#อวสานแผนวิทย์ศิลป์ เปิด 7 แผนการเรียนใหม่ "เตรียมแพทยฯ นิเทศฯ วิศวฯ" เลือกเรียนตามคณะที่อยากเข้า"> รร.โพธิสารฯ #อวสานแผนวิทย์ศิลป์ เปิด 7 แผนการเรียนใหม่ "เตรียมแพทยฯ นิเทศฯ วิศวฯ" เลือกเรียนตามคณะที่อยากเข้า | Dek-D.com
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

รร.โพธิสารฯ #อวสานแผนวิทย์ศิลป์ เปิด 7 แผนการเรียนใหม่ "เตรียมแพทยฯ นิเทศฯ วิศวฯ" เลือกเรียนตามคณะที่อยากเข้า []

วิว
สวัสดีครับ น้องๆ ที่จะเข้าเรียน ม.1 ม.4 ปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนโพธิสารพิทยากร คงตื่นเต้นไม่น้อยแน่ๆ เพราะล่าสุดทางโรงเรียนจะมีการยกเลิกแผนการเรียนเดิมที่แบ่งเป็นวิทย์คณิต, ศิลป์คำนวณ, ศิลป์ภาษา พร้อมกับเปิดแผนการเรียนใหม่โดยแบ่งตามคณะที่สนใจอยากเข้า อาทิ แผนเตรียมแพทย์-เภสัชฯ, แผนเตรียมนิเทศ-มนุษย์ หรือแผนเตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี ซึ่งการกำหนดแผนการเรียนใหม่นี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด "Defining the FUTURE" อนาคตกำหนดได้ วันนี้ ทีมข่าวการศึกษา เว็บเด็กดี จะพาไปติดตามเรื่องนี้กันครับ
 

ดร.ภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ให้สัมภาษณ์ทางทีมข่าวการศึกษา เว็บไซต์เด็กดีดอทคอมถึงที่มาของแนวคิดนี้ว่า "ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการศึกษาของไทย คือการที่เด็กไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร คนที่กำหนดชีวิตเขาคือพ่อแม่ เพื่อน และกระแสสังคม ซึ่งไม่ได้ตอบสนองว่าเขาชอบไหม หรือว่าเขามีความถนัดความต้องการแบบนั้นหรือไม่ แล้วตัวหลักสูตรก็ไม่ได้เอื้อให้เด็กค้นหาตัวเอง ความต้องการ หรือความถนัดทางอาชีพได้ ยกตัวอย่าง เราเข้าไปเรียนที่แผนวิทย์-คณิต หรือคณิต-อังกฤษ แล้วให้เด็กไปหาข้อมูลกันเอาเอง โดยที่หลักสูตรไม่ได้ส่งเสริมอะไร ก็เลยมีความคิดที่ว่า ต้องให้เด็กค้นหาความต้องการ ความถนัดทางอาชีพของตัวเอง แล้วก็ตัดสินใจเลือกอาชีพได้

แนวคิดนี้ผ่านการทดลองมาแล้ว 3 โรงเรียน ได้ผลดี
"ก่อนที่จะมาอยู่ที่ รร.โพธิสารพิทยากร ผมเองเคยเป็นผู้อำนวยการที่ รร.ร่มเกล้าเขาค้อ เพชรบูรณ์ และ รร.ป้อมนาคราชสวาทยานนท์ จ.สมุทรปราการ มาก่อน ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มทดลองทำทั้ง 2 ที่เลย อย่างตอนอยู่ รร.ร่มเกล้าเขาค้อ เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น รร.มัธยมขนาดเล็ก ด้วยบริบบทและสภาพแวดล้อมของชุมชน ก็เลยมีวิชาเพิ่มเติมที่จะเรียนรู้เรื่องของอาชีพการท่องเที่ยวการโรงแรม มีประสานงานกับผู้ประกอบการ มีการลงทุนสร้างโรงแรมในโรงเรียน มีหลักสูตรให้มีส่วนร่วมตั้งแต่ ม.ต้น เพื่อค้นหาตัวเอง เรียนด้วยมีรายได้ด้วย"
 

