/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ชีวิตเศร้าเน่าดั่งละคร..กับด้า ณ ลอนดอน []

วิว

     สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com ใครที่เคยรู้จักคำว่า Soap Opera หรือที่เรียกกันเก๋ๆ ติดปากพี่ไทยกันว่า "ละครน้ำเน่า" นั้น งานนี้คงไม่เชื่อแน่ๆ ว่า เรื่องราวที่นางเอกถูกกลั่นแกล้งสารพัด จะกลับตาลปัตรเกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ ของนักเรียนไทยที่บินไปเรียนไกลถึงเมืองผู้ดีคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้อยากให้มาเชื่อ แต่เล่าเผื่อไว้ ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รุ่นหลังๆ ได้เข้าใจ เกิดไปเจออะไรแย่ๆ แบบนี้ จะได้ไม่หนีกลับประเทศเสียก่อน

     อิอิ..พล่ามมาซะเยอะแล้ว เราลองไปติดตามเรื่องราวของเธอกันเลยดีกว่าครับ ว่าจะน่าสงสาร น่าเห็นใจ หรือน่าเชื่อแค่ไหนกันเชียว...

สวัสดีค่ะพี่ยีน

หนูชื่อ แพนด้า ค่ะ

     หนูติดตามคอลัมน์เรียนต่อนอกมาตลอด เห็นพี่ยีนเขียนเรื่องของฟิลล์ ("กว่าจะถึงวันนี้..เธอเปลี่ยนโฮสต์แฟมิลี่ถึงสองครั้ง!") แล้วรู้สึกสงสารฟิลล์เหมือนกัน เขาโชคร้ายที่เจออย่างนั้น

     แต่พอหนูลองมองย้อนกลับมาดูตัวเอง หนูก็รู้สึกว่า..ฟิลล์ยังโชคดีกว่าหนูอีกค่ะ

     เมื่อปี 2007 หนูจบการศึกษามัธยมปีที่ 3 จาก รร.สตรีฝั่งธน แล้วก็ได้ย้ายไปเรียนที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่หนูไม่ได้สอบชิงทุนไปหรอกนะคะ จริงๆ แล้ว หรือไม่ได้ตั้งใจที่จะไปด้วยซ้ำ หนูไปด้วยความจำใจ และคนที่หนูจะไปอยู่ด้วยนั้น เป็นเพื่อนของเพื่อนพ่ออีกต่อหนึ่ง พ่อหนูเองก็ไม่ค่อยไว้ใจเขาหรอกค่ะ แต่เนื่องจากเราไม่มีทางเลือกมากนัก ประกอบกับบ้านหลังนั้นก็มีแต่ผู้หญิง คือ แม่ ลูกสาว และยาย พ่อก็เลยยอมให้ไปค่ะ

     ตอนแรกที่ไป หนูก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกค่ะ คิดแต่เพียงว่าจะรอดหรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษหนูจะค่อนข้างดี เนื่องจากเรียนพิเศษภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ และก็เคยไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องไปทั้งๆ ที่ยังรู้สึกว่าตัวเราเองไม่พร้อมสักเท่าไหร่

     ก่อนที่จะไป สิ่งที่หนูพอจะรู้เกี่ยวกับสรรพคุณของครอบครัวนี้ ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ เพื่อนของพ่อบอกมาว่า พวกเขาเป็นครอบครัวประหยัด อยู่กันอย่างสมถะ ทำอาชีพทำขนมไทยแล้วส่งไปขายในเมือง และก็อยู่ในลอนดอนกันมาสิบกว่าปีแล้ว

     ทุกสิ่งทุกอย่างก็ฟังดูดี จนกระทั่งวันเดินทางมาถึง หนูไปอังกฤษวันที่ 10 มีนาคม 2007 โดยถือวีซ่านักท่องเที่ยว มีระยะหกเดือน แล้วจะไปเปลี่ยนเป็นนักเรียน เพราะว่าหนูไม่มีเวลาพอที่จะทำวีซ่านักเรียน และมันก็ทำยากมากค่ะ เพราะตอนนั้นหนูยังอายุไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำ ซึ่งหนูก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันยากยังไง แล้ววีซ่ามันสำคัญมากแค่ไหน รู้แค่ว่าถ้าพาสปอร์ตหาย คำว่า "โชคร้าย" ก็คงเดินทางมาสวัสดีค่ะ

     การเดินทาง 11 ชั่วโมงบนเครื่องบินนั้นไม่มีอะไรมากมายค่ะ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นสายการบิน EVA สายการบินที่ร่ำลือกันนักกันหนาว่าอาหารอร่อยสุดๆ

     ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่ากันค่ะ อาหารอร่อยมาก แต่เหมือนจะมีลางบอกเหตุว่า การไปครั้งนี้คงไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หวังไว้ เพราะตอนที่อยู่บนเครื่องบิน อาหารมาหมดที่หนูบ้าง ทีวีเสียบ้าง เมาเครื่องบินบ้าง ทั้งๆ ที่ขึ้นเครื่องกี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยเมา แต่ก็ยังโชคดีค่ะ เพราะว่ามีน้าหลี (เพื่อนพ่อที่รู้จักกับบ้านที่จะไปอยู่ด้วย) บินมาเป็นเพื่อน จึงช่วยหนูได้มากค่ะ
 
     และแล้วหนูก็ได้มาเหยียบสนามบิน Heathrow อย่างปลอดภัย และหนูก็เดินผ่านทุกๆ ด่านในสนามบินไปได้อย่างราบรื่น เว้นก็แต่ตอนที่มีหมามาดมกระเป๋า แล้วมันก็เห่าเพราะได้กลิ่นปลาหมึกแห้งกับกุ้งแห้งที่ทางบ้านที่จะมาอยู่ด้วยฝากซื้อ เพราะที่อังกฤษแพงมาก ทางตำรวจจึงขอค้นกระเป๋า พวกเราก็เปิดให้ดูกันอย่างสบายๆ แต่คนรอบข้างที่เดินผ่านไปผ่านมาเขามองแปลกๆ ค่ะ คงนึกว่าเราเอาอะไรผิดกฎหมายซ่อนมาในกระเป๋าล่ะมั้ง

     หลังจากนั้น หนูก็ได้พบกับครอบครัวที่หนูจะต้องไปอยู่ด้วยค่ะ คนที่เป็นแม่มีชื่อว่า ปุ๊ ตัวหนูเองเรียกเขาว่า น้าปุ๊ ค่ะ ส่วนคนลูกที่มาด้วยชื่อ ป้อน ค่ะ

     ป้อนเขาพูด และฟังภาษาไทยรู้เรื่องค่ะ แต่เขียนกับอ่านไม่ออก เพราะว่ามาเรียนที่อังกฤษตั้งแต่สี่ขวบ ป้อนกับหนูอายุไล่เลี่ยกันค่ะ ป้อนเกิดท้ายปี แต่หนูเกิดต้นปีค่ะ ด้านคุณยายไม่ได้มาด้วยนะคะ เพราะท่านแก่มากแล้ว เดินแทบไม่ได้ เลยคอยอยู่ที่บ้าน

     ช่วงที่พวกเราลั้นลา นั่งรถตรงไปยังบ้านใหม่ ทุกอย่างก็โอเคนะคะ แต่พอมาถึงบ้าน...ลางไม่ดีก็เริ่มก่อตัวขึ้น!

     พอหนูจัดแจงกระเป๋าเสร็จ ก็ลงมานั่งดูทีวี น้าหลีก็เดินเข้ามาถามว่า เอาเงินติดตัวมาเท่าไหร่? เผื่อพรุ่งนี้จะต้องซื้อของ หนูก็บอกว่ามีแค่ร้อยเดียวเอง แต่พ่อบอกว่าจะโอนมาให้อีกสองร้อย เพื่อให้หนูเก็บไว้ติดตัว โดยโอนผ่านมาทางบัญชีน้าปุ๊ค่ะ

     เมื่อน้าปุ๊ได้ยินก็เดินมาบอกว่า "ไม่ให้หรอก..ถ้าเข้าบัญชีน้าก็จะเป็นของน้า เพราะฉะนั้นเงินนั้นก็เป็นของน้า" เมื่อได้ยินดังนั้น หนูก็บอกว่า "ได้ไง..ก็พ่อจะให้หนู และถ้าด้ามีบัญชี พ่อก็คงไม่โอนให้น้าหรอก" สักพักหนึ่ง หนูก็ไม่รู้จะพูดยังไง ก็เลยยอมแพ้ แต่หลังจากนั้น ถ้าพ่อโทรมาเมื่อไหร่ หนูก็จะบอกว่าไม่ต้องโอนมาให้แล้ว เดี๋ยวน้าปุ๊จะเป็นฝ่ายเอาไปใช้แทน

     น้าหลีได้บินกลับไปเมืองไทยทันที หลังจากอยู่ครบหนึ่งอาทิตย์ เพราะน้าหลีมีหน้าที่พาหนูมาส่งให้กับครอบครัวนี้เท่านั้นค่ะ เมื่อต้องเผชิญโลกกว้าง ในต่างแดนอยู่คนเดียว โดยเฉพาะในครอบครัวคนแปลกหน้า ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มสะสมมากขึ้น

       หนูกับป้อนก็จะมีปากเสียงกันเรื่อยๆ เกือบทุกวัน เพราะเขากับหนูไม่ค่อยจะยอมกัน แต่ก็เป็นแค่การมีปากเสียงเล็กๆ น้อยๆ เรื่องป้อนเปิดเพลงดังบ้าง พอขอเปลี่ยนช่องทีวี ป้อนก็ไม่ให้เปลี่ยน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เล่นคอมและฟังเพลงอยู่แล้วบ้าง

     หลังจากที่หนูมาอยู่อังกฤษได้สักสองเดือน หนูก็ต้องย้ายบ้าน เพราะบ้านมันหลังเล็ก และการย้ายบ้านครั้งนี้ น้าปุ๊ก็เก็บเงินพ่อหนูเพิ่ม เพราะบ้านหลังใหญ่ขึ้น ค่าก็เช่าเลยแพงขึ้น แต่ห้องที่หนูได้อยู่ในบ้านหลังใหม่กลับเป็นห้องที่ทุเรศที่สุดค่ะ!

     ในตอนแรกที่มาดูบ้านหลังนี้ น้าปุ๊ก็ให้หนูเลือกดูห้องที่อยากได้ แต่พอหนูชี้ไปว่าจะเอาห้องนั้นห้องนี้ ก็จะมีข้ออ้างสารพัดออกมา หนูก็ต้องเลือกห้องใหม่อีก จนในที่สุด หนูก็ได้ห้องที่แย่ที่สุดในบ้าน แต่จะมีบางห้องที่ยังมีสภาพดีเหลืออยู่ แต่น้าปุ๊บอกว่าเอาไว้รับแขก พอหนูอยากขอย้ายไปอยู่ห้องนั้น น้าปุ๊กลับบอกว่า "เลือกแล้วก็เอาไปสิ!...อย่าเรื่องมาก ด้าเป็นคนตัดสินใจเองนะ" เล่นเอาหนูงงเลย เพราะเขาเป็นฝ่ายมัดมือชกเลือกห้องนี้ให้หนูเองต่างหาก

       หลังจากที่เรียนภาษาอังกฤษ ประมาณ 4 เดือน เพื่อคอยเวลาทำเรื่องเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมที่อังกฤษ ซึ่งในที่สุดหนูก็เข้าไปเรียนได้ค่ะ โดยหนูอยู่โรงเรียนเดียวกับป้อนค่ะ เพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็น่ารักดีค่ะ ทุกคนอัธยาศัยดี แต่ก็มีบ้างที่ถูกแกล้ง ก็ถือซะว่า เป็นรสชาติชีวิตอีกมุมหนึ่งค่ะ

     พอเริ่มเรียนได้สักพัก เรื่องการเรียนก็ไม่น่าเป็นห่วงค่ะ แต่ปัญหาที่ทำให้หนูร้องไห้ทุกคืน และก็เคยถึงกับเกือบจะคิดสั้นก็เพราะว่าความกดดัน จากบ้านหลังนี้ค่ะ

     ทุกๆ วันที่หนูไปโรงเรียน จะต้องมีคนเข้ามาในห้องเพื่อสำรวจของใช้หนู ค้นกล่องใส่เงิน พร้อมกับไดอารี่ที่หนูระบายสิ่งต่างๆ เอาไว้ ถ้าถามว่าหนูรู้ได้ไง ก็เพราะหนูทำหลักฐานไว้ค่ะ ของๆ หนูจะวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ถ้าเคลื่อนไปนิดเดียว หนูก็ดูออก แต่หนูเองก็ไม่เคยจะถามว่าเข้าไปทำไมนะคะ เพราะกลัวเขาถามกลับมาว่า รู้ได้ไง? ซึ่งเขาก็เคยพูดว่า เขามีสิทธิ์เข้าห้องได้ทุกห้อง เพราะมันเป็นบ้านเขา มันเลยทำให้หนูไม่กล้าถามค่ะ

     ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น เขาไม่เคยซักเสื้อผ้าให้หนู ไม่เคยทำอะไรให้เลย ยกเว้นกับข้าว แล้วเขาก็บอกว่า "อยู่ต่างประเทศก็ลำบากอย่างนี้แหละ" หนูก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาเป็นน้า แล้วเราก็มาอาศัยเขาอยู่ (แบบจ่ายสตางค์ครบหมดทุกรายการ)

     หนูต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ล้างจาน ซักผ้า ดูดฝุ่น ปัดฝุ่น เปลี่ยนหลอดไฟ เช็ดกระจกหน้าต่าง ขัดกำแพง ต่างๆ นานา หนูเคยซักเสื้อแล้วตากไว้ แต่วันนั้นฝนตก พอกลับจากโรงเรียนก็กะว่าน้าปุ๊คงใจดีเก็บผ้าไว้ให้ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คาด หนูก็เลยไม่มีเสื้อใส่ไปเรียน เพราะเสื้อผ้าไม่แห้ง แถมต้องซักใหม่เพราะเหม็นน้ำฝน แต่สุดท้าย หนูก็ต้องซักมือหนึ่งชุด แล้วรีดเอาให้แห้งแก้ขัดไปก่อนค่ะ

     ทุกๆ ครั้งที่น้าปุ๊ซื้อขนมให้ป้อนกับหนู เขาจะซื้อคนละร้านกัน ของดีๆ ให้ป้อน แต่ซื้ออีกยี่ห้อหนึ่ง ที่เป็นของก๊อปให้หนู แถมใกล้จะหมดอายุด้วยค่ะ

     บ่อยครั้งที่เขาจะซื้อผลไม้มาไว้ แล้วก็เก็บไว้ในตู้เย็น ในช่องที่หนูจะไม่ไปยุ่ง เพราะเขาจะวางขนมของหนูไว้ต่างหากอีกชั้น เพื่อไม่ให้หนูไปสนใจช่องอื่น แล้วเขาจะให้ป้อนกินผลไม้นั้นก่อน โดยไม่ให้หนูกิน ซึ่งบางที เขาจะให้ป้อนกินตอนกลางคืน ในห้องนอนบ้าง เป็นอาหารกลางวันบ้าง และผลไม้ที่ป้อนกินจนเบื่อหรือพอเหลือ เขาก็จะเอามาให้หนูกิน บางทีก็เกือบจะเน่าแล้ว พอกินไป มันก็เหม็นๆ หนูก็เลยไม่กิน ซึ่งพอจะเอาไปคืน เขาก็ว่าหนูอีกว่า "ทำไมกินทิ้งกินขว้าง!" หนูก็เลยบอกให้เขาลองกิน เขาก็ไม่กิน เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันใกล้จะเสียแล้ว

     เมื่อถึงคราวอาหารเย็น ถ้าวันไหนน้าปุ๊ได้ทำไข่เจียวแล้วล่ะก็ ถึงแม้จะดูเผินๆ จะทำให้สองจานเท่ากันๆ หนูจานหนึ่ง ป้อนจานหนึ่ง แต่ไข่เจียวของป้อนจะมีเนื้อสัตว์อยู่ข้างใน ส่วนของหนูเป็นแค่ไข่เจียวไหม้ๆ เท่านั้นเองค่ะ และถ้าวันไหนมีข้าวผัดแหนม หนูจะได้แหนมแค่ชิ้นเดียว ส่วนป้อนจะได้แบบพูนจาน หนูก็เข้าใจนะคะว่าแหนมแพง แต่มันเป็นการแบ่งที่ไม่แฟร์มากๆ

     และที่หนูจำได้จนขึ้นใจเลย ก็คือเรื่องข้าวเหนียวทุเรียนค่ะ มีวันหนึ่ง น้าปุ๊บอกหนูกับป้อนว่า "ข้าวเหนียวทุเรียนกินวันนี้ให้หมด ไม่งั้นกะทิจะเสีย แต่ทุเรียนเหลือน้อย ด้าจะเอาหรือเปล่า?" หนูก็บอกว่า "ไม่ค่อยอยากกินค่ะ" แต่เขาบอกว่า "กินเถอะ..เดี๋ยวแบ่งทุเรียนให้เท่าๆ กัน" เมื่อได้ยินดังนั้น ป้อนก็ตะโกนแทรกขึ้นมาว่า "ไม่เอา..ป้อนอยากกินทุเรียนเยอะๆ" น้าปุ๊ก็บอกป้อนกลับไปว่า "ต้องแบ่งให้แฟร์ๆ สิ"

     หลังจากนั้นไม่นาน ข้าวเหนียวทุเรียนก็มาวางอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า ใส่ถ้วยมาเต็มเลย แต่หนูก็ตะหงิดๆ ใจว่า ทำไมน้ำกะทิมันเยอะผิดปกติ และควานหาทุเรียนเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เลยลองกินดู เผื่อจะมองไม่เห็น

     หนูกินไปประมาณห้าคำ หนูก็ยังไม่เจอทุเรียนสักเสี้ยวเลย และพอถึงคำต่อมาหนูก็เจอทุเรียน แต่มันไม่ได้มาเป็นชิ้น ไม่ได้มาเป็นคำ และไม่ได้มาเป็นเนื้อค่ะ มันมาเป็นเส้น เส้นทุเรียนที่หลุดแยกออกมาตอนคนกะทิแล้วมันกระจายน่ะค่ะ

     โอ้พระเจ้า อยากจะร้องไห้ หนูก็เอาไปคืน และบอกกับน้าปุ๊ว่า ข้าวเหนียวทุเรียนหวานมาก กินไม่ไหว ทุเรียนหมดแล้ว เหลือแต่ข้าวเหนียว เขาก็บ่นอีกแล้วค่ะว่า "กินทิ้งกินขว้างอีกแล้ว..อยากให้ไปเห็นพวกคนที่ไม่มีจะกินจัง" เมื่อได้ยินดังนั้น หนูก็เลยพูดไปว่า

     "ไม่ต้องไปเห็นหรอกค่ะ..หนูมองตัวเองก็ได้!"

     เฮ้อ...น่าเห็นใจนักเรียนนอกรายนี้จังเลยนะครับ อุตส่าห์จากบ้านไกลไปเรียนถึงต่างแดน กลับต้องมาเจอแต่เรื่องราวแสนเลวร้าย น่าสงสารจริงๆ นะครับ

     สำหรับใครที่กำลังอิน ก็อย่าเพิ่งตัดสินจากสิ่งที่ได้อ่านไปนะครับ เพราะเรื่องราวของเธอยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีให้ลุ้นกันต่ออีกตอนหน้า ซึ่งถ้าใครไม่อยากพลาดตอนจบของเรื่องราวแสนเศร้าดั่งนวนิยายของเธอ ก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่ถ้าน้องๆ คนไหน มีเรื่องราวอยากเมาท์ให้หายข้องใจ หรือไปเมืองนอกมาแล้ว คันปากอยากเม้าท์เรื่องมันส์ เศร้า เหงา เซ็ง ก็ส่งอีเมลมาคุยกับพี่ยีนได้ครับที่ gin@dek-d.com ไว้เจอกันคราวหน้านะครับทุกคน...

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pond

พี่ปอน - ผู้เขียน

เว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ Dek-D.com

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ประสบการณ์เด็กนอก #เรียนต่อนอก #นักเรียนนอก #ลอนดอน #อังกฤษ #เรียนต่ออังกฤษ #โรงเรียนในอังกฤษ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?