/>
ซ่อน
แสดง

เช็ค! 18 เหตุผล(ข้ออ้าง)ที่ทำให้เราไม่เก่งภาษาอังกฤษซักที!! []

วิว
     สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com หนึ่งในคำถามที่ พี่พิซซ่า เจอบ่อยติดอันดับก็คือ "ทำยังไงให้เก่งภาษาอังกฤษคะ/ครับ" และเมื่อพี่แนะนำไปก็มักได้ยินต่อว่า "ก็มัน.....นี่นา" สารพัดเหตุผลเลยแหละ วันนี้ English Issues จึงขอเสนอสุดยอดข้ออ้างที่ทำให้ไม่เก่งอังกฤษซักทีค่ะ รีบเช็คตัวเองด่วนๆ เลยว่าเคยอ้างแบบนี้มั้ย



1. "ก็มันยาก" (It's just so hard.)

 

     ตอนเด็กๆ ทุกเรื่องก็เป็นเรื่องยากสำหรับเราทั้งนั้น ปั่นจักรยานให้เป็นก็ยาก ระบายสีไม่ให้ออกนอกเส้นก็ยาก บวกเลขสองหลักก็ยาก ขนาดภาษาไทยกว่าจะพูดได้อย่างทุกวันนี้ต้องผ่านมาขนาดไหน ฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาจากการออกเสียงคำว่า "แม่" ได้คำเดียว มาจนพูดน้ำไหลไฟดับได้ขนาดนี้ เราก็สามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้เช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของเราหรอก


2. "ไม่มีหัวด้านภาษา" (I'm not good with languages.)

 

     ข้อนี้คล้ายกับข้อแรก พี่ก็ขอแย้งด้วยเหตุผลเดิมเช่นกัน จะมีทักษะด้านภาษาหรือไม่ก็ตาม ถ้าเราเรียนพูดไทยได้เราก็เรียนพูดอังกฤษได้ อย่าไปนึกถึงข้อสอบรามเกียรติ์ที่ตกแล้วตกอีก เพราะเอาจริงๆ ก็ไม่มีใครท่องอาขยานใส่กัน ฉะนั้นถึงคะแนนสอบภาษาอังกฤษจะไม่สวยก็อย่าเกลียดมัน หรือโทษตัวเองว่าไม่มีหัวด้านนี้ ที่จริงเราอาจมีทักษะในการใช้ในชีวิตจริงมากกว่าเพื่อนที่สอบได้ 4.00 ทุกเทอมก็ได้


3. "ไม่กล้าพูด" (I'm too embarrassed to speak.)

 

     ถ้าเรียนแล้วไม่ลองเอามาใช้เลยก็ลืมเกลี้ยงแน่ๆ พี่เชื่อว่าเราเรียนคำราชาศัพท์กันมาแล้ว แต่พอเจออีกทีก็ต้องเปิดหนังสือดูคำแปลอยู่ดี ก็เราไม่เคยใช้จริงจะจำขึ้นใจได้ยังไง


4. "ถ้าพูดผิดแล้วดูโง่อ่ะ" (When I say something wrong; it makes me look stupid.)

 

     เรากำลังฝึกฝนอยู่ ฉะนั้นก็ลองเอาไปใช้จริงด้วยการพูดไปเลย ถ้าผิดอีกฝ่ายก็ช่วยแก้ให้เอง และอีกฝ่ายคงไม่มองว่าเราโง่แน่นอน ลองนึกว่าถ้าชาวต่างชาติมาถามทางไป "ว้าด-พร้า-แก่ว" เราก็จะ "อ๋อ วัดพระแก้ว" ให้โดยอัตโนมัติ แถมไม่มองว่าเขาโง่ด้วย


5. "งั้นพูดก็ได้ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าภาษาอังกฤษเราง่อยมากนะ" (Firstly, I want to apologize for my poor English.)
 

     ถ้าออกตัวแต่แรกเลยว่าภาษาอังกฤษเราไม่ดี อีกฝ่ายก็จะคิดทันทีว่ามันต้องไม่ดี แล้วพอเราพูดอะไรผิดมา เขาก็จะรู้สึกว่า "ช่างมัน" ไม่ช่วยแก้ ไม่ช่วยเราพัฒนาซะงั้น ฉะนั้นพูดไปก่อนโดยไม่ต้องรีบออกตัว พอผิดแล้วอีกฝ่ายแก้ให้ก็ค่อยบอกว่าเรากำลังเรียนอยู่ อีกฝ่ายจะยิ่งชื่นชมเราเลยว่า "ทำได้ขนาดนี้นี่เก่งมากเลยนะ" เมื่อได้ยินอะไรแบบนี้เราก็ยิ่งมีกำลังใจฝึกฝนตัวเองมากขึ้นด้วยนะ


6. "พูดแล้วก็ไม่เห็นใครจะเข้าใจเลย" (Nobody understands me.)

 

     แม้จะพูดแล้วฝ่ายตรงข้ามงงทุกครั้งก็ห้ามบอกตัวเองแบบนี้เด็ดขาดค่ะ เพราะมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เราจะยิ่งกลัวมากขึ้นและอาจถึงขั้นเกลียดชังโลกได้เลย ฉะนั้นถ้าเขางงก็พยายามหาคำตอบให้ได้ว่างงตรงไหน แล้วก็นำมาปรับปรุงให้ตรงจุดค่ะ พัฒนาตรงนั้นมากเป็นพิเศษ และอย่าลืมฝึกพูดบ่อยๆ ด้วย มันต้องมีวันที่เขาเข้าใจเราแน่นอนค่ะ


7. "อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง" หรือ "ไม่ชอบอาจารย์คนนี้เลย" (I don't know what he's talking. I don't like him.)

 

     ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือข้ออ้างก็อย่าให้มันมาเป็นอุปสรรคค่ะ อย่าลืมนะคะว่าการเก่งภาษาอังกฤษไม่ได้มาจากความรู้ในห้องเรียนอย่างเดียว ฉะนั้นถ้าเรามีปัญหากับการเรียนในห้อง เราก็สามารถหาตัวช่วยข้างนอกได้ จะเรียนพิเศษเพิ่ม หาเพื่อนต่างชาติออนไลน์ ดูหนังฟังเพลง อ่านบทความดีๆ มีสาระในเว็บ Dek-D.com หรือขอให้เพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษช่วยทบทวนให้ก็ได้เช่นกันค่ะ


8. "เกลียดวิชาท่องจำ" (I hate subjects that require a lot of memorization.)

 

     อย่ามองว่าภาษาอังกฤษเป็นแค่วิชาที่โดนบังคับเรียนตามกฎหมายเท่านั้นสิคะ มองว่ามันเป็นทักษะอย่างหนึ่ง หรือศิลปะอย่างหนึ่งจะดีกว่า เรายังชอบเล่นดนตรีเพลงที่แกะโน้ตเองมากกว่าเพลงคลาสสิกที่อาจารย์สอนเลย ฉะนั้นถึงท่องจำสิ่งที่ต้องสอบไม่ได้ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องหยุดหาความรู้จากที่อื่นไปด้วย


9. "เรียนให้สอบเข้าได้ก็พอ" (Cramming for the examination is enough.)

 

     นี่ก็คล้ายข้อเมื่อกี้ค่ะ ถ้ามองว่ามันเป็นแค่วิชา สอบเสร็จก็ลืมเกลี้ยงทันทีสิ นอกจากเนื้อหาเตรียมสอบแล้วก็ต้องฝึกฝนทักษะที่ใช้ในชีวิตจริงไปด้วยค่ะ


10. "ก็ใครมันจะไปเก่งเท่า (ชื่อใครซักคน) ล่ะ" (No one can beat ...)

 

     ข้อนี้ห้ามโดยเด็ดขาด เป็นสุดยอดของความผิดมหันต์เลยค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาอังกฤษนะคะ หมายถึงทุกๆ เรื่องเลย เราอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเพื่อให้รู้สึกสิ้นหวังมากกว่าเดิมเด็ดขาดค่ะ เมื่อเจอคนเก่งกว่า เราสามารถชื่นชมเขาได้ แล้วก็ดูว่าเขาทำอย่างไรถึงเก่งได้แบบนั้น แล้วลองปรับใช้กับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นค่ะ


11. "ไว้ไปเรียนสถาบันดังๆ 20 ชั่วโมงก็พูดปร๋อแล้ว" (That school can make me fluent in 20 hours.)

 

     ข้อนี้จะเป็นจริงถ้าเราตั้งใจเรียนและทำกิจกรรมทุกอย่างที่อาจารย์บอกใน 20 ชั่วโมงนั้น และเรายังฝึกฝนเองต่อนอกห้องเรียนด้วย แต่ถ้าเราไปนั่งเรียนเฉยๆ แล้วไม่พยายามฝึกฝน ไม่ขวนขวายเองเพิ่มเติม ต่อให้เรียน 40 ชั่วโมงเราก็จะได้แค่สิ่งที่เอาไปสอบ แต่ไม่ได้ทักษะที่จะใช้ในชีวิตจริง


12. "โตแล้ว มาเรียนตอนนี้ก็ได้แค่นี้แหละ" (Adults don't learn languages well.)

 

     จริงอยู่ค่ะที่เมื่อเราโตขึ้นเราจะเรียนรู้ภาษาได้ช้ากว่าตอนเด็กๆ แต่ก็อย่าเอามาเป็นข้ออ้างเชียว เพราะเมื่อรู้ว่าเราเรียนรู้ได้ช้าลง ก็แปลว่าเราต้องพยายามมากกว่าตอนเด็กๆ ไงคะ ข้อนี้ฝากถึงคนที่พ้นวัยเรียนโดยเฉพาะเลย "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ยังใช้ได้เสมอ ถ้าพยายามแล้วยังไม่ได้ก็ต้องพยายามมากขึ้นค่ะ ฮีบ! สู้ๆ


13. "ไม่มีเวลาไปเรียน" (I don't have time.)

 

     ถึงจะงานรัดตัวหรือมุ่งมั่นกับการเรียนจนไม่มีเวลาไปลงเรียนจริงจัง ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษเลยนะคะ ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงภาษาอังกฤษ ชมภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ฟังวิทยุคลื่นที่รายงานเป็นภาษาอังกฤษขณะขับรถ หรืออ่านข่าวสารในโลกออนไลน์จากเว็บภาษาอังกฤษก็ได้ค่ะ อ่าน English Issues ที่ Dek-D.com อยู่เสมอ หรือตั้งกระทู้พูดคุยภาษาอังกฤษกันก็ถือว่าได้เรียนรู้ไปในตัวแล้วนะคะ


14. "ฟังเพลงฝรั่งมาทั้งชีวิต ก็ไม่เห็นจะเก่งขึ้นเลย" (I love English music but it's not helping.)

 

     ต้องถามก่อนว่าฟังแล้วเปิดเนื้อเพลงไปด้วยมั้ย เพราะถ้าอ่านตามไปด้วยจะทำให้รู้ว่าคำไหนออกเสียงยังไง หรือถ้าเปิดเนื้อร้องตามแล้ว เราได้ทำความเข้าใจกับเนื้อหารึเปล่า นอกจากร้องเป็นฟีลลิ่งแล้วก็ควรศึกษาความหมายเพลงด้วยนะคะ พยายามแปลดูว่าเพลงนั้นสื่ออะไร คำศัพท์ไหนไม่รู้จักก็หาคำแปลแล้วจดไว้ การเรียนรู้จากเพลงที่ชอบจะทำให้เราสนุกที่ได้เรียนค่ะ


15. "อยู่แต่ในเมืองไทย จะให้ฝึกพูดแค่ไหนกัน" (I can't get fluent while living here.)
 


     ตอนนี้ไม่ใช่ยุคที่เราเดินเท้าข้ามเมืองกันเป็นเดือนๆ แล้วนะคะ ถึงอยู่ในเมืองไทยก็ไม่ได้แปลว่าเราขังตัวเองอยู่ในห้องแบบตัดขาดจากโลกนี่นา เรามีตัวช่วยตั้งเยอะ จะฝึกพูดกับเว็บสอนภาษาก็ได้ ซื้อซีดีฝึกพูดมาพูดตามก็ได้ ทักทายเพื่อนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษเหมือนกันด้วยภาษาอังกฤษก็ได้ หรือจะหาเพื่อนต่างชาติไว้คุยออนไลน์ก็ได้ค่ะ พี่รู้จักตั้งหลายคนที่ไม่เคยไปเมืองนอกเลยและไม่เคยเรียนกับสถาบันสอนภาษาด้วย แต่ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีทั้งฟังพูดอ่านเขียนเลย


16. "ขอไปอยู่อังกฤษซัก 6 เดือนก่อนนะ แล้วจะกลับมาพูดให้ฟัง" (I have to live in England to become fluent in English.)

 

     ข้อนี้คล้ายกับข้อเมื่อกี้ตรงที่สถานที่ไม่มีผลมากหรอกถ้าเราไม่ตั้งใจจริง พี่ก็เคยเจอคนไทยหลายคนที่ไปอยู่สหรัฐอเมริกาเป็น 10 ปี แต่สื่อสารได้แค่ประโยคทักทายทั่วไป พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวจริงจังไม่ได้ นั่นเพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษแค่ตอนทำงานในร้านอาหารค่ะ นอกจากนั้นเขาก็คุยกันเองในกลุ่มคนไทย ฉะนั้นอยู่ที่ไหนก็สามารถเก่งได้ ขึ้นกับตัวเราค่ะ


17. "ไม่ชอบฝรั่งอ่ะ ไม่ต้องการคบหาด้วย" (I don't like Westerners.)

 

     ถึงไม่ต้องคบหากับชนชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ก็ไม่ได้แปลว่าชาติอื่นๆ จะไม่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับเรานะคะ ตอนเรียนภาษาเกาหลีช่วงแรกๆ พี่ก็ดูวิดีโอที่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษในการสอน ทำให้ได้พัฒนาสองภาษาควบคู่กันเลย


18. "ไม่รู้จะเรียนไปทำไม" (I don't know why I have to learn this.)

 

     ภาษาอังกฤษเป็นอีกหนึ่งภาษาสากลของโลก เราสามารถเข้าใกล้โลกได้มากขึ้นผ่านภาษานี้ เว็บไซต์ที่มีข้อมูลดีๆ อาจนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ ซึ่งถ้าเราไม่รู้ไว้เราก็จะรู้แค่ข้อมูลที่เกิดในไทยหรือที่มีคนแปลมาให้แล้วเท่านั้น หรือถ้าเราอยากไปเที่ยวรอบโลก จะให้พูดได้ทุกภาษาเลยก็คงไม่ไหว หรือต่อให้เราอยู่ในประเทศตลอดชีวิต ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษก็ทำให้เราได้เปรียบอยู่ดี ลองนึกดีๆ ค่ะ เพราะมีเหตุผลมากมายที่เราควรเก่งภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องฝืนใจตัวเอง หาให้เจอนะคะ



     ยอมรับมาซะดีๆ ว่าเคยอ้างกันกี่ข้อ รู้แล้วก็ต้องหยุดข้ออ้างทั้งหมด แล้วใส่แรงใจแรงฮึดเข้าไป พยายามให้มากขึ้น อย่าคิดแต่เรื่องเกรดในห้อง แต่ให้ความสำคัญกับการใช้จริงด้วยนะคะ ความสนุกในการเรียนรู้มีอยู่เสมอ เปิดใจให้กว้างนะคะ
 
บทความนี้ถูกเขียนขึ้นโดยทีมงานเว็บไซต์ Dek-D.com เป็นที่แรก
หากต้องการนำไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์อื่น กรุณาใส่เครดิตให้ครบถ้วน


พิพิธภัณฑ์-สวนสัตว์สุดเจ๋งในเมืองนอกที่ "ไปนอนค้างคืน" ได้
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pizza

พี่พิซซ่า - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ฝ่ายเรียนต่อนอก

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#how to #ทำยังไงให้เก่งอังกฤษ #เก่งภาษาอังกฤษ #เรียนภาษาอังกฤษ #อยากเก่งภาษาอังกฤษ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?