/>

ให้รักนำทาง! วิจัยชี้ความสัมพันธ์แบบโรแมนติกของคู่รักวัยรุ่นดีต่อแรงจูงใจในการเรียน []

วิว
          ไหนเคยมีใครโดนแบบนี้ไหมคะ “อย่าเพิ่งมีแฟนตอนเรียนนะลูก รอให้เรียนจบก่อนนะ ถือว่าพ่อกับแม่ขอ” ผู้ใหญ่มักจะกลัวว่าพอลูกมีความรัก ลูกจะเสียการเรียน แต่จริงๆ แล้วความรักนั้นอาจจะเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับเราก็ได้ ไม่เชื่อตามไปพิสูจน์พร้อมกันเลยค่ะ


 
          โครงงานทางจิตวิทยาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกับแรงจูงใจในการเรียน โดยมีการสนับสนุนของคู่รักเป็นตัวแปรส่งผ่าน เสนอข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า รักในวัยเรียนเป็นพฤติกรรมที่สังคมไทยมองว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากผู้ใหญ่มองว่าวัยรุ่นยังขาดวุฒิภาวะและประสบการณ์ในการดูแลตนเอง ถ้ามีความรักในวัยเรียนก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเสียการเรียน มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ฯลฯ ผู้ใหญ่จึงพร่ำสอนมาเสมอว่า “รักในวัยเรียน = สิ่งต้องห้าม” 

          แต่การห้ามไม่ให้เกิดความรักในวัยเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง มีการปรับเปลี่ยนของฮอร์โมนเพศ จึงต้องการแสวงหาความสัมพันธ์

          ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ก็อธิบายว่าในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจะมีวิกฤติทางพัฒนาการคือ บุคคลจะเริ่มแสวงหาความรัก จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่วัยรุ่นจะมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือความรักเกิดขึ้น 


 
          ความรักนั้นไม่ได้มีเพียงแง่มุมเดียวคือการสร้างปัญหา แต่ยังมีแง่มุมอีกด้านที่สะท้อนให้เห็นว่าความรักช่วยให้คนเจริญเติบโตและประสบความสำเร็จได้จากการสนับสนุนที่ดีของคู่รัก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงจูงใจดีๆ ได้ 

          คณะผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนของคู่รักและแรงจูงใจในการเรียน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือนิสิตชั้นปีที่ 1-6 ทั้งชายและหญิงที่กำลังมีความสัมพันธ์เชิงคู่รัก และคบหาดูใจกันเป็นแฟนตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จำนวน 242 คน ใช้การตอบแบบสอบถามและมาตรวัดทางจิตวิทยา 4 มาตรวัด ผลการวิจัยพบว่า 

          “การสนับสนุนของคู่รักอาจเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการเรียนของบุคคล” คู่รักที่รักกันดีหรือมีคุณภาพความสัมพันธ์สูง จะสนับสนุนกันแบบห่วงใยและส่งเสริมกันไปในทางที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาตนเองหรือด้านการเรียน ที่เป็นเช่นนี้เพราะการสนับสนุนแบบห่วงใยคือการแสดงความรัก การให้กำลังใจ ที่ทำให้คู่รักของเรานั้นมีพลังและความตั้งใจที่จะทำให้ตนเองบรรลุเป้าหมายมากขึ้น มีการคิดถึงอนาคต และต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง


 
          ทั้งนี้ทีมวิจัยยังพบว่าการสนับสนุนทางลบส่งอิทธิพลทางตรงต่อแรงจูงใจในการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทางบวกคือเมื่อคู่รักได้รับการสนับสนุนทางลบอย่างตำหนิหรือวิจารณ์ ทั้งหมดนี้จะทำหน้าที่เสมือนการควบคุมให้คนรักอยู่ในลู่ทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่! ถ้าโดนดูถูก ตำหนิ หรือวิจารณ์บ่อยครั้งไป ก็อาจจะทำให้คนโดนเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ ท้อแท้จนขาดแรงจูงใจในการเรียนขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น ต้องศึกษาคู่รักของเราให้ดีว่าเป็นสายฮาร์ดคอร์หรือสายนุ่มนิ่ม จะได้สนับสนุนด้านการเรียนกันอย่างเหมาะสม

          จะเห็นได้ว่าผลการศึกษานี้ ไม่ได้สนับสนุนให้เด็กๆ กระเหี้ยนกระหือรืออยากมีรักในวัยเรียนกันให้ได้ แต่เป็นการชี้แนะมากกว่าว่า ถ้ามีความรักในวัยเรียน เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรให้ส่งเสริมกันไปในทางที่ดี พรุ่งนี้ “14 กุมภาฯ วาเลนไทน์” ใครมีโมเม้นต์หวานๆ ก็ขอให้สุขจนใจพอง แต่ถ้าใครยังไม่มีก็ลองมองไปรอบๆ ตัว ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบจากพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน สัตว์เลี้ยง ดารา ไอดอล ฯลฯ รับรองว่าหวานไม่แพ้กันค่ะ     

ขอบคุณข้อมูลจาก 
http://cuir.car.chula.ac.th
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mayka

พี่เมก้า - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา ที่มีความสุขกับการแต่งฟิค อ่านฟิค เพ้อถึงยัมมี่ฟู้ดไปวันๆ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#รัก #ความรัก #รักวัยเรียน #โรแมนติก #การเรียน #การเรียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?