ยังจำได้มั้ย? 10 ทักษะเอาตัวรอดที่ได้รับจากวิชาลูกเสือ-เนตรนารี []

วิชาลูกเสือสร้างสกิลนักผจญภัยอะไรให้เรา ตามไปบุกป่าฝ่าดงกัน!
4,031 2
ยังจำได้มั้ย? 10 ทักษะเอาตัวรอดที่ได้รับจากวิชาลูกเสือ-เนตรนารี
           สวัสดีค่ะ เกือบ 1 อาทิตย์แล้วที่เด็กๆ นักฟุตบอล และผู้ฝึกสอน “ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” หายเข้าไปในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เชื่อว่าน้องๆ ต่างเฝ้ารอข่าวดี และส่งกำลังใจไปให้เพื่อนๆ และโค้ชทั้ง 13 ชีวิต รวมถึงพี่เจ้าหน้าที่หน่วยซีลที่ได้ปฏิบัติการช่วยเหลือทั้งหมดกลับออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย

           ล่าสุดนักธรณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านถ้ำที่เคยออกสำรวจถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนมาแล้ว ก็ออกมาให้ความมั่นใจว่าน้องๆ ทีมฟุตบอลและโค้ชที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงยังมีโอกาสรอดชีวิตสูง เพราะตามสัญชาตญาณคนเอาตัวรอดมักจะปีนหาที่สูงเพื่อหนีน้ำและหาอากาศหายใจ  
           เรื่องของการใช้ชีวิตและพื้นฐานการเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันถูกบรรจุอยู่ในวิชาลูกเสือซึ่งเราได้เรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมฯ จนถึงมัธยมฯ ค่ะ น้องๆ จะมีความพร้อมมากแค่ไหนในยามที่เราเกิดติดอยู่ในถ้ำหรือหลงป่า ตามไปดู “10 สกิลนักผจญภัยที่ได้รับจากวิชาลูกเสือ” กัน

1. ผู้ชำนาญทาง
           การออกค่ายลูกเสือเป็นช่วงเวลาที่เราฝึกทักษะนักผจญภัยได้มากที่สุดเลยค่ะ โดยเฉพาะการเดินทางไกล ทางโรงเรียนจะกำหนดจุดหมายพร้อมระยะทางมาว่าให้เราเดินเท้ากี่กิโล (ปกติจะอยู่ที่ 10 - 20 กิโลเมตร) แบ่งเป็นเดินกลางวัน - กลางคืน พูดถึงเดินทางไกลนี้ บางคนบอกว่าครูฝึกเอาเราไปปล่อยป่าชัดๆ ในตอนกลางวันจะทิ้งแผนที่กับเข็มทิศขนาดเล็กให้ดู หรือถ้าไม่พึ่งเข็มทิศก็จะสอนให้ใช้วิธีธรรมชาติอย่างการดูเงา สังเกตเถาวัลย์ และสอนให้รู้จักสังเกตแสงดาวบนฟ้าในตอนกลางคืน

           การเดินทางไกลจะต้องเดินตามระบบหมู่ รักษาเวลาเดินให้สม่ำเสมอ ไม่ทิ้งระยะห่างเกินไป และไม่ออกนอกเส้นทางที่จัดไว้ ระหว่างทางน้องๆ จะได้บุกป่า ลุยน้ำ ขึ้นเขา เข้าถ้ำ สัมผัสกับการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอย่างเต็มรูปแบบเลยล่ะ


2. นักสำรวจมือหนึ่ง
           นอกจากสกิลนักชำนาญทางแล้ว น้องๆ ยังได้รับการเทรนให้เรียนรู้ที่จะเลือกสถานที่ตั้งค่ายอย่างปลอดภัยด้วย โดยปกติจะเป็นที่กว้างโล่ง เพื่อป้องกันอันตรายจากกิ่งไม้ใหญ่หล่นทับ และแม้ว่าค่ายควรตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นดินเรียบ ไม่มีน้ำขัง เพื่อจะได้สะดวกต่อการตั้งเต็นท์พักแรม และก่อกองไฟสำหรับประกอบอาหารหรือผิงคลายหนาว นอกจากจะสำรวจยุทธศาสตร์ตั้งค่ายแล้ว เรายังได้ทักษะในการหาแหล่งน้ำและอาหารตามธรรมชาติด้วย (ในกรณีที่หลงทางแล้วไม่เหลือของกินติดตัวเลย)

           โดยปกติครูฝึกมักจะสอนให้เราหาน้ำสะอาดจากลำธาร น้ำค้างที่เกาะบนใบไม้ เถาวัลย์น้ำ หรือน้ำใสจากหินย้อย ส่วนเรื่องอาหารก็ตามแต่ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นเลย น้องๆ อาจจะได้จับปลา เก็บผลไม้ หรือขุดเผือก มัน มาเผากินด้วยตัวเอง


