/>

ทำยังไงเมื่อรู้สึกเป็น "ส่วนเกิน" ในกลุ่มเพื่อน []

วิว
         ไม่ว่าเราจะโตขึ้นอีกกี่ปีๆ สิ่งหนึ่งที่พี่โอ๊ตว่าหลายคนให้ความสำคัญเลยก็คือกลุ่มเพื่อนค่ะ และเมื่อเราใช้เวลาอยู่กับใครก็ตาม แน่นอนว่ามันก็มักจะมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ตามมากวนใจ เพราะคนแต่ละคนก็ชอบอะไรไม่เหมือนกัน คิดไม่ตรงกันบ้าง หรือมีไลฟ์สไตล์บางอย่างที่ต่างกันไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ
         แต่ปัญหาหนึ่งเลยที่พี่โอ๊ตพบว่า เวลาเรามีเพื่อนกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือในกลุ่มไม่ครบคู่ 3 คนบ้าง 5 คนบ้าง มักจะเกิดสถานการณ์ที่ใครคนหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ส่วนเกิน” ในกลุ่มเพื่อนขึ้นมา งานจับคู่ก็ต้องถอยไปจับกับเพื่อนกลุ่มอื่นบ้างล่ะ เดินด้วยกัน แต่ไม่เข้าใจเรื่องที่เพื่อนคุยกันบ้างล่ะ ก็กลายเป็นปัญหาที่ทำให้รู้สึกกังวล เหมือนไม่ได้รับความสำคัญเท่าคนอื่นๆ 
         วันนี้พี่โอ๊ตอยากจะพาน้องๆ มาปลดล็อคปัญหานี้ในใจกันดูค่ะ ลองค่อยๆ อ่านแล้วคิดตามไปทีละสเต็ป เมื่อเข้าใจแล้วจะแก้ปัญหานี้ได้ง่ายขึ้นค่ะ
 

สถานการณ์ไหนบ้างที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน

1. ไม่เข้าใจเรื่องที่เพื่อนคุยกัน
         น่าจะเป็นสถานการณ์ที่น้องๆ เจอได้บ่อยที่สุดเลยค่ะ คือเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนนี่แหละ แต่หาบทของตัวเองในซีนนี้ไม่ได้เลย เพราะไม่เข้าใจว่าเพื่อนกำลังคุยอะไรกัน มันก็อดน้อยใจไม่ได้เนอะ ว่าทำไมเราไม่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้เลย
         อันนี้พี่โอ๊ตพอเข้าใจและก็เคยเจอกับตัวเองอยู่เหมือนกันนะคะ เลยอยากให้น้องๆ ลองแยกเรื่องที่คุยเป็น 2 ประเด็นค่ะ
 
  • เรื่องที่เพื่อนคุยเป็นเรื่องที่เราสนใจ และสามารถมีส่วนร่วมได้ แต่อาจจะตามไม่ทันหรือไม่อัปเดต เช่น เรื่องกิจกรรมในโรงเรียน การบ้าน เรื่องไอดอลที่เราชอบ ถ้าเป็นเรื่องประมาณนี้แนะนำให้คุยร่วมไปเลยค่ะ บอกเพื่อนไปตรงๆ ว่าเราไม่ทัน อยากคุยด้วยอะ เล่าใหม่ได้ไหม แสดงออกให้เพื่อนเห็นว่าเราใส่ใจและอยากมีส่วนร่วมค่ะ
  • เรื่องที่เพื่อนคุยไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจเลย เช่น เพื่อนอาจจะเล่น ROV แต่เราไม่เล่นด้วย แบบนี้ก็ต้องปล่อยให้เค้าคุยกันไปค่ะ แล้วเราอาจจะรอหัวข้อใหม่ที่เราคุยร่วมได้แล้วค่อยแจมก็ยังทันนะ
     
