เรียนต่อ ม.4 เลือกสายยังไงดี? []

จะเข้า ม.4 แล้ว แต่ยังเลือกแผนการเรียนไม่ได้ ไม่รู้จะเลือกยังไง พี่เมษ์มีแนวทางมาแนะนำค่ะ
257,005 197
        “จบ ม.3/จะขึ้น ม.3  แล้ว จะ ม.4เข้าสายไหนดี?” เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในความคิดของน้องๆ หลายคน ทั้งสับสน มึนงง ไม่รู้จะเลือกยังไง วันนี้ พี่เมษ์อาสามาแนะนำน้องๆ เรื่องการเรียนต่อ ม.4 ,,, เลือกสายยังไงดี?

เรียนต่อ ม.4 เลือกสายยังไงดี?
 

       หลังจากที่พี่เมษ์นั่งอ่านกระทู้ในบอร์ดการศึกษา น้องๆ หลายคนเข้ามาปรึกษาเรื่องการเลือกแผนการเรียนกันเยอะเลยหละ มาดูตัวอย่างกันค่ะ

 
เรียนต่อ ม.4 เลือกสายยังไงดี?


       เห็นแล้วใช่มั้ยคะ ว่าการเลือกสายการเรียนสำคัญแค่ไหน งั้นเรามาดูวิธีการเลือกสายหรือแผนการเรียนดีกว่าค่ะ ว่าจะเลือกยังไงดี
 
1.    เลือกชอบ 
       เป็นข้อแรกที่ควรเลือกค่ะ เพราะคนเรามักจะทำสิ่งชอบได้ดีเสมอ ถ้าน้องๆ รักหรือชอบในสิ่งที่ทำ น้องจะพยายามทำสิ่งนั้นให้ออกมาดีที่สุด เช่น น้องๆ ชอบภาษาฝรั่งเศส ก็จะอยากรู้ อยากเห็น อยากทำความเข้าใจวิชาภาษาฝรั่งเศสมากกว่าวิชาอื่นๆ ตั้งใจเรียนมากกว่าวิชาที่ไม่ชอบ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วละก็ พี่เมษ์ว่า สายศิลป์- ฝรั่งเศส ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับน้องๆ จริงมั้ยล่ะ  
        แต่ถ้าน้องๆ ถนัดคณิต อาจจะลังเลว่าเอ๊ะ เราจะเรียนวิทย์-คณิตดีมั้ย หรือ เรียนศิลป์–คำนวณดี ต้องถามตัวเองอีกล่ะค่ะ ว่าชอบวิทยาศาสตร์หรือเปล่า เพราะวิชาคณิตเรียนเหมือนกันเลย
        สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ ถ้าน้องเรียนสายวิทย์–คณิต ต้องเจอวิทย์แบบหนักมากๆ ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แล้วไหนจะโครงงาน การบ้านต่างๆ ซึ่งต้องทำความเข้าใจ และส่งผลต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยสามปี หรืออาจจะทั้งชีวิต ต้องคิดดีๆ ว่าจะรับมือไหวหรือเปล่านะคะ ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยเลยค่ะ
        แต่ถ้าน้องชอบแค่คณิต พี่เมษ์ว่า เรียนศิลป์–คำนวณก็ดีเลย เพราะได้เรียนคณิตที่ชอบ ได้ความรู้ในวิชาภาษาอังกฤษแบบเน้นๆ ด้วย เรียนอาจจะชิวกว่าวิทย์–คณิต แต่การบ้านก็เยอะเหมือนกันนะ เอาเป็นว่า พี่เมษ์แอบเอาข้อที่อาจจะได้เปรียบเสียเปรียบที่พี่มิ้นท์เคยเปรียบเทียบกันไว้มาให้ดูเพื่อการตัดสินใจละกันค่ะ 

 
เรียนต่อ ม.4 เลือกสายยังไงดี?

2.    เลือกถนัด 
      ถ้าข้อแรกผ่านไปแล้ว น้องหลายคนยังคิดต่อว่า “พี่ค่ะ หนูชอบนะ แต่หนูทำไม่ได้เลย T^T” พี่เมษ์ว่าปัจจัยที่ควรดูต่อมาคือ ความถนัด หรือความสามารถในวิชานั้นๆ เช่น น้องอาจจะชอบวิทยาศาสตร์มาก แต่สอบทุกครั้ง คะแนนออกมา เกือบตกตลอด แต่ในวิชาที่ไม่ได้ชอบมากอย่าง ภาษาอังกฤษกลับได้เกรดสี่ คะแนน 90+ทุกเทอม O_o อย่างนี้แนะนำว่า น้องๆ น่าเหมาะกับสายศิลป์-ภาษาอังกฤษ ส่วนความชอบในวิชาวิทยาศาสตร์ก็ไปเพิ่มความรู้วิชาที่ชอบเอานอกห้องเรียนเพื่อเพิ่มความรู้อาจจะเหมาะกว่า  แถมถ้าเรียนในวิชาที่ถนัด ได้คะแนนดี แล้วยังมีความสามารถในวิชาอื่นๆ ด้วยเนี่ย มันสุดยอดเลยนะ!
      ที่พี่เมษ์แนะนำอย่างนี้เพราะต้องอย่าลืมว่า ระบบแอดมิชชั่นที่น้องจะต้องเจอตอน ม.6 ต้องใช้เกรดเฉลี่ยคิดเป็นคะแนนด้วย ถ้าน้องๆ มีเกรดดี ก็แปลว่าคะแนนน้องจะมีเยอะขึ้น แล้วโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยในฝัน คณะที่ต้องการ และนำไปสู่อาชีพที่ชอบจะไปไหนได้ค่ะ แต่ถ้าชอบ แต่ไม่ถนัด ขืนเข้าเรียนแล้วเกรดร่วง สอบตกแล้วตกอีก อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แล้วผลกระทบก็ตามมาอีกเพียบเนี่ย ต้องแย่แน่เลย >< 
 