3. คนสายอึด ถึก ทน
           น้องๆ ลูกเสือ - เนตรนารีจะต้องอดทนต่อความยากลำบากในการเดินป่า ถ้าใครเคยเจอมาก่อน คงรู้ดีว่านอกจากเราจะปวดหลังจากการแบกเครื่องหลังสำหรับเดินทางไกลไปแรมคืนแล้ว เรายังต้องเผชิญกับการปวดฝ่าเท้าจากการเดินทางไกลติดต่อกันด้วย นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ตอนกลางวันยังร้อนแผดเผา กลางคืนหนาวจนไข้ถามหา การนอนกลางดินกินกลางทรายที่ไม่ค่อยสบายเหมือนอยู่บ้าน และการต่อสู้กับความกลัวภยันตรายต่างๆ เรียกว่าเป็นบททดสอบความแกร่งทางสภาพร่างกาย และจิตใจได้ดีเชียวล่ะ

4. ฮีโร่ผู้เอาชีวิตรอด
           เข้าค่ายลูกเสือน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ? อย่างที่บอกว่าการดำรงชีพในป่าไม่ได้สะดวกสบายขนาดนั้นค่ะ น้องๆ จะต้องเอาตัวรอดในทุกทาง ไม่ว่าจะปัจจัยพื้นฐานทั้งเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ หรือการเอาตัวรอดจากสัตว์ป่าและภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างจากเรื่องที่เราจะได้ฝึกกันแน่ๆ คือการใช้อาวุธคู่กายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เช่น ไม้ง่าม ที่ใช้ทำกระโจม ใช้สอยผลไม้ แหวกหญ้าเวลาเดินป่า ช่วยค้ำยันเวลาเดินบนทางลาดชัน ใช้จับงู แม้กระทั่งเอาไปทำเป็นที่แขวนหม้อสำหรับต้มน้ำ ที่เมามันส์สุดๆ ก็ตอนที่เหล่าลูกเสือ - เนตรนารี ช่วยกันรวบรวมกิ่งไม้มาก่อกองไฟ หรือฝึกจุดไฟจากหินนี่แหละ ถ้าจุดไฟไม่ติด มื้อนั้นก็อดกินข้าว นอนหนาวกันไป แถมยังเสี่ยงต่อการเจอสัตว์ร้าย แมลงก่อกวนตลอดคืนด้วย
          

5. พ่อครัว - แม่ครัวหัวป่าก์
           ใครจะไปรู้ว่าวิชาลูกเสือ ก็ช่วยวัดรสมือในการทำอาหารของแต่ละคนได้ บางคนอาจจะเคยคิดว่าตัวเองหยิบจับอะไรก็วินาศ จับปลาคงคว้าน้ำเหลว ทำหม้อข้าวไหม้ ปอกผลไม้ก็น่าจะเละแน่ๆ T T (ว่าไปก็เหมือนเล่าจากประสบการณ์ตรง) แต่ของแบบนี้ต้องลองค่ะ ครูฝึกจะให้เราได้ลองปรุงอาหารแบบชาวป่า เริ่มตั้งแต่ก่อกองไฟ หุงข้าวจากไม้ไผ่หรือมะพร้าว ใช้ไม้เสียบปลามาปิ้งย่าง อบมัน เผาเผือก หรือทอดไข่บนแผ่นหิน ขอบอกว่าถ้าผ่านตรงนี้มาได้ ก็สามารถอยู่อย่างราชากลางป่าได้

6. นักทิ้งรอย
           ตลอดการเดินทางไกล ถ้าเราไม่ชำนาญเส้นทาง ไม่มั่นใจว่าหมู่เราจะมาถูกทางหรือหลง การทิ้งร่องรอยคือสิ่งที่ครูฝึกแนะนำให้ทำตาม! (อยู่ที่ว่าเราจะจำได้หรือเปล่า) วิธีก็คือทำสัญลักษณ์ไว้ตามต้นไม้ต่างๆ เช่น หักกิ่งไม้ ขีดใบไม้ ผูกริบบิ้นไว้กับต้นไม้ หรือนำก้อนหินมากองเป็นก้อนเรียงกัน โดยสัญลักษณ์ที่ทำไว้ต้องชัดเจน และมั่นใจว่าจะไม่มีใครมาเคลื่อนย้ายของของเรา เกิดหลงทางขึ้นมาจริงๆ จะได้กลับออกไปถูก หรือมีคนแกะรอยมาช่วยเราได้
           กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างหลงป่า การเรียนลูกเสือก็ไม่ลืมที่จะสอนให้เรารู้จักส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ถ้ามีสัญญาณโทรศัพท์ ก่อนแบตหมดก็พยายามติดต่อมาขอความช่วยเหลือ แชร์โลเคชั่นมา หรือใช้สัญญาณควันไฟ สัญญาณเสียงในการขอความช่วยเหลือ  

