ประสบการณ์เด็กไทยไปอเมริกา โดนบังคับเปลี่ยนศาสนา จะแก้ปัญหายังไง? []

วิว
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ...เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ เช่นเคย^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้มาจากอเมริกา กับปัญหาหนึ่งที่น้องๆ บางคนอาจจะเคยเจอ เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาค่ะ จะเป็นยังไง ต้องลองอ่านดูเลย

   
       สวัสดีครับทุกๆ คน เราชื่อ ณัฐชนน ทิมสุวรรณ  หรือจะเรียกเราว่าเต้ก็ได้นะ เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของ YFU รุ่น 17 ไปประเทศสหรัฐอเมริกา และตอนนี้เราเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ชั้น ม.5 แผนการเรียนศิลป์- เยอรมันครับ

       เราเดินทางวันที่ 25 กันยายน ซึ่งที่ว่าเลทมากๆ (แทบจะร้องไห้) แต่ประสบการณ์ที่ได้มานี่พอๆ กับคนที่มาเร็วเลยนะ ครั้งแรกที่เราเหยียบประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกอย่างมันแตกต่างจากบ้านเมืองเราจริงๆ การแลกเปลี่ยนของเรามันคือปีของเราแล้ว เราอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐนิวยอร์ก สำหรับใครที่คิดว่าเราอยู่นิวยอร์คแล้วจะแบบ มีชีวิตสวยๆ เดินไทม์สแควร์อะไรแบบนี้นี่ผิดเลยนะ 55555 คือเมืองที่เราอยู่เรียกได้ว่ามันคือชนบทของนิวยอร์ก บ้านเราอยู่บนเขา เรียกว่ากลางป่าดงพงไพรก็ได้ แบบทุกอย่างเขียวขจี กวางกับไก่งวงวิ่งกันสนุกสนาน 55555 ส่วนโรงเรียนเราอยู่ที่เมืองเบนนิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ เกร๋ๆ ป่ะล่ะ 5555555

 
     
      โฮสท์เราค่อนข้างแก่ แต่ก็ค่อนข้างใจดีเหมือนกัน 555 ลูกเขาโตกันหมดแล้วเลยแยกบ้านกันอยู่ พูดง่ายๆ คือเราเป็นเหมือนลูกคนเดียวของเขาที่อยู่ในบ้านเลย ส่วนตัวเราไม่โดนโฮมซิกหรือ culture shock เลยนะ คือทุกคนเป็นกันเองกับเรามากๆ ที่สำคัญเราต้องพยายามคุยกับเขาด้วยนะ

       มาพูดถึงเรื่องโรงเรียนกันบ้าง โรงเรียนเราชื่อว่า Grace Christian School มีนักเรียนแค่ 200 คนเอง แต่มีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นม.6 เลย แถมมีนักเรียนแลกเปลี่ยนประมาณ 25 คน เรียกได้ว่ามีเพื่อนทั่วโลกจริงๆ เห็นชื่อโรงเรียนก็น่าจะเดาออกกันแล้วนะว่ามันจะเป็นแบบไหน เนื่องจากโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนคริสต์ โฮสท์พ่อเราก็เป็น Pastor ออกแนวแบบคนสอนศาสนาน่ะ เราอาจจะโดนถามบ่อยว่าทำไมต้องเลือกศาสนาพุทธ เขาจะคอยพูดให้เราเชื่อเขา เพราะเขาคิดว่ามันเป็นแนวคิดที่ไม่ถูก โฮสท์แม่เราพยายามจะกดดันให้เราเปลี่ยนศาสนา เขาพยายามพูดนู่นพูดนี่ให้เหมือนล้างสมอง ตอนที่เรามาเราก็ไม่เคยคิดเลยนะ ว่าเราจะมาเจอปัญหาแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเกิดแบบนี้ไปแล้ว ก็มีแค่ต้องหาทางออกด้วยตัวเอง