 
         บางทีการที่เราไม่เข้าใจเรื่องที่เพื่อนเค้าคุยกัน มันไม่ได้แปลว่าเพื่อนไม่อยากคุยกับเราเสมอไปค่ะ แต่เพื่อนอาจจะคิดว่าเรื่องที่คุยอยู่เราไม่ได้สนใจจริงๆ หรือคิดว่าเรารู้อยู่แล้วก็ได้ ถ้ารู้สึกเป็นส่วนเกินในวงสนทนา พี่โอ๊ตแนะนำให้คุยกับเพื่อนไปตรงๆ ดีที่สุดค่ะ
 
2. ไปไหนเพื่อนก็ไม่ชวน/ไม่รอ
         ไปห้องน้ำก็ไม่ชวนเรา แต่ชวนเพื่อนคนอื่น ไปกินข้าวก็ไม่เคยรอ ต้องวิ่งตามเพื่อนตลอด ไปเที่ยวหลังเลิกเรียนก็ไม่เคยชวนเลย เราทำอะไรผิดรึเปล่านะ?
         กรณีแบบนี้ทำให้หลายคนอดจิตตกไม่ได้จริงๆ ค่ะ อย่างแรกเลยที่พี่โอ๊ตอยากให้ทำคือ ลองทบทวนตัวเองดูว่า เวลาเพื่อนชวน เราเคยปฏิเสธไปบ่อยๆ รึเปล่า เพราะถ้าแบบนั้นเพื่อนก็อาจจะคิดว่า ชวนแล้วเราก็ไม่ไปอยู่ดี เลยเลิกชวนไปเองค่ะ หรืออย่างพักกลางวัน เป็นเวลาที่ต้องช่วงชิงที่นั่งในโรงอาหารรึเปล่า ถ้าเรามัวแต่ช้า ทั้งเราและเพื่อนก็คงไ่ม่ได้นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ให้เริ่มแก้ที่ตัวเองก่อนค่ะ เช่น เปลี่ยนมาเป็นคนเริ่มชวนก่อนบ้าง หรือทำอะไรให้เร็วขึ้นเพื่อให้ได้ไปพร้อมๆ กับเพื่อนค่ะ
 

         อีกอย่างคือ ลองสังเกตตัวเองว่า เราชอบทำอะไรคนเดียวมากเกินไปรึเปล่า พี่โอ๊ตเคยเป็นอยู่ช่วงนึงนะคะ ไปเข้าห้องน้ำคนเดียว ไปนั่งกินข้าวคนเดียว เลิกเรียนก็หายตัวเลย จนเพื่อนถึงกับถามว่าโกรธอะไรรึเปล่า 555 จริงๆ การทำอะไรคนเดียวได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ แต่ถ้าเรายังอยากมีสังคมอยู่ การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเองก็สำคัญนะ
 
3. เป็น “เศษเกิน” ตลอด
         เวลาทำงานจับคู่ หรือจับกลุ่มเลขคู่ เป็นเราตลอดเลยที่ต้องไปจับคู่กับคนอื่น ไปขออยู่กลุ่มอื่น เราไม่สำคัญกับเพื่อนในกลุ่มเลยเหรอ?
 
         กรณีบังคับแบบนี้ ยากมากๆ ที่จะบอกให้ไม่คิดมากค่ะ แต่พี่โอ๊ตอยากให้คิดงี้นะ ว่าตราบใดที่เราอยู่ในกลุ่มที่เป็นเลขคี่ ต่อให้คนที่ออกไปอยู่กลุ่มอื่นไม่ใช่เรา ก็ต้องเป็นคนอื่นอยู่ดี งั้นแปลว่าเราต้องไม่ให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนั้นเหรอ? ก็ไม่ใช่ค่ะ แต่โดยธรรมชาติแล้ว เวลาต้องเลือกใครคนหนึ่งออกไป ให้ลองสังเกตว่า คนๆ นั้นมักจะเป็นคนที่ไม่เรื่องมาก อะไรก็ได้ และที่สำคัญ มักจะเป็นคนที่ไม่เคยพูดเลยว่า ฉันไม่อยากไปจับคู่กับคนอื่น ฉันไม่อยากอยู่กลุ่มอื่น คือต่อให้ในใจจะคิดแบบนี้ แต่เราก็มักจะพูดออกไปว่า “ไม่เป็นไรแก เดี๋ยวเราไปอยู่กลุ่มอื่นก็ได้” จริงไม่จริง?

