เรียนดีแบบก้าวกระโดด! แค่เลือกที่นั่งในห้องเรียนให้ถูกโฉลกกับตัวเอง []

วิว
เรียนดีแบบก้าวกระโดด! แค่เลือกที่นั่งในห้องเรียนให้ถูกโฉลกกับตัวเอง
           สวัสดีค่ะ Dek-D ถ้าเปิดประตูห้องเรียนเข้าไป เชื่อเลยว่าน้องๆ จะมีที่นั่งประจำของตัวเอง ต้องมุมนี้ โต๊ะเรียนนี้ เท่านั้น! ใครมาแย่งที่ ต้องมีสงครามเย็นกันแน่ๆ อาจจะเพราะว่าที่นั่งตรงนี้ทำให้เราสบายใจ และเรียนรู้เรื่องดีหรือเปล่า?

เรียนดีแบบก้าวกระโดด! แค่เลือกที่นั่งในห้องเรียนให้ถูกโฉลกกับตัวเอง
 
           วันนี้เราจะตามไปเจาะลึก “ห้องเรียน” ของเด็กมัธยมฯ กันค่ะ งานวิจัยหลายชิ้นได้เสนอแนวคิดว่า ที่นั่งในห้องเรียนมีผลต่อประสิทธิภาพการเรียนของเด็ก ไปดูสิว่าที่นั่งที่น้องๆ ครอบครองอยู่ตอนนี้ ถือเป็นหนึ่งในทำเลทอง เหมาะกับไลฟ์สไตล์เด็กแบบเรา และทำให้ผลการเรียนเยี่ยมขนาดไหน!

เฉื่อยชาตลอดเวลา...นั่งหน้าเลย
           งานวิจัยส่วนใหญ่บอกว่านักเรียนที่นั่งแถวหน้าเป็นเด็กที่มีความตั้งใจ มีความรู้สึกบวกกับการเรียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ มีแรงบันดาลใจที่ดีในการเรียน และมีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จในการเรียนสูงมาก ถ้าวันไหนน้องๆ นั่งเรียนแล้วเฉื่อยชา ขี้เกียจ ลองย้ายตำแหน่งมานั่งหน้าดู จะได้รับแรงกระตุ้นจากคุณครู อีกทั้งยังมองกระดานชัดเจน ทำให้จดจ่ออยู่กับบทเรียนตรงหน้าแบบไม่วอกแวก ซึ่งสิ่งนี้ก็จะช่วยให้ผลการเรียนเราดีขึ้นนั่นเองค่ะ  

สติหลุดง่าย...อย่าเข้าใกล้ประตู - หน้าต่าง
           ข้อดีของการนั่งติดประตู - หน้าต่าง คือมีจุดพักสายตา ลมพัดเย็นสบาย ทำให้ผ่อนคลาย แต่! ข้อเสียของการนั่งติดประตู มันทำให้เราอยากเดินออกนอกห้องตลอดเวลาค่ะ ยิ่งใครเดินผ่านไปผ่านมานี่ เผลอหันไปมองทุกที ส่วนการนั่งติดหน้าต่าง แน่นอนว่าเผลอไม่ได้ ต้องมีแอบมองฟ้าอยู่เสมอๆ บางทีอากาศเย็นๆ ก็หลับเป็นตาย หรือถ้าอากาศร้อนแดดแยงตาก็อาจเหงื่อตกได้ สรุปว่าสมาธิแทบไม่ได้จดจ่ออยู่กับการเรียนเลย แล้วควรเปลี่ยนที่ไปนั่งตรงไหน? มีทางแก้อยู่ 2 วิธีค่ะ