3.    เลือกคณะ
      คิดกันมาสองข้อแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ งั้นเราข้ามไปดูความฝันในอนาคตกันบ้าง ว่าน้องๆ ฝันอยากจะเรียนต่อในคณะอะไร เพราะการเลือกเรียนแผนการเรียนผิดอาจทำให้เสียโอกาสในการเข้าเรียนในคณะที่ต้องการ แถมเสียเปรียบคนที่เรียนมาถูกสาย เช่น น้องๆ อยากเข้าคณะอักษรศาสตร์ แต่ดันเข้าเรียนแผนวิทย์ คณิต เพราะเผื่อไว้ว่าจะสอบคณะอื่นๆ พี่เมษ์อยากบอกเลยค่ะว่า อาจจะเสียเปรียบน้องแผนศิลป์–ภาษาญี่ปุ่น(หรือภาษาอื่นๆ) เพราะชั่วโมงเรียนภาษาน้อยกว่า และความสามารถทางภาษาน้อยกว่าน้องสายศิลป์ หรือ หากน้องอยากสอบตรงเข้าคณะบัญชี แต่ในคุณสมบัติกำหนดว่า รับเฉพาะน้องสายศิลป์ - คำนวณ แต่น้องดันเลือกเรียน ศิลป์-ฝรั่งเศสมานี่ จบเลยนะ - -" 
        ดังนั้น ก่อนจะเลือกว่าจะเข้าสายไหน อย่าลืมนึกถึงคณะในอนาคต พร้อมศึกษาข้อมูลและคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิ์เข้าสู่คณะด้วยนะคะ เพื่อเป็นส่วนในการช่วยตัดสินใจ

 
4.    เลือกอาชีพในอนาคต
      ถ้าเลือกที่ชอบก็ไม่ได้ ความถนัดก็ไม่แน่ใจ แถมจะเลือกคณะก็ไปไม่ถูก,, พี่เมษ์อยากให้น้องๆ ตอบคำถามให้พี่เมษ์ว่า “น้องฝันอยากทำอะไรในอนาคต” 
      การมองอนาคตของตัวเอง แล้วเจอว่าเราอยากประกอบอาชีพอะไร ก็ทำให้ง่ายต่อการเลือกแผนการเรียนให้ตรงและเหมาะสมนะคะ ยกตัวอย่างเช่นน้องอยากเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งต้องใช้ทักษะภาษา การสายศิลป์ - ภาษา (อาจจะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาที่3) ก็เป็นเรื่องที่ดี หลังจากนั้นน้องๆ ก็สามารถเข้าเรียนในคณะที่พัฒนาภาษานั้นต่อไปเช่นอักษรศาสตร์ - มนุษยศาสตร์ หรือคณะที่เกี่ยวกับการบริการ อย่างคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม หรืออาจจะเจาะจงเข้าคณะธุรกิจการบิน ฯลฯ เพื่อให้มุ่งตรงเข้าสู่อาชีพที่น้องอยากเป็นก็ได้นะคะ
 
5.    เลือก(ตาม)พ่อแม่ - ครู - เพื่อน
       หู้วววว ข้อนี่พี่เมษ์เอาไว้หลังสุดเพราะเป็นคำถามที่หนักหน่วงพอตัว น้องบางคนบอกว่า “หนูรู้แล้วค่ะ ว่าหนูชอบอะไร แต่ ครู/เพื่อน/พ่อแม่ บอกว่า ...” ต้องยอมรับว่าทั้งสามบุคคลข้างตนนี้ เป็นบุคคลทรงอิทิพลต่อชีวิตไม่น้อย พี่เมษ์ขอแยกส่วนดังนี้ค่ะ
 
