ์!
6,530 0
         สวัสดีค่ะชาว Dek-D ก่อนบัณฑิตใหม่ป้ายแดงจะได้สิทธิ์เข้าจอดในบริษัทไหน ก็ต้องผ่านเครื่องสกรีนคุณสมบัติที่เรียกว่า “ฝ่ายบุคคล” และ “ผู้บริหาร” ของที่นั่นซะก่อน ในชีวิตน้องๆ น่าจะเคยเห็นคน 2 ประเภท ประเภทแรกคือสมัครไปสิบที่ได้สิบที่ อีกประเภทนึงคือโปรยไปสุดท้ายโดนเท คนก็ตีความไปต่างๆ นานาว่าเพราะอะไร เพราะสถาบัน เกรด ประสบการณ์ ตอบคำถามสัมภาษณ์ไม่ดี หรือมีปัจจัยอื่นซ่อนอยู่ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีกว่าผู้ชี้ชะตาผู้สมัคร อีกแล้ว เดี๋ยวเรามาดูกันค่ะว่าพวกเขาเล่าอะไรให้เราฟังบ้าง!

         สำคัญมาก ข้อมูลและความคิดเห็นต่อไปนี้ มาจากการสัมภาษณ์ผู้คัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในบริษัทใหญ่บางแห่ง แต่ไม่ใช่ทุกแห่ง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และยึดเป็นแนวทางคร่าวๆ ในการสมัครงาน

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!

 

ยกที่ 1 : เกรด / สาขา / สถาบัน
 

         "เรซูเม่" (Resume) คือกระดาษ 1 แผ่นที่บอกประวัติย่อๆ ของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล อายุ การศึกษา ความสามารถพิเศษ ประสบการณ์ รางวัลและเกียรติบัตร ฯลฯ ทุกตัวอักษรมีความหมาย เราต้องพรีเซนต์ตัวเองให้มากที่สุดในกระดาษแผ่นนี้ เพื่อให้โดดเด่นเหนือใบสมัครของคนอื่นๆ
 
         สิ่งที่ผู้สมัครต้องคิดก่อนอันดับแรก ถ้าเราสมัครตำแหน่งนี้ ควรส่ง Resume ภาษาไหนถึงได้เปรียบ? เช่น ฝ่ายขายต่างประเทศ ฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง โปรแกรมเมอร์ วิศวกร นักเขียนบทความหมวดที่เกี่ยวกับต่างประเทศ ฯลฯ หรือตำแหน่งใดๆ ที่่ต้องใช้สกิลภาษาอังกฤษ เราก็ควรส่งเรซูเม่ภาษาอังกฤษ
 
         บริษัทดูอะไรก่อนบนกระดาษแผ่นนั้น?

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!
 
         แน่นอนว่าทุกบริษัทต้องดูสาขาเรียน สถาบัน และผลการเรียนก่อน (แค่ดูภาพรวม แต่ยังไม่ได้บอกว่าตัดทิ้งนะ) บริษัทใหญ่ที่เรามีโอกาสพูดคุยไม่ได้ปฏิเสธว่า สิ่งที่ช่วยกรองคนได้ไวที่สุดในขั้นแรกคือ “ผลการเรียน” เพราะชี้วัดได้ตั้งแต่ทักษะความสามารถไปจนถึงตัวตน ความรับผิดชอบ ความขยัน ...แต่ไม่ใช่ว่าทุกตำแหน่งจะดูเกรดเป็นหลัก!
 
         HR หลายบริษัทที่มีตำแหน่ง “ช่างภาพ” เผยว่า ถึงผู้สมัครเกรดดีแต่ถ่ายรูปไม่สวยก็ไม่รับ เขาจะให้ความสำคัญกับ Portfolio เป็นหลัก เพราะมันจะแสดงให้เห็นว่าคนๆ นั้นทำงานกับเราได้มั้ย ถึงบอกว่าเรียนนิเทศฯ เก่ง เกรดดี แต่ไม่มีพอร์ตมาให้ดู เราก็จะไม่รู้ว่าการถ่ายภาพสไตล์นั้นเข้ากับบริษัทของเรารึเปล่า? นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องดูพอร์ตเป็นหลัก แต่อีกกรณีคือถ้าเกิดคนๆ นั้นเกรดดีด้วย ทำกิจกรรมด้วย จะบ่งบอกได้ถึงความรับผิดชอบ การบริหารเวลา ถือเป็นคนที่น่าสนใจ สรุปว่าต้องพิจารณาทุกปัจจัย ไม่ใช่มองด้านเดียว

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!
 