เพิ่มวิชาให้นักเรียนได้สัมผัสทักษะอาชีพต่างๆ
พอมา รร.ป้อมนาคราชสวาทยานนท์ ที่ จ.สมุทรปราการ เป็น รร.มัธยมขนาดใหญ่ รร.มีความพร้อมมากขึ้น ก็เลยมีการเสนอความคิดให้คุณครูว่า ถ้าเด็กค้นหาตัวเองใน ม.ต้น และเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก ม.ปลาย ให้มีความรู้ มีทักษะ มีคุณลักษณะทางอาชีพ จะทำให้เด็กมีความชัดเจน มีเป้าหมายชีวิต จากนั้นก็เลยทำหลักสูตรการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ โดยเด็ก ม.ต้น มีจุดประสงค์ให้ค้นพบตัวเองให้เจอว่าอยากเป็นอะไร โดยวิธีการคือให้เด็ก ม.ต้น มีวิชาเพิ่มเติม ให้เขาได้ไปสัมผัสทักษะต่างๆ 6 กลุ่ม เช่น ม.1 เทอม 1 ไปสัมผัสทักษะทางวิศวะ เทอม 2 ไปสัมผัสทักษะทางแพทย์ ม.2 เทอม 1 ไปสัมผัสทักษะทางเชฟ จนครบกลุ่ม ส่วนพวกโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ก็จัดเป็นกลุ่มอาชีพให้ไปสัมผัสทักษะตามอาชีพ เพื่อให้รู้ว่าทักษะที่มี ความถนัดที่มีเหมาะที่จะทำอาชีพอะไร และยังมีแบบการวัดความต้องการว่าไปเจอทักษะนี้ ชอบไหม ถนัดไหม วัดผลทุกเทอม ก็จะได้ข้อมูลรายบุคคลว่านักเรียนมีแนวโน้มถนัดด้านไหน และจบไปอยากทำอะไร นอกจากนี้ยังพาไปสถานที่จริง เช่น อยากเป็นหมอ พาไปรพ. หมอทำงานยังไง เจอคนไข้ยังไง หรือให้ผู้ประกอบการจริงมาพูด เพื่อให้เห็นภาพการทำงาน ม.ปลาย ก็เตรียมความพร้อมสู่อาชีพ รร.นี้ประสบความสำเร็จประมาณนึง ก่อนหน้าจำนวนนักเรียนลดลงทุกปี พอทำแบบนี้นักเรียนเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 100 คน
 

จะได้เรียนวิชาที่ใช้สอบเข้า หรือวิชาพื้นฐานของคณะนั้น
ที่ รร.โพธิสารพิทยากร เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ธ.ค.62 นี่เอง ก็เสนอแนวคิดแบบ รร.ป้อมนาคราชสวาทยานนท์ เพราะค่อนข้างประสบความสำเร็จ ซึ่งประกอบกับทาง รร.โพธิสารพิทยากร มีความพร้อมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งเด็กพร้อม ทรัพยากรบุคลากรพร้อม และผู้ปกครองมีความพร้อม มีพื้นฐานในการให้เด็กเตรียมความพร้อมไปสู่อาชีพแต่ไม่ได้ออกมาเป็นหลักสูตรชัดเจน ก็เลยเล่าให้คุณครูฟังว่า เราจะมาทำการปฎิรูปการศึกษาที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เราไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้าง แต่หัวใจสำคัญของการศึกษาคือ ปรับหลักสูตร และปรับวิธีเรียนวิธีสอน เช่น จากเดิมเด็กที่จะเข้าสถาปัตย์ จะต้องไปลงเรียนเขียนแบบกับนิสิตนักศึกษา ต้องไปหาเรียนข้างนอกเองเพื่อเตรียมตัวไปสอบ แต่ถ้าหลักสูตรใหม่นักเรียนก็จะได้เรียนความถนัดของสถาปัตย์ได้เรียนพื้นฐานปี 1 ของมหาวิทยาลัยด้วยเพื่อได้สัมผัสไปเลย จนเด็กมีความชัดเจน และมีเป้าหมายชีวิตหลังเรียนจบ โดยเราพร้อมตั้งเป้าว่า รร.โพธิสารพิทยากร จะเป็นรร.ต้นแบบที่ให้เด็กค้นหาตัวเองและเตรียมความพร้อมสู้ มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน 
 

