/>

เจาะลึก “พี่สันต์” ผู้กำกับ #กลิ่นกาสะลอง ความคิดและมุมมองที่อยากให้ลองพิสูจน์ []

วิว

Spoil
  • กลิ่นกาสะลองเป็นละครผีเรื่องที่ 2 ที่พี่สันต์กำกับ เรื่องแรกคือพิษสวาท
  • ตอนถ่ายทำเป็นช่วงฝุ่น PM2.5 ต้องใส่มาสก์ซ้อม พอถ่ายจริงก็จะเอาออก
  • ฉากริมน้ำ ต้องรีบถ่ายก่อนเปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งมีเวลาถึงแค่ 9 โมงเช้า
    ________

          วันจันทร์-อังคาร เชื่อว่าใครหลายๆ คนรีบกลับบ้าน ไม่รับนัดเพื่อนไปเที่ยวไหน ไม่ใช่เพราะอะไร แต่จะต้องกลับไปดูละครสุดเข้มข้น เรื่องราวความรัก ความหลอน การแก้แค้น และการตามหาความจริงใน “กลิ่นกาสะลอง” จนมีคนพูดถึงมากมายขนาดนี้ เราจะไม่ล้วงลึกก็ไม่ได้! และหนึ่งบุคคลที่เป็นเบื้องหลังที่พี่แก้วจะพาน้องๆ เปิดประเด็นกันก็คือ พี่สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับละคร ที่เคยฝากผลงานปังๆ ไว้เพียบทั้งพิษสวาท ล่า และเมีย 2018 
 


 
ละครเรื่องแรกในชีวิตที่กำกับข้ามค่าย!
 
          กลิ่นกาสะลองเป็นเรื่องแรกผมที่ออกมากำกับข้ามช่องครับ ตอนอยู่ช่อง One31 พอทำไปถึงจุดนึง เรารู้สึกว่าอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ดูบ้าง คือมันทำงานเยอะจนรู้สึกว่าไม่มีเวลาไปหาข้อมูลเติมให้ตัวเอง เราก็โตจากการทำงาน เรียนรู้จากการทำงาน แต่เรายังทำงานแบบเดิมๆ มันก็อาจจะไม่ได้ความรู้เพิ่มเติม เลยคิดว่าควรจะเจอที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ ทรัพยากรใหม่ๆ ก็ไปขออนุญาตมา จริงๆ มีหลายที่ติดต่ออยากให้ไปร่วมงานด้วย แต่บังเอิญได้คุยโปรเจ็กต์กลิ่นกาสะลองกับพี่แหม่ม (ธิติมา สังขพิทักษ์ - ผู้จัด) เรารู้ว่าคุยแล้วภาษาเดียวกัน มันเหมือนคลิกกันที่สุด ไม่ได้แตกต่างกันมากนักในวิถีการทำงาน ก็เลยตัดสินใจทำ จริงๆ ผมอยู่ช่องวันตั้งแต่ยังเป็น Exact เรื่องแรกน่าจะประมาณปี 2543-2544 ครับ เรื่องฟ้าเพียงดิน กัปตัน ภูธเนศ กับอ้อม พิยดา แต่เรื่องนี้ฉายช่อง 3 เพราะช่วงนึง Exact ยังรับจ้างผลิตไปตรงโน้นตรงนี้
 


 
ความกดดันไม่ได้อยู่ที่คน แต่อยู่ที่เนื้องาน

          จริงๆ การทำงานกับคนข้างนอกมันก็ไม่กดดันเท่าไหร่ เพราะความกดดันของการทำงานมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และทีมงานบางส่วนที่เป็นฟรีแลนซ์ที่เราชักชวนไป เลยทำงานกันได้อยู่แล้ว การทำงานกับทางผู้จัดพี่แหม่ม ก็คุยกันรู้เรื่องตั้งแต่ต้น เข้าใจกันมันก็เลยไม่มีปัญหาอะไร ความกดดันไม่ได้อยู่ที่การทำงาน แต่น่าจะอยู่ที่เนื้องานมากกว่า มันเป็นบิ๊กโปรดักชั่น เป็นงานที่มีความคาดวังสูง ผมกลัวไปทำเค้าเจ๊ง 555 
 


 
โชคดีที่เจอญาญ่า

          การทำงานร่วมกับนักแสดงช่อง 3 คือดีเลย ในความโชคดีของผมคือ ไม่ว่าจะตรงไหนก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ผมจะเจอนักแสดงที่มีวินัยดีกันทั้งนั้น พูดคุยกันรู้เรื่อง น้อยมากที่จะเจอเกเร อย่างการมาเจอญาญ่า ว่ากันตามตรงผมก็ดูงานน้องมาประมาณนึง รู้ว่าน้องเก่ง แต่บทฝาแฝดที่มันมีอะไรหลายๆ อย่างผมก็แอบนึกในใจว่าอยากให้มันเป็นยังไง ซึ่งมันน่าจะเปลี่ยนแปลงตัวน้องพอสมควร ช่วงแรกๆ ก็คิดจะหาวิธีว่าจะบอกเค้ายังไง แต่ปรากฏว่าเค้ามาพร้อมที่จะเปลี่ยนอยู่แล้ว เค้าอยากเปลี่ยน อยากทำนั่นอยากทำนี่ เค้าอยากให้เห็นว่าเค้าเป็นนักแสดง เติบโตแล้ว ทีนี้อะไรๆ ก็ดูง่าย ดูโอเคไปหมด
 


 
ญาญ่ากับบทบาทที่ต้องแบกภาระทั้งเรื่อง
 
          ญาญ่าเป็นเด็กน่ารัก สดใส ร่าเริง แต่ว่ามีวินัยและความสามารถเกินตัวมาก เอาเข้าจริงในทุกวันของกองถ่าย คนที่ต้องแบกภาระทุกอย่างมากที่สุดก็น่าจะเป็นพี่ญ่า ด้วยวัยที่เพิ่งผ่าน 25 มาไม่กี่วัน ผมว่ามันเป็นภาระที่ใหญ่หลวงเหมือนกัน ละครเรื่องนี้มันไม่ได้มีนักแสดงมากนัก นับแล้วมีไม่กี่คนเอง แต่ในไม่กี่คนมันแยกเป็นคาแรกเตอร์ออกมาเทียบเท่ากับละครที่มีนักแสดงเยอะๆ ไปหมด เพราะหลายคนเล่นซ้ำเป็นหลายคาแรกเตอร์ รวมทั้งญาญ่าเล่นเป็น 4 คาแรกเตอร์ ในจำนวน 100 ฉาก มีญาญ่าสัก 95 ฉาก ตัดไปทางไหนก็ต้องเห็นเค้า แต่ในการเห็นเค้า คนดูก็ต้องรู้ว่าคนนี้คือคนที่ 1 คนนี้คือคนที่ 2 ซึ่งแปลว่าเค้าแบกละครเรื่องนี้ไว้มาก
 


 
ฝาแฝดที่ไม่เจาะจงให้แตกต่าง

          ผมคุยกับพี่แหม่มตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรื่องนี้เป็นละครย้อนยุค แล้วตัวละครสองตัว (กาสะลอง-ซ้องปีบ) เป็นชาวบ้าน เป็นลูกสาวกำนัน มันก็ไม่ได้มีแฟชั่นจากพระนครอะไรมาก ก็สวยตามขนบตามวิถี ก็แต่งเป็นธรรมชาติปกติไป มันไม่สามารถเขียนคิ้วเขียนตาให้เป็นอะไรได้ ผมคิดว่าให้มันไปอยู่ที่การแสดงดีกว่าที่จะทำให้เค้าดูแตกต่างกัน แต่จริงๆ แล้ว ถ้าสังเกตกันดีๆ เสื้อผ้าก็แอบต่าง อย่างซ้องปีบมีความลูกไม้ โมเดิร์นหน่อย ความกาสะลองก็จะบ้านๆ พื้นๆ แต่หน้าผมเนี่ยแทบไม่ได้ทำอะไร คือเหมือนกันเลย ซึ่งด้วยการถ่ายทำ การเล่าเรื่อง และการแสดงแล้วเนี่ย เอาจริงๆ ผมไม่คิดเลยว่าจะมีปัญหาว่าคนจะแยกได้แยกไม่ได้นะ เพราะรู้สึกว่าแยกได้แน่ๆ ชัวร์ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะตั้งแต่ทำก็รู้แล้วว่ามันต่าง เราทุกคนในกองก็เห็นกันหมดว่าพี่ญ่าเล่นต่างขนาดนี้ โห! สบายละ
 


 
ความสมจริงคือสิ่งที่ละครยุคใหม่ต้องการ
 
          ผมว่าความสมจริงสมจังมันคือจุดเด่นที่สุดของละคร พ.ศ. นี้ ทุกคนอยากให้สมจริงที่สุด เพราะฉะนั้น พอมันเป็นละครเหนือ ละครล้านนา ยุคนั้นคนที่นั่นเค้าเป็นแบบนั้น เราก็เลยคิดว่า ก็พูดเหนือไปเลยสิ สำเนียงเหนือก็มีหลายแบบ เหนือเชียงราย เหนือเชียงใหม่ เหนือพะเยา เราก็คุยกันกับอาจารย์ที่มาสอนก็เลือกแล้วว่าเหนือเชียงใหม่ฟังง่ายสุด และก็ตรงกับเรื่องมากที่สุดด้วย ในขณะที่ก็พยายามปรับคำบางคำที่น่าจะยากเกินไป ขอเปลี่ยนเป็นคำธรรมดาหน่อย อะไรแบบนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ตอนผมฟังแรกๆ ผมก็ไม่ได้รู้ทุกคำหรอก แต่ผมคิดว่าผมรู้เรื่อง ส่วนเวลาออนแอร์ก็ต้องมีซับไตเติ้ลอะไรก็ว่าไป พอเห็นดีเห็นงามแบบนี้ มันช่วยให้ความเชื่อมันสมบูรณ์ มันสมจริงสมจังราวกับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง นักแสดงทุกคนก็ทำการบ้าน ไปท่องของตัวเองมาอย่างดี
 


 
เคารพบทประพันธ์ดั้งเดิมให้มากที่สุด 
 
          โครงเรื่องกลิ่นกาสะลองส่วนใหญ่ผมเอาตามบทประพันธ์แทบจะ 80-90% มีการเพิ่มเติมเนื้อหาบางอย่างนิดหน่อย เพราะหนึ่งมันคนละสื่อ สองคือความยาวละคร เขียนมาแล้วรู้สึกบทจะประมาณ 27 ชั่วโมง มันก็เยอะอยู่ เลยต้องเติมเส้นเรื่องตรงนั้นตรงนี้ การสลับอดีตปัจจุบัน การเพิ่มปัจจุบันเพื่อค้นหาอดีต ไปๆ มาๆ ก็ต้องเติมผีกาสะลองขึ้นมา

 
ไม่ใช่แค่หลอกผีหน้าเละไปวันๆ กาสะลองต้องเป็นผีสวย!

          รสนิยมผม ถ้าผมจะดูหนังผี ผมชอบผีจังหวะ ผีที่ไม่ต้องเห็นตัว ผีที่เกิดจากมโนของคนเอง แล้วก็หาจังหวะให้ตกใจหรือน่ากลัว ผมชอบแนวนี้แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ พอได้ทำจริงๆ ก็คือเรื่องคือพิษสวาทกับกลิ่นกาสะลองนี่แหละ แล้วเรื่องนี้เล่าผีกาสะลองค่อนข้างเยอะ ในการเล่าเยอะแยะมันไม่ได้เล่าแค่มาหลอก มันเล่าแบบมีดราม่า มีเรื่องมีราวกับคน การจะมานั่งดูหน้าเละตลอดเวลาแล้วพูดดราม่า ผมว่ามันไม่เกิดอะ ผมเลยคิดว่างั้นก็คิดเป็นผีสวย สมมติถ้าย้อนไปในวัยเด็กของผม ก็จะมีผีโปเยโปโลเยนี่แหละที่เป็นผีสวยดี ก็เลยไปทางสวยแล้วหลอนได้จังหวะ
 


 
กองถ่ายโหดทุกวัน ถ่ายทำสู้กับ PM2.5

          ฉากโหดที่สุดในเรื่องนี้ก็มีตอนต้นเรื่องที่เป็นบทนำ ฉากกาสะลองจะโดนข่มขืน ผมว่าอันนั้นถือว่าโหด เพราะอยู่ในสตูดิโอที่มีฝุ่นเต็มไปหมด มีข้าวเปลือกข้าวสาร แล้วตอนนั้นเป็นช่วง PM2.5 ดังๆ โอ้โฮ! บันเทิงกันมาก ต้องใส่มาสก์ซ้อม พอถึงเวลาถ่ายก็ถอดออก แล้วก็คันกันไป แอ็คชั่นต่างๆ นานาในฉากก็ดูจริงจังอะ ถามว่าโหดมมั้ย ก็โหดทั้งการถ่ายทำและโหดทั้งภาพที่ปรากฏออกมา แต่หลังจาก EP.5 ไป ผมว่ามีโหดทุกวัน คือมันมีสถานการณ์ที่รุนแรงใหญ่หลวงอยู่เนืองๆ ใหญ่หลวงทางอารมณ์ ใหญ่หลวงทางโปรดักชั่น ถามว่าละครเรื่องนี้อันไหนยากสุด มันก็ตอบยาก เพราะมันมีอะไรให้ทำอยู่บ่อย มันก็เลยยากทุกวัน 555

          ส่วนฉากฝาแฝดทุกฉาก คือฉากที่โดนใจที่สุด 4 EP. แรก คนดูจะได้ดูฉากเจอกัน ฉากทะเลาะกันนิดๆ หน่อยๆ แต่พอหลังจากนี้ไป ความจริงเริ่มปรากฏ ฉากฝาแฝดทุกฉากมันจะไม่มีความธรรมดาอีกแล้ว มันจะมากไปด้วยแอ็คชั่น มากไปด้วยอารมณ์ มากไปด้วยบล็อกกิ้ง มากไปด้วยน้ำหูน้ำตา มันก็จะแบบชอบทุกฉากที่เป็นฝาแฝด
 


 
ถ้าบทสนุก ก็ต้องทำให้สนุกเท่าบทหรือมากกว่านั้น

          ก่อนผมจะทำละครสักเรื่อง ผมจะชัดเจนกับตัวโปรเจ็กต์ที่จะได้ทำก่อนว่าผมชอบมั้ย สร้างแรงบันดาลใจอะไรให้ผมได้มั้ย ถ้ามันได้ปุ๊บ เราก็ทำสิ่งนั้น สมมติว่าแรงบันดาลใจในการทำกลิ่นกาสะลองคือผมอยากทำงานกับญาญ่า ผมอยากทำญาญ่าฝาแฝด พอมีโจทย์แล้วได้โปรเจ็กต์นี้มาปุ๊บ ทุกอย่างมันก็ไปตามความรู้สึก แล้วจริงๆ พื้นฐานการกำกับของผมถูกสอนมาเสมอว่าเมื่อเราอ่านบทให้สนุกเท่าไหร่ก็ตาม สิ่งที่เราทำก็คืออย่างน้อยต้องสนุกเท่ากับบท แต่ถ้ามีโอกาส ทำยังไงก็ได้ให้สนุกกว่าบท นี่คือโจทย์ตั้งต้น พอมันมีแบบนี้ในใจ มันก็ทำให้เราคิดหาวิธีอยู่ตลอดเวลาว่า บทเค้าเล่ามาแบบนี้ ด้วยประเด็นแบบนี้ ด้วยชั้นเชิงแบบนี้ เราในฐานะผู้กำกับจะเล่าต่อยังไงให้ประเด็นยังครบถ้วน ลีลาแบบเค้ายังคงอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความสนุกในแบบที่เรารู้สึกว่าคนดูชอบเข้าไปอีก มันเป็นสิ่งที่โดนปลูกฝังมาแต่เด็กอยู่แล้ว เวลาทำงานก็เลยทำด้วยความรู้สึกนี้ไปตลอด
 


 
เบื้องหลังงานซีจี แฟนตาซีได้แต่ต้องธรรมชาติ
 
          เรื่องซีจีนี่ก็เป็นรสนิยมผมเหมือนกัน คือผมเป็นคนไม่ค่อยชอบอะไรที่มันแฟนตาซีมากอยู่แล้ว จะชอบอะไรที่มันดูสมจริงสมจัง ถ้าสมมติมีเวทมนตร์ ซึ่งมันก็คือแฟนตาซี แต่ผมก็จะไม่อยากให้มันปล่อยแสงกันอยู่บ่อยๆ ผมจะทำให้รู้สึกว่า ซีจีที่เกิดขึ้นมันเหมือนเป็นธรรมชาติสร้างขึ้นได้ เรารู้สึกแบบนั้น เวลาเราคิดถ่ายแต่ละฉาก สถานการณ์ที่เราทำไม่ได้แล้วต้องการพึ่งพาซีจี เราก็คิดไว้อยู่แล้วว่าเราอยากได้แบบนี้ แล้วเรามีเวลาให้คนทำซีจีทำ มันก็เลยออกมาค่อนข้างดี มีการคุยกันเตรียมกันด้วยว่าจะทำอะไรยังไง เราก็ต้องเข้าใจเงื่อไขกัน แล้วกับทีมซีจีนี้เคยทำกันมานานแล้วตั้งแต่พิษสวาท มันก็เลยรู้ทาง รู้รสนิยมกันอยู่ประมาณนึง
 


 
เปิดโลเคชั่นถ่ายทำ ตามรอยอี่นายกาสะลอง

          หลักๆ ที่เชียงใหม่เราถ่ายทำเป็นวัดเป็นสถาปัตยกรรมซะส่วนใหญ่ ที่ถ่ายบ่อยๆ เลยคือวัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) ที่หางดง อีกสองวัดที่ถ่ายแล้วมีคนบอกว่าสวยคือ วัดโลกโมฬี กับวัดเจ็ดยอด ซึ่งทั้งหมดก็เป็นวัดเก่าที่เชียงใหม่อยู่แล้ว บ้านของนายแคว้นเป็นบ้านโบราณ เดิมเป็นไปรษณีย์ยุคเก่าประมาณ 100 ปีแล้ว แต่เจ้าของบ้านยังดูแลอย่างดี เค้าทำเป็นรีสอร์ทชื่อศรีมันตรารีสอร์ท ไปเที่ยวน่าจะเพลินดี ส่วนถ้าใกล้ๆ ก็จิม ทอมป์สัน ที่โคราช เป็นหมู่บ้าน บ้านกาสะลอง บ้านม่านฟ้า บ้านครูดาบ แนวๆ เรือกสวนไร่นา

          พวกฉากน้ำ ฉากแม่ปิง บางวันอยากได้น้ำแบบแห้งขอด หรือบางวันอยากได้น้ำเชี่ยว ก็ไปถ่ายที่ปางช้างทวีชัย ที่เมืองกาญฯ การถ่ายฉากน้ำก็จะยุ่งยากหน่อย อย่างฉากที่แม่ปิงน้ำแห้งๆ ในช่วงสงกรานต์ให้คนลงพอเล่นริมน้ำได้ อันนี้เราต้องไปรอจังหวะถ่าย เพราะแม่น้ำแควน้ำขึ้นน้ำลงตามการปิดประตูน้ำ พอเวลากลางคืนเค้าปิดประตูน้ำ มันจะแห้งขอดจนลงไปเดินได้กลางลำน้ำเลย เช้าๆ 9-10 โมงเค้าจะปล่อยน้ำละ ถ้าเราจะถ่ายเราก็ต้องรีบยกกองไปตั้งแต่ตี 4 เพื่อเตรียมนั่นนี่ให้เสร็จ พอตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นปุ๊บจะได้รีบๆ ถ่ายก่อนน้ำจะมา สวยแปลกตา แต่ตอนถ่ายบู๊ดี
 


 
ละครที่จะได้เห็นพลังที่เกิดขึ้นจากทุกส่วน
 
          ในความเห็นส่วนตัวของผม กลิ่นกาสะลองเป็นละครที่สนุกเรื่องนึง มีครบทุกอย่างที่ละครสนุกเรื่องนึงพึงควรจะมี มีนักแสดงที่ดีตั้งอกตั้งใจทุ่มเท ทุ่มพลังไปกับเรื่องนี้มาก ปีกว่าที่ถ่ายทำกันมาไม่มีวันไหนที่เบาเลย หนักหนาสาหัสหมด เพราะฉะนั้นนอกจากความสนุกแล้วผมเชื่อว่า ทุกคนจะได้เห็นพลังที่เกิดขึ้น ทั้งพลังนักแสดง พลังทีมงาน ทุกคนที่ทุ่มลงไปในงานชิ้นนี้ให้ออกมาดี ดูกันต่อๆ ไป เรื่อยๆ มั่นใจว่าทุกคนจะชอบละครเรื่องนี้ สนุก หัวเราะ และร้องไห้ไปกับละครเรื่องนี้ มีบทเข้มข้น มีเรื่องราวความรักที่ฉ่ำหวาน มีโศกนาฎกรรมที่จะทำให้คนเสียน้ำตาครับ
 


 
          กว่าจะออกมาเป็นเละครเรื่องนึงได้ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องทุ่มเททุกภาคส่วนไม่ใช่แค่ผู้กำกับเท่านั้น แต่คนทั้งกองต้องพร้อมใจกันถึงจะมีผลงานออกมาได้ขนาดนี้ และพี่สันต์เองก็เกริ่นไว้ขนาดนี้แล้วว่า EP. หลังจากนี้จะแซ่บขึ้น สนุกขึ้นแน่ๆ รอติดตามและพิสูจน์ด้วยตัวเองกันเลย ส่วนใครที่ชื่นชอบกลิ่นกาสะลองในมุมมองในบ้าง มารีวิวกันค่ะ

 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kaew

พี่แก้ว - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ชีวิต 150 เซนฯ ถือคติอกหักเรื่องเล็ก แต่มีแฟนไม่ตรงสเป็กสิเรื่องใหญ่

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Star Issues #บันเทิง #ละคร #กลิ่นกาสะลอง #ช่อง 3

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?