   
      โฮสท์แม่จะออกแนวพูดเจ็บๆ เขาจะหาเวลาที่เราอยู่กับเขาสองคน แล้วจะคอยพูด เราเข้าใจนะว่าเขาอยากให้เราเชื่อแบบเขา ทำตามเขา เขาจะพูดแบบประมาณว่า ศาสนาพุทธไม่มีพลัง พวกหลงผิด อะไรทำนองนี้   ตอนเราโดนเขาพูดเรื่องนี้ครั้งแรกใส่เรา เรากดดันมาก อยากจะบอกเจ้าหน้าที่โครงการมากๆ ว่าเรามีปัญหา แต่เราไม่กล้าบอก กลัวว่าจะโดนย้ายโรงเรียน เรียกว่าเราเกือบร้องไห้จริงๆ
  
       หลังจากนั้นเราก็คิดได้ว่า เราจะต้องหาทางแก้เองแล้วล่ะ เราจะไม่ยอมให้เขามาเป็นฝ่ายพูดคนเดียวอีกแล้ว เพราะแนวคิดบางแนวคิดของเขามันก็ผิด เหมือนที่เขาคิดว่าแนวคิดของเรามันผิด ถึงเวลาที่เราต้องพูดจริงๆ แล้วล่ะ 

   
      สำหรับทางออกของเรานะ เราจะมีจุดยืนที่หนักแน่นของตัวเอง เราจะพยายามหาเหตุผลของตัวเองมาแก้ไข พอครั้งต่อไปมาถึง โฮสท์แม่เราเริ่มเปิดเรื่องเดิมๆ อีกแล้ว เราก็พยายามแก้ไขเท่าที่เราหาข้อมูลมา ที่สำคัญจะมาเถียงกับเขาฉอดๆ ก็ไม่ได้ สุดท้ายเราโฮสท์ก็เข้าใจแนวคิดเรา แล้วเรื่องนั้นก็เริ่มซาไป เราไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของโฮสท์เราเท่าไหร่เหมือนกัน อย่างตอนนั้นเราเปิดเพลง Taylor Swift ให้เขาฟัง เพราะเราชอบเพลงแนวๆนี้ แล้วมัมก็พูดขึ้นว่า

    Mom: Tae, Do you like Taylor Swift?
    Tae: Yes, I kind of like her songs.
    Mom: But she’s not Christian. You better listen to the song about our God.
    Dad: Mom, I don’t think you can force him to do what you want. It’s your opinion.
    Mom: But all of her songs are so plain..
    Dad: That’s not the thing that we were talking about, and it’s your opinion again.
    Mom: Ok well.

  
       จุดๆ นี้เรารักโฮสท์พ่อขึ้นมาเลยจริงๆ เขาเข้าใจเราตลอดเลย แต่ถ้าถามว่าเรารักโฮสท์เราไหม สำหรับโฮสท์พ่อ เราตอบได้เต็มปากเลยว่าเรารักโฮสท์พ่อเรามากๆ แต่สำหรับโฮสท์แม่ ไม่ใช่เราไม่รักเขานะ เราก็รักเขาในบางส่วน อาจจะมีส่วนศาสนาที่เราไม่ค่อยลงรอยกันบ้าง แต่ลูกของโฮสท์ที่โตแล้ว (อายุ 35 ได้) เขาบอกเราว่าพวกเขารักเรามากนะ ถ้าวันไหนที่คุณไป เขาต้องคิดถึงคุณแน่ๆ หลังจากประโยคนั้นจบ เราก็รู้สึกดีใจนะ เราคงจะผูกพันกับเขาด้วยแหละ ก็อยู่กันมากันเกือบปีนี่เนอะ โอเค เราควรจบเรื่องส่วนโฮสท์ 
    
       การเรียนของที่นี่ ถือว่าไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับเด็กไทยอย่างเราหรอกเนอะ มันจะออกแนวง่ายๆ มากกว่า แต่เราจะมีปัญหากับชีววิทยานิดนึง เราไม่ค่อยเก่งวิทย์เท่าไหร่ ก็ต้องทำงานหนักหน่อย แต่พอจบมาแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองจริงๆ นะ แบบ เฮ้ย เราก็สามารถเอาชีวิตรอดในต่างแดนกับเค้าได้เหมือนกันนะ 


(เพื่อนคนซ้ายสุดหล่อมากเลยค่ะ)
     
       แน่นอนว่ามาแลกเปลี่ยน ใครจะคิดว่าจะมาเรียนอย่างเดียว วัยชิคๆ อย่างเรามันต้องเที่ยวช้ะ 55555 นี่ก็พยายามจะเที่ยวให้มากถึงที่สุด แบบเฮ้ยไปไหนอ่ะ ไปด้วยยย 5555 เรามีโอกาสได้ไปทริป เรียกว่า West Coast trip (ฝั่งตะวันตกของอเมริกา) เราก็จะไปพวกแบบ Las Vegas, Arizona, Grand Canyon, California เราชอบทริปนั้นมาก มันเหมือนเปิดโลกเราให้กว้างขึ้นจริงๆ อีกที่นึงที่แทบจะเป็นแลนมาร์คของประเทศนี้เลยก็ว่าได้ Time Square พูดได้เลยว่านักเรียนแลกเปลี่ยนเกือบทุกคนอยากจะมาที่นี่มากๆ และแน่นอน เราไปเหยียบที่นั่นมาสองครั้ง 

     
       ส่วนหน้าหนาวของเมืองเรา หนาวถึงขั้น -26 องศากันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นหมีไปเรียน เราต้องเดินลงเขาไปรอรถโรงเรียน ชีวิตคันทรี่ไปอีกจ้า เรามีโอกาสได้ไปสกีกับเพื่อนๆ เป็นเวลา 5 ครั้ง เราก็เล่นไม่เป็นสิ ล้มประมาณสิบรอบ เขาก็ช่วยๆ กันสอนเรา เป็นช่วงที่เราได้เพื่อนเยอะมากก ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดของชีวิตเราเลยก็ได้นะ 
     
       มีพบเจอ ก็ต้องมีลาจาก วันสุดท้ายของโรงเรียนเป็นวันที่เราเศร้ามากจริงๆ แบบกอดกันร้องให้ ไม่น่าเชื่อว่าขนาดอยู่ด้วยกันไม่ถึงหนึ่งปี จะรักกันมากขนาดนี้ การมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเปลี่ยนอะไรเราบ้าง? เราตอบได้เลยนะว่ามันทำให้เรากล้าหาญขึ้น มองโลกในมุมมองที่กว้างมากขี้น ต่างคนต่างความคิด และที่สำคัญมันทำให้เราโตขึ้น มีความคิดเป็นของตัวเองจริงๆ ถามว่าปีแลกเปลี่ยนของเราที่มาคุ้มกับเงินที่พ่อแม่เสียไปไหม เป็นเราเราจะตอบว่ามันคุ้มมากๆ นะ เราได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง รู้สึกภูมิใจในตัวเองว่าเราสามารถเอาชีวิตรอดได้ในต่างแดน  สุดท้ายนี้ เราก็อยากให้ทุกคนมาแลกเปลี่ยนกันนะ ถ้ามีโอกาส 

   

          เป็นน้องผู้ชายที่เขียนเล่าเรื่องได้สนุกมากๆ เลยค่ะ เรื่องศาสนาเป็นอีกประเด็นที่ได้ยินค่อนข้างบ่อย ถ้าได้ไปอยู่บ้านที่เคร่งศาสนา อาจจะต้องปรับตัวเป็นการยกใหญ่ บางคนก็เจอปัญหานี้แต่ไม่ได้มาจากโฮสท์ แต่มาจากเพื่อนสนิทก็มีนะ ส่วนน้องเต้ก็ถือว่าแก้ไขปัญหาได้ดีทีเดียวเลย ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆ อ่านบ้าง ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com เดี๋ยวนำมาลงให้จ้า
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pay

พี่เป้ - ผู้เขียน

มนุษย์บ้างานและบ้านวด ผู้ตกหลุมรักปลาแซลมอน การนอน และและออฟฟิศ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#แลกเปลี่ยน #อเมริกา #yfu

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?