รร.วัดบวรนิเวศ ประเดิม #โรงเรียนปลอดการบ้าน ปี 63 ทุกอย่างต้องจบในห้องเรียน

         จากกระแสโซเชียลมีเดีย กรณีโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ตั้งเป้าเป็นโรงเรียนปลอดการบ้าน ในปี 2563 ได้รับเสียงชื่นชมในด้านแนวคิดอย่างมาก เนื่องจากปัญหาของนักเรียนส่วนใหญ่คือ ต้องทำการบ้านหลายวิชาตลอดทั้งเทอม ทำให้ไม่มีเวลาในการพักผ่อน รวมทั้งการค้นหาความสามารถพิเศษของตนเอง
 

         ทีมงานเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม ได้สอบถามไปยัง ผอ.เขษมชาติ อารีมิตร ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ได้กล่าวถึงแนวคิดของ "โรงเรียนปลอดการบ้าน" ว่ากำลังดำเนินการ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาแนวทาง รูปแบบของการเรียน แต่จะเกิดขึ้นแน่นอนในปีการศึกษา 2563 นี้ โดยจะใช้แนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน คือเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองตามทักษะและความสามารถของแต่ละคน และใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากขึ้นแทนการใช้กระดาน ให้นักเรียนเรียนน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้นเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งโรงเรียนบวรนิเวศพร้อมสนับสนุนกิจกรรมหลากหลายรูปแบบของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านกีฬา ดนตรี หรือแม้กระทั่งกีฬาอีสปอร์ต

         ในส่วนของการยกเลิกการบ้านนั้น ผอ.เขษมชาติ กล่าวว่า "การบ้านเยอะมีปัญหากับนักเรียนทุกระดับ ครูหนึ่งวิชาสั่งการบ้านทั้งเทอม นักเรียนต้องทำการบ้านทุกวิชา ยังไม่รวมงานกลุ่ม งานชิ้น ดังนั้นเราควรเคลียร์การบ้านให้เสร็จตั้งแต่ในห้องเรียนและใช้เวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่สนใจ คนเก่งไม่ได้มีแค่เก่งวิชาการ เราควรมองว่าเด็กทุกคนมีความเก่งอยู่ในตัว อยู่ที่ว่าเก่งด้านไหน และจะดันให้เด็กเก่งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งทางโรงเรียนต้องการเด็กแบบนี้ ได้ส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ และ เก่ง ดี มีสุข ที่แท้จริงตาม พระราชบัญญัติการศึกษาไทย"

         การค้นหาความสามารถของนักเรียน จะมีขึ้นตั้งแต่การสอบเข้า โรงเรียนจะมีแบบทดสอบความถนัดเพื่อทดสอบความสามารถแฝง เช่น เรียนวิทย์คณิตแต่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะส่งเสริมเพิ่มเติม นอกจากนี้คุณครูทุกท่านต้องปรับตัวจากการสอนแบบเดิมมาเป็น "โค้ช" เพื่อแนะนำวิธีการศึกษาให้นักเรียนหาข้อมูลด้วยตนเองมากขึ้น และกลับมาทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับการอธิบาย วิธีนี้นักเรียนจะไม่มีการบ้านและได้เรียนรู้จากการทำแบบฝึกหัดไปในตัว การดูแลนักเรียนรายบุคคลก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องรู้จักชื่อนักเรียน ประวัติ รวมถึงความสามารถพิเศษด้วย

         ด้านการวัดผล จะเป็นการสอบ และวัดผลโดยใช้วิธีประเมินตามสภาพจริง สามารถให้โอกาสนักเรียนสอบใหม่หรือค้นคว้าทำงานที่เกี่ยวข้องมาส่ง เพราะเชื่อว่านักเรียนทุกคนมีความแตกต่าง เขาอาจตอบไม่เก่ง แต่สามารถนำเสนอความรู้ความเข้าใจด้วยวิธีอื่นได้
พี่มิ้นท์
พี่มิ้นท์ - Columnist พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

5 ความคิดเห็น

มัณทนา[ชิปกับเดลขายของในคลอง] Member 17 ก.พ. 63 18:05 น. 1

ขอให้นโยบายของโรงเรียนนี้สำเร็จhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-big-09.png


ตอนอนุบาล 3-ม.3 เราเรียนโรงเรียนเอกชน

ครูในโรงเรียนเอกชนที่เราเคยเรียนไม่ค่อยสั่งการบ้าน

เกรดเฉลี่ยที่ได้รับก็จะมาจากคะแนนสอบปลายภาคล้วนๆเลย

ครูจะไม่เอาการบ้าน คะแนนเก็บ และคะแนนจิตพิสัยมารวมกับเกรดเฉลี่ย

ครูจะให้นักเรียนนั่งทำแบบฝึกหัดกับการบ้านในคาบเรียนและส่งก่อนหมดคาบเรียน

ครูสั่งให้ทำ Mind Mapping ก็จะทำในคาบเรียนและส่งในคาบต่อไปของวิชานั้นๆได้

ถ้าเป็นงานใหญ่ๆอย่างรายงาน การบ้านที่ครูเห็นว่าส่งไม่ทันก่อนหมดคาบเรียน

ครูจะให้กลับมาทำที่บ้านต่อ

การบ้านบางชิ้น บางคนนั่งจับกลุ่มทำการบ้านที่โรงเรียนช่วงหลังเลิกเรียน

เพราะว่าโรงเรียนเอกชนที่เราเรียนตอนป.4-ม.3 มีเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน

ครูไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนทุกคน

ส่วนงานกลุ่ม งานเดี่ยว งานคู่ เราได้ทำตอนม.1-ม.3 ก็ให้ทำในคาบเรียนไปเลย

ถ้าวิชาไหนที่ไม่มีการบ้าน เราก็จะเอาการบ้านของวิชาอื่นก่อนหน้าขึ้นมาทำในคาบ

ตอนป.5 เราเคยเอาหนังสือเรียนวิชาสลน.ขึ้นมานั่งอ่านในคาบเรียนวิชาสปช.ด้วย

ตอนนั้นเราสบายมากที่ไม่ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน

เพราะทำเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียนแล้ว

พอกลับมาที่บ้านก็ได้พักผ่อน วิ่งเล่น ดูทีวี และอ่านหนังสือทบทวน

ก่อนสอบปลายภาคจะได้ไม่ต้องมาปวดหัว


พอมาเรียนต่อม.4-ม.6 ที่โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้นแหละ นรกชัดๆ


อยากให้ทำตามโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น

โรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นจะไม่เอาคาบกิจกรรมชมรมมาแทรกไว้ในตารางเรียนค่ะ

เอาพวกกิจกรรมชมรมออกไปจากตารางเรียนของนักเรียนไทยได้แล้วนะคะ

0
กำลังโหลด
ระแวงไว้ก่อน 17 ก.พ. 63 21:09 น. 2

กลัวไม่มีการบ้าน แต่ยัดเยีดดการจัดเตรียมกิิจกรรมพวกกีฬาสี,bigโปรเจกต์,จิกหัวใช้ไปงานต้อนรับบุคคลากรชั้นสูงจากกระทรวง อะไรทำนองนี้แทนนี่สิ ยกเลิกการบ้านไปแต่ได้ภาระที่สาหัสกว่ามาแทน ก็วนๆในอ่างเดิม บ่อน้ำแห่งเดิมนี่แหละครับ อย่าดีใจไป

3
กำลังโหลด
Naphat 18 ก.พ. 63 09:08 น. 3

ถ้านโยบายนี้เป็นจรงและมีผลสืบเนื่องตลอดไป ดีใจแทนเด็กๆโรงเรียนนี้ด้วยครับ เพราะจากการสำรวจและสถิติทางการศึกษาชี้ชัดแล้วว่า การให้การบ้านนักเรียนเยอะไม่ได้ทำให้การเรียนหรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ภาระและความยากจะมากระทบที่คุณครูซึ่งจะต้องบริหารการจัดการชั้นเรียนให้เหมาะสม สร้างงานของนักเรียนที่สามารถบูรณาการได้กับหลากหลายศาสตร์ เป็นรูปธรรม และสามารถพัฒนากระบวนการคิดของนักเรียนได้จริง เป็นอีกหนึ่งความท้าทายความสามารถของครูที่จะควบคุมชั้นเรียนให้ดำเนินไปตามความเหมาะสม และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์คุณธรรมและความใส่ใจในการรักเรียนของเด็กไทย // เป็นกำลังใจให้ครู นักเรียนและคณะผู้บริหาร โรงเรียนวัดบวรครับ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
...... 19 ก.พ. 63 14:23 น. 5

นโยบายนี้ เหมาะกับ รร.กลุ่มหนึ่ง (รวมทั้ง รร.บวรด้วย) ซึ่งมีนักเรียน จำนวนไม่มาก

ความเห็นส่วนตัวแล้ว น่าจะมีผลบวกอย่างชัดเจน (ถ้าทำได้จริง ในกรณีค้นหา

ความถนัดเฉพาะด้านของนักเรียน) และส่งเสริมตามนั้น ซึ่งต้องรอดูผลงานกันต่อไป

และเห็นว่า รร.อีกหลายแห่ง ใน กทม. และ ตจว. น่าจะส่งเสริมนักเรียน ในลักษณะนี้

เช่นกัน ตามบริบทของโรงเร่ียน จะเป็นแบบทดลองเฉพาะกลุ่มก่อน หรืออื่น ๆ ก็ดีกว่า

ที่จะปล่อยไปตามที่เคยเป็นไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว บุคลากรใน รร.ก็รู้และเข้าใจปัญหาต่าง ๆ

ในโรงเรียนดีอยู่แล้ว (ขอบคุณการริเริ่ม ของ รร.วัดบวรนิเวศ มาในที่นี้ด้วย)



0
กำลังโหลด
กำลังโหลด