7. นักประดิษฐ์มือฉมัง
           วิชาลูกเสือปลูกฝังความครีเอตให้เราโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่ยื่นอุปกรณ์มาอย่างหนึ่ง เช่น เชือก เจ้านี่สามารถนำไปพลิกแพลงได้มากมาย ถ้าเรารู้วิธีผูกเชือกเงื่อนต่างๆ ก่อนออกมาเดินทางไกล ครูฝึกคงให้เราได้สอบการผูกเงื่อนมาก่อน ซึ่งบอกเลยว่ามันสามารถนำไปใช้ได้จริงในการเดินป่า ไม่ว่าจะเป็นการผูกเงื่อนพิรอดสำหรับมัดข้าวของเครื่องใช้ ปฐมพยาบาล การผูกเงื่อนบ่วงสายธนูสำหรับช่วยคนตกน้ำ ทำเป็นบ่วงให้นั่งเคลื่อนย้ายคนจากที่สูงไปต่ำ หรือการผูกเงื่อนกระหวัดไม้สำหรับโหน ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังมีสกิลการทำที่พักแบบต่างๆ ด้วย เช่น กางเต็นท์แบบสามเหลี่ยม กระโจม หรือเต็นท์ 5 ชาย ครีเอตกันตามความชอบ

8. ผู้ปฐมพยาบาล  
            ปกติการเดินทางไกลก็จะต้องมีการเตรียมกล่องปฐมพยาบาลที่บรรจุยาประเภทต่างๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ท้องเสีย และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล อย่างผ้าพันแผล สําลี แอลกอฮอลล์ พลาสเตอร์ยาไว้แล้ว แต่สกิลช่วยชีวิตในด้านอื่นๆ ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้เช่นกัน เพราะระหว่างเดินป่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ เช่น มีคนจมน้ำ ถูกงูกัด หกล้มแขนหัก หัวแตก ฯลฯ สิ่งที่เรียนมาอย่างการทำ CPR การปฐมพยาบาลเมื่อมีแมลงและสัตว์มีพิษกัดต่อย การห้ามเลือด และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย จึงกลายเป็นหลักสูตรที่ช่วยชีวิตตัวเราเองและเพื่อนได้

9. ฐานวัดใจ
            ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบการผจญภัย เชื่อว่ามีน้องๆ อีกหลายคนที่ส่ายหน้าหนีให้กับการปีนป่าย ลอดถ้ำทุกชนิด แต่ในเมื่อต้องสวมบทเป็นนักผจญภัยแล้ว ครูฝึกให้ไต่เชือก ปีนต้นไม้ โรยตัวข้ามลำธาร ฯลฯ เราก็ต้องทำให้ได้ แม้กระทั่งให้เดินทางไกลตอนกลางคืน ต่อให้จะกลัวผีหรือมีหมีโผล่ออกมาให้ผวาแค่ไหน ก็ต้องทำใจกล้าแล้วเชิดหน้าสู้ “นักผจญภัยย่อมไม่กลัวความท้าทาย” ค่ะ

10. Feel Good ทุกนาที
            หลังจากผ่านความน่าลุ้นกันมาหลายข้อ ก็มาถึงสกิลสุดท้ายกันบ้าง ใครว่านักผจญภัยไม่เคยเผชิญหน้ากับความกลัว ระหว่างเดินป่าอาจจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก ต้องรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายมาบ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ “เราต้องพลิกด้านร้าย ให้กลายเป็นดีอยู่เสมอ” ลูกเสือสอนให้เราโยนความเหนื่อย ทิ้งความทุกข์ และมาสร้างความ Feel Good กับชุมนุมรอบกองไฟค่ะ มีการแสดงสนุกๆ หรือจะร้องรำทำเพลงอะไรกัน ก็มาบันเทิงกันในช่วงเวลานี้เลย ขออย่างเดียวอย่าเพิ่มเติมความสยองด้วยการแชร์ประสบการณ์ขนหัวลุกก็พอ T T

            ไม่รู้ว่าน้องๆ เคยได้ใช้สกิลนักผจญภัยของตัวเองหรือยังนะคะ พี่เมก้าชอบวิชาลูกเสือก็ตรงที่สอนให้เรารู้จักทักษะการเอาชีวิตรอด แม้จะแค่ในหลักการเบื้องต้นก็ยังดีค่ะ เพราะที่เหลือก็คงจะปล่อยให้ประสบการณ์นำไปล้วนๆ

            สุดท้ายนี้พี่เมก้า และพี่ๆ ทีมงาน Dek-D ก็ขอส่งกำลังใจให้น้องๆ รวมถึงโค้ช “ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” ทั้ง 13 คนนะคะ ทุกคนต้องได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยค่ะ มาเอาใจช่วย และรอฟังข่าวดีไปพร้อมกันนะคะ     

ขอบคุณข้อมูลจาก
www.scoutthailand.org/documents/camp/21052556_2.pdf
#ลูกเสือ - เนตรนารี #ลูกเสือ #เนตรนารี #ผจญภัย #เจาะลึก รร. มัธยมฯ #Top 10 Secret #Top 10 Secret

บทความที่นิยมอ่านต่อ

2 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?