ม.ต้น ค้นหาตัวเอง ม.ปลาย เตรียมพร้อมสู่อาชีพ
เป้าหมายในการทำหลักสูตรนี้ คือ ม.ต้น ต้องการให้เด็กพบตัวเอง ค้นหาความต้องการของตัวเอง ส่วน ม.ปลาย เตรียมความพร้อมสู่อาชีพ โดยผ่านกระบวนการของกิจกรรมต่างๆ อาทิ 1."วิชาเพิ่มเติม" ที่จะเป็นวิชาเฉพาะทางที่เด็กสามารถใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในการประกอบอาชีพ 2. "ลดวิชาไม่จำเป็น" วิชาไหนที่เด็กไม่ต้องใช้ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ เด็กจะเข้าแพทย์กับนิเทศฯ ก็ใช้ไม่เท่ากัน ดังนั้น ก็ไม่ต้องไปอัดเด็ก อะไรที่เป็นขยะ ไม่ได้นำไปใช้ก็เอาออก ให้คุณครูสอนตามมาตรฐานของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานก็พอแล้ว อะไรที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ต้องสอนเยอะ การชั่งน้ำหนักของวิชาแต่ละแผนเตรียม คือ แต่ละวิชาต้องไม่เท่ากัน วิชาภาษาไทยต้องไม่เท่ากัน วิชาคณิตศาสตร์ต้องไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าน้ำหนักว่าแผนเตรียมอะไร ต้องใช้อะไรมากน้อย แต่ที่ต้องเน้นหนักคือวิชาความถนัดเฉพาะที่ต้องเอาไปใช้สอบ TCAS หรือ PAT และพื้นฐานปี 1 ซึ่งเราก็จะไปศึกษาหลักสูตรมหาวิทยาลัยว่าปี 1 เรียนอะไร
 

สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เช่น ลองใส่เสื้อกราวน์
3."การทำให้เกิดขึ้น" ต้องให้กำลังใจ ให้แรงจูงใจคุณครู แบบหลักสูตรใหม่ ถ้าเจอวิชาที่สอนไม่ได้ทำยังไง ก็ถ้าเจอวิชาที่สอนไม่ได้ก็ให้ไปอบรม ถ้ายังอบรมไม่ได้ ก็จ้างวิทยากรพิเศษ จ้างอาจารย์มหาวิทยาลัย จ้างผู้ประกอบอาชีพจริงๆ มาสอน เป็นรายชั่วโมงให้กับเด็ก ทั้งได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์จริง และ 4."สภาพแวดล้อมของโรงเรียน" คือจัดให้มีศูนย์การเรียน เตรียมแพทย์ เตรียมวิศวะ ไม่มีเรียนการเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แบบเดิมๆ แล้วก็ใช้อุปกรณ์ทุกอย่างของจริง ของดี ปรับห้องเรียน ปรับลุคของเด็ก สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เด็กเตรียมแพทย์ก็จะได้ใส่เสื้อกราวน์เรียน เตรียมวิศวะ เตรียมนิติ ก็จะมีเสื้อช็อปแต่เป็นคนละสี