         
  วิธีที่ 1 : นั่งตรงจุด Sweet spot คือตำแหน่งที่น้องๆ คิดว่าได้ยินเสียงคุณครูครบถ้วนที่สุด อาจเป็นระดับแถวหน้าไล่มาถึงกลางๆ หรือเป็นตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับจุดที่ครูยืนสอน เพราะน้องๆ จะมอง และได้ยินเสียงครูแบบคมชัดระดับ FULL HD ไม่กล้าเหม่อแน่นอน อีกอย่างงานวิจัยค้นพบด้วยว่า การที่เรานั่งห่างจากครูเกินไปทำให้ไปลดประสิทธิภาพการเรียนลงค่ะ เพราะอาจจะมองกระดานไม่เห็น ไม่ค่อยได้ยินเสียงครู และฟุ้งซ่านกับสิ่งรบกวนต่างๆ ได้ง่ายค่ะ

เรียนดีแบบก้าวกระโดด! แค่เลือกที่นั่งในห้องเรียนให้ถูกโฉลกกับตัวเอง
 
           วิธีที่ 2 : ทำสมองให้มีสมาธิ ถ้าชอบทำเลนี้จริงๆ ก็ต้องมีสมาธิให้ได้ หลายงานวิจัยได้พูดถึงกลไกการทำงานของสมอง ว่าสมองจะรับข้อมูลประมาณ 30 - 50 นาที ไม่ควรเกิน 60 นาที (คาบเรียนของน้องๆ ในแต่ละวิชา ก็จะกินเวลาอยู่ประมาณนี้) น้องๆ สามารถคุมสติตัวเองให้โฟกัสอยู่กับการเรียนในช่วงเวลานี้ได้ จากนั้นค่อยปล่อยให้สมองได้พักสักประมาณ 5 - 10 นาที เพื่อชาร์จแบต และประมวลผลข้อมูลต่างๆ บรรจุลงในลิ้นชักสมองค่ะ ช่วงเวลานี้ ถ้านอนได้ก็นอน หรือจะปล่อยให้สายตามองต้นไม้เขียวๆ นอกหน้าต่างให้ใจเบิกบาน ก็ตามสบายเลย

อเลิร์ทเกินใคร...เชิญตรงกลาง
           สำหรับน้องๆ ที่กระฉับกระเฉง ตื่นตัวกับการเรียนตลอดเวลา เหมาะกับการนั่งตรงกลางมากเลยค่ะ ที่นั่งตรงนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่นั่งของคนมีแอคชั่น ครูถามอะไรส่วนใหญ่คนอยู่กลางๆ นี่ล่ะเป็นฝ่ายยกมือตอบ มีปฏิกิริยากับครูตลอดๆ อีกอย่างงานวิจัยก็บอกไว้ว่า ที่นั่งตรงกลางคือที่ที่เราอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลครูจนเกินไป ยังมีพื้นที่ให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย และไม่เกิดความกดดันใดๆ สมองเลยพร้อมเปิดกว้างต่อการรับข้อมูลและใช้ความคิดมาก โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ การครีเอตไอเดียในการจดจำข้อมูลต่างๆ

หัวช้าต้องนั่งข้างท็อปห้อง!
           น้องๆ อาจจะเคยได้ยินงานวิจัยที่พูดถึงเรื่องของการอยู่ใกล้คนเก่ง แล้วทำให้เราประสบความสำเร็จมาบ้างนะคะ แนวคิดนี้กล่าวว่าถ้าอยากเก่ง และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับที่นั่งไปอยู่ข้างๆ คนเก่ง หรือมีความเชี่ยวชาญในแบบที่เราต้องการเป็นเหมือนเขา ช่วยได้จริงๆ ค่ะ เพราะนี่ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง คนคนนั้นจะมีทัศนคติ และแนวทางปฏิบัติตนในแบบที่พาเราไปสู่ความสำเร็จนั้นๆ ได้เช่นกัน