         ส่วนเรื่อง "สาขา" ก็ได้คำตอบสองด้านเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะจำเป็นสำหรับงานสายตรง เช่น ฝ่ายไอที ควรจบคณะด้าน IT, ฝ่ายผลิต พลาสติก เคมี ควรจบคณะสายวิทย์, ฝ่าย HR ควรจบบริหารงานบุคคล แต่ถ้าเป็นสายงานที่เน้นฝีมือ เช่น กราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ นักเขียน ฯลฯ ก็จะดูที่ผลงานมากกว่า เพราะหลายคนจบไม่ตรงสายแต่เก่งเรื่องนี้ ขอเพียงให้นำเสนอความโดดเด่นผ่าน Portfolio ให้ผู้สมัครเห็น

 

ยกที่ 2 : ประสบการณ์ระหว่างเรียน / ฝึกงาน / โปรเจกต์จบ
 

         สิ่งที่เด็กจบใหม่ควรทำคือ การระบุ "ประสบการณ์" ที่สอดคล้องและเป็นประโยชน์ต่อสายงาน ลงใน Resume และ Portfolio เช่น
 
         - คนสมัครงานนักเขียน/คอลัมนิสต์ แล้วเคยทำเพจในเฟซบุ๊กมาก่อน ก็ควรใส่ชื่อเพจที่เคยทำมาให้ หรือใส่ตัวอย่างงานเขียนที่สอดคล้องกับสายงานมาให้
         - คนสมัครงานวิศวกร อาจบอกว่าเคยทำเครื่องมือซ่อมบำรุงมาก่อน หรือโปรเจกต์ที่เคยทำและเกี่ยวกับสายงาน
         - คนสมัครงาน AE (Account Executive) อาจบอกว่าเคยทำงานอีเวนต์มาก่อน 
 
         เพราะบางคนส่งข้อมูลพื้นฐาน บ้านเกิด กิจกรรมก็เคยทำพานไหว้ครู เกียรติบัตรเรียนดีต่างๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับสายงานที่สมัคร บริษัทอาจไม่ดูเลย อีกกรณี เช่น สมัครโปรแกรมเมอร์ แต่เคยเป็นประธานชมรม อาจไม่เกี่ยวโดยตรง แต่สะท้อนได้ถึงภาวะผู้นำ ทักษะการเข้าสังคม การทำงานเป็นทีม ฯลฯ ก็ได้คะแนนบวกเหมือนกัน

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!
 
         “การฝึกงาน” ก็เพิ่มโอกาสได้งานมาก เค้าจะดูว่าเราเลือกไปฝึกที่ไหนมา ตรงกับสิ่งที่เราอยากทำมั้ย เคยไปทำผลงานอะไรมาบ้าง ถ้าบริษัทดูแล้วเห็นว่าเราตั้งใจมาสายนี้จริงๆ ก็ได้คะแนนเพิ่มไปสวยๆ ดังนั้น น้องๆ ที่วางแผนว่าจะฝึกงาน ควรเริ่มคิดจริงจังว่าเราอยากทำงานอะไรในอนาคต
 
         ทั้งนี้ การจะพรีเซนต์ตัวเองลง Portfolio ไม่ควรบอกระบุแค่กว้างๆ ว่าเราทำตำแหน่งอะไร บริษัทไหน เคยรับจ๊อบอะไรมา แต่ต้องเล่าให้เห็นภาพว่าเราได้ลงมือทำอะไรมาบ้าง ได้อะไรจากการทำงานนั้น ผลตอบรับเป็นอย่างไร แล้วเป็นประโยชน์ต่อสายงานที่เราสมัครอย่างไร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราอาจได้เล่าตอนสัมภาษณ์ด้วย  
 
         แล้วสมมติตำแหน่งนั้นเขียนไว้ว่าต้องการคนมีประสบการณ์ 1-2 ปี เด็กจบใหม่หมดสิทธิ์ 100% เลยมั้ย?
 