       ครู/พ่อ - แม่  – แม้คุณครูจะบอกน้องว่า สายนั้นเธอเรียนไม่ไหวหรอก ไม่เหมาะกับเธอ เชื่อพี่เมษ์เถอะค่ะว่าท่านตักเตือนด้วยความเป็นห่วงและหวังดี กลัวน้องๆ จะเรียนไม่ได้ เรียนไม่ไหว แล้วน้องจะลำบากและอึดอัด เกิดภาวะเครียด แต่พี่เมษ์อยากให้น้องคุยกับคุณครูว่า น้องอาจจะไม่เก่งมากแต่น้องมีความพยายามและแผนการต่อไปที่วางเอาไว้ เช่น อยากเรียนวิทย์ - คณิต เพราะอยากเป็นหมอ และรู้ว่ายาก แต่ตั้งใจพยายามเต็มที่ ทั้งยังมีแผนการอ่านหนังสือ ,,, ถ้าท่านได้ทราบถึงความตั้งใจและความพยายามของน้อง นอกจากท่านจะไม่ห้ามแล้ว ยังอาจจะสนับสนุนน้องๆ เรื่องโครงการรับตรง โควตา หรือการแนะแนวอีกด้วยนะคะ
      ส่วนกับคุณพ่อคุณแม่ พี่เมษ์อยากให้น้องๆ ให้เหตุผลและแผนการ เช่น หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้น้องๆ เรียนแผนวิทย์–คณิต แต่น้องๆ อยากเรียนสายศิลป์–ภาษาเยอรมัน น้องควรพูดคุย ให้ท่านเข้าใจว่า ที่มาเรียนสายนี้เพราะถนัด ชอบ ซึ่งจะส่งผลต่อเกรดที่มากขึ้น เชื่อมโยงไปถึงการเข้ามหาวิทยาลัย และการทำงานในอนาคตของน้องๆ อย่างไร การแสดงให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าน้องมีแผนการในอนาคตอย่างไร จะทำให้คุณพ่อ คุณแม่ เห็นความตั้งใจจริง เพราะท่านมักจะมองเลยไปถึงการทำงานและการใช้ชีวิตในอนาคตของน้องๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจน้องแล้ว ท่านก็จะอนุญาตให้น้องๆ สามารถเรียนในสายการเรียนนั้นได้ไม่ยากเลยล่ะคะ แถมยังจะสนับสนุนอีกด้วย เพราะยังไงแล้วท่านหวังดีกับเราเสมอ 
 
       เพื่อน – ปัจจัยหลักของวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้ น้องหลายคนกำลังสับสนว่าจะทำอย่างไร ถ้าเพื่อนสนิทชวนกันไปเรียนในสายที่เราอาจจะไม่ถนัด ไม่ได้อยู่ในฝันของเรา แต่เค้าเป็นเพื่อนสนิทนะ จะทำยังไงล่ะ,, น้องๆ คะ พี่เมษ์อยากให้น้องๆ ยึดตัวเองเป็นหลัก เลือกตามสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ พี่เมษ์อยากให้น้องมองย้อนกลับไป ก่อนน้องๆ จะสนิทกับเพื่อน น้องก็เคยไม่สนิทกันใช่มั้ยล่ะ ดังนั้นการสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ก็เป็นไปได้เช่นกัน แล้วอีกอย่างถึงไม่ได้เรียนด้วยกันก็ ไม่ได้แปลว่าเราไม่รักกันนี่ จริงมั้ย? มองมุมกลับ พี่เมษ์ว่าดีซะอีก เรียนคนละสายกัน ถ้าเพื่อนเราหรือเราไม่เข้าใจวิชาไหน ก็ยังเอามาปรึกษากันได้ด้วยนะ

       พี่เมษ์หวังว่า วิธีตัดสินใจที่พี่เมษ์เอามาฝากกันวันนี้จะช่วยน้องๆ ให้เลือกสายหรือแผนการเรียนได้ง่ายและก็ถูกใจ ถูกต้อง ประสบความสำเร็จกันอย่างที่หวังนะคะ แต่ยังไงพี่เมษ์ก็อยากให้น้องๆ เลือกโดยใช้ตัวเองเป็นหลัก เพราะความรู้ในช่วง ม.ปลาย อาจจะเป็นความรู้ที่กำหนดชะตาชีวิตน้องไปตลอดก็ได้ อ่อ,, น้องๆอย่าลืมศึกษาข้อมูลแต่ละสายด้วยหละ ว่า แต่ละสายมีข้อแตกต่างกันอย่างไร เพราะจะทำให้น้องๆ เลือกเรียนได้ดีขึ้น ถ้าสนใจเรื่องสายการเรียน พี่เมษ์แอบแนะนำให้น้องๆ ตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dek-d.com/education/29867/
  
      ส่วนน้องๆ ที่ตัดสินใจแล้ว หรือพี่ๆ ที่เรียนในสายต่างๆ อย่าลืมแวะมาเล่าประสบการณ์ให้พี่เมษ์และชาว Dek-D ฟังกันนะคะว่ามีวิธีเลือกสายการเรียนยังไงกันบ้าง
เรียนต่อ ม.4 เลือกสายยังไงดี?
#แผนการเรียน ม.ปลาย #สายวิทย์ #สายศิลป์ #ม.ปลาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

160 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?