/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

เคล็ดลับพิชิตทุนรัฐบาลเกาหลีจากรุ่นพี่! อ่านด่วนก่อนสมัคร []

วิว

                              สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และ KoreanKori เช่นเคย
                              พอเข้าสู่เดือนกันยา หลายคนตื่นเต้นแน่นอน เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่า....
                              ทุนรัฐบาลเกาหลีระดับปริญญาตรีเปิดรับสมัครแล้วจ้า!                        


                             สำหรับใครยังไม่ได้อ่านระเบียบการ สามารถคลิกย้อนไปอ่านได้ที่นี่เลยค่ะ
                             และวันนี้ พี่เป้ ก็มาพร้อมกับบทสัมภาษณ์ EXCLUSIVE จากรุ่นพี่นักเรียนทุน
                    
        รัฐบาลเกาหลีที่เพิ่งได้ทุนหมาดๆ ไปเมื่อรุ่นที่แล้ว จะมาบอกเคล็ดลับการ
                             เตรียมตัวและเอกสารต่างๆ ที่ต้องใช้ รับรองเป็นประโยชน์มากๆ ใครจะสมัคร

                        รอบนี้ ต้องอ่านด่วน!

                  

 



อันนยองฮาเซโย! สวัสดีค่ะ! ชื่อนภัส กรวิภาสเรือง ชื่อเล่นชื่อ "แจน" จบมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนการเรียนภาษา-ฝรั่งเศสค่ะ ตอนนี้เรียนภาษาเกาหลีอยู่ที่ Sun Moon University Korean Language Institute ค่ะ

สาเหตุที่แจนลองสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีก็เพราะว่าตัวเองมีความสนใจในภาษาและวัฒนธรรมของเกาหลีมานานแล้ว ก่อนหน้านี้เคยมาเที่ยวประเทศเกาหลีบ้างหลายครั้งก็รู้สึกชอบบรรยากาศของประเทศและการเป็นอยู่ของคนที่นี่มาก อยากลองมาศึกษาต่อ อยากรู้ว่าเขาทำอย่างไรถึงพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวกระโดด และโดยเฉพาะทุนรัฐบาลเกาหลีนี้เป็นทุนเต็ม อีกทั้งไม่มีข้อผูกมัด เปิดโอกาสให้เราเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหนก็ได้ คณะไหนก็ได้ เลยคิดว่าเป็นทุนที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ



ทุนรัฐบาลเกาหลีให้โอกาสนักเรียนทุนทุกคนในการเรียนภาษาเตรียมความพร้อมเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งตอนนี้แจนก็เรียนอยู่ที่สถาบันภาษาของมหาวิทยาลัย Sun Moon ส่วนปีหน้าแจนจะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ Korea University สาขา Mass Communication ค่ะ เหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยนี้ก็เพราะว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศเกาหลี (ซึ่งได้แก่ Seoul National University, Korea University และ Yonsei University… เรียกสั้นๆ ว่า SKY!) ที่ Korea University มีวิชาที่น่าสนใจ ทั้งประวัติศาสตร์สื่อสารมวลชนเกาหลี เขียนข่าว บทความ รายงานข่าว ฝึกทำโฆษณา ฯลฯ นอกจากนี้คือได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยนี้มีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย เช่น งานประเพณี Korea-Yonsei ฯลฯ  ก็เลยอยากลองสัมผัสบรรยากาศนั้นบ้าง ไม่ใช่แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว…






แจนจำได้ว่าตอนเขียน Personal Statement(เรียงความ) เป็นช่วงเวลาที่กดดันมากเลยค่ะ เหลือเวลาไม่มากเพราะมัวแต่เตรียมตัวสอบ PAT ตอนนั้นก็พยายามคิดว่าจะเขียนอย่างไรดีนะให้น่าสนใจพอที่เขาจะเรียกไปสัมภาษณ์ เลยเขียนเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด โดยย่อหน้าแรกก็เล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ของเราว่าเคยไปอยู่เกาหลีคนเดียวเพื่อเรียนภาษาเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้หลงรักในประเทศและวัฒนธรรม นอกจากนี้ก็เล่าว่าเราสนใจในอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีเป็นพิเศษ อยากเรียนรู้ว่าเขาทำอย่างไรถึงพัฒนาได้ก้าวไกลระดับโลก อยากเรียนรู้เทคนิคเหล่านั้นเพื่อที่จะได้พัฒนาประเทศไทยเช่นกัน…ประมาณนี้ค่ะ

[ อ่านเทคนิคการเขียน Personal Statement เพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK ]



ในส่วนของ Study Plan(แผนการศึกษา) จะมีให้เขียน 2 ส่วนด้วยกันค่ะ คือส่วน A และ B ในส่วนแรกเขาให้เขียนเกี่ยวกับแผนการเรียนภาษา (อังกฤษ, เกาหลี ฯลฯ) แจนเลยเขียนไปว่าก็จะตั้งใจเรียนให้มากๆ อ่านหนังสือเพิ่ม ดูสื่อเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง และตั้งใจจะสอบวัดระดับภาษาเกาหลีให้ผ่านระดับ 4-5 ให้ได้ภายใน 1 ปีของการเรียนภาษา และจะใช้วิธีคล้ายๆ กันนี้ในการพัฒนาภาษาอังกฤษเช่นกัน แถมยังเขียนไปอีกด้วยว่าจะไม่ทิ้งภาษาฝรั่งเศสที่เรียนมา (555+) ในส่วนของ Study Plan B เขาให้เขียนเหตุผลที่เราเลือกมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง รวมไปถึงแผนการทำงานหลังจากจบปริญญาตรี แจนก็ให้เหตุผลไป อีกทั้งเขียนไปว่าถ้าเรียนจบแล้วก็อยากทำงานสร้างประสบการณ์ที่ประเทศเกาหลีก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปพัฒนาด้านสื่อที่ประเทศไทย ในการเขียนส่วนนี้แจนว่าเราควรไปศึกษามาค่ะว่าคณะที่เราจะไปเรียนมีหลักสูตรอะไรบ้าง 

[ อ่านเทคนิคการเขียน Study Plan เพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK ]





ตอนที่สมัครทุนแจนยื่นเกรด 4 เทอมไปค่ะ (เกรด3.95) นอกจากนี้ก็ต้องยื่น Recommendation Letters(จดหมายแนะนำ) ซึ่งต้องให้อาจารย์เขียนให้เป็นภาษาอังกฤษ (2 ท่าน ท่านละฉบับ) รวมไปถึงใบจบม.ปลาย ขั้นตอนการเตรียมเอกสารที่ค่อนข้างยุ่งยากคือตอนขอใบจบนี่แหละค่ะ โรงเรียนแจนจะออกใบจบให้เป็นวันที่ 31 มีนาคมเท่านั้น ซึ่งตามข้อกำหนดของทุนเขากำหนดให้นักเรียนต้องจบม.ปลายก่อนวันนั้น ก็เลยต้องติดต่ออาจารย์เขียนจดหมายพิเศษเพิ่มค่ะ ข้อควรระวังในการติดต่อขอเอกสารคือควรทำล่วงหน้าค่ะ หากกระชั้นชิดมากไปเสี่ยงต่อการไม่ได้เอกสารทันเวลา เพราะบางครั้งอาจารย์ติดภารกิจด่วนอาจไม่อยู่เซ็นรับรองให้ได้ ฉะนั้นต้องอย่าประมาทค่ะ 

นอกจากนี้เมื่อส่งเอกสารไปยังสถานทูตแล้ว (ตอนนั้นจริงๆ ส่ง EMS ไปค่ะ แต่ด้วยความโก๊ะของแจน รีบร้อนจนลืมติดรูปในใบสมัคร 555+ เลยต้องนั่งรถไปใหม่เพื่อเอารูปไปยื่น เป็นบทเรียนที่จะจำตลอดชีวิตเลยค่ะ สะเพร่าไม่ได้จริงๆ) หลังจากนั้นก็รอผลค่ะ ตอนนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรเลย จนกระทั่งมีโทรศัพท์จากสถานทูตมาบอกว่าให้ไปสัมภาษณ์ ก็ดีใจมากๆ เลยรีบเตรียมทำพอร์ตโฟลิโอ ใส่ทุกกิจกรรมที่เคยทำ โดยเน้นกิจกรรมที่ประเทศเกาหลีด้วย อีกทั้งยังแปลพอร์ตเป็นทั้งภาษาอังกฤษ-เกาหลีค่ะ นอกจากเรื่องของพอร์ต แจนก็ลองฝึกคิดคำถามเป็นทั้งภาษาอังกฤษและเกาหลี เพราะคิดว่าคงต้องโดยสัมภาษณ์เป็นภาษาเกาหลีด้วยแน่ๆ





พอตอนไปสัมภาษณ์ จำได้ว่ามีกรรมการ 3 ท่าน ท่านหนึ่งเป็นคนไทย ที่เหลือเป็นคนเกาหลี และเมื่อกรรมการถามว่าเราเรียนภาษาเกาหลีมาใช่ไหม แจนตอบว่าใช่ เท่านั้นแหละขอให้เราพูดใหญ่เลย 555+ ก็พูดไปบ้างเท่าที่ได้ค่ะ แต่ 70% ของการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษมากกว่า สัมภาษณ์สนุกค่ะ ไม่ยาก แต่ต้องเตรียมตัวมาให้ดีก่อนล่วงหน้า คำถามส่วนใหญ่ที่เจอก็ ทำไมเลือกมาเรียนเกาหลี ทำไมเลือกมหาวิทยาลัยนี้ รู้จักอะไรเกี่ยวกับเกาหลีบ้าง จบไปอยากทำงานอะไร ส่วนคำถามที่พิเศษหน่อยก็น่าจะเป็นคำถามที่สอดคล้องกับประสบการณ์ของเรา เช่น ตอนไปอยู่เกาหลีสังเกตไหมว่าถนนมีเลนพิเศษสำหรับรถเมล์ มีความคิดเห็นอย่างไร…รวมไปถึง เห็นว่าเคยมีประสบการณ์เรียนที่ฝรั่งเศสเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ไปเรียนต่อที่ประเทศนั้น ทำไมถึงเลือกเกาหลีแทน เป็นต้นค่ะ



สำหรับการเรียนภาษาที่เกาหลี ต้องขอบอกว่าสนุกมากๆ ค่ะ! ที่ Sun Moon University อาจารย์สอนดีมากๆ ให้ความรู้แน่นค่ะ คลาสเรียนเริ่ม 9.30 ถึง 13.30 ทุกวัน บรรยากาศในห้องเรียนก็อบอุ่น ที่นี่นักเรียนคนจีน-ญี่ปุ่นจะเยอะเป็นพิเศษ ส่วนถามว่าเรียนยากไหม ต้องตอบจริงๆว่า “ยาก!” เพราะภาษาเกาหลียิ่งเรียนสูงขึ้นยิ่งโหดขึ้นจริงๆ ทั้งคำศัพท์ก็ยากขึ้น ไวยากรณ์ก็ซับซ้อนมากขึ้น ใครที่รู้ภาษาจีน หรือญี่ปุ่น (ตัวคันจิ) มาก่อนจะได้เปรียบมากๆ เพราะศัพท์จะมีรากเหมือนกัน ส่วนแจนที่ไม่รู้ก็ต้องพยายามมากขึ้น…


วันแรกเลยที่มาถึงมหาวิทยาลัย ขอสารภาพว่า “ช็อก!” กับหอพักมากจริงๆ แจนอยู่กับเพื่อน 4 คนในห้อง เป็นเตียงสองชั้น 2 เตียง ห้องเล็กมาก Wi-fi ก็ไม่มี ถ้าจะใช้ต้องออกมาใช้ที่ห้องนั่งเล่น แต่อันนี้ไม่เท่าไร สิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงคำว่า Culture Shock เลยก็คือการที่ต้องอาบน้ำในห้องน้ำรวมนี่แหละ เป็นห้องน้ำแบบไม่มีม่านกั้น ไม่มีประตูกั้น เรียกได้ว่าฝันร้ายไป 1 อาทิตย์ (แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวได้ไว ไม่เขินแล้ว เพราะเข้าไปก็ไม่มีใครสนใจใครหรอก 555+) 


   

สิ่งที่ต้องปรับตัวคือการอยู่ร่วมกับเพื่อนต่างชาติค่ะ (เพราะแจนยังไม่ได้เข้ามหา’ลัย ชีวิตตอนนี้เลยไม่ค่อยได้อยู่กับคนเกาหลีเท่าไร) รูมเมทแจนมาจาก เม็กซิโก ไนจีเรีย และบังคลาเทศ เรียกได้ว่าต่างกันทั้งภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ตอนแรกปรับตัวเยอะมากๆ ค่ะ บางทีก็ไม่ชินกับวัฒนธรรมของเขา แต่อยู่ไปก็รักกันมากๆ แจนคิดว่าแจนโชคดีมากที่ได้รูมเมทเป็นเพื่อนกลุ่มนี้ เพราะห่วงใยกันตลอด มีน้ำใจต่อกัน ดูซีรีย์เกาหลีด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ สนุกมากๆ    



สิ่งที่แจนคิดว่าแจนได้จากการมาเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีคือ การรู้จักปรับตัวในสังคมที่แตกต่างจากบ้านเรา ต้องรู้จักเปิดใจเยอะๆ รวมไปถึงต้องอดทนและรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง นอกจากนี้แจนคิดว่าแจนได้พัฒนาภาษาเกาหลีขึ้นมาก และได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศเกาหลีมากขึ้นกว่าเดิม ความรู้สึกค่อนข้างแตกต่างกับตอนที่แจนมาเที่ยว บางคนเคยมาเกาหลีอาจจะชอบมาก บรรยากาศดี อาหารอร่อย คนหน้าตาดีแต่งตัวดี อะไรก็ดีไปหมด แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป 555+ เพราะตอนนี้คือการใช้ชีวิต ต้องเจอทั้งด้านบวกและด้านลบ ตอนปฐมนิเทศ มีคำพูดหนึ่งเขาบอกว่า “ค่าใช้จ่ายของเรา เป็นภาษีของคนเกาหลี” แจนก็ระลึกเสมอว่า ในเมื่อเรามีโอกาสที่ดีแบบนี้ ถึงเหนื่อยเราก็ต้องไม่ท้อ ต้องตั้งใจให้มากที่สุด สมกับที่เขาเลือกเรามาเป็นนักเรียนทุน



ฝากถึงน้องๆ ที่ตั้งใจจะสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ขอให้เตรียมตัวดีๆ ถึงแม้ว่าทุนนี้จะไม่มีการทดสอบเป็นข้อสอบ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมอย่างดีด้วย ทั้งการเตรียมเอกสาร การเขียน Personal Statement และ Study Plan แจนคิดว่าหนึ่งในสิ่งที่เขาพิจารณาคือประสบการณ์ของเรา เพราะฉะนั้นหากมีเวลาก็ควรทำกิจกรรมให้เยอะๆ จะพูดเกาหลีเป็นหรือไม่นั้นไม่สำคัญ จริงๆ แล้ว ภาษาอังกฤษสำคัญกว่า (แต่รู้เกาหลีด้วยก็จะดีมาก) แล้วก็ขอให้สู้ๆ! อย่าท้อแท้ ถ้ามีอะไรสงสัยอยากปรึกษาก็ยินดีมากค่ะ รีบสมัครกันเยอะๆ นะคะ พี่แจนรอเลี้ยงหมูย่างอยู่ค่ะ! :D


   




 1. เปิดรับสมัครปีละกี่ครั้ง
 สำหรับทุนปริญญาตรีจะเปิดช่วงเดือนกันยายนของทุกปีค่ะ ส่วนทุนปริญญาโทและเอกจะเป็นช่วงเดือน
 มีนาคม

 2. ถ้ากำลังเรียนระดับปริญญาตรีอยู่ล่ะ จะสมัครได้มั้ย
 ได้ค่ะ (แต่ทางทุนย้ำว่า จะเน้นพิจารณานักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นม.6 มากกว่า) แ่ต่หากอยากลองสมัคร
 ให้ใช้เอกสารแสดงการจบมัธยมปลายและทรานสคริปต์ของมัธยมปลาย

 3. เอกสารต่างๆ ควรเขียนหรือพิมพ์
 ควรพิมพ์จะดีกว่าค่ะ

 4. ไม่มีทั้งผลสอบภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลีเลย จะสมัครได้มั้ย
 ได้ค่ะ แต่คนที่มีเค้าก็จะได้เปรียบกว่า

 5. เอกสารแสดงสัญชาติของตนเองและบิดามารดาใช้อะไรได้บ้าง
 ทางทุนแนะนำให้ใช้ "สำเนาสูติบัตร" จะดีที่สุดค่ะ เพราะในนั้นจะระบุทั้งสัญชาติของเราและบิดามารดา
 รวมถึงระบุด้วยว่าเป็นบิดามารดาและบุตรกันจริงๆ โดยให้นำสูติบัตรไปแปลเป็นภาษาอังกฤษที่ร้านรับแปล
 เอกสาร จากนั้นให้นำไปรับรองความถูกต้องที่กรมการกงสุล [อ่านวิธีการนำไปรับรองได้ที่นี่ คลิก] ส่วนใครทำ
 สูติบัตรหาย สามารถไปขอคัดใหม่ได้จากอำเภอค่ะ
  
 6. ใบคาดว่าจะจบการศึกษา ต้องระบุอะไรบ้าง
 ต้องระบุว่าจะเรียนจบมัธยมปลายก่อนวันที่ 31 มีนาคม ในปีถัดไปค่ะ 

 7. หากได้ทุน จะได้ไปเรียนคณะหรือสาขาอะไร
 สามารถเลือกได้ตามเอกสารประกอบซึ่งอยู่ในไฟล์ที่ให้ดาวน์โหลดรายละเอียดการรับสมัครค่ะ

 8. มีการสอบมั้ย?
 ไม่มีสอบข้อเขียนค่ะ พิจารณาจากเอกสารการสมัคร จากนั้นจะมีการสอบสัมภาษณ์





ใครจะสมัครก็ขอให้โชคดีนะคะ
เดี๋ยวใ้ห้พี่แจนเลี้ยงหมูย่างกับทักคาลบิแน่นอน อิอิ ^^

 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pay

พี่เป้ - ผู้เขียน

มนุษย์บ้างานและบ้านวด ผู้ตกหลุมรักปลาแซลมอน การนอน และและออฟฟิศ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เกาหลี #ทุนรัฐบาลเกาหลี #เรียนนอก #เรียนต่อ #ทุนฟรี

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?