         เราได้คำตอบหลากหลายจาก HR ค่ะ ส่วนใหญ่บอกว่า ลองส่งมาก็ได้ แต่โอกาสจะน้อย เพราะถ้าระบุไว้แบบนี้แสดงว่าต้องการคนที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย แต่ถ้าประวัติเราน่าสนใจจริงๆ เขาอาจจะเรียกมาดูว่า สิ่งที่เราทำได้ ใกล้เคียงกับขีดความสามารถของผู้มีประสบการณ์ 1-2 ปีหรือไม่

 

คำถามยอดฮิต: “สถาบันสำคัญมั้ย?”
 

         เหตุผลที่คำถามนี้ฟันธงไม่ได้ เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มีทั้งบริษัทที่ดูและไม่ดูสถาบัน จากการสัมภาษณ์บริษัท 3 แห่ง เราได้คำตอบที่แตกต่างกัน ดังนี้

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!
 
         บริษัท A กล่าวว่า มหา’ลัยไม่ใช่ตัวกรอง ทุกคนแต้มเท่ากัน แต่จะดูสาขาที่จบมากกว่า แล้วมาสกรีนกันในห้องสัมภาษณ์เรื่องความสามารถ ไหวพริบ ความเป็นคนเก่งคนดี 
 
         บริษัท B กล่าวว่า สถาบันไม่สำคัญขนาดนั้น ส่วนใหญ่ก็ดูที่ผลงาน แต่บางตำแหน่งก็ต้องดูสถาบันกับเกรด เพราะจากประสบการณ์ เขาเคยให้โอกาสเด็กมหา’ลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเข้ามาลองทำ พบว่าต่อให้เกรดดีกว่า แต่พอทำงานจริงสู้ไม่ได้
 
         คล้ายกับบริษัท C ที่กล่าวว่า เมื่อก่อนไม่ได้ดูที่มหา’ลัย ใครสมัครก็สัมภาษณ์และรับเข้ามาทำงาน ปรากฏว่าพอทำงานจริงเขาเห็นความแตกต่างชัดเจน เช่น เรื่องทักษะพื้นฐาน ไหวพริบ ความคิดริเริ่ม ประสบการณ์ทำงาน ฯลฯ ระยะหลังจึงเริ่มคัดจากมหา’ลัยชั้นนำมากขึ้น เพราะสามารถการันตีได้ว่าน่าจะดี แต่ก็ไม่ใช่ 100% เราต้องมาสังเกตตอนทดลองงาน 3 เดือน รวมถึงหลังผ่านโปรแล้วด้วย เพราะบางคนพ้นโปรแล้วไม่มีผลงานเด่นเลย

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!

 

First Impression ในวันสัมภาษณ์
 

         คำถามแรกเลย เราจำเป็นต้องไปสัมภาษณ์ก่อนเวลามากมั้ย? หลายคนเข้าใจว่ายิ่งไปเร็วยิ่งดี  แต่จริงๆ แล้วบางบริษัทบอกว่า “ตรงเวลาดีที่สุด” อย่าไปสัมภาษณ์สาย แต่ก็อย่าไปล่วงหน้ามาก เพราะจะกลายเป็นเรากดดันผู้สัมภาษณ์ การที่เขานัดเวลาไหน หมายความว่าเขามีช่วงว่างในเวลานั้น
 
         วันสัมภาษณ์เป็นวันนึงที่สำคัญมาก เราควรแต่งกายสุภาพ ให้เกียรติสถานที่ + พรีเซนต์ตัวเองให้ดูโปรไว้ก่อน ดังนั้นไม่ควรเป็นเสื้อยืด รองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น ฯลฯ เพื่อสร้าง First Impression
 
         บางที่เขาจะสังเกตรายละเอียดเล็กน้อยด้วย เช่น ใส่เสื้อเชิ้ตมาแต่กระดุมแขนไม่ติด แว่นมัวมาก เสื้อไม่รีด สักยันต์ เจาะหู ฯลฯ ก็อาจบ่งบอกความไม่พิถีพิถัน ซึ่งจะมีผลกับบางตำแหน่งงาน เช่น ฝ่ายขาย เขาจะมองเรื่องความสะอาดของหน้าตา และรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็น ฝ่ายครีเอทีฟ อาจต้องดูโมเดิร์นขึ้นมาหน่อย หรือแม้ HR บางคนก็บอกว่า บางตำแหน่ง เช่น ดีไซเนอร์ เขาก็สังเกตของที่ใช้เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของแพง แต่ควรแมทช์ออกมาแล้วดูดี เพราะแสดงถึงความใส่ใจและความฉลาดเลือก (HR บริษัทหนึ่งให้คำแนะนำว่า การใส่เสือคลุมหรือมีสูททับสักตัว จะช่วยให้ดูดีขึ้นมาก!)

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!
 
         สั่น-เกร็ง-ประหม่า อาการแบบนี้โดนหักคะแนนมั้ย?  เท่าที่พูดคุยมา ผู้ให้สัมภาษณ์จะไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่ยังไม่ชินกับสถานการณ์แบบนี้ แต่อย่างน้อยควรมี eye contact ไม่ใช่มองไปทางอื่นตลอด หรือลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา ถ้ามีอาการข้างต้น พยายามคุมสติให้ได้ เพื่อให้จับใจความคำถามแล้วเรียบเรียงคำตอบให้ตรงประเด็น หรือพูดง่ายๆ คือ ตื่นเต้นได้ แต่อย่าทำให้ประสิทธิภาพในการตอบคำถามลดลงจนเสียคะแนนในส่วนที่ไม่ควรจะเสียไป

 

ยกที่ 3 : เบื้องหลังคำถามในห้องสัมภาษณ์
 

         ถ้าถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์ เราจะเจอสองด่านหลักๆ คือ
 
         1. ทำแบบทดสอบ ไม่ใช่ทุกที่จะให้ทำเทสต์ แต่ต้องบอกว่า “ส่วนใหญ่” ค่ะ ตัวอย่างเช่น เขาจะตั้งโจทย์โดยดึงจุดสำคัญมาถามแล้วให้เวลาจำกัด 1 ชั่วโมง วัดพื้นฐานความรู้ การบริหารเวลา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฯลฯ

         2. สัมภาษณ์ปากเปล่า วัดพื้นความรู้ ไหวพริบ ประสบการณ์ การสื่อสาร ทัศนคติ รวมถึงความพร้อมในด้านต่างๆ ด้วย
 
         แน่นอนว่าผู้สัมภาษณ์จะลอบสังเกตเราจากพฤติกรรมและการตอบคำถามทั้งหมด จำไว้ว่าทุกคำถามมีความหมายเสมอ สามารถวัดศักยภาพ ไหวพริบ ปฏิภาณ ความใฝ่รู้ และความเข้ากันกับองค์กรได้ เช่น
 
         - เรากำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่? 
         - อยากพัฒนาตัวเองอย่างไรในอีก 3 ปีข้างหน้า? 
         - ที่ผ่านมาอยากพัฒนาหรือปรับปรุงอะไร?
         - มีผลงานอะไรบ้างที่ภูมิใจ เพราะอะไร?
         - ถ้าเกิดเหตุการณ์...ขึ้น เราจะแก้ปัญหาอย่างไร?
         - ทำไมถึงขอเงินเดือนเท่านี้ ควรพูดถึงศักยภาพและประสบการณ์ ไม่ใช่เหตุผลเรื่องค่าครองชีพ
         - มีพี่น้องกี่คน? พักอยู่กับใคร?
         - พักที่ไหน? เดินทางอย่างไร? ใช้เวลานานแค่ไหน?  ถ้าเราบ้านไกล แต่วางแผนว่าถ้าได้งานแล้วจะมาพักใกล้ๆ ที่ทำงาน ควรแจ้งด้วย เพราะเรื่องการเดินทางเป็นปัจจัยสำคัญว่าจะรับเราเข้าทำงานหรือไม่ (บริษัทมักเจอคนที่อยู่ไม่นานแล้วลาออกเพราะเรื่องนี้)

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!

 

คำถามที่ดีที่ผู้สมัครงานควรถามปิดท้าย
 

         ร้อยทั้งร้อยในการสัมภาษณ์งานแต่ละครั้ง ผู้สัมภาษณ์จะยิงคำถามสุดท้ายว่า “มีอะไรต้องการถามบริษัทหรือไม่?” บางคนก็ถามสิ่งที่อยากรู้จริงๆ บางคนเตรียมคำถามในแพทเทิร์นที่เค้าติวต่อๆ กันมา ส่วนบางคนก็เลือกจะไม่ถาม สรุปแล้วคำถามนี้บอกอะไรผู้สัมภาษณ์? แล้วถามแบบไหนดีที่สุด?
 
         ในมุมของ HR ส่วนใหญ่ คำถามที่ดีคือคำถามที่เป็นประโยชน์กับตัวผู้ถามเอง เช่น
 
         - บริษัทคาดหวังอะไรจากเราในช่วงสามเดือนแรก?
         - เราต้องเตรียมตัวก่อนเริ่มงานอย่างไรบ้าง?
         - วัฒนธรรมการทำงานที่นี่เป็นอย่างไร?

         เหตุผลไม่ใช่แค่เพิ่มความน่าสนใจให้ตัวเอง แต่มันทำให้เราได้คำแนะนำไปพัฒนาตัวเองจริงๆ และได้คำตอบไปประกอบการตัดสินใจว่าบริษัทนี้ใช่สำหรับเราจริงๆ มั้ย ตรงใจและคุ้มค่าในสายตาเรารึเปล่า ดีกว่าการถามว่า “ผมจะลางานได้กี่วัน?” หรือ “บริษัทจะให้อะไรกับผมบ้าง?”
 
         อีกข้อสงสัยของผู้สมัครงานคือ ถ้าสัมภาษณ์ไม่ผ่านแล้วจะแจ้งผลมั้ย? ส่วนใหญ่บริษัทที่สัมภาษณ์บอกว่าแจ้งแน่นอน ถ้าผ่านจะโทรศัพท์ แต่ถ้าไม่ผ่านจะแจ้งทางอีเมล บางบริษัทที่สัมภาษณ์คนเยอะมากๆ อาจแจ้งไว้ก่อนว่าถ้าผ่านจะแจ้งภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าหลังจากนั้นเป็นอันรับรู้ว่าตกรอบ ***ถ้าใครรอนานแล้วยังไร้ร่องรอย สามารถโทรถามบริษัทได้ ไม่ผิดแต่อย่างใด 

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!

 

ตัวอย่างเหตุผลที่คนตกรอบ
 

         - สกิลไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร อาจดูได้จากทั้งแบบทดสอบและการสัมภาษณ์ ถ้าตอบไม่ได้เลยก็จะร่วงไป ถ้าเป็นล่ามก็ตัดกันที่สกิลเลย สมมติระบุในโปรไฟล์ว่า N2 N1 แต่ถ้าจับใจความไม่ได้ก็ไม่ผ่าน
         - บุคลิก ตัวตน ไม่เหมาะกับตำแหน่งหรือองค์กร เช่น สมัครเป็นหัวหน้างาน แต่ตอนสัมภาษณ์กลับควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ สมัครเป็นนักเขียน แต่เขียนสะกดคำในเอกสารผิดๆ ถูกๆ
         - ไม่ค่อยทำการบ้านมา ถามก็ตอบไม่ตรงประเด็น บางคนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเลย หรือไม่รู้จักเกี่ยวกับตำแหน่งงานของตัวเองดีพอ
         - สิ่งที่แสดงออกในโซเชียล ดู Negative มากเกินไป อ่านสเตตัสแล้วรู้สึกไม่ดี ก็รู้สึกเสี่ยงถ้าจะรับเข้ามา
         - ชื่ออีเมลไม่ทางการมากๆ เช่น คำทะลึ่งลามก คำหยาบ ฯลฯ บางคนสมัครไปหลายที่ออกแนวหว่านแห แต่ส่งพร้อมๆ กัน CC ชื่อบริษัทอื่น บางบริษัทเห็นแล้วตัดทิ้งเลย
         - ลืมแก้ชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน ฯลฯ ในเอกสารทุกอย่าง ทั้ง จดหมายสมัครงาน, Resume, Portfolio

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!