         เพราะงั้นสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่เราทำได้ในตอนแรกเลย คือแสดงความรู้สึกของตัวเองก่อน ว่าเราอยากอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อน หรือเราอยากทำงานคู่กับเพื่อนคนนี้จริงๆ อย่างน้อยๆ มันคือด่านแรกเลยที่เพื่อนได้รู้ความคิดของเรา แล้วจะตัดสินใจกันยังไงค่อยว่ากันอีกทีค่ะ

         แต่อยากแชร์ว่า พี่โอ๊ตเคยมีช่วงเวลาที่เปลี่ยนกลุ่มทำงานไปเรื่อยๆ โดยขอเพื่อนเอง (เป็นคนติสท์ๆ 555) เพราะอยากรู้ว่าเพื่อนกลุ่มอื่นเค้ามีวิธีทำงานกันยังไงบ้าง ได้เรียนรู้การวางแผนของแต่ละทีมที่ไม่เหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยค่ะ
 
4. รู้สึกว่าเพื่อนตั้งกลุ่มแชทที่ไม่มีเรา
         เหมือนว่าเพื่อนจะคุยเรื่องของเรา นินทาเราโดยที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น หรือเค้าอาจจะมีกลุ่มแชทที่ไม่มีเราอยู่นะ?
         บางทีถ้าเธอยอมใจเย็นๆ และฟังฉันสักหน่อย… คือเราสามารถคิดได้นะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นเสมอไปค่ะ พี่โอ๊ตหมายความว่ามันอาจจะมีจริงๆ หรือไม่มีก็ได้ ในกรณีที่มีก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นกลุ่มลับไว้นินทา ลองคิดๆ ดูว่าช่วงนี้ใกล้วันเกิดเรารึเปล่า เค้าอาจจะวางแผนเซอร์ไพรส์เราก็ได้ หรืออีกอย่าง มันอาจจะเป็นกลุ่มแชทที่ไว้คุยเรื่อง ROV ที่เราไม่ได้สนใจก็ได้ 
 
5. ตั้งแต่เพื่อนมีแฟน ก็เหมือนจะลืมเราไปเลย
         เป็นสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดสำหรับบางคนจริงๆ ค่ะ คือจะไปอยู่ท่ามกลางดงความรักของเค้าก็ไม่ได้ จะถอยมาอยู่เงียบๆ คนเดียวก็เหงา เห้อออ
         งั้นต้องทำให้เค้าเลิกกัน… ผิด!! เราจะเป็นคนใจบาปแบบนั้นไม่ได้ค่ะ ท่องไว้ว่าความสุขเพื่อนก็คือความสุขเรา การที่เพื่อนมีแฟนก็ไม่ใช่ว่าเพื่อนจะลืมเรานะคะ เพียงแต่เค้าก็ต้องแบ่งเวลาไปให้คนสำคัญของเค้าด้วย เราจะติ๊ต่างว่าเหมือนเค้ามีเพื่อนสนิทอีกคนก็ได้ ซึ่งตัวเราในฐานะเพื่อนก็ควรจะคอยซัพพอร์ตหรือให้คำปรึกษา อย่าไปน้อยใจเพื่อนเลยเด้อ
 

         แต่ถ้าในกรณีที่เพื่อนชอบชวนเราไปไหนมาไหนโดยมีแฟนเค้าไปด้วยบ่อยๆ แล้วเราก็รู้สึกว่าชั้นมาทำอะไรที่นี่ เหม็นความรัก! ก็คือถ้าอึดอัดมากๆ ให้บอกเพื่อนไปตรงๆ เลยดีที่สุดค่ะ อย่าไปนั่งหงุดหงิดคนเดียว เป็นเพื่อนกันเข้าใจกันไม่ยากหรอกค่ะ
 

