/>

เทคนิค(ไม่)ลับ อ่านหนังสือยังไงให้จำได้ฉบับติ่ง ! []

วิว
                    อันยองค่าาา น้องๆ NUGIRL ใกล้สอบแล้วเป็นยังไงกันบ้างเอ่ย ใครไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหน นั่งมองกองหนังสือ แล้วได้แต่ตัดพ้อ เห้อออ ทำไมเนื้อหามันเยอะไปหมด กลัวจะอ่านไม่ทันบ้างงงง มารวมกันตรงนี้ ! วันนี้พี่ไบร์ทกับพี่มิลอยากจะมาแชร์เทคนิคการอ่านหนังสือยังไงให้จำได้แม่น ออกสอบแล้วทำได้แน่นอน แถมเป็นแบบฉบับติ่งๆ ด้วย ได้ทั้งติ่งโอปป้า ได้ทั้งคะแนนสอบดีๆ รอช้าอยู่ไยไป    อ่านกันเล้ยยยย 
 
  1. การสร้างแรงบันดาลใจ
                    ต้องบอกเลยว่าพี่ไบร์ทก็เป็นคนนึงที่ไม่ชอบอ่านหนังสือมากกกก มันน่าเบื่อ แต่ถ้าอ่านฟิคอ่านนิยาย คือสู้ไม่ถอย 55555 ก็แปลกเนาะ อ่านฟิคจบไปหลายเรื่องเรายังอ่านได้ ไถทวิตเตอร์จนไม่มีอะไรให้อ่านแล้วก็ยังไถไปเรื่อยๆ แต่พอจับหนังสือเรียนเป็นหลับตลอด ดังนั้นเป้าหมายแรกที่พี่ไบร์ทแนะนำ คือ การสร้างแรงบันดาลใจ ค่ะ เราต้องพลิกแพลงใช้เรื่อง “ติ่ง” ให้เป็นประโยชน์ นำแรงบันดาลใจจากไอดอลที่เราชอบมาเป็นแรงผลักดันในการอ่านหนังสือกันดีกว่าค่ะ คิดๆ ดูแล้วการเป็นศิลปินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะคะ ต้องฝึกฝนเป็นปีๆ กว่าจะได้เดบิวต์ เค้าต้องใช้ความพยายามตั้งเท่าไหร่ จนทำตามความฝันสำเร็จ เป้าหมายของเค้าชัดเจนมากว่าอยากเป็นศิลปินที่ดี แล้วน้องๆ ล่ะคะ มีเป้าหมายของตัวเองหรือยังเอ่ย?
                    น้องๆ ลองนำคำพูดดีๆ ทัศนคติ หรือคำแนะนำจากไอดอลมาปรับใช้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเองดูนะคะ รับรองว่าเพิ่มการอยากอ่านหนังสือขึ้นเยอะเลยค่ะ! และอีกทริคนึงที่พี่ไบร์ทใช้ตอนเรียน คือ การตั้งรางวัลให้กับตัวเองค่ะ เช่น อ่านจบวิชานึง แล้วได้ดูซีรีส์ 2 ตอน หรือ ท่องศัพท์ 100 คำเสร็จแล้วได้ ดู MV สัก 5 เพลง มันจะเป็นแรงกระตุ้นให้เรารู้สึกอยากบรรลุเป้าหมายค่ะ
 

                    พี่ไบร์ทจะคิดอยู่เสมอว่าการติ่ง เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถผลักดันให้เราใฝ่เรียน ใฝ่รู้ เช่น เวลาโอปป้าพูดภาษาเกาหลีมา ฟังไม่รู้เรื่อง แปลไม่ออก T^T ได้จ้าาาเริ่มเรียนภาษาเกาหลีเองไปเล้ยยยย อย่างน้อยพอฟังบางคำออกก็ยังดี แถมยังได้ภาษาติดตัวมาด้วย เห็นบางคนชอบวาดรูป ก็นำความสามารถนั้นมาวาดแฟนอาร์ต วาดรูปศิลปิน เจ๋งมากเลยค่ะ ^^ 
 
2.จัดแบ่งเวลาอ่านหนังสือ
 
สามารถดาวน์โหลดไฟล์ฉบับเต็มได้ที่นี่
 
                    ก่อนที่น้องๆ จะเริ่มอ่านหนังสือ อยากให้วางแผนเวลาการอ่านก่อนก็ดีนะ สมมติว่าน้องมีเวลาในการอ่านหนังสือสอบอีกเพียงแค่ 1 เดือน ลองแบ่งเนื้อหาที่ต้องอ่านทั้งหมดให้พอดีกับเวลาที่เรามี ทำตารางปฎิทินแผ่นใหญ่ ๆ แล้วเขียนแบ่งไปเลยว่า วันนี้จะอ่านเรื่องอะไร บทไหน แล้ววันถัดไปจะอ่านเรื่องอะไร เพื่อให้รู้ขอบเขตว่าวันนี้เราจะอ่านถึงเท่านี้นะ บทต่อไปเราก็ค่อยอ่านพรุ่งนี้ต่อ จะช่วยให้น้องๆ มีเวลาพักผ่อน ไม่หักโหมจนเกินไป เพราะอย่าลืมนะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการอ่านหนังสือ คือ   การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ 
                      ในช่วงเวลาที่น้องอ่านหนังสืออย่างเต็มที่นั้นจะต้องมีบ้างที่รู้สึกเหนื่อยล้า ลองอ่านหนังสือเป็นช่วงๆ ช่วงแรกอ่านทบทวนเนื้อหา 30 นาทีแรก ทำโจทย์หรือแบบฝึกหัดต่ออีก 30 นาที แล้วพัก 20 นาที จะไปนั่งเล่นไถโซเซี่ยล เสพโอปป้าออนนี่ซักหน่อย หรือกลับไปนอนหลับก็ได้ แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือจะรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยล่ะ!
                    ทริคเล็กน้อยสำหรับการนอนพักนานเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด ถ้าเรานอนพักเพียง 10-20 นาที จะช่วยเพิ่มพลาดและความสดชื่นให้กับร่างกาย ส่วนถ้าเรานอนพัก 60 นาทีจะส่งผลดีต่อการจดจำ และนอนพัก 90 นาทีพอตื่นขึ้นมาจะช่วยให้อารมณ์ดีสุดๆ ความคิดสร้างสรรค์และจำได้ดีขึ้น ปล.ห้ามงีบหลับ 30 นาทีนะ เพราะจะทำให้เหนื่อยล้า ปวดหัว และไม่สดชื่นเอาซะเลย

3.เตรียมร่างกายให้พร้อม
                    จะเริ่มอ่านหนังสือยังไงให้จำได้ อย่างแรกต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม! ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ ไม่พร้อม มีที่ไหนล่ะที่อ่านหนังสือแล้วจะเข้าหัว ฉะนั้นอย่ามองข้ามขั้นตอนนี้ไปเด็ดขาดเชียว
                    รู้ไหมว่าการกินก็ทำให้เราความจำดีได้นะ! เพราะยังงี้ไงการทานอาหารที่ประโยชน์และครบ 5 หมู่เนี่ยจึงสำคัญมากกกก พี่มิลก็ไปถามคุณหมอผู้เชี่ยวชาญมาได้คำแนะนำว่าเราควรกินอาหาร 3 กลุ่มนี้ ที่จะส่งผลช่วยความจำเราเป็นอย่างดี แต่ขอเตือนไว้อย่างนึงนะว่าอย่าทานแป้งหรือของหวานก่อนอ่าน เพราะจะทำให้ง่วงง่ายมาก (พี่มิลพลาดเป็นประจำ)
  • กลุ่มแรกก็คือ ธัญพืชแบบไม่ขัดสี (Whole grain) เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ ลูกเดือย งา เป็นต้น
  • กลุ่ม Omega 3 ที่ซึ่งจะพบได้ในปลาทะเล เป็นสารอาหารในกลุ่มกรดไขมัน ที่จะช่วยทำให้สมองมีพลังในการทำงานมากขึ้น
  • กลุ่มสุดท้ายก็คือ ถั่ว การกินถั่วแบบผสมเป็นของว่างตอนอ่านหนังสือก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะถั่วจะช่วยรักษาสมดุลของปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่คงตัว สมองจึงได้ใช้น้ำตาลอย่างเต็มที่
 
 
                    และที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือ “การนอน” จะสังเกตุได้ว่ามีหลายคนเลยที่อดหลับอดนอนเพื่ออ่านหนังสือ ซึ่งพี่มิลคิดว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการจำของเราลดลง เพราะจากผลวิจัยแล้วพบว่า คนที่พักผ่อนอย่างเพียงพอจะมีความจำดี สามารถทำคะแนนสอบได้มากกว่าคนที่อดหลับอดนอน เห็นอย่างนี้แล้วอย่างน้อยก่อนสอบ 1 วันควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอให้มากที่สุดนะ

4.สร้างบรรยากาศในการอ่านหนังสือ
 

                    เรื่องของการสร้างบรรยากาศก็สำคัญมากต่อการอ่านหนังสือ น้องๆ อาจจะหาสถานที่ที่อ่านแล้วไม่น่าเบื่อดูก็ได้นะคะ เช่น ห้องสมุด คาเฟ่ หรือร้านกาแฟก็ได้ค่ะ ขอแค่เป็นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และอากาศปลอดโปร่ง จะทำให้เรามีสมาธิ พร้อมรับความรู้ และไม่ง่วง หรืออาจจะเป็นสถานที่ประเภท Work Space ที่มีพื้นที่ค่อนข้างมาก เหมาะกับการอ่านหนังสือ มีแอร์ มีอินเทอร์เน็ต แยกที่นั่งเป็นสัดเป็นส่วน แถมยังมีของกินเล่นให้น้องๆ ซื้อระหว่างอ่านหนังสือได้อีกด้วย แต่อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ หรือค่าอาหารการกินสักหน่อย ซึ่งพี่ไบร์ทคิดว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดีของน้องๆ เพราะเดี๋ยวนี้ก็มี Work Space เปิดให้บริการเยอะมาก
                    ถ้าเกิดว่าน้องๆ คนไหนไม่สะดวกออกไปข้างนอก อ่านในบ้านเราเองก็ได้ค่ะ แต่พี่ไบร์ทแนะนำว่าไม่ควรเป็นห้องนอน เพราะจิตใต้สำนึกของเราจะสั่งให้เราง่วง ยิ่งใกล้เตียงยิ่งง่วง (เผลอแป๊ปๆ คลานขึ้นเตียงเข้าเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อย 5555) หรือถ้าใครจำเป็นต้องอ่านในห้องนอน ก็ให้เปิดหน้าต่าง เปิดม่านออก ไม่อ่านในที่มืด เพราะนอกจากจะเสียสายตาแล้ว ยังทำให้ง่วงอีก และที่สำคัญแปะหน้าโอปป้าไว้ตรงผนัง มองหน้าโอปป้าเข้าไว้ เราจะได้มีกำลังใจ!
 

                    อีกอย่างนึง คือ บางคนชอบสถานที่ที่เงียบสงบ จะได้มีสมาธิอ่านหนังสือ แต่บางคนชอบการเปิดเพลงฟังไปด้วย อ่านไปด้วย จริงๆ ควรเป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง หรือเป็นเพลงบรรเลงก็น่าจะดีนะคะ เพราะจะช่วยให้เราไม่เบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาในหนังสือค่ะ
 
5.      ทบทวนก่อนสอบ
                    หลายๆ คนชอบหักโหมอ่านทีเดียวก่อนสอบ One Night miracle คืนเดียวพอแล้ว ให้โชคช่วยเอา 55555 จริงๆ แล้วไม่ควรทำนะคะน้องๆ การอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ นอกจากสมองเราจะไม่รับรู้แล้ว ยังเหนื่อยกับการจำอะไรมากๆ ในเวลาที่จำกัด แถมร่างกายก็พังอีกด้วย ทางที่ดีควรอ่านตั้งแต่เนิ่นๆ อ่านหลายๆ รอบ เพราะอะไรที่ผ่านตาเราซ้ำๆ มักจะทำให้เราจำได้ดี ก่อนสอบ 2-3 วัน ค่อยเอาที่ Short note ไว้มาอ่านซ้ำอีกรอบ เพื่อความแม่นยำ เอาล่ะ ไปอ่านเทคนิคทบทวนก่อนสอบที่พี่ไบร์ทนำมาฝากน้องๆ กันดีกว่าค่ะ
                    สรุปแนวข้อสอบ ก่อนสอบน้องๆ ควรทำสรุปเรื่องที่ครูจะออกสอบ หรือแนวข้อสอบก่อน เพราะจะช่วยให้เรารู้ว่าควรเน้นอ่านส่วนไหนมากๆ และส่วนไหนที่เราจะทำคะแนนได้ดี
                    จดส่วนที่สำคัญ การจดสรุปเป็น Short note สั้นๆ ที่เข้าใจง่าย และสรุปใจความสำคัญของเนื้อหา จะช่วยให้เราจำได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเราอยากเน้นส่วนไหน ให้นำโพสต์อิทมาแปะไว้ หรือจะเป็นปากกาไฮไลท์ข้อความก็ได้ค่ะ อย่างตอนท่องศัพท์ก่อนสอบ พี่ไบร์ทจะเอาโพสต์อิทรูปหน้าศิลปินจดคำศัพท์หรือสูตรต่างๆ ที่คิดว่าจะออกสอบ ไปแปะตามหนังสือ ตามผนังบ้าน หรือที่ต่างๆ ในบ้านเยอะมาก เดินๆ ผ่านก็เหลือบมอง นอกจากจะเห็นหน้าโอปป้าแล้ว ยังจำที่เราจดได้ด้วยน้าาาาา 
                    สีมีส่วนช่วยในเรื่องของการจำ อีกวิธีที่จะช่วยเพิ่มความจำของเราได้ดีนั้นก็คือ สี นั่นเอง ดังที่เราจะเคยได้ยินกันมาบ่อย ๆ ว่า “สีสันช่วยความจำ” เพราะจากวิจัย Yonhong Lin และ Danmin ก็ค้นพบว่า สีจะช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัวที่จะก่อให้เกิดความสนใจ และความตั้งใจที่ส่งผลให้กระบวนการจำเราดีขึ้น แถมยังไม่ง่วงด้วย แต่....ช้าก่อน! การใช้สีที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียได้ เพราะมันอาจทำให้เราสับสนจนไม่สามารถจำอะไรได้เลย สีก็มีตั้งหลายสี แล้วเราควรใช้สีอะไรดีบ้างล่ะ
  • สีน้ำเงินและสีฟ้า ปากกาสีที่เราใช้เป็นประจำกันทุกวัน เป็นสีหลักหรือสีพื้นฐานเลยก็ว่าได้ เหมาะกับการจดทั่วไป หรือไฮไลท์เนื้อหาต่อยอดทั่วไปที่คิดว่าสำคัญ เพราะสีนี้เป็นสีที่อ่านง่าย ให้ความรู้สึกสงบสมองปลอดโปร่ง ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
  • สีแดง สีแดงที่เห็นแล้วต้องให้ความรู้สึกถึงความสำคัญ ความเร่งด่วน ถ้ากลับมาอ่านเราจะสะดุดตาสีแดงเป็นอย่างแรก เหมาะกับการเขียนข้อความที่เน้นว่าสำคัญ เช่นบทสรุป หรือข้อความที่เน้นว่าต้องจำ
  • สีเขียว สีที่ให้ความรู้สึกความร่มรื่น สบายตา ช่วยสร้างสมาธิ จดจ่อกับข้อความนั้นๆ ได้ดีขึ้น จึงเหมาะกับเน้นถึงข้อความที่เข้าใจแล้วแต่ต้องกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง เช่น ความหมายของคำศัพท์ คำอธิบาย เป็นต้น
  • สีส้ม สีที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น สดใส ร่าเริง จะช่วยเรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี เอาไว้เขียนหรือไฮไลท์ข้อความที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขืึ้น เช่น เน้นข้อความที่มีประโยคเปรียบเทียบกัน
                    จดส่วนที่ไม่เข้าใจ ถ้ามีส่วนไหนที่น้องๆ ไม่เข้าใจ อย่าปล่อยผ่านเด็ดขาดนะคะ! ให้ทำวงกลม หรือเครื่องหมายไว้ว่าเรื่องนี้ ข้อนี้เราไม่เข้าใจ แล้วค่อยไปถามคุณครู หรือถามเพื่อนที่เก่งๆ ก็ได้ค่ะ
                      ติวกับเพื่อน น้องๆ ลองนัดติวกับกลุ่มเพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนติ่งที่ชอบอะไรเหมือนๆ ไม่จำเป็นต้องติวเครียดเหมือนกับเรียนวิชาการก็ได้ค่ะ แค่ชวนเพื่อนๆ มาเล่นถามตอบ ผลัดกันถามผลัดกันตอบ จะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้นค่ะ พอเราถามเพื่อน เราก็จะได้ความรู้ และจำในสิ่งที่เราสอนเพื่อนได้ด้วย ส่วนข้อไหนที่เราตอบเพื่อนไม่ได้ เราก็จดไว้ แล้วไปอ่านเพิ่มเอาทีหลังก็ได้ค่ะ
 

                    เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย 5 เทคนิค (ไม่) ลับ อ่านหนังสือยังไงให้จำได้ฉบับติ่ง! เห็นมั้ยล่ะคะว่าการติ่งมันก็มีประโยชน์น้าาา ไม่ขัดเรื่องเรียน แถมยังทำให้เรามีกำลังใจเรียนมากขึ้นอีกด้วยเนาะ น้องๆ ลองเอาเทคนิคทั้ง 5 ข้อนี้ไปใช้ได้เลย หรือจะแชร์ให้เพื่อนๆ ด้วยก็ได้  แต่ยังไงก็ตามใกล้สอบแล้ว พี่ไบร์ทกับพี่มิล อยากให้น้องๆ ไม่เครียด ตั้งใจทำให้สุดความสามารถ และสนุกไปกับมันก็พอแล้วค่ะ ผลมันจะเป็นยังไงก็อยู่ที่ตัวเรา เรารู้ดีที่สุด พี่ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ขอให้น้องๆ สอบได้คะแนนดีๆ ตามที่หวัง สู้ๆ น้า ^^
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nugirl

สาวนูเกิร์ล - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ NUGIRL

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#NUGIRL #เทคนิคอ่านหนังสือ #อ่านหนังสือให้จำแม่น #ฉบับติ่งเกาหลี #อ่านหนังสือสอบ #อ่านหนังสือไม่ทัน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

คอลัมน์ NUGIRL

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?