คู่มือลดอัตราการ 'นก' งาน ฉบับย่อ


         - รีบค้นหาตัวเองให้เจอเร็วที่สุด เพื่อให้เลือกสายเรียนได้ตรงกับงานที่เราอยากทำในอนาคต และไม่ลืมที่จะลงเรียนวิชาที่เป็นประโยชน์ มากกว่าเลือกเพราะได้เกรดง่ายหรือเลือกตามเพื่อน

         - เรียนให้เต็มที่ ควบคู่กับการทำกิจกรรม หาประสบการณ์การทำงานระหว่างเรียนไปด้วยจะเยี่ยมมาก (แต่อย่าให้กระทบการเรียนนะ) และเนื่องจากสมัยนี้มีโซเชียล พยายามมองหาช่องทางแสดงความสามารถของเรา เช่น เพจ บล็อก คลิป เว็บไซต์ ร้านค้า ฯลฯ  

         เลือกตำแหน่งและบริษัทเพื่อฝึกงานตามความสนใจ พยายามเรียนรู้การทำงาน อย่าหวังว่าจะไปนั่งสบายๆ ทำงานส่งๆ เพราะเราจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย เสริมให้ว่า บางคนฝึกงานแล้วได้งานที่นั่นด้วย เพราะทำงานดี เข้ากับองค์กรได้
 
ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!

         - เก็บผลงานไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งผลงานตอนเรียน กิจกรรม การทำงาน โปรเจกต์จบ เก็บไว้หลายๆ ที่ อย่าให้ไฟล์หาย! 
 
         - มีสติในการโพสต์ทุกอย่างลงในโซเชียล เพราะตั้งเป็นสาธารณะแล้ว ผู้บริหารหรือ HR สามารถกดเข้ามาสำรวจได้

         - เราควรสมัครอีเมลที่เป็นทางการอย่างน้อยสัก 1 เมล ไว้เพื่อติดต่อธุระ โดยเฉพาะการสมัครงาน ตั้งชื่ออีเมลด้วยชื่อและนามสกุลจริง (ถ้านามสกุลยาวก็ใช้อักษรย่อตัวแรก)

         - การซักซ้อมก่อนสัมภาษณ์เป็นเรื่องสำคัญ ควรเก็งคำถาม-คำตอบ และฝึกพูดหน้ากระจก ทำการบ้านมาอย่างดี เช่น ทักษะความรู้ การศึกษาข้อมูลองค์กร ฯลฯ

         - ตั้งใจทำเอกสารทุกฉบับ ตั้งแต่ใบสมัคร ทรานสคริปต์ (อัปเดตด้วย) เรซูเม่ และพอร์ตฟอลิโอ ตรวจทานอย่างละเอียด ใช้โทนสีให้เข้ากับสายงาน เน้นอ่านง่าย คัดจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานมาใส่ ไม่ใช่ยัดทุกอย่างลงไปหมด

ถามบริษัทให้เคลียร์! "เด็กจบใหม่" ควรเขียนเรซูเม่/ส่งใบสมัครงานยังไง ถึงมีโอกาสได้งาน?!
 
         สรุปแล้วสิ่งที่บริษัทมองหาคือคนที่ "ทำงานได้" และ "อยู่ในองค์กรได้" สั้นๆ ง่ายๆ แบบนี้แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยแทรกอยู่ตามจุดต่างๆ พี่เชื่อว่าบทความนี้จะช่วยให้น้องเตรียมตัวได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เติมสิ่งที่ยังขาด และพัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก เพื่อเพิ่มโอกาสการได้งานในฝัน ส่วนบัณฑิตใหม่ป้ายแดงคนไหนกำลังเตรียมไปสมัครงาน ขอให้โชคดีค่ะ!
#การศึกษา #เด็กจบใหม่ #หางาน #สัมภาษณ์งาน #บริษัท #สถาบัน #เกรด

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?