ทำยังไง ถ้าเรากลายเป็นส่วนเกินของเพื่อนขึ้นมาจริงๆ

         ในเรื่องนี้พี่โอ๊ตอาจจะบอกไม่ได้ เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์นี้กับตัวเองนะคะ แต่พี่โอ๊ตเคยสัมภาษณ์คุณเม-เมริษา ยอดมณฑป เจ้าของเพจ "ตามใจนักจิตวิทยา" เอาไว้ในคอลัมน์ แค่โดนล้อว่า “อ้วน” ก็ฆ่าตัวตายได้เลยเหรอ? ซึ่งพูดถึงเกี่ยวกับการบูลลี่ และชอบข้อความนี้ที่คุณเมพูดมากๆ เลยค่ะ

         “อย่ารู้สึกแย่จนเกินไป การที่เราไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมกลุ่มนี้ มันไม่ได้แปลว่าเราไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก ลองทำกิจกรรมในสิ่งที่เราชอบ เข้าชมรมที่ชอบ เราอาจจะได้เพื่อนที่มีความชอบเดียวกันเพิ่มขึ้น”
 
 
         นอกจากนี้คุณเมยังบอกอีกว่า การคุยกับคนที่เราไว้ใจ และรู้สึกปลอดภัย เป็นวิธีที่ช่วยเยียวยาจิตใจตอนที่รู้สึกแย่ได้ดีมากๆ อย่างน้อยเราก็ระบายความทุกข์ได้บ้าง ไม่ใช่เก็บไว้อยู่คนเดียว ซึ่งพี่โอ๊ตเห็นด้วยมากๆ ค่ะ ถ้าใครมีพี่น้องที่สนิทกัน หรือสามารถเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังได้ ก็อาจจะได้รับคำแนะนำดีๆ กลับมาอีกด้วยนะ
 
         จริงๆ แล้วทั้ง 5 สถานการณ์ที่พี่โอ๊ตเลือกมา ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่หลายคนน่าจะเจอบ่อยๆ ค่ะ ซึ่งถ้าลองสังเกตดู สิ่งแรกที่พี่โอ๊ตแนะนำให้ทำคือลองทบทวนตัวเองก่อน อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา ลองคิดถึงสิ่งที่เราทำก่อนว่าจริงๆ แล้วเราคิดมากไปเองรึเปล่า อย่าเพิ่งฟันธงว่าเพื่อนไม่ให้ความสำคัญ แล้วปั๊มตรา “ส่วนเกิน” ลงบนหน้าผากตัวเอง เพราะถ้าเราเริ่มคิดเองเออเองตั้งแต่แรก ต่อให้เราเปลี่ยนกลุ่มไปเจอเพื่อนใหม่ พี่โอ๊ตก็บอกได้เลยค่ะว่าความรู้สึกแบบนี้มันจะเกิดขึ้นอีกแน่ๆ
         แต่ถ้ามั่นใจแล้วว่าเราเองใส่ใจเพื่อนมากพอ และพยายามปรับตัวมากๆ แล้ว ก็ต้องเริ่มคิดแล้วค่ะว่า ไลฟ์สไตล์ของเราอาจจะไม่เข้ากับเพื่อนกลุ่มนี้จริงๆ แล้วลองเปิดใจให้เพื่อนกลุ่มอื่นๆ ดูค่ะ พี่โอ๊ตแน่ใจนะ ว่าถ้าเราเปิดตัวเอง เราจะมองเห็นคนที่อยากเป็นเพื่อนกับเราเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย


 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=oat

พี่โอ๊ต - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์สายบิวตี้ ชอบอัปเดตเมคอัพ และศึกษาเรื่องสกินแคร์ เพื่อผิวสวยอย่างปลอดภัย

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เพื่อนไม่ชวนคุย #เป็นส่วนเกินในกลุ่ม #เพื่อนเมิน #เพื่อนทิ้ง #มีแฟนแล้วลืมเพื่อน #เพื่อนมีแชทกลุ่มแยก #NUGIRL

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

คอลัมน์ NUGIRL

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?