           ถ้าน้องๆ มองเพื่อนในห้องแล้วรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้เรียนเก่งจัง ลองเข้าไปคุยกับเขาดูค่ะ รู้จักเพื่อเรียนรู้ว่ากว่าที่เพื่อนจะเก่งขนาดนี้ ใช้ความพยายามขนาดไหน มีความรับผิดชอบในการเรียน มีเคล็ดลับดีๆ อย่างไร จะได้นำมาปรับใช้กับเราบ้าง ไม่ใช่รู้จักเพื่อเปรียบเทียบกับตัวเองว่า ทำไมเขาเก่ง ส่วนเราหัวทึบนะ เพราะนั่นมีแต่จะบั่นทอน ไม่ใช่การพัฒนาตัวเองแต่อย่างใดค่ะ

เรียนดีแบบก้าวกระโดด! แค่เลือกที่นั่งในห้องเรียนให้ถูกโฉลกกับตัวเอง
 
อยากได้พื้นที่ส่วนตัว...หลังห้องก็ดี
           เรื่องที่นั่งในห้องเรียนมีผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายหยิบยกไปวิจัยกันมากมายเลยค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือ “ที่นั่งหลังห้อง” มีการค้นหาคำตอบอยู่เสมอว่ามีผลต่อการเรียนขนาดไหน ส่วนใหญ่เป็นไปในแนวทางเดียวกันคือเด็กหลังห้องมักจะได้เกรดน้อยหรือเรียนแย่กว่าเด็กหน้าห้อง เพราะพวกเขาอยู่ในจุดที่ไกลจากคุณครู อาจจะไม่ได้ยินเสียง มองกระดานไม่เห็น และแอบทำอย่างอื่นในเวลาเรียนได้ เช่น อ่านการ์ตูน เล่นเกม กินขนม

           แต่รู้อะไรไหมคะ ยังมีงานวิจัยอีกชิ่นหนึ่งที่พบว่า สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่าการนั่งตรงไหน คือการที่เราได้นั่งอยู่ในบรรยากาศที่ใช่ค่ะ! เด็กหลังห้องไม่ใช่เด็กที่จะเกเรเสมอไป เพียงแต่ที่นั่งตรงนี้อาจเป็นมุมสงบ ที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นจุดโฟกัสของใคร (ยกเว้นครูที่อาจเรียกให้ตอบคำถามบ้าง ^^”) และบางคนก็เลือกที่จะนั่งหลังห้องในจุดที่มักจะโดนคนมองในแง่ลบว่าไม่ตั้งใจเรียน เพื่อผลักดันให้ตัวเองใฝ่รู้ และเต็มที่กับการเรียนมากกว่าเดิมก็ได้

           จริงๆ แล้ว เหนือกว่าการพาตัวเองไปอยู่ที่นั่งไหนให้เรียนดี ก็คือตัวของน้องๆ เองนี่แหละค่ะ ที่จะตั้งใจและมีความรับผิดชอบต่อการเรียนมากแค่ไหน ที่นั่งมีผลส่วนหนึ่งก็จริงอยู่ แต่ต่อให้น้องๆ นั่งหน้าสุด ทำเลดีสุด แต่ใจลอยไปถึงเรื่องอื่น หรือหลับตลอดเวลา ก็ไม่ช่วยอะไรค่ะ ดังนั้น ได้ที่นั่งดีแล้ว ก็ต้องทุ่มเทให้การเรียนเต็มร้อยด้วยนะคะ

           ว่าแต่ตอนนี้น้องๆ นั่งตรงไหนกันบ้าง เป็นเด็กหน้าห้อง กลางห้อง หลังห้อง หรือเด็กติดหน้าต่าง ลองมาแบ่งปันข้อดี - ข้อเสียของที่นั่งตัวเองให้เพื่อนๆ ได้รู้หน่อยค่ะ จะได้เรียนดียกห้อง ยกโรงเรียนกันไปเลย!  
   
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mayka

พี่เมก้า - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา ที่มีความสุขกับการแต่งฟิค อ่านฟิค เพ้อถึงยัมมี่ฟู้ดไปวันๆ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ที่นั่ง #ตำแหน่งที่นั่ง #โต๊ะเรียน #ห้องเรียน #เจาะลึก รร. มัธยม #เจาะลึก รร. มัธยม

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?