ทุกแผนการเรียนมีพี่เลี้ยงคือมหาวิทยาลัยต่างๆ
แผนการเรียนใหม่ที่จะเริ่มใช้ที่ รร.โพธิสารพิทยากร ปีการศึกษา 2563 วิชาที่เรียนแผนการเรียนที่ใกล้เคียงกันก็จะเรียนพื้นฐานด้วยกัน เพราะวิชาที่จะไปสอบเหมือนกัน แต่จะแยกตอนไปเรียนวิชาความถนัดเฉพาะ (น่าจะประมาณ ม.5) ส่วนวิชาไหนที่เรียนรวมกันได้ เช่น แผนเตรียมนิเทศฯ แผนเตรียมนิติฯ ก็จะมาเรียนรวมกันคล้ายๆ วิชาเรียนรวมในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนจะมีทั้งของเรา อาจารย์มหาวิทยาลัย และวิทยากรที่เป็นผู้ประกอบการจริง ทั้ง 7 แผนจะมีพี่เลี้ยงเป็นมหาวิทยาลัยทั้งหมด เช่น เตรียมแพทย์ ก็เป็นแพทยศาสตร์ศิริราช มหิดล, เตรียมศิลปกรรม ก็เป็นศิลปากร จุฬา ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะดูแลเรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และทำค่ายเพื่อแฟ้มสะสมผลงาน ใน TCAS โดยให้อาจารย์ นิสิตนักศึกษามาจัดทำค่ายให้นักเรียนโดยเฉพาะ

Defining the FUTURE คืออะไร ?
Defining the FUTURE อนาคตกำหนดได้ เป็นคติพจน์ที่เรายึดถือ เพราะว่า ใครมาเรียนที่โพธิสารพิทยากร อยากเรียนอะไร เป็นอะไร ต้องได้เป็น คืออยากเป็นหมอ ต้องได้เป็นหมอ อยากเป็นวิศวะ ต้องได้เป็นวิศวะ โดยกำหนดตัวของตัวเอง พ่อแม่เพียงแต่ให้คำปรึกษาแนะนำ ไม่ได้ไปชี้ให้ลูกว่าต้องเป็นนั่นนี่ กำหนดตัวเองตามความชอบ ความถนัด ความสนใจ ความรัก แล้วเราจะมีชีวิตที่มีความสุข ได้ประกอบอาชีพที่รัก ตื่นมาแล้วอยากไปทำงาน มีความไปก้าวหน้าในชีวิต แล้วก็มี คติรอง คือ เลือกเรียนที่ชอบ อาชีพที่ใช่
 

เด็กที่เรียนหลักสูตรเก่าจะมีเปลี่ยนด้วย
สำหรับตอนนี้น้องๆ ม.2-5 (หลักสูตรเดิม) ที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการค้นพบตัวเอง ก็จะปรับให้วิชาเพิ่มเติม แทนที่จะเป็นวิชาทั่วๆ ไป ก็ใส่วิชาเฉพาะที่ทำให้เขาค้นพบตัวเอง ใส่กิจกรรมเข้าค่าย แทนที่เราจะไปทัศนศึกษาอยุธยา สุโขทัย เมืองโบราณ ไม่เอา ทัศนศึกษาต่อไปต้องมีเป้าหมายเกี่ยวกับอาชีพ และก็จะมีค่ายค้นหาความต้องการ ความถนัดใน ม.ต้น ทุกชั้น มีแบบวัดความถนัดในทุกเทอม ส่วนชุมนุมของ ม.ปลาย ปรับเป็นชุมนุมอาชีพ อย่างเช่น ชุมนุมแพทย์ ก็ไปช่วยพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง สร้างแรงบันดาลใจ  หรืออยากทำข่าว ก็สะพายกล้อง ไปทำข่าว ทำ Report มาส่งคุณครู

เลือกแผนเตรียมแพทย์ ก็จะได้เรียนวิชากายวิภาคศาสตร์
เกณฑ์เข้าม.4 ก็ตามปกติอยู่แล้ว (เกรดขั้นต่ำ 2.5) พอผ่านมาได้ มีที่นั่งแล้ว ถึงจะเลือกแผนได้ ถ้าจะเรียนเตรียมแพทย์ ต้องได้วิทย์ คณิต อังกฤษ เกรดเฉลี่ย 3 อะไรแบบนี้ ก็มีผปค.บางคนถามว่าจะเป็นการปิดกั้นหรือป่าว เกรดตอนนี้ไม่ถึง อนาคตลูกอาจพัฒนาตัวเอง สอบแพทย์ได้ (เขาคงลืมไปว่า คนจะสอบแพทย์ เดี๋ยวนี้เตรียมตัวตั้งแต่ป.6 แล้ว) ที่เราต้องมีสกรีนมีเกณฑ์เหล่านี้ เพราะเราต้องการการันตีว่าจะติดได้ 100% แต่ก็ให้โอกาสเด็กนะ จะให้เลือกอันดับ 1-2-3 เลือกแผนเตรียมอะไร อันแรกเอาที่ชอบก่อน เรียงลำดับลงมา มีกรรมการพิจารณา ถ้าเกรดไม่ถึง ขาดไปบ้าง ถ้าดูแนวโน้มแล้วเรียนได้ ก็ให้เรียน เราไม่ได้ล็อกอยู่แล้วว่าต้องกี่คนในแต่ละเตรียม แล้วก็ให้โอกาสเปลี่ยนได้ตอนจบเทอม 1 ดูแล้วไม่ไหว ศักยภาพไม่ถึงก็เปลี่ยนได้ แต่ก็ต้องไปตามงานในแผนการเรียนใหม่ ส่วนวิชาเรียน ตอนนี้ยังวางหลักสูตรอยู่ แต่ถ้าคร่าวๆ ก็เช่น เตรียมแพทย์-วิชากายวิภาคศาสตร์ เตรียมนิติ-วิชากฎหมายอาญา เตรียมบริหารฯ-วิชาธุรกิจออนไลน์

เพราะเด็กวิทย์ ก็ไม่ได้เก่งวิทย์ทุกวิชา
"เพราะเด็กวิทย์ ก็ไม่ได้เก่งวิทย์ทุกวิชา" ประโยคนี้จริงมาก ผมถึงบอกว่ามันควรจะเรียนวิชาที่จำเป็น ที่นำไปใช้จริงๆ เท่านั้น คือถ้าต้องใช้ชีวะเยอะๆ ก็เรียนชีวะไปเยอะๆ มันถึงจะต้องแยกเป็นเตรียมพวกนี้ไง อย่างที่บอกว่าเรียนวิทย์-คณิตไปเถอะ มันกว้างดี มันไม่ได้ สุดท้ายฟิสิกส์เกรด 1 เคมี 1 ชีวะ 1 ก็ไปสอบอะไรต่อไม่ได้หรอก แล้วเด็กก็ย้ายสายไปสาขาที่มีที่เรียน นี่ล้มเหลว แต่ถ้าเด็กรู้ตัวเองตั้งแต่แรกก็จะไม่เป็นแบบนี้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับแนวคิด "Defining the FUTURE" ของ รร.โพธิสารพิทยากร ที่เน้นให้นักเรียนได้กำหนดอนาคตตัวเองผ่านวิชาเรียนที่เลือกได้ ยิ่งทราบว่าแนวคิดนี้ผ่านการทดลองใช้มาแล้ว 3 โรงเรียนและล้วนได้ผลในทางที่ดี อ่านแล้ว พี่ลาเต้ อดตื่นเต้นไปกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไปด้วยเลยครับ สุดท้ายนี้ พี่ลาเต้ ต้องขอขอบคุณ ดร.ภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ที่สละเวลามาให้ข้อมูลดีๆ ในครั้งนี้ด้วยครับ

รายชื่อ 7 แผนการเรียน ม.ปลาย ที่ปรับใหม่ของ รร.โพธิสารพิทยากร
- เตรียมแพทย์-เภสัชฯ
- เตรียมวิศวะ-สถาปัตย์
- เตรียมวิทย์-คอม
- เตรียมนิเทศ-มนุษย์
- เตรียมศิลปกรรม
- เตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี
- เตรียมนิติ-รัฐศาสตร์
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=latae

พี่ลาเต้ - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา เกาะติดทุกข่าวแทนน้องๆ ตัวถีบ ตัวดันให้ ม.6 สอบติด

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#การศึกษา #ยกเลิกแผนการเรียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป