/>

เทคนิคพัฒนา “ความใฝ่รู้” ของตัวเอง ตัวช่วยสู่ความฉลาด []

วิว
                        สวัสดีค่ะ ทุกคนคงมีสิ่งที่ตัวเองชอบใช่ไหมคะ ถ้าพูดถึงความชอบ น้อยครั้งที่จะเรามักจะรวมเรื่องเรียนอยู่ในนั้นด้วย พี่เมก้ามักได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ ว่า ถ้าโฟกัสเรื่องเรียนให้ได้เหมือนตามศิลปิน ป่านนี้จบ ดร. ไปแล้ว ศิลปินชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตอบได้หมด ทำคะแนน 100 เต็ม 100 ไปเลย!


 
                         อย่างไรก็ตามเรื่องเรียนยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครหลายคน ไหนจะต้องทำเกรดดีๆ ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ “การใฝ่รู้” ถือเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงการมีชีวิตอยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ (learning society) และช่วยให้เราต่อยอดการเรียนรู้ที่ดีได้ค่ะ ถ้าพร้อมที่จะเพิ่มยีนแห่งความฉลาดแล้ว ไปลุยกันเลย!

“ความใฝ่รู้” หนึ่งในแผนปฏิรูปการศึกษา
                        ความใฝ่รู้ (curiosity) คือคุณลักษณะของผู้ที่มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ และมีความสนใจที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ ที่ผ่านมาน้องๆ อาจจะยังไม่ทราบว่า ประเทศไทยเราให้ความสำคัญกับการสร้างความใฝ่รู้มากเลยนะคะ กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552 - 2561) มุ่งพัฒนาคนยุคใหม่ให้มีนิสัยใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง และแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 

                        อย่างไรก็ตามจากการสำรวจวิจัยที่ผ่านมา เด็ก ม.ปลาย ของไทย ยังมีผลวัดระดับความใฝ่รู้อยู่ในขั้นปานกลางเท่านั้น นักเรียนไม่ค่อยมีสมาธิ ขาดความสนใจในเรื่องที่เรียน และไม่สนุกกับการเรียนจนทำให้ประเทศอื่นแซงหน้าไป จึงมีงานวิจัยที่เริ่มสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความใฝ่รู้ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะด้านนี้ หรือช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

เด็กไทยโคม่าด้านการใฝ่รู้ 


 
                        รายงานการวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความใฝ่รู้และแนวทางในการพัฒนาความใฝ่รู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา” พบว่าจากการเก็บข้อมูลนักเรียนระดับชั้น ม.1 - ม.6 ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และ สกอ. จังหวัดกรุงเทพฯ จำนวน 665 คน นักเรียนมีพฤติกรรมบ่งชี้ว่าต้องการการพัฒนาความใฝ่รู้ตามคุณสมบัติ 3 ประการอย่างจำเป็นเร่งด่วน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้

                        1. ความสามารถในการตั้งประเด็นปัญหาที่สงสัย เมื่อเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ หรือเรื่องที่ยังคลุมเครือจากความรู้เดิม 
                        2. ความสามารถในการแสวงหาความรู้รอบด้านจนกว่าจะไขข้อสงสัยได้ชัดเจน
                        3. ความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอคนอื่นเตือน

สภาพแวดล้อมกำหนดการเรียนรู้
                        กว่าที่เราจะเป็นคนใฝ่รู้ ปัจจัยรอบตัวนับว่ามีอิทธิพลสำคัญมากเลยค่ะ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปัจจัยด้านการเห็นคุณค่าในตัวเองมีส่วนสำคัญมาก อันดับแรกของการใฝ่รู้ต้องมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองก่อน พอเรารับรู้ความสามารถในตนเอง เราจะรู้สึกว่าตนเองพร้อมที่จะพัฒนา รู้สึกคุ้มค่าที่จะพยายาม และมีความพอใจที่ได้เรียนรู้ 


 
                        เรื่องต่อมาคือแรงจูงใจที่จะช่วยผลักดันให้เราต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยแรงจูงใจนั้นอาจสร้างได้ที่ตัวเราเอง ไม่ว่าจะมาจากแรงกดดัน การได้กำลังใจจากคำชื่นชม การกลัวบทลงโทษ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะผลวิจัยพบว่านักเรียนที่มีความใฝ่รู้สูง มักมีแรงจูงใจภายในทางบวกที่กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ มีความเต็มใจ และมีความสุขที่ได้เรียนรู้อยู่แล้ว

                        สุดท้ายคือบรรยากาศในการเรียนรู้ การสร้างบรรยากาศที่เรียนแล้วรู้สึกสบายใจ หรือเกิดการตื่นตัวที่จะแสดงออกทางความคิด จะกระตุ้นให้นักเรียนอยากที่จะพยายามพัฒนาตนเอง รู้สึกว่าตัวเองมีค่า และมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างเต็มที่ 

ทริคพัฒนาความใฝ่รู้  
                        แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาความใฝ่รู้ งานวิจัยนำเสนอว่าต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและได้รับการสนับสนุนที่สม่ำเสมอจากครอบครัว การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถของนักเรียนในระดับที่เหมาะสม ไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป จะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนและสร้างความสามารถในตนเอง ส่วนครอบครัวนั้น การชื่นชมและเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักคิด ลงมือเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง จะทำให้เด็กกล้าที่จะทำสิ่งต่างๆ และเห็นความสามารถของตนเอง 


 
                        และสำหรับน้องๆ ที่ต้องการสร้างแรงฮึดที่จะใฝ่รู้ด้วยตัวเอง พี่เมก้าก็มีทริคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากจากคนที่ทำแล้วเห็นผลจริงนะคะ 

                        1. ทุกที่มีคำคม - เปลี่ยนภาพพื้นหลังโทรศัพท์เป็นข้อความสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้อยากเรียนรู้ เช่น รู้ลึกดีกว่าโง่กว้าง หรือแปะคำคมฟีลกู้ดไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือ เช่น ความรู้ของเราในวันนี้ ช่วยคนได้อีกมากในวันหน้า 
                        2. ฝึกสังเกตและตั้งคำถาม - การตั้งคำถามคือการที่เราพร้อมเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ฝึกสงสัย ฝีกตั้งคำถามอย่างลึกซึ้ง แล้วไปค้นคว้าหาคำตอบ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยใฝ่รู้ให้เราได้ค่ะ    
                        3. เคาะเวลาเรียน - กำหนดเวลาไปเลยว่า “วันนี้อยากเรียนรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติม” ให้เวลาตัวเองกี่ชั่วโมง แล้วทำให้ได้ตามนั้น อย่างน้อยวันละ 30 นาทีก็ยังดี ถึงแม้จะใช้เวลาหลายวันในการรู้เพิ่มขึ้น แต่ทุกวันคือการได้อ่านและเรียนรู้นะคะ

                        ถ้าน้องๆ ลองสังเกต อัจฉริยะบนโลกนี้ หลายคนเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นนะคะ เราก็สามารถสร้างนิสัยและพัฒนาความสามารถของตัวเองจากทักษะนี้ได้เช่นกัน วันละเล็กละน้อยรับรองเก่งขึ้นแน่นอน 

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://cuir.car.chula.ac.th  
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mayka

พี่เมก้า - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา ที่มีความสุขกับการแต่งฟิค อ่านฟิค เพ้อถึงยัมมี่ฟู้ดไปวันๆ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ความใฝ่รู้ #อยากรู้อยากเห็น #curiosity #ยีน #ยีนฉลาด #ยีนขยัน #ยีนขยัน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?