/>
ซ่อน
แสดง

วิจัยเผย “ความกลัวยอดฮิตของเด็กไทย” น่าตกใจผู้ชายกลัวตายมากกว่าผู้หญิง! []

วิว
        สวัสดีค่ะน้องๆ ทุกคนมีความกลัวที่แตกต่างกันไปนะคะ แต่เชื่อไหมว่าสิ่งที่เรากลัวอาจจะมีเพื่อนอีกหลายคนกลัวสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้พี่เมก้าเคยนำงานวิจัยเรื่องปัจจัยที่ทำให้นักเรียน ม.ปลาย เกิดความเครียดในระดับสูงมากมาฝากน้องๆ สิ่งนั้นก็คือการ “กลัวผลการเรียนตกต่ำ” นั่นเอง


 
        วันนี้พี่เมก้าจะพาไปสำรวจ “ความกลัวของเด็กไทย” ในช่วงประถมปลาย - ม.ต้น กันบ้าง มาดูซิว่าความกลัวยอดนิยมของน้องๆ คืออะไร แล้วเราจะมีวิธีใดเอาชนะความกลัว ลุย!

ความกลัวคืออะไร? 
        ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา Anthony M. Graziano กล่าวถึงความกลัวว่ามีความแตกต่างจากความกลัวทางคลินิกหรือโฟเบีย (Phobia) อยู่หลายด้านด้วยกัน ความกลัวคือการเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างปกติต่อสิ่งที่เราคุกคาม ในขณะที่โฟเบียจะเป็นการเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรงและไม่สมเหตุสมผลค่ะ

        ดังนั้น ความกลัวสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในยามที่เรารู้สึกขาดความปลอดภัยหรือได้รับการคุกคาม และไม่ต้องเป็นห่วงว่าสิ่งที่กลัวนั้นจะคงอยู่ตลอดไป มันจะเกิดขึ้นกับเราไม่นาน ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามพัฒนาการปกติทั่วไป พอเติบโตขึ้นเราก็จะแข็งแกร่งและสร้างภูมิต้านทานความกลัวขึ้นมาเอง 

นักเรียนส่วนมาก กลัวตาย!
        วิจัยเรื่อง “การศึกษาความกลัวของเด็กไทย” โดยคุณเอื้องกานต์ จึงยิ่งเรืองรุ่ง ซึ่งได้เก็บข้อมูลนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กทม. เขต 1 ในระดับช่วงชั้นที่ 2 - 3 จำนวน 1,360 คน พบว่าจากความกลัว 5 ด้าน

        1. การกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตราย
        2. การกลัวสิ่งที่ไม่รู้ 
        3. การกลัวความล้มเหลวพ่ายแพ้และถูกตำหนิติเตียน
        4. การกลัวสัตว์
        5. การกลัวภาวะที่กดดันทางจิตใจและการกลัวแพทย์ 

        นักเรียนมีความกลัวในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อแยกความกลัวแต่ละประเภทออกมาวิเคราะห์แล้วพบว่า “นักเรียนมีความกลัวตายและสิ่งที่เป็นอันตราย” อยู่ในระดับมาก! 

ความกลัวของ นร.ชาย Vs นร.หญิง
        ความน่าสนใจของผลสำรวจความกลัวยังเปิดเผยไว้อีกว่า “นักเรียนชายมีอัตราการกลัวตายหรือสิ่งที่เป็นอันตราย กลัวสิ่งที่ไม่รู้ และกลัวสัตว์มากกว่านักเรียนหญิง” O_O! (ความน่าปกป้องนี้) ส่วนนักเรียนหญิงนั้นจะกลัวความล้มเหลวพ่ายแพ้หรือถูกตำหนิติเตียน และกลัวภาวะที่กดดันทางจิตใจหรือกลัวแพทย์มากกว่านักเรียนชาย ผลที่บ่งชี้ว่าระดับความกลัวของนักเรียนชายแทบจะมากกว่านักเรียนหญิงดูขัดแย้งกับงานวิจัยเกี่ยวกับความกลัวที่เคยมีผู้ศึกษามาแล้วมากมาย เพราะส่วนใหญ่ผลวิจัยมักชี้ไปในทางเดียวกันว่าผู้หญิงมักมีระดับความกลัวมากกว่าผู้ชาย


 
        ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แต่ละคนเผชิญด้วย เช่น วัยรุ่นชายมีแนวโน้มอายุสั้นมากกว่าวัยรุ่นหญิง เนื่องจากเป็นวัยที่กำลังหุนหันพลันแล่น เลือดร้อน กล้าเสี่ยง อาจจับพลัดจับผลูให้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่ออันตรายได้ จึงเกิดเป็นความกลัวว่าตนจะถูกทำร้าย ส่วนนักเรียนหญิงนั้น แต่ก่อนมีความเชื่อว่านักเรียนชายเข้มแข็งมากกว่า มีภาวะความเป็นผู้นำ เหมาะแก่การรับผิดชอบงานมากกว่า แต่ปัจจุบันนี้งานหลายๆ ชิ้น ผู้หญิงก็ทำได้ดีและอยู่ในความรับผิดชอบได้ แถมยังมีผลวิจัยออกมาเสริมทัพด้วยว่าผู้หญิงมีแนวโน้มของความเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์มากกว่าผู้ชาย ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยหากจะเกิดความกลัวว่าตนเองจะล้มเหลวในการเรียน ทำงาน หรือไม่เป็นที่ต้องการในกลุ่มเพื่อน

สมองจดจำความกลัว ต้องล้างมัน!
        ความกลัวมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสมองซึ่งมีการทำงานที่ซับซ้อน เส้นใยประสาทประมาณ 12 ส่วนจะเชื่อมโยงกับความกลัวไว้ บางส่วนสามารถตอบสนองความกลัวได้โดยอัตโนมัติ เช่น Thalamus รับข้อมูลความกลัวส่งไปที่ประสาทสัมผัส Sensory Cortex แปลข้อมูลจากประสาทสัมผัส Amygdala ใส่รหัสอารมณ์ว่าถูกคุกคามขนาดไหน Hypothalamus กระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองแบบพร้อมสู้ ผลจากปฏิกิริยาในสมองที่เกิดจากความกลัวจึงส่งผลต่อร่างกายและจิตใจเราได้หลายแบบ บางคนใจเต้นแรง หน้าซีด เหงื่อตก ปวดท้อง 

        ถ้าอยากเอาชนะความกลัว เราก็ต้องพร้อมยอมรับความกลัวเพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจและอยู่กับมันให้ได้ เทคนิคง่ายๆ เช่น

        1. เผชิญหน้า การหนีมันทำให้เรารู้สึกดีในระยะสั้นๆ แต่เราจะไม่สามารถควบคุมมันได้ในระยะยาว ถ้าขาดความมั่นใจในการพูดคุยกับเพื่อนก็ต้องลองเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาบ่อยๆ เพื่อให้คุ้นชินกับความกลัว อาจเริ่มจากระยะสั้นๆ เช่น ฝึกพูดครั้งละ 2 - 3 นาที จะทำให้กลัวน้อยกว่าพูด 5 - 8 นาที 
        แต่ช้าก่อน! ไม่ใช่ว่าจะเผชิญหน้าทุกเหตุการณ์นะคะ ต้องดูสถานการณ์ด้วย สมมติว่ากลัวตายเพราะป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนชอบมีคนมาตีกัน ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปยืนล่อเป้าท้าตีท้าต่อยเพื่อให้คุ้นชินกับความตายนะ ต้องเลือกที่จะเผชิญสิ่งที่กลัวในสภาพที่ปลอดภัยและควบคุมได้ด้วย


 
        2. ปรับคลื่นสมองให้ต่ำ ฝึกพัฒนาคลื่นสมองให้ต่ำลงอยู่ในระดับ Alpha Wave ซึ่งเป็นคลื่นที่มีความสูง กว้าง ลึก ทำให้สมองซีกซ้าย-ขวา ทำงานอย่างสมดุล เราจะรู้สึกผ่อนคลาย สงบ มีความคิดที่อยู่กับความเป็นจริงสูง และไม่คิดวิตกกังวลง่ายหรือมีความกลัวมากจนเกินไป เช่น ทุกครั้งที่ทำการบ้าน หากเกิดความกลัว ประหม่าว่าจะทำไม่ได้ เคลียร์ไม่เสร็จ ลองฟังเพลงแนวคลาสสิกสัก 2 - 3 นาที ให้คลื่นสมองค่อยๆ ปรับระดับต่ำลงจนรู้สึกสงบ มีสมาธิ จะช่วยได้

        3. หายใจลึกเข้าออกช้าๆ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่รับมือได้ยาก การหายใจเข้าให้ลึกนับ 1 - 8 หายใจออกจนสุดนับ 1 - 8 ประมาณ 10 - 12 รอบ จะช่วยให้ควบคุมความตื่นกลัวได้

        อ่านงานวิจัยไปแล้วลองเช็กจากเพื่อนๆ ของพี่เมก้าตอนเรียน ค่อนข้างตรงนะคะ โดยเฉพาะเรื่องกลัวสัตว์ ฮ่าๆๆ เวลามีแมลงสาบ จิ้งจก หนอนอะไร เพื่อนผู้ชายวิ่งหนีไปตั้งหลักร้อยเมตรปล่อยให้แก๊งหญิงสาวจัดการให้ตลอด แล้วน้องๆ ล่ะคะ กลัวเรื่องอะไรกันบ้าง ตรงกับที่งานวิจัยสำรวจไว้รึเปล่าน้า            
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mayka

พี่เมก้า - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา ที่มีความสุขกับการแต่งฟิค อ่านฟิค เพ้อถึงยัมมี่ฟู้ดไปวันๆ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#วิจัย #การศึกษา #ความกลัว #Openbook #ความตาย #การเรียน #นักเรียน